มหัศจรรย์สื่อสร้างสรรค์ พลังแห่งความร่วมมือ เพื่อเด็กเล็ก “ดงหล่ายหน้า”

พื้นฐานที่แตกต่างกันหลายๆ ด้านของเด็กเล็กวัย 2-5 ขวบ จำนวน 34 คน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงหล่ายหน้า อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ที่มีทั้งคนพื้นเมือง ม้ง ไทลื้อ เมียนมา แต่ต้องมาอยู่ร่วมกัน โดยมีครูเพียงคนเดียวคอยดูแล ทำให้ช่องว่างของการเรียนรู้ห่างกันมาก จน จันทร์เพ็ญ ตาวงค์ ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงหล่ายหน้า สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน จึงคิดริเริ่มอยากจะได้หนังสือ และสื่อการเรียนรู้ มาช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้เด็กในศูนย์ฯ อันเป็นที่มาของการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการสื่อสร้างสรรค์มหัศจรรย์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่มีสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน


credit ภาพ facebook : Kookkai Saijai Kongthon

หลังจากโครงการที่ขอรับการสนับสนุนไป ได้รับการอนุมัติ ครูจันทร์เพ็ญได้ประชุมปรึกษากับคณะกรรมการศูนย์ฯ แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือหาพื้นที่สร้างสรรค์ในศูนย์ฯ เพื่อปรับปรุงเป็นสนามเด็กเล่นไม่ได้ เด็กไม่มีสนามเด็กเล่นอย่างเป็นสัดส่วน มีเพียงของเล่นที่ทำจากเหล็ก คือม้าโยก ที่มีสนิมจับเขรอะ ขณะที่การขอความร่วมมือจากชุมชนก็ค่อนข้างยาก เนื่องจากเด็กมาหลายหลายชุมชน เป็นคนพื้นเมืองในพื้นที่จริงแค่ประมาณ 20% ที่เหลือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ซ้ำยังต้องดิ้นรนทำมาหากินเพื่อยังชีพในแต่ละวัน ไม่ค่อยมีเวลาร่วมกิจกรรมกับทางศูนย์ แม้ว่าบางคนจะรับปากอย่างดี หากสุดท้ายก็ไม่ได้มาร่วมกิจกรรม

“เดินเข้าไปขออนุญาตสร้างสนามเด็กเล่นแบบ BBL (Brain-based Learning) กับทาง อบต.เวียง และผู้ใหญ่บ้านดงหล่ายหน้า หมู่ 7 ซึ่งเป็นต้นสังกัด และผู้ดูแลพื้นที่ อธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องมีสนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ ผ่านไประยะหนึ่งก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงใช้วิธีคุยกับผู้ปกครอง เล่าให้ฟังว่าถ้าทำสนามเด็กเล่นแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรบ้าง เด็กจะเกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่กระตุ้นพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อามรณ์ สังคม และสติปัญญา ขณะเดียวกันก็เกิดทักษะในการคิด การเรียนรู้อย่างมีเหตุผล ที่สำคัญคือมีความพร้อมถึงขนาดได้งบประมาณจากทาง สสส.มาแล้ว ทางผู้ปกครองจึงพากันไปคุย และขออนุญาตกับผู้ใหญ่บ้านด้วยตนเองอีกครั้ง ทำให้ได้สนามเด็กเล่นแบบ BBL ตามที่ตั้งใจไว้ โดยกลุ่มผู้ปกครองมาช่วยกันปรับพื้นที่ ทาสียางรถยนต์กันอย่างสนุกสนาน” ครูจันทร์เพ็ญ อธิบาย


นอกจากนี้ เมื่อมีการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน หรือประชุมชาวบ้าน จะเข้าร่วมทุกครั้ง เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกับชุมชน ขอความร่วมมือเพื่อเด็กๆ ที่จะเป็นพลังสำคัญของท้องถิ่นในอนาคต ระยะหลังจึงได้รับความร่วมมือมากขึ้น แม้จะยังไม่เต็มที่ เช่น กิจกรรมเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เชิญผู้เฒ่าผู้แก่ หรือผู้รู้ในพื้นที่ มาเล่า หรือสาธิตให้เด็กดู จะมีผู้เฒ่าผู้แก่มาร่วมน้อย อ้างสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง และมีภูมิรู้ค่อนข้างน้อย คนที่มาจะเน้นสอนด้านการละเล่นพื้นบ้านมากกว่า เช่น ม้าก้านกล้วย ตีกอล์ฟมะเขือยาว เป็นต้น


สำหรับกิจกรรมที่ทาง ศพด.ดงหล่ายหน้า ดำเนินการนั้น เน้น 4 ด้าน คือการจัดสนามเด็กเล่นกลางแจ้ง เพื่อให้เด็กได้เล่นฝึกการทรงตัวและการเล่นร่วมกัน การทำห้องหนังสือให้เด็ก มีมุมนิทานแสนสนุก ให้เด็กฝึกการหยิบ การเก็บรักษา การยืมหนังสือกลับบ้าน และเล่าเรื่องจากหนังสือ กิจกรรมสื่อสารรักย้อมสีผ้า โดยให้ผู้ปกครองทำลวดลายผ้าร่วมกับเด็ก กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และกิจกรรมเกษตรน้อย ซึ่ง 3 กิจกรรมแรกทำมาอย่างต่อเนื่องระยะหนึ่งแล้ว หากกิจกรรมหลังเพิ่งสร้างโรงเรือนเสร็จ และเตรียมกระถางปลูกพืชผักสวนครัว จำพวกผักกาด ต้นหอม ผักชี ถั่วฝักยาว หรือผักที่ไม่มีรสขม รวมถึงเพาะเห็ด ที่ผ่านมายังลงมือไม่ได้ เพราะพื้นที่ประสบภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำรดพืชผัก เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนก็น่าจะเดินหน้าทำกิจกรรมต่อไปได้


ขณะเดียวกัน ภายในห้องยังจัดมุมภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เด็กได้ศึกษาเรียนรู้ เด็กและผู้ปกครองจะนำอุปกรณ์การละเล่นจากธรรมชาติ และการละเล่นพื้นบ้านที่มีอยู่ในชุมชน มาทำกิจกรรมและละเล่นร่วมกัน รวมถึบงมีการผลิตสื่อสร้างสรรค์ที่ทำจากมือ เช่น ถุงดุ๊กดิ๊ก ตุ๊กตาดุ๊กดิ๊ก การปั้นแป้งโดว์ ทุกกิจกรรมจะพยายามชวนผู้ปกครอง และชุมชนมาร่วม เพราะครูเพียงคนเดียวดูแลไม่ทั่วถึง


ผลจากการที่พ่อแม่เข้ามาช่วยกันปรับปรุงพื้นที่ จัดสื่อสร้างสรรค์ และส่งเสริมด้านภูมิปัญญาร่วมกับครู พบว่าเด็กๆ มีความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น และมีความสุขกับการเล่น ทั้งนี้ในการผลิตสื่อหรือสร้างกิจกรรมทุกอย่าง ครูจะพยายามเน้นใช้วัสดุอุปกรณ์จากธรรมชาติที่มีในท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะสื่อช่วยให้การอธิบายสิ่งที่ซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม มองเห็นเป็นรูปธรรมที่เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

“ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน เด็กมีพัฒนาการด้านการทรงตัวจากการเล่นกิจกรรมกลางแจ้ง กล้ามเนื้อมือดีขึ้นจากการหยิบจับและเปิดหนังสือ และการรัดยางจากกิจกรรมทดลองทำลวดลายผ้า มีความรับผิดชอบต่อตัวเองเพิ่มขึ้น เมื่อยืมหนังสือกลับบ้านและต้องนำกลับมาคืนทุกครั้ง ขณะที่ด้านสติปัญญา ก็สามารถเรียนรู้วิธีคิด วิธีเล่น ต่อยอดจากกิจกรรมที่ครูสอนได้ มีความกล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผูอื่นอย่างเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ และเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ ที่ได้ร่วมมือกันทำกิจกรรมเพื่อลูกๆ” ครูจันทร์เพ็ญ กล่าว



ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ น้องพิมพ์พิภา วัย 3 ขวบครึ่ง ที่ไม่สนใจหนังสือ แต่พอมีการจัดรูปแบบสื่อใหม่ เติมรูปภาพ และสีสันให้น่าอ่าน จัดมุมเป็นสัดส่วน เด็กก็เริ่มสนใจนิทาน ชอบยืมกลับบ้านให้แม่อ่านให้ฟัง แล้วจำเนื้อหามาเล่าสู่เพื่อน หรือเมื่อครูเปิดภาพแล้วซักถามก็ตอบได้เป็นเรื่องราว เช่นเดียวกับน้องผู้ชายวัย 4 ขวบอีกรายหนึ่ง ที่มีน้ำหนักเกิน มักจะมีอาการขาอ่อน สายตาไม่ดี ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้สามารถช่วยเหลือตัวเอง เข้าห้องน้ำ รับประทานอาหารเองได้

“เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการไม่เท่ากัน ในฐานะครูต้องคอยปรับคนที่ด้อยให้ทัดเทียมกับคนอื่น และลำพังครูก็ช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง ผู้ปกครองต้องร่วมมือขณะเด็กอยู่บ้านด้วย เมื่อมารับ-ส่งลูกหลาน ครูจะแนะนำให้ทดสอบ หรือเสริมสร้างพัฒนาการเด็กแบบง่ายๆ เช่น ให้กระดาษเด็ก 1 แผ่น ให้เขียนหรือวาดตามจินตนาการของเด็กเอง ไม่ใช่การจับมือเขียน ก ข หรือถ้าเด็กไม่รู้จักสี ผู้ปกครองก็ต้องคอยถามลูกบ่อยๆ ทุกวัน ว่าใส่เสื้อสีอะไร กางเกงสีอะไร” ครูจันทร์เพ็ญ ย้ำ

ประสบการณ์ครูผู้ดูแลเด็กก่อนวัยเรียน ที่ยาวนานกว่า 20 ปี ทำให้เกิดความรัก ความปรารถนาดีกับเด็กอย่างแท้จริง โดยมุ่งให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง พัฒนาการสมวัย พ้นจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงหล่ายหน้าไปแล้ว ต้องไม่ด้อยกว่าเด็กทั่วไป มีวินัย อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของผู้ปกครองมากเกินไป

นั่นคือขอให้เด็กเป็นคนดี ไม่ต้องเก่งเลิศ แค่ก้าวไปพร้อมๆ กับคนอื่นได้อย่างมีความสุข และสมวัย


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)