ติวเข้มผู้ปกครองเพื่อพัฒนาการลูกรัก ด้วยหลักสูตร “สวนบำบัด” เพื่อเด็กพิการ

สวนบำบัด ถือเป็นการรักษาอย่างหนึ่งของการแพทย์แผนปัจจุบัน เฉกเช่นเดียวกับการทำกายภาพ ซึ่งจะมีผลอย่างไรขึ้นอยู่กับความพิการแต่ละประเภท อย่างแรก คือ ทางด้านร่างกาย ช่วยให้เด็กได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อ ได้ฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน จิตใจทำให้เด็กเกิดสมาธิ จิตใจสงบ ด้านสังคม ทำให้เขาเด็กได้มีเพื่อน ได้รู้จักเพื่อนใหม่ มีมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้น ซึ่งผู้จัดสวนบำบัดต้องมีความเชี่ยวชาญ สามารถวิเคราะห์อาการเจ็บป่วยหรือความพิการแล้วจัดรูปแบบหรือกิจกรรม


ขึ้นชื่อว่าความพิการแล้ว ไม่ว่าจะด้วยทางด้านร่างกาย สติปัญญา รวมไปถึงทางด้านจิตใจ ล้วนเป็นปมปัญหาในการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น เพราะความพิการเหล่านี้เป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถสัมผัสธรรมชาติและโลกกว้างได้อย่างที่ต้องการ ผู้พิการบางคนจึงขาดชีวิตชีวา ขาดการเรียนรู้ ขาดความรัก และขาดความเข้าใจในชีวิตว่าจะอยู่ต่อเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร

ด้วยเหตุนี้กระบวนการสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้พิการ โดยเฉพาะเด็กๆ จะต้องใช้กระบวนการที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับความบกพร่อง ซึ่งกระบวนการหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในต่างประเทศและถูกนำมาปรับใช้ในประเทศไทย คือ สวนบำบัด

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการจึงร่วมกับสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำ “โครงการสวนบำบัด” ขึ้น เพื่อพัฒนาหลักสูตรสวนบำบัดสำหรับเด็กพิการ ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านเด็กและด้านสุขภาพโดยสวนบำบัดให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยนำต้นแบบมาจากประเทศญี่ปุ่น และมีมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA Thai Foundation) มาร่วมจัดสร้างหลักสูตรในครั้งนี้ด้วย


แนวคิดและหลักการของสงวนบำบัด คือ ทำอย่างไรให้ผู้ที่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายและจิตใจได้เข้าใกล้ธรรมชาติมากที่สุด และหากสามารถนำเอาธรรมชาติไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็จะทำให้สุขภาพผู้นั้นดีขึ้นทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

ทั้งนี้ได้มีการจัดอบรมสวนบำบัดขั้นพื้นฐานให้กับผู้ปกครองและตัวแทนจากองค์กรและมูลนิธิรุ่นแรกไปแล้ว ในระยะที่ 1 ซึ่งการอบรมเน้นความรู้พื้นฐานทั่วไปของธรรมชาติ ความใกล้ชิดกับธรรมชาติความเชื่อมโยงของธรรมชาติกับชีวิต และในระยะที่ 2 การอบรมเชิงลึกพร้อมทั้งลงมือปฏิบัติมากขึ้น ผ่านกิจกรรมการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น การทำปุ๋ยหมักธรรมชาติ ปลูกต้นอ่อนทานตะวัน และปลูกดอกไม้ โดยมี คุณยูริโกะ มิซูโนะ จาก MOA International ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร


คุณมิซูโนะ กล่าวว่า สวนบำบัด ถือเป็นการรักษาอย่างหนึ่งของการแพทย์แผนปัจจุบัน เฉกเช่นเดียวกับการทำกายภาพ ซึ่งจะมีผลอย่างไรขึ้นอยู่กับความพิการแต่ละประเภท อย่างแรก คือ ทางด้านร่างกาย ช่วยให้เด็กได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อ ได้ฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้าน จิตใจทำให้เด็กเกิดสมาธิ จิตใจสงบ ด้านสังคม ทำให้เขาเด็กได้มีเพื่อน ได้รู้จักเพื่อนใหม่ มีมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้น ซึ่งผู้จัดสวนบำบัดต้องมีความเชี่ยวชาญ สามารถวิเคราะห์อาการเจ็บป่วยหรือความพิการแล้วจัดรูปแบบหรือกิจกรรม

หลักการจัดรูปแบบหรือกิจกรรมนั้น จะประกอบด้วย ความต้องการของผู้มาเข้าร่วม ความสนใจ และประสบการณ์ จึงจะสามารถจัดโปรแกรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับผู้ใช้บริการได้ ไม่ใช่เมนูหรือรูปแบบตายตัว กิจกรรมจะถูกจัดขึ้นตามความเหมาะสมแต่ละบุคลคลแตกต่างกันออกไป เพราะธรรมชาติสามารถเยียวยามนุษย์ได้ ขณะที่ตัวมนุษย์เองก็มีพลังธรรมชาติรักษาตัวเองได้ ซึ่งต้องทำอย่างไรให้ทั้งสองส่วนนี้มาเจอกันจนเกิดความสมดุล

ทั้งนี้ในประเทศญี่ปุ่นสวนบำบัดจะถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลหรือสถานสงเคราะห์มากกว่า ขณะที่ “โครงการสวนบำบัด” ที่มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ร่วมกับ สสส. จัดขึ้นนี้มุ่งเน้นการอบรมให้ผู้ปกครอง องค์กรหรือมูลนิธิ เพื่อฝึกเป็นนักกิจกรรมสวนบำบัดที่ดี ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นกระบวนการภายในบ้านไม่ต้องพึ่งพิงทางโรงพยาบาลที่ยุ่งยากและเสียเวลา เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองมีคามรู้ความเข้าใจกระบวนการสามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกวัน ทำให้บรรยากาศและความสัมพันธ์ในครอบครัวดีขึ้นตามไปด้วย เด็กเกิดการรับรู้ ความใส่ใจของพ่อแม่การเยียวยาก็จะทำได้ดีขึ้น

“ทำอย่างไรให้สามารถใช้ได้ทุกวันและเป็นส่วนหนึ่งของการเลี้ยงดู ซึ่งรูปแบบหรือกิจกรรมที่จัดอบรมไปนั้นผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ได้เลย หรือนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และความพร้อมของตัวเองก็ได้ ขอเพียงแค่เข้าใจในหลักการ”คุณมิซูโนะ กล่าว

การจัดอบรมสวนบำบัดขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ปกครองและตัวแทนจากองค์กรและมูลนิธิ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและพร้อมที่จะเป็นนักกิจกรรมสวนบำบัดสามารถนำไปใช้และขยายผลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการอบรมในรุ่นแรกมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 30 คน


วารี วันโนนาม ผู้ปกครองซึ่งมีลูกเป็นออทิสติก กล่าวว่า สนใจเข้าร่วมการอบรมสวนบำบัดเพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ทำได้ทุกกเพศทุกวัย วิทยากรได้สอนให้เรามองธรรมชาติที่อยู่รอบตัว แต่ไม่เคยได้นำมาใช้หรือเห็นประโยชน์ ที่ผ่านมาฝึกแค่ขั้นตอนการดูแลตามพื้นฐานทั่วไป โดยไม่รู้เลยว่า ธรรมชาติจะช่วยลูกได้ ทั้งการสัมผัสและสมาธิ และทำให้มองโลกในแง่ดียิ่งขึ้น ที่ผ่านมายอมรับว่ามองลูกมีจุดด้อย แต่เมื่อมาทำกระบวนการนี้แล้ว ทำให้รู้ว่าลูกเราก็มีจุดเด่น มีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ มีสมาธิมากขึ้น และเราจะนำความรู้และกระบวนการที่ได้นี้นำไปปรับใช้ในการเลี้ยงลูกทุกๆ วัน

ขณะที่ สุรีย์ สุวิลาวงษ์ ชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ ศูนย์เรียนรู้เด็กพิการโดยครอบครัว หนองแขม กล่าวว่า หลังจากเข้ารับการอบรมในครั้งแรก ถือว่าได้ความรู้มาก ไม่เคยสังเกตธรรมชาติว่ามีประโยชน์กับชีวิตประจำวันมากมายขนาดนี้ ดังนั้นจึงอยากนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปต่อยอดและนำไปใช้กับกลุ่มเด็กพิการที่ศูนย์ฯ ซึ่งรวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และการดูแลเด็กได้อย่างถูกต้อง

“เราจะนำเอาสวนบำบัดเข้าไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจที่หลายคนมองข้าม เพราะส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นการรักษาทางด้านร่างกายและด้วยวิธีแบบเดิมๆ แต่สวนบำบัดจะช่วยส่งเสริมกระบวนการรักษาทางด้านจิตใจที่มีผลเด็กเป็นอย่างมาก” สุรีย์ ให้คำมั่น


ส่วน จุลิน ภู่ไพบูลย์ ครูกิจกรรมบำบัด มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่เข้าร่วมการอบรม บอกว่า ผู้ปกครองที่มาเรียนรู้จากการอบรมครั้งแรก ตอนนี้เริ่มไปสู่กระบวนการเรียนในบ้านตนเอง บางส่วนปลูกผักกินเอง เห็นคุณค่าผักที่ปลูกเองกินเอง เข้าใจกระบวนการมากขึ้น บางส่วนก็เอามาแลกเปลี่ยนกันที่มูลนิธิ

โดยทุกวันจันทร์-อังคารที่มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ลาดพร้าว จะมีผู้ปกครองเข้ามาร่วมกิจกรรม โดยทางมูลนิธิได้จัดทำสวนผักปลอดสารพิษบนดาดฟ้า และมีสวนบำบัดอยู่ด้านหน้า ให้ผู้ปกครองพาน้องๆ ไปฝึกในสวน เล่านิทาน ไปสัมผัสกับดิน หิน ต้นไม้ ช่วยให้เด็กๆ ผ่อนคลาย เกิดการฟื้นฟู จนเด็กๆ ลืมไปว่านี่ คือการฝึก ซึ่งดีกว่าอยู่ในห้องเรียนเดิมๆ ผลลัพธ์ที่ได้จึงแตกต่างกันมาก


เป้าหมายของ “โครงการสวนบำบัด” คือการเกิดชุดหลักสูตรความรู้สวนบำบัดเพื่อเด็กพิการและด้อยโอกาสจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองและบุคคลากรที่ทำงานด้านนี้ได้มีแนวทางปฏิบัติในการฟื้นฟูที่ถูกต้อง และผลักดันให้ “สวนบำบัด” ถูกบรรจุเป็นบริการขั้นพื้นฐานของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งประสาน กทม. เพื่อให้มีการจัดมุมสวนบำบัดในสวนสาธารณะครอบคลุมต่อไปในอนาคต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)