ความเป็นมนุษย์
- มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
- มนุษย์มีความขัดแย้ง และมักจะนำไปสู่สงคราม
- เราเรียนรายวิชานี้ เพื่อจะได้เข้าใจความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จะได้ไม่ขัดแย้ง ฆ่าฟันกัน
ความเป็นรัฐชาติ
- สิ่งสำคัญที่ยุโรปทิ้งไว้ให้กับโลกนั้นมีหลากหลายอย่าง มี ๔ ประการที่สำคัญควรนำมาว่าในที่นี้ ได้แก่ ความเป็นรัฐชาติ การปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม และ แนวคิดเกี่ยวกับการปกครอง เช่น ประชาธิปไตย สังคมนิยม คอมมิวนิสต์
- ทั้ง ๔ ประการนี้จะเกิดขึ้นเป็นขั้น ๆ ต่อเนื่องกัน
- ความเป็นรัฐชาตินั้น ต้องมี ๔ องค์ประกอบสำคัญคือ อาณาเขตที่แน่นอน มีประชากรแน่นอน มีรัฐบาลกลางที่มีเสถียรภาพ และมีอำนาจอธิปไตย
- ประเทศไทยมีอาณาเขตแน่นอน (ประมาณ ห้าแสนตารางกิโลเมตร) ประชาชนมีบัตรประจำตัวประชาชน (ตอนนี้ประมาณ ๖๗ ล้านคน) ไทยมีรัฐบาลแน่นอน และมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง ไม่ใช่อเมริกาบอกให้เราเลือกตั้งเราก็ต้องเลือกตั้ง เรามีบูรณภาพของตนเอง แสดงว่าไทยตอนนี้เราเป็น "รัฐชาติ" แต่เมื่อร้อยปีที่แล้วเรายังไม่มี (เราเพิ่งจะมาเป็นรัฐชาติเมื่อร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง)
- ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เรายังไม่มีอาณาเขตแน่นอน ประชากรที่แน่นอนตอนนั้นก็ยังไม่รู้
- สมัย ร.๕ ท่านสั่งให้เขียนแผนที่ และสั่งให้คนในอีสานให้สำรวจสัมมะโนครัว ปรากฎว่าคนเขียน ว่า เชื้อชาติไทยสัญญาลาว เชื้อชาติส่วยสัญชาติลาว เชื้อชาติภูไทสัญชาติลาว ฯลฯ แต่มีคนท้วงว่า แบบนี้ก็มีคนไทยนิดเดียวสิ ...เลยปรับใหม่ ให้เป็น สัญชาติไทยเชื้อชาติลาว สัญชาติไทยเชื้อชาติส่วย สัญชาติไทยเชื้อชาติภูไท ฯลฯ
- เราเริ่มมีประชากรที่แน่นอนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา
- แต่ก่อนเราก็ไม่มีรัฐบาลกลางที่แน่นอน เพิ่งจะมามีกระทรวงต่างๆ ในปี 1435 ก่อนหน้านั้นเป็น จัตุสดม เวียง วัง คลัง นา ... ตอนนั้นยังไม่มีรัฐชาติ
- เรื่องเขตแดนก็เพิ่งจะเริ่มเขียนกันตอนที่ฝรั่งล่าอาณานิคมเข้ามา
- ยุโรปตอนนั้น เป็นลักษณะเป็นแคว้น ๆ ไม่ได้เป็นรัฐชาติ
- ยุคฟิวดัล หมายถึงแคล้น ๆ หนึ่ง (ศตวรรษที่ 9-15) ประกอบด้วยคนสองสามกลุ่มใหญ่ ได้แก่ พระ ขุนนาง และพวกเสิ้ฟหรือไพร่ โดยพวกขุนนางจะมีอำนาจมาก แต่คนที่มีอำนาจมากที่สุดคือโป๊ปหรือพระ
- ไพร่ส่วนใหญ่จะรับใช้พวกขุนนาง ซึ่งจะครอบครัวพื้นที่อาณาเขตที่ได้มา
- Lord (ขุนนาง) จะเป็นคนจัดการบริหารการใช้พื้นที่ ซึ่งสมัยนั้นจะจัดการแบบมอบหมายให้แต่ละกลุ่มไปทำหน้าที่แตกต่างกัน เช่น ให้กลุ่มหนึ่งไปปลูกแอ๊ปเบิ้ล กลุ่มหนึ่งไปเลี้ยงสัตว์... สมมติว่าเป็นช้าง... (จะรู้ได้อย่างไรว่าช้างตัวผู้หรือช้างตัวเมีย.....? ช้างตัวเมียจะหางชี้ไง ช้างตัวผู้จะหางช้ำ ...ฮา) ฯลฯ ดังนั้นลูกหลาน เหลน โหลน ที่สืบทอดต่อมาก็จะมีอาชีพตามหน้าที่นั้นๆ
- สิ้นปีไพร่ในแต่ละที่ก็จะเอาของไปส่งให้ขุนนาง แล้วขุนนางค่อยแจกจ่ายกระจายออกไปอีกที
- วิถีแบบนี้พวกไพร่ จึงไม่ชอบเลย เพราะไม่มีอิสระที่จะทำตามความต้องการของตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะ พวกขุนนางมีกำลังทหาร และอยู่ในประสาทราชวัง
- ปัจจุบันทีปราสาทมากมาย ในฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน (ไปสืบค้นดูเองนะครับ รูปใดเป็นปราสาทใด)
- เมื่อระบบฟิวดัลเสื่อมลง ทำให้เกิดรัฐชาติขึ้นได้
- สาเหตุที่ระบบฟิวดัลเสื่อมลงคือสงครามครูเสด
- พวกอาหรับหรือพวกเติ๊กที่นับถืออิสลาม เข้ายึดครองดินแดนปาเรสไตน์ ออกกฎห้ามพวกนับถือศาสนาคริสต์เข้ามา พวกโป๊ป(พระ) ที่สั่งสอนคนให้มาแสวงบุญที่นครเยรูซาเลม เพราะเป็นเมืองที่พระเยซูเกิด และทรงเทศนาสั่งสอน
- โป๊ปจึงสั่งให้พวกลอร์ด (ขุนนาง) ไปรบกับพวกเติ๊ก (ตุรกี) เกิดสงครามครูเสด ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะทีละ ๒๐ ปี ๓๐ ปี สุดท้ายพวกขุนนางตายเยอะ และพวกไพร่ก็ไม่กลับ ... เพราะกลับไปก็เป็นได้แค่ไพร่หรือเซิ๊ฟเหมือนเดิม
- ช่วงพักรบก็ไปอยู่ตามริมทะเลดำจำนวนมากมายมหาศาล ต่อมาก็ขึ้นเรือของพ่อค้าอาหรับออกไปค้าขาย ... พวกเซิ๊ฟ ก็เริ่มเรียนรู้ว่า ชีวิตนั้นมีอะไรมากกว่าการทำงานตามคำสั่ง และกลายมาเป็นพ่อค้ามีเงินมีทอง จึงเริ่มคิดว่าทำอย่างไรจะกลับบ้านได้โดยไม่ต้องเป็น "เซิ๊ฟ" เหมือนเดิม
- พวกเซิ๊ฟ จึงรวมเงินกันเข้าสน้บสนุนพวกขุนนางเล็ก ๆ ที่ไม่เคยได้มีอำนาจ ถูกรังแกตลอด เอาเงินไปจ้างทหารซื้ออาวุธ โดยมีข้อเม้ว่าขอเป็น "เสรีชน" เกิดเป็นชนชั้นใหม่ขึ้นในสังคมคือพวกพ่อค้านั่นเอง
- การรวมตัวกันของกลุ่มชนเล็ก ๆ กลายเป็นกลุ่มใหญ่ โดยยกให้ขุนนางที่ไม่เคยมีอำนาจก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ แบบนี้ทำให้ค่อย ๆ เกิดความผูกพันกัน เกิดความเป็นรัฐชาติขึ้น และทำให้ระบบฟิวดัลเสื่อมลง ๆ
- เหตุการณ์ลักษณะนี้คือจุดกำเนิดของความเป็นรัฐชาติ การสู้รบกันในช่วงนี้เรียกว่า สงครามร้อยปี และค่อยๆ ทำให้แต่กลุ่มกษัตรย์กลายมาเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน
อังกฤษ
- เกิดสงครามภายใน สงครามกลางเมืองในอังกฤษระหว่างคนสองตระกูล เรียกว่า สงครามดอกกุหลาบ ระหว่างสกุลยอร์ค (York) ใช้สัญลักษณ์ดอกกุหลาบสีขาว และสกุลแรงคาสเตอร์ (Lancaster) ใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบสีแดง ... นี่คือที่มาของชื่อ "ผีแดง" "หงส์แดง" "สเปอร์ กุหลาบขาว" ในพริเมียร์หลีก....
- สกุลแลนคาสเตอร์ชนะ (กุหลาบแดงชนะ) จึงตั้งราชวงศ์ทิวดอร์ขึ้น ปฐมกษัตริย์คือ พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๗ มีการแต่งงานกันไประหว่างสองสกุลระหว่างดอกกุหลาบขาว-แดง
- หากไปอังกฤษตอนนี้ ก็จะยังมีตราดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ให้เห็น
- ผู้บรรยายเป็นนักสะสมเสื้อกีฬาฟุตบอลตัวยง.... ทุกตัวของแท้หมด
- ภาพด้านบนนี้ท่านจัดแสดงที่ มศว.
- หลังจากเฮนรี่ที่ ๗ สวรรคต ลูกชาติพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ก็ขึ้นครองราชย์
- พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ นั้นเป็นลูกชายคนที่สอง มีพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๗ ประสงค์จะให้ขึ้นครองราชย์ เลยไปขอเจ้าหญิงสเปนชื่อ แคททอรีนมาแต่งเป็นเมีย แต่อยู่กันได้ไม่นาน พี่ชายท่านเกิดตายกระทันหัน พ่อเลยยกให้เป็นเมียของเฮนรี่ต่อ แต่คนก็คัดค้านกันมาก เพราะผิดหลักศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่มีเมียได้คนเดียว
- แคททอรีนไปยืนยันสาบาลกับโป๊ปว่า อยู่กับพี่ชายของเฮนรี่สองปี ไม่เคยมีอะไรกันเลย โป๊ปจึงยอมให้แต่งเป็นราชินีของเฮนรี่ที่ ๘ แต่ก็อยู่กันได้ไม่นาน พระนางไม่สามารถจะให้กำเนิดลูกได้ และพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ เกิดความรักชอบพอกับคนรับใช้ของราชินี หน้าตาดี จึงต้องการจะแต่งงานกับคนนี้ จึงขอหย่ากับราชินี โป๊ปไม่ยอม จึงเลิกลาออกจากศาสนา ตั้งศาสนาใหม่ให้ตนเองเป็นประธาน ให้สิทธิในการแต่งงานใหม่ได้ แต่อยู่มาได้เพียงสามปี ราชนีก็โดนกล่าวหาว่าคบชู้ และโดนตัดหัว ต่อมาแต่งงานกับคนที่ ๓ ชื่อ เจน ซีมอร์ มีลูกชายด้วยกัน สมใจของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ แต่ก็ตายโดยไม่มีสาเหตุ มาแต่งงานใหม่อีก แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียว แต่งงานใหม่กับคนที่ ๕ ชื่อ แคทเธอรีน โฮเวิร์ด ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็นคนไม่ดี คบชู้ จนถูกประหารตัดหัว และสุดท้ายมาแต่งงานใหม่อีก อยู่ด้วยกันเพียงปีเดียว พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ สวรรคตก่อน
- คนที่ครองราชย์คนต่อมาคือ ลูกชายชื่อ เอดเวิร์ดที่ ๖ แต่อยู่ได้เพียง ๔-๕ ปีก็ตายอีก ลูกสาวคนต่อมาขึ้นครองราชย์ต่อ คือ ราชินีแมรี่ที่ ๑ แต่อยู่ได้ห้าปี ก็ตายอีก ก่อนที่ราชินีอริซเบทที่ ๑ ลูกสาวอีกคนหนึ่งจะขึ้นครองราชย์ยาวนาน .... (เป็นเวอร์จิ้นควีน) เป็นพระราชินีที่ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก
- พอพระนางอริซเบทที่ ๑ สวรรคต เรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้น เพราะเชื้อสายของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ หมดแล้ว สุดท้ายได้ไปเอาเจ้าชายของสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นลูกชายของพี่สาวของพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ ที่ ไปแต่งงานกับราชวงศ์สก็อตแลนด์ เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ ๑ ปกครองทั้งสองราชวงศ์
- ลูกชายคนที่หนึ่งของพระเจ้าเจมส์ ชื่อ ชาร์ลสที่ ๑ ไม่ถูกกับรัฐสภาอังกฤษ ทะเลาะกันจนท่านทรงถูกประหาร โดยพลเองโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ หัวหน้าคณะยึดอำนาจ มีอนุเสาวรีย์ให้ระลึกถึงเป็นรูปลานประหารมีม้ายกขาข้างบน ท่านขี่อยู่ข้างบน ดังรูป
- ในอังกฤษ ถ้าเห็นรูปปั้นอนุเสาวรีย์ที่มีคนขี่ม้า และม้ายกขา ให้เข้าใจได้เลยว่า คนขี้ม้าโดนฆ่าทุกคน
- โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ปกครองอังกฤษต่อมาอีก ๓๐ ปี ก่อนที่คนอังกฤษจะสถาปนาระบบกษัตริย์กลับมา เอาเจ้าชายชาร์ลสที่ ๒ และต่อมาที่พระเจ้าเจมส์ที่ ๒
- ภาพพระราชวังแวร์ซาย ฝรั่งเศส ครั้งหนึ่ง รัชกาลที่ห้าของเราทรงไปที่นี่ แล้วยกเอาแบบรูปแบบของถนนและการวางตึกมาสร้างในประเทศไทย (นึกถึงลานพระบรมรูปทรงม้าซิ)
- รูปปั้นในภาพนี้ เป็นพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ สังเกตไหม? ยกขาด้านไหน ต่างจากที่อังกฤษยกขาสองข้าง ที่อิตาลียกขาด้านซ้าย ที่ออสเตรียยสกสองข้างอย่างสวย (แต่ที่พระบรมรูปทรงม้าไม่ยกขา)
ฝรั่งเศส
- คล้าย ๆ กับ อังกฤษ คือ ช่วงแรก ๆ กษัตริย์จะมีอำนาจมาก ตอนท้าย ๆ กษัตริย์ถูกท้าทายอำนาจ และประหาร สมัยพระเจ้าหลุยที่ ๑๖
- ปฐมกษัตริย์ของฝรั่งเศสคือ พระเจ้าเฮนรี่ที่ ๔
- องค์ที่มีอำนาจมากที่สุดคือ พระเจ้าหลุยที่ ๑๓ ไม่มีการประชุมสภา พระเจ้าหลุยที่ ๑๔ ถึงกับบอกว่า I am the state.
- พระเจ้าหลุยที่ ๑๖ และพระนางมาเรีย อันโตเนส (ปกติพระนางจะมีผมสีดำ แต่วันสุดท้ายกลายเป็นสีขาวทั้งหัว) ถูกตัดพระเศียรด้วยเครื่องกีโยติน
- หลังจากสงครามร้อยปี ขับไล่พวกมัวร์ (แขกขาว) ออกไปจากพื้นที่ แล้วสถาปนายกปฐมกษัตริย์คือ ชาร์ลสที่ ๕ สืบทอดราชวงศ์ Hupsburg มีอำนาจมาจนถึง พระเจ้าฟิลิปที่ ๒
- อะไรที่ทำให้ระบบกษัตริย์เสื่อมลง .... อาจมีหลายสาเหตุเช่น ความประพฤติของกษรัตย์เอง หรือเหตุอื่น ๆ แต่ที่สำคัญคือ การเกิดขึ้นของระบบประชาธิปไตย (democracy)
- หลักคิดแบบประชาธิปไตย เกิดจากแรกจากนักคิด ได้แก่ จอน ลอค (John Locke) ชาวอังกฤษ โวลแตร์ (Voltaire) รุสโซว (Rousseau) มอนเตสสิเออร์ (Montesquier)
- คริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ความคิดนี้ก็เริ่มมีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้น ๆ
- หลักคิดแบบประชาธิปไตย มีพื้นฐานความคิด ๕ ประการ ได้แก่
- ต้องยอมรับว่าคนทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน
- ต้องยอมรับว่าคนทุกคนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน .... (อาจารย์ที่แซงคิวขึ้นลิฟท์ อย่างนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย) ลูกคนรวยหรือนักการเมืองทำผิดก็ต้องรับโทษเหมือนกัน เท่าเทียมกัน
- ต้องเชื่อในหลักการของเสียงส่วนใหญ่ โดยไม่ละเมิดความถูกต้องของเสียงส่วนน้อยด้วย ... (หากมีการประชุมกันว่าเราจะไปทัศนศึกษานอกสถานที่ โหวดออกมาปรากฎว่าเสียงส่วนใหญ่บอกไปจึงออกเงินกัน .... ต้องไม่เก็บตังค์ของเสียงส่วนน้อยที่ไม่ไปนะ...ประชาธิปไตย)
- ใช้วิธีประนีประนอม
- ให้ความสำคัญในสิทธิอิสระเสรีภาพส่วนบุคคลให้มากที่สุด
- ประชาธิปไตยในไทย เริ่มจากคนสองคนที่ไปเรียนที่ปารีส ฝรั่งเศส คนหนึ่งคือ ปรีดี พนมยงค์ อีกคนคือ ปอ พิบูลสงคราม
- ข้างหน้าประตูชัยที่ปารีส บนถนนชองเซลีเซ มีร้านกาแฟร้านหนึ่ง มีนักศึกษาไทย ๕ คน นั่งคุยกันไปกินกาแฟไป เกิดความสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยจึงไม่เจริญแบบนี้ ... สรุปได้คำตอบว่า เพราะประเทศที่เจริญแล้วเขามี "ประชาธิปไตย"
- ว่าแล้วก็เริ่มกระบวนการสร้างประชาธิปไตย ร่วมกับ ๔ ทหารเสือ คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน), พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน), พระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ), พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ทำการปฏิวัติในปี ๒๔๗๕
การปฎิวัติทางวิทยาศาตร์
- ผู้บรรยายบอกว่า วิทยาศาสตร์ คือ การนำเอาสิ่งสองสิ่งขึ้นไปที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน มาทำให้เกิดความสัมพันธ์กัน
- การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนวิธีคิด จากการคิดแบบ อุปมาน-นิรนัย (deductive) คือการคิดจากใหญ่มาเล็ก จากทฤษฎีไปสู่ปฏิบัติ มาเป็น การคิดแบบ อนุมาน-อุปนัย (inductive) คือ คิดจากเล็กไปใหญ่ จากการปฎิบัติทดลองไปสู่ทฤษฎี
- นักวิทยาศาสตร์คนแรก ๆ ได้แก่ โคเปอนิคัส กาลิเลโอ และโยฮัน เคปเลอร์
- กาลิเลโอค้นพบว่า สิ่งของไม่ว่าจะหนักเบาต่างกัน จะตกถึงพื้นโลกพร้อมกัน (ถ้าอยู่ในสุญญากาศ)
- คณิตศาสตร์เป็นวิทยาศาตร์ไหม?
- คณิตศาสตร์พัฒนาขึ้นในสมัยของ เดคาร์ต โดยใช้หลักคิดแบบ deductive ดังนั้นจึงไม่ใช่วิทยาศาสตร์ (ไม่รู้ใครไปจับให้ภาควิชาคณิตศาสตร์ไปอยู่คณะวิทยาศาสตร์ ...ฮา)
- การปฏิวัติครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากเซอร์ ไอแซค นิวตัน ค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก
- จาคอป โบรนอว์สกี้ เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเรื่อง วิทยาศาสตร์กับชีวิตมนุษย์ ที่น่าสนใจมาก
- ในปี 1665 เมื่อนิวตันอายุ 22 โลกระบาดเกิดขึ้นในอังกฤษตอนใต้ ทำให้มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ต้องปิดชั่วคราว นิวตันจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านนานถึง 18 เดือน เขาค่อนข้างหงุดหงิดเนื่องจากคิดว่า เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตที่คิดค้นหรือค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ได้ วันหนึ่งขณนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เขาเห็นลูกแอ็ปเบิ้ลหล่นจากต้น ขณะนั้นโลกรู้แล้วว่า ลูกแอ๊ปเบิ้ลจะต้องตกลงสู่พื้นโลกก้เนื่องจากแรงโน้มถ่วง (gravity) รู้แม้กระทั่งว่าเป็นพันธ์ุ Flower of Kent (แอปเบิ้ลพันธุ์สีเขียว สูญพันธุ์แล้ว) สิ่งที่ทำให้นิวตันฉุกคิดขึ้นใหม่ คือ แรงโน้มถ่วงชนิดเดียวกับที่ทำให้แอ๊ปเบิ้ลตกนี้ น่าจะส่งแรงออกไปไกลในอวกาศ ไปถึงดวงจันทร์ (เป็นแรงที่ดึงดวงจันทร์ไว้กับโลก)
- ผู้บรรยายบอกว่า การเอาเรื่องของแอ๊ปเบิ้ลกับดวงจันทร์มาเกี่ยวกันแบบนี้ คือตัวอย่าง "วิทยาศาสตร์"
การปฏิบัติอุตสาหกรรม
- แต่ก่อนต้องใช้ม้าในการขนถ่ายวัตถุดิบ เช่น เหล็ก ถ่านหิน ฯลฯ ซึ่งแต่ละแหล่งอยู่ห่างไกลกันเป็นร้อยกิโลเมตร และผลิตได้คราวละไม่มาก
- แต่ต่อมามีการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ โดยเจมส์ วัตต์ ทำให้สามารถขนถ่ายย้ายได้คราวละมากๆ ทำให้สามารถผลิตได้คราวละมาก ๆ
- การผลิตคราวละมาก ๆ ต้องใช้คนจำนวนมากด้วย ทำให้คนอพยพเข้ามาทำงานในเมือง เมื่อมาอยู่แล้วก็ไม่มีที่อยู่... ก็เกิดเป็นสลัมขึ้นมา
- ส่วนสินค้าเมื่อมาก ๆ ก็ขายไม่หมด เลยต้องขนไปขายไกลขึ้น เมื่อเอาไปขายแล้วเขาไม่ซื้อ ...ทำไง.. ก็ยึดเขาเป็นเมืองขึ้นไง ... ได้ทั้งทรัพยากรเป็นของตนเองด้วย
- ดังนั้น ลัทธิการล่าอาณานิคม ก็เกิดสืบเนื่องต่อมาจากการปฏิบัติอุตสากรรม
- เมื่อกรรมกรที่เข้าไปทำงานในเมือง มีชีวิตไม่ดี ต้องเป็นแรงงาน ตากแดด ตากฝน เงินก็ได้น้อย ในขณะที่พวกนายทุนอยู่อย่างสบาย ทำให้เกิดแนวความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
- จึงเกิดชนชั้นกลาง เกิดความคิดแบบสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์
(จบแบบฮ้วนที่นี่ครับ)