เช้าวันพฤหัสที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๙ ผมเข้ากูเกิ้ลอ่านเรื่อง กุลมาร์ก (Gulmarg) ว่าเป็นทุ่งบุปผา ๒.๖ กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล แหล่งเล่นสกี ดัง วีดิทัศน์นี้ และ ๒
๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๙
ที่เล่าในย่อหน้าบน เป็นกิจกรรมฤดูหนาวเมื่อเราไปเที่ยวจริงวันที่ ๒๖ มิถุนายน เป็นฤดูร้อนระยะทางไปกุลมาร์ก ๕๖ ก.ม. ใช้เวลา ๒ ชั่วโมงทิวทัศน์ระหว่างทาง จากศรีนาการ์ไปกุลมาร์กเขียวชะอุ่มมีทุ่งนาสองข้างทางแสดงว่าแคชเมียร์เป็น แหล่งผลิตข้าว
เราออกเดินทางจากโรงแรม ๘.๐๐ น. โดยรถโตโยต้า อินโนว่าคันเดิม สมาชิก ๔ คนชุดเดิมซึ่งจะนั่งไปด้วยกันตลอดทริปตอนออกจากโรงแรมซอยแคบสกปรก เห็นชัดว่าเป็นแหล่งคนจนมีสุนัขจรจัดมาก และคุ้ยขยะเกลื่อนกลาดออกนอกเมือง ถนนกว้างและสะอาดแต่พอเข้าเขตชุมชนก็จะจอแจและสกปรกเราแล่นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กำหนดเวลาเดินทาง สองชั่วโมงเศษพอเก้าโมงเช้าก็แวะสถานบริการนักท่องเที่ยวของบริษัททัวร์ที่อินเดียเพื่อเข้าห้องน้ำจะเห็นว่าระบบบริการนักท่องเที่ยวของอินเดียกับระบบบริการน้ำมันรถยนต์ยังไม่ได้เข้ามาบรรจบกันอย่างของไทยเขาจึงยังไม่มีปั๊มน้ำมันให้บริการนักท่องเที่ยวครบวงจรอย่างของเรา
หลังจากนั้นเราไปแวะที่จุดชมวิว ถ่ายรูปยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมและเดินทางถึงกุลมาร์กเวลาประมาณ ๑๐.๓๐ น.พบสภาพที่คนพื้นเมืองจอแจมากคุณอุ้ยอธิบายว่าเป็นเจ้าของม้าที่จะให้เราเช่าเดินไปที่จุดขึ้นเคเบิ้ลคาร์ไปชมวิวบนเขาเราไปเข้าห้องน้ำที่โรงแรม Yemberzal ซึ่งเป็นภัตตาคารด้วยหลังขึ้นเขาไปชมและถ่ายรูปวิวแล้วเราจะกลับมากินอาหารเที่ยงที่นี่
ตรงจุดนี้ทิวทัศน์เป็นเนินสวยมากเป็นสนามหญ้าที่มีต้นไม้ดอกเป็นทิวอยู่ไกลๆเวลานี้หน้าร้อนเป็นสนามกอล์ฟแต่หน้าหนาวหิมะเต็ม ใช้เป็นลานเสก๊ตน้ำแข็ง
จากจุดตรงหน้าโรงแรมไปถึงสถานีเคเบิ้ลคาร์ระยะทางประมาณ ๑ ก.ม.มีทางเลือกไปสามทาง (๑) เดินไป พวกเราทั้งหมดเดินไป(๒) ขี่ม้าคุณอุ้ยยังไม่แนะนำให้ใช้ บอกว่าค่อยขี่วันรุ่งขึ้นที่โซนามาร์กดีกว่า(๓) ขี่รถมอเตอร์ไซคล์สี่ล้อ เรียกว่า ATV มีคนขับ นั่งคันละคนขากลับสาวน้อยกับผมและอีกกว่าสิบคนนั่งรถนี้ ค่าโดยสารคนละ ๕๐๐ รูปี
ขึ้นเคเบิ้ลคาร์ใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาทีก็ถึงปลายทางที่จริงมีเส้นทางขึ้นสูงขึ้นไปอีก แต่เราหยุดแค่นี้ เพื่อชมวิวและถ่ายรุปกับยอดเขาที่มีน้ำแข็งปกคลุมที่นี่มีคนมาขายผ้าคลุมไหล่พาชมินาร์ต่อราคาได้เหลือประมาณหนึ่งในสามเราซื้อมาเป็นของฝากหลายผืนไก๊ด์อินเดียบอกว่าเป็นผ้าทอโรงงานไม่ใช่ทอมือ ไม่ทน แต่ก็เป็นขนสัตว์เราคิดว่าจะมีดอกไม้สวยๆ ปรากฎว่าไม่มีเลยดอกไม้สวยอยู่ที่โรงแรม และที่ทุ่งระหว่างเดินไปสถานีเคเบิ้ลคาร์
เคเบิ้ลคาร์แล่นเหนือบริเวณที่มีบ้านชาวเขาลักษณะเป็นบ้านดิน เป็นบ้านชั้นเดียว หลังคาต่ำทางขึ้นเขานี้ เดินขึ้นก็ได้ ขี้ม้าขึ้นก็ได้เรามองจากเคเบิ้ลคาร์เห็นบรรยากาศดังกล่าว
เรากลับลงมากินอาหารเที่ยงที่อาหารอร่อยที่สุดคือ Thai omlette หรือไข่เจียวพ่อครัวอินเดียเจียวไข่ได้เหมือน ของไทยแท้
ระหว่างทางกลับศรีนาการ์ แวะซื้อผลไม้แห้งกลางทางผมซื้อ figกับเมล็ด blackberry แห้ง ราคาถุงละ ๔๐๐ รูปี
กลับมาศรีนาการ์ ไปชมมัสยิดจามา (Jama Masjid) ที่ถ้าไม่บอกว่าเป็นมัสยิดเราจะไม่รู้ วิกิพีเดียบอกว่าเป็น Indo-saracenic architecture ยอดอาคารไม่เป็นโดม ผมว่าคล้ายๆ ยอดโบสถ์พม่าเสาและส่วนประกอบของอาคารเป็นไม้ มีเสาถึง ๓๗๘ เสาและบริเวณก็กว้างขวางสวยงามแต่เราไปตอนแดดเปรี้ยง ร้อนจัดเราไปยืนชมอยู่หน้าอาคารประธานสักครู่มีคนมาเรียกผมว่าขึ้นไปชมได้แล้วผมก็ไปเรียกคนอื่นๆ ขึ้นไปคนที่นี่มีไมตรีจิตต่อนักท่องเที่ยว
คุณอุ้ย หัวหน้าทัวร์ไทย เรียนจบด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์อธิบายว่ามีสัญลักษณ์รูปโดมเล็กๆ อยู่ที่ยอดอาคารหนึ่ง
หลังจากนั้นให้เวลาช็อปปิ้งตามร้านค้าโดยรอบมัสยิดสาวน้อยกับผมเดิมชมบรรยากาศด้วยความอ่อนแรง เพราะอากาศร้อนอบอ้าวมาก
แล้วไปล่องเรือในทะเลสาบ Nigeenโดยลงเรือที่ท่าฝั่งตรงกันข้ามกับโรงแรมของเราแล้วล่องเรือกินบรรยากาศรวม ๘ ลำ ลำละ ๔ คน ตามสมาชิกในรถมีคนพายไปเอื่อยๆทะเลสาบไม่กว้างมาก มีบริเวณที่มีกอบัวมีคนนั่งตกปลาในเรือ เป็นระยะๆระหว่างนั้นมีเรือขายของหลายลำมาเทียบ ชวนให้ซื้อของรวมเวลาล่องเรือประมาณ ๑ ชั่วโมงกลับถึงโรงแรมประมาณ ๖ โมงเย็นเหน็ดเหนึ่อยหมดแรงกันถ้วนหน้ากินอาหารเย็นที่โรงแรม
วิจารณ์ พานิช
๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๙
ห้อง ๑เรือลำที่ ๒โรงแรม Wangnoo Sheraton, Srinagar, India
2 แวะศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อเข้าห้องน้ำ
3 แวะถ่ายรูปวิว
5 สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้ป่า
6 ที่กุลมาร์กบรรยากาศวุ่นวายสับสน
7 ด้านหน้าคือสนามกอล์ฟกุลมาร์ก หน้าหนาวเป็นลานสเก๊ตน้ำแข็ง
9 นั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นเขา
10 ลงจากเคเบิ้ลคาร์ชักรูปทันที
11 บรรยากาศบนเขาที่กุลมาร์ก
12 หมู่บ้านชาวเขา ถ่ายจากเคเบิ้ลคาร์
13 บ้านชาวเขาที่กุลมาร์ก ถ่ายจากเคเบิ้ลคาร์
15 สาวน้อยกับ ATV คันที่นั่งกลับ
16 ยอดหลังคา Jama Masjid ส่วนที่มีโดมเล็กๆ













