เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ ๓. บริหารสมองพัฒนาความฉลาด


บันทึกชุดเลี้ยงลูกยิ่งใหญ่นี้ ตีความมาจากหนังสือ Raise Great Kids : How to Help Them Thrive in School and Life ซึ่งเป็นหนังสือชุดรวบรวมบทความเด่นจากนิตยสาร Scientific American Mind หนังสือเล่มนี้เพิ่งออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙

บันทึกเรื่องบริหารสมองพัฒนาความฉลาด นี้ ตีความจากบทความชื่อ Calisthenics for A Child’s Mind โดย Ingrid Wickelgren บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Spectrum News ซึ่งอยู่ภายใต้มูลนิธิ Simon Foundation Autism Research Initiative สรุปได้ว่า คุณภาพของสมองนั้น พัฒนาได้ ยิ่งสมองของเด็ก ยิ่งพัฒนาง่าย บทความนี้บอกวิธีการพัฒนาความฉลาด ซึ่งมีทั้งส่วนที่มีหลักฐานเชื่อถือได้ และส่วนที่ยังไม่ชัดเจน

เดิมเชื่อกัน (ผิดๆ) ว่าคุณภาพสมองเป็นสิ่งคงที่ บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้ว จากการวิจัยด้านจิตวิทยา และศาสตร์ด้านกลไกสมอง ว่า ความสามารถของสมองหลากหลายด้าน พัฒนาได้ เช่น ความสามารถในการ เพ่งความสนใจ ความจำ การคิดอย่างมีเหตุผล นำไปสู่ชุดฝึกพลังสมอง ทั้งที่ใช้ช่วยเด็กที่มีความบกพร่องใน การเรียน และใช้เพิ่มพลังสมองของเด็กโดยทั่วไป และมีการนำออกสู่ตลาด

โรงเรียน Eaton Arrowsmith (http://www.eatonarrowsmith.com) ที่เมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริทิชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา รับนักเรียนที่มี ความบกพร่องในการเรียน มาเข้าหลักสูตรฝึกพลังสมอง โดยชุดฝึกอ่านนาฬิกา ลอกสัญลักษณ์ ตามรอยการออกแบบที่ซับซ้อน จำแบบแผน และคิดเลขในใจ รวมทั้งวิชาสามัญอื่นๆ ที่บทเรียนไม่เหมือนในโรงเรียนทั่วไป เป้าหมายของโรงเรียนคือ สร้างความเข้มแข็งด้าน การเพ่งความสนใจ ความจำ และการคิดอย่างมีเหตุผล โดยที่ร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียน ๓ ปี มุ่งสร้างความ เข้มแข็งของพลังสมอง ๓ ด้านนี้


ชุดฝึกพลังสมอง

มีการออกแบบชุดฝึกพลังสมองหลายแบบ

  • ชุดฝึกความจำใช้งาน (working memory) หรือความจำระยะสั้น (short-term memory) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเฉลียวฉลาด เป็นชุดฝึกที่ใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ แบบต่างๆ ได้แก่ มีปัญหาด้านการอ่าน (dyslexia), มีปัญหาด้านการคำนวณ (dyscalculia), และเด็กสมาธิสั้น (ADHD – Attention – Deficit / Hyperactivity Disorder) ผลงานวิจัย การใช้ฝึกเด็กมีปัญหา ให้ผลดีขึ้นอย่างชัดเจนแต่ก็เริ่มมีผู้นำ ไปใช้กับเด็กปกติ เพื่อฝึก ให้สมองดียิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าสมองมนุษย์ฝึกให้ทรงพลังยิ่งขึ้นได้ มีหลักฐานจากผลงานวิจัย หลายชิ้น ในเด็กกลุ่มด้อยโอกาส เมื่อให้ฝึกเกมสมองอย่างสม่ำเสมอระยะหนึ่ง ผลการทดสอบ ด้านการคิดอย่างมีเหตุผล (reasoning) ดีขึ้นอย่างชัดเจน
  • ชุดฝึกเด็กที่เป็น dyscalculia (พบร้อยละ ๗ ในเด็กวัยเรียน บางคนแยกระหว่าง ๖ จุดกับ ๗ จุดไม่ออก บางคนบอกไม่ได้ว่า ๕๐ กับ ๑๐๐ จำนวนไหนมากกว่า) ซึ่งที่จริงก็เป็นการฝึก ความจำใช้งาน มีผู้ออกแบบชุดฝึกเป็น web-based game ชื่อ Number Race ซึ่งช่วยให้เด็ก ที่เป็น dyscalculia เปรียบเทียบจำนวนเก่งขึ้น ใช้ตาประเมินจำนวนได้ดีขึ้น และลบเลข หลักเดียวเก่งขึ้น
  • ชุดฝึกเด็กที่เป็น dyslexia โดยมีสมมติฐานว่าเด็กจำนวนหนึ่งแยกเสียงที่ใกล้กันไม่ออก มีการคิดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชื่อ Fasr ForWord Language ให้ฝึก ผู้คิดโประแกรม บอกว่าได้ผลดี แต่คนอื่นเอาไปใช้ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง และผล meta-analysis บอกว่าโปรแกรมนี้มีผลน้อยต่อเด็กที่มีปัญหาการเรียนภาษาและการอ่าน เพราะมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง และที่สำคัญ เด็กที่มีปัญหาการเรียนภาษา อีกจำนวนหนึ่งน่าจะไม่ใช่เพราะปัญหาการแยกเสียง
  • ชุดฝึกเด็กปกติให้เก่งยิ่งขึ้น มากับธุรกิจ ใช้เกมเพิ่มพลังสมอง (brain game) เช่น LEAP (Lumosity Education Access Program) ของบริษัท Lumos Lab ซึ่งมีทั้งผู้รายงานว่า ช่วยเพิ่มทักษะด้านความจำ ความเร็วในการคิด และใช้เหตุผลเก่งขึ้น แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายประเทศรวมตัวกันคัดค้านการใช้ เพราะไม่ได้ผล และต่อมาบริษัท Lumos Lab ถูก Federal Trade Commission ฟ้องศาล ว่าโฆษณาเกินจริง ในการอ้างว่าเกมของตน ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการเรียนและการทำงาน และบริษัท Lumos Lab ต้องยอมจ่ายค่าปรับ ๒ ล้านเหรียญเพื่อไม่ต้องโดนโทษอาญา

ผมสรุปกับตนเองว่า ชุดฝึกสมองนี้ ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังอยู่ในระยะอ้างสรรพคุณครอบจักรวาลอยู่ ต่อไปเมื่อมีการวิจัย พัฒนาชุดฝึกสมองที่ฝึกเฉพาะด้าน และพิสูจน์แล้วว่าได้ผลในเด็กกลุ่มใด ชุดฝึกสมอง จะมีคุณชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต่อเด็กที่มีปัญหาการเรียน

ข้อโต้แย้งที่จะดำรงต่อไปคือ จำเป็นต้องมีชุดฝึกสมองสำหรับเด็กทั่วไปที่ไม่มีความผิดปกติในการเรียน หรือไม่ เพราะการศึกษาตามปกติ หากจัดดี ถูกต้องตามหลักการเรียนรู้สมัยใหม่ ก็น่าจะเพียงพอในการกระตุ้น พัฒนาการทุกด้านให้พัฒนาสมวัย และอย่างสมดุล

ความโลภของพ่อแม่ ที่อยากให้ลูกของตนมีสมรรถนะสูงเป็นพิเศษ เป็นจุดอ่อนให้มีผู้อ้างสรรพคุณ เกินจริง ของชุดฝึกสมองตามที่เล่าข้างต้น


วิจารณ์ พานิช

๗ พ.ค. ๒๕๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)