เมื่อพี่มหาวิทยาลัย สอนน้องประถมศึกษา ในกิจกรรม พลิกชีวิตเปลี่ยนเมืองด้วย “การอ่าน”

ปัญหาเรื่องการอ่านของเด็กไทยนั้น ยังดำรงอยู่จริง สามารถพบเห็นได้ทั่วไป เด็กนักเรียนบางคนอยู่ชั้น ป.4 แต่ไม่สามารถอ่านและเขียนชื่อตัวเองได้ และพบนักเรียนชั้น ป 6 หลายคน ต้องให้ครูอ่านข้อสอบให้ฟังในห้องสอบ แต่ก็ยังสามารถจบระดับประถมศึกษาได้

เมื่อปีที่แล้ว ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดให้เป็น “ปีปลอดนักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้” เพราะปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มีมาอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจพบว่ามีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีจำนวนประมาณ 25,000-26,000 คนทั่วประเทศกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ เนื่องจากปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายถิ่นฐานของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กติดตามมากับพ่อแม่ที่เป็นแรงงานต่างด้าว หรือเด็กชาติพันธุ์ ซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก

การอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก เมื่ออ่านไม่ได้ ก็เรียนรู้วิชาการอื่นๆ ลำบาก ทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้กระทั่งกระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นปัญหานี้จึงพยายามช่วยกันเพื่อให้เด็กไทยอ่านหนังสือได้กันทุกคน

สำนักสร้า่งสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะ กรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ผนึกกำลังกันจัดทำ โครงการ Gen A พลังอ่านเปลี่ยนเมือง โดยที่นักศึกษาจาก 32 สถาบัน ทำ 35 โครงการ 35 พื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเป็นอาสาสมัคร “พี่สอนน้อง” ส่งเสริมการอ่านให้เด็กอายุตั้งแต่ 6-14 ปี ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

จากการที่ สสส. เคยทำโครงการสถานศึกษาต้นแบบ และชุมชนอ่านสร้างสุขตั้งแต่ปี 2556 พบว่า กลยุทธ์พี่สอนน้องเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ จึงสนับสนุนให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาทำกิจกรรมและฝึกการมีจิตอาสา ช่วยพัฒนาการอ่านและเขียนแก่น้องๆ ให้ดีขึ้น โดยสสส.ตั้งเป้าหมายสนับสนุนการดำเนินโครงการให้ครอบคลุมทุกมหาวิทยาลัยใน 3 ปี และช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ประสบปัญหาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50,000 คน โดยปี 2558 มีจำนวน 40 มหาวิทยาลัย

สำหรับสถานการณ์การอ่านในปัจจุบัน จากผลการศึกษาของสถาบันสถิติแห่งสหประชาชาติ (ยูไอเอส) ร่วมกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เมื่อปี 2557พบว่าทั่วโลกมีประชากรที่อายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปไม่รู้หนังสือถึง 781 ล้านคน ขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี กว่า 126 ล้านคน อ่านไม่ออก แม้แต่ประโยคสั้นๆ ทั้งที่เกินครึ่งหนึ่งของเด็กเหล่านี้มีโอกาสเรียนหนังสือ ซึ่งจากการศึกษา National Adult Literacy Survey ของสหรัฐอเมริกายังพบว่าเด็กกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเลิกเรียนกลางคันสูงถึง 3-4 เท่าของเด็กทั่วไป และระบบยุติธรรมของสหรัฐระบุว่า มากกว่าร้อยละ 60 ของคดีอาญาที่เกิดขึ้นมาจากผู้ไม่รู้หนังสือ และคนไม่รู้หนังสือมากมาว่าร้อยละ 50 มีโอกาสตกเป็นเหยื่อหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ในบางกรณีนำไปสู่การ ก่ออาชญากรรมเสียเอง

ส่วนประเทศไทยนั้น พบว่า เด็กไทยได้คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านต่ำกว่ามาตรฐานของด็กในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) และเมื่อเปรียบเทียบกับ 65 ประเทศทั่วโลกเมื่อปี 2552 ไทยอยู่อันดับที่ 50 ทีเดียว ขณะเดียวกันสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สำรวจการอ่านหนังสือของประชากรไทยเมื่อ พ.ศ.2551 พบว่า การอ่านหนังสือในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี ทั้งเด็กที่อ่านได้ด้วยตัวเอง และผู้ใหญ่อ่านให้ฟังจากจำนวนเด็กเล็กทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 5,868,961 คน มีเด็กที่ได้อ่านจำนวน 2,110,440 คน หรือคิดเป็นอัตรา ร้อยละ 36.0 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนเด็กกลุ่มนี้

จากการลงพื้นที่ทำกิจกรรมของนักศึกษาที่ได้รับทุน พบว่า ปัญหาเรื่องการอ่านของเด็กไทยนั้น ยังดำรงอยู่จริง สามารถพบเห็นได้ทั่วไป เด็กนักเรียนบางคนอยู่ชั้น ป.4 แต่ไม่สามารถอ่านและเขียนชื่อตัวเองได้ และพบนักเรียนชั้น ป 6 หลายคน ต้องให้ครูอ่านข้อสอบให้ฟังในห้องสอบ แต่ก็ยังสามารถจบระดับประถมศึกษาได้

กิจกรรมที่นักศึกษานำไปส่งเสริมการอ่านให้น้องๆ นักเรียนตามพื้นที่ต่างๆ ส่วนใหญ่จะออกมาในรูปแบบสื่อเพื่อส่งเสริมการอ่าน เช่น โครงการ Gen A : PNRU ปฏิบัติการสุข อ่าน เขียน เปลี่ยน เมือง ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร นำเกมบันไดงู เกมวงล้อ หรือ โครงการ Gen A :UCC ปฏิบัติการก่อการดี อ่าน เขียน เรียน เล่น เป็น เปลี่ยน จากวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี ที่ทำเป็น นิทานกล่อง นำไปเล่าให้เด็กๆ ฟัง

ผลที่ได้นั้น พบว่าจากเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ไม่สนใจเรียนเรื่องสระ พยัญชนะ อ่านได้ช้า เขียนเลขไม่ได้ หลังจากได้ร่วมทำกิจกรรมกับนักศึกษาก็สนใจเรียนมากขึ้น กล้าอ่านออกเสียง ฝึกอ่านบ่อยขึ้น

เรื่องนี้ ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สสส. กล่าวว่า การอ่านเป็นพื้นฐานของชีวิตในทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องสุขภาพที่เป็นกุญแจนำไปสู่สุขภาวะที่มีประโยชน์เพื่อตนเองและสังคม ทาง สสส.จึงคาดหวังให้นักศึกษาเป็นตัวช่วยครูเสริมจากการสอนในระบบ โดยครูอาจจะนำไปขยายผลต่อจากกิจกรรมที่นักศึกษาทำไว้ก็ได้

“เรายังหวังผลระยะยาว ในเรื่องจิตอาสาของนักศึกษาที่ทำโครงการ และเกิดผลกับการอ่านออกเขียนได้ของเด็กในพื้นที่ที่ร่วมโครงการ หากโครงการสำเร็จก็น่าจะเปลี่ยนเมืองได้เสี้ยวหนึ่ง” ทพ.ศิริเกียรติ กล่าว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (0)