พลังคนชรา“บ้านหนองพังนาค” ลดการพึ่งพา-ร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ

ในอนาคตประเด็นที่ต้องเสริมเข้าไป คือพัฒนารูปแบบกระบวนการของการดูแลผู้สูงอายุ และการต่อยอดกระบวนการ เช่น กิจกรรมเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ แทนที่เราจะเข้าไปเยี่ยมและมอบของให้ ซึ่งผู้รับจะไม่เกิดความภาคภูมิใจ แต่ถ้าเรานำเด็กๆ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุด้วย ก็จะเป็นการเรียนรู้ภูมิปัญญาและประสบการณ์ของผู้สูงอายุไปในตัว จุดเริ่มต้นนี้ อาจจะต่อยอดให้เกิดเป็นสื่อท้องถิ่น มีการสร้างจิตอาสา สร้างนวัตกรรมท้องถิ่นตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ ขึ้นมาได้


ชุมชนบ้านหนองพังนาค ครอบคลุมพื้นที่หมู่ 7 และหมู่ 13 ของ ต.เสือโฮก อ.เมือง จ.ชัยนาท เป็นชุมชนขนาดกลาง 300 กว่าหลังคาเรือน จำนวนประชากรประมาณ 1200 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และรับจ้างทั่วไป สภาพเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง แบบพออยู่พอกิน

จากการที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการทำนาและรับจ้าง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ผันเปลี่ยนไปตามสังคมอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการทำเกษตรกรรม เป็นอาชีพที่ยังไม่ได้สร้างความมั่งคงให้ชีวิตได้มากนัก ทำให้ผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาคส่วนใหญ่ขาดรายได้ดำรงชีพ เพราะไม่มีบำเหน็จบำนาญให้หยิบใช้ยามแก่เฒ่า และยังขาดการมีส่วนร่วมทางชุมชนของผู้สูงอายุ

ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในชุมชน จึงได้มีการจัดตั้ง ชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาค ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2544 ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 100 คน มี นางปิยนุช ปาปี เป็นประธานฯ

ปี 2558-2559 ชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาค ได้รับทุนจากสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยชมรมผู้สูงอายุระดับชุมชน ดำเนิน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การส่งเสริมการออกกำลังกาย การสร้างเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุในชุมชน และอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ(อผส.) ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นทุกๆ มิติ ทั้ง สุขภาพกาย ใจ และปัญญา

นางปิยนุช กล่าวว่า ผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาคส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าอายุ 60 แล้วจะต้องเกษียณ ไม่ต้องทำงาน เพราะทุกคนทำงานมาตั้งแต่เด็กจนแก่ ไม่มีพัก ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่แรงทำ แม้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาคจะไม่ได้ลำบากดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่ายพออยู่พอกินตามฐานะ แต่คุณภาพชีวิตไม่ได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น เพราะตามวิถีชีวิตของสังคมชนบทที่ยังอ่อนไหวต่อสภาพสังคม เศรษฐกิจ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอยู่บ้าง

ทางชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาคจึงพยายามจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว เกิดการมีส่วนรวมของทุกคน ให้ผู้สูงอายุได้มีอะไรทำ ดีกว่าอยู่บ้านเหงาๆ จึงช่วยดูแลกันและกันพบปะพูดคุยกัน ได้ออกกำลังกายด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ อย่างเช่น ฟ้อนชี่กงประยุกต์ เป็นต้นนอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการรวมกลุ่มทำอาชีพเสริม เช่น สานพัดไม้ไผ่ กระด้ง ไม้กวาด ถักประเป๋าจากผักตบชวา เป็นต้น


ภาพที่ชินตาของคนที่เข้ามาในชุมชนคือ กลุ่มคนจับกลุ่ม 2-3 คนอยู่ใต้ต้นไม้ นั่งฟั่นเชือกผักตบชวาวันละเล็กวันละน้อยผสมกันไปเพื่อเอาไปขาย ช่วยสร้างรายได้เสริมแล้วยังช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้วย เพราะเมื่อผู้สูงอายุมาอยู่มาร่วมกลุ่มกัน เกิดการพูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน ทำให้ทุกคนมีความสุขตามไปด้วย


ประธานชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาค ยังกล่าวอีกว่า การลดรายจ่ายในครัวเรือนเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ชมรมฯ จึงส่งเสริมการปลูกพืชผัก สมุนไพรไว้ในครัวเรือน เวลาจะกินจะใช้ก็ไม่ต้องไปซื้อหาให้เปลืองเงิน และแลกเปลี่ยนกันเอาไปกินไปใช้ ไม่ต้องซื้ออย่างน้อยก็ช่วยลดรายจ่ายไปได้บ้างเพราะคนแก่คงไม่หวังร่ำรวยอะไรอีก เพียงต้องการทำให้ชีวิตมีความสุข ได้ยิ้มแย้ม ตื่นเช้าได้ออกกำลังกาย ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ สุขกายสบายใจก็พอแล้ว

กิจกรรมสำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งของผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาค คือกิจกรรม เพื่อนช่วยเพื่อนที่อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ(อผส.) จะนัดกันออกเยี่ยมผู้สูงอายุที่ป่วยติดบ้านติดเตียง ซึ่งในชุมชนมีอยู่ประมาณ 10 คน จะซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปฝาก และนั่งพูดคุย ทำให้ผู้สูงอายุดังกล่าวไม่เหงา และไม่รู้สึกว่าเพื่อนทอดทิ้ง นอกจากนี้ทุกวันที่ 10 ในการประชุมประชุมประจำเดือน จะมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น และคัดกรองโรคให้กับผู้สูงอายุได้รับทราบสุขภาพของตัวเองเป็นอย่างไร



ขณะเดียวกันเรื่องปากท้องของวิถีชีวิตคนชนบทเป็นเรื่องสำคัญ ที่ควบคู่กันมาคือ เงินกู้นอกระบบ ซึ่งที่บ้านหนองพังนาค ก็หนีไม่พ้นเช่นกัน และชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาค ก็เข้าไปมีส่วนช่วยแก้ปัญหานี้ โดยได้จัดตั้ง “กลุ่มเงินออมเพื่อแม่” ขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2551 เพื่อช่วยเหลือคนในชุมชน และนำรายได้ส่วนหนึ่งมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมของชมรมและเป็นสวัสดิการให้เพื่อนสมาชิก

นายเดช รัชฎาวงศ์ เหรัญญิกชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาค กล่าวถึงกลุ่มออมทรัพย์เพื่อแม่ว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อแม่ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 380 ราย ซึ่งสมาชิกของชมรมผู้สูงอายุเข้าร่วมทั้งหมด เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้มีการออมเงินใช้ยามแก่เฒ่าหรือยามจำเป็น เพราะปัญหาหลักของผู้สูงอายุคือ ความยากจนและโรคภัย

พร้อมกันนี้ยังปล่อยกู้ให้กับคนในชุมชนนำไปประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตในอัตราดอกเบี้ยราคาถูกร้อยละ 1 บาท และสิ้นปีจะมีการปันผลให้สมาชิกที่ร่วมกันออมทรัพย์ ร้อยละ 3.5 ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกกันไว้ใช้ในการบริหารและทำกิจกรรมและสวัสดิการ ปัจจุบันกองทุนมีเงินฝากรวม 1.5 ล้านบาท

“เราไม่ได้ชวนให้คนรวยมาฝากเพื่อหวังผลกำไร เราหวังให้เงินกองทุนนี้จะช่วยเหลือคนในชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในบั้นปลาย” นายเดช กล่าว

กิจกรรมต่างๆ ของชมรมผู้สูงอายุบ้านหนองพังนาค ล้วนสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นในชุมชน ผู้สูงอายุต่างพึงพอใจกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น มีโอกาสรวมกลุ่มนั่งพูดคุยกับเพื่อนๆ หากิจกรรมอะไรมาทำด้วยกันอยู่ตลอด บางครั้งเราก็ไปเยี่ยมเพื่อนที่ไม่สบายติดเตียงอยู่กับบ้าน เพื่อให้กำลังใจกัน


ด้าน นายประยูร อองกุลนะ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า กิจกรรมต่างๆ ของผู้สูงอายุ เป็นกุศโลบายที่ให้ผู้สูงได้เกิดการรวมกลุ่ม ต้องเป็นกิจกรรมที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ให้ผู้สูงอายุเข้าไปมีส่วนร่วมได้ง่าย ซึ่งหากมองลึกลงไป จะพบว่ากิจกรรมต่างๆ สะท้อนถึงสุขภาพจิต เพราะผู้สูงอายุมีความสุข มองเห็นศักยภาพในตัวเอง สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ เช่น สานพัด ทำดอกไม้จันทน์ ศิลปะการแสดง การออกกำลังกาย และการละเล่นต่างๆ

“ในอนาคตประเด็นที่ต้องเสริมเข้าไป คือพัฒนารูปแบบกระบวนการของการดูแลผู้สูงอายุ และการต่อยอดกระบวนการ เช่น กิจกรรมเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ แทนที่เราจะเข้าไปเยี่ยมและมอบของให้ ซึ่งผู้รับจะไม่เกิดความภาคภูมิใจ แต่ถ้าเรานำเด็กๆ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุด้วย ก็จะเป็นการเรียนรู้ภูมิปัญญาและประสบการณ์ของผู้สูงอายุไปในตัว จุดเริ่มต้นนี้ อาจจะต่อยอดให้เกิดเป็นสื่อท้องถิ่น มีการสร้างจิตอาสา สร้างนวัตกรรมท้องถิ่นตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ ขึ้นมาได้” นายประยูร กล่าว

ดังเช่นที่บ้านหนองพังนาคแห่งนี้ หากมองดูผิวเผิน กิจกรรมอย่างการออกกำลังกาย การสร้างอาชีพเสริม การสนับสนุนปลูกพืช ผัก สมันไพรในครัวเรือน หรือจะเป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อแม่ อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่หากมองกันที่วิธีการดำเนินงานและผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ คือคนแก่มีความสุข ยิ้มได้ ย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งกาย ใจ และปัญญา เพียงเท่านี้ก็น่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ของคนทำงานแล้ว


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)