ปัญญาที่จะทำลายอัตตาตัวตน
เผยบันทึก"ดร.วันชัย"ลั่น"ฆ่าได้หยามไม่ได้" http://www.dailynews.co.th/crime/398710
เมื่อมีข่าวอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นด็อกเตอร์ยิงอาจารย์ด็อกเตอร์อีกสองคนเสียชีวิต และยิงตัวเองตายตาม แม้ญาติและลูกศิษย์จะเกลี่ยกล่อมอยู่นาน แต่ก็ไม่สำเร็จ
หลายคนจึงสงสัยว่า คนมีการศึกษาและปัญญาสูง ทำไมจึงฆ่าคนอื่นและฆ่าตัวเอง ทำไมความรู้และปัญญา จึงไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
ความรู้และปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียน มีประโยชน์ต่อการทำงานประกอบอาชีพ แต่โดยทั่วไป ไม่ได้ช่วยทำให้อัตตาตัวตนและกิเลส (ความโลภ ความโกรธ และความหลง) ตัญหาและอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องต่างๆ ซึ่งมักจะนำไปสู่ความทุกข์และความเดือนร้อน ลดลง แต่ตรงกันและหากไม่ระมัดระวังให้ดี กลับอาจจะทำให้อัตตาตัวตนและกิเลส-ตัญหา-อุปาทาน ซึ่งมีอยู่ในจิตของมนุษย์ทุกคน เพิ่มมากขึ้นหรือกำเริบขึ้นได้
คนที่มีความรู้และปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียน เมื่อมีความเครียดจากปัญหาในชีวิตและการทำงาน ทำให้ไม่มีความสุข แต่มีความทุกข์และความเดือดร้อน เมื่อมีความทุกข์และเดือดร้อนมากขึ้น โดยไม่มีภูมิคุ้มกันทางจิต ไม่เคยเรียนรู้และขาดทักษะในการบริหารจัดการอารมณ์และจิตใจตนเอง อันเป็นทักษะสำคัญของชีวิต จะขาดสติและเหตุผล มีแต่ความคิดวกวน ความเครียดและความทุกข์ จนขาดความยับยั้งชั่งใจ จนมืดมนมองไม่เห็นทางออก อาจจะโทษคนอื่นและทำร้ายคนอื่น หรือโทษตนเองและทำลายตนเอง หรือกระทำทั้งสองอย่าง เหมือนเรื่องของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ฆ่าคนอื่นและตนเองตามที่เป็นข่าว
ถ้าเช่นนั้นความรู้และปัญญาแบบใด จึงจะช่วยลดอัตตาตัวตนและกิเลส-ตัญหา-อุปาทาน เพื่อที่จะทำให้ความทุกข์และเดือดร้อนลดน้อยลง
ปัญญามี ๓ อย่าง คือ
๑. ปัญญาจากการศึกษาเล่าเรียน (สุตมยปัญญา)
๒. ปัญญาจากความคิดและใช้เหตุผล (จินตามยปัญญา)
๓. ปัญญาจากการเจริญสติปัฏฐานภาวนา (ภาวนามยปัญญา หรือวิปัสสนาปัญญา)
ปัญญา ๒ อย่างแรก จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต การทำงานและการประกอบอาชีพ แต่ไม่ได้ช่วยลดละ แต่อาจจะกลับเพิ่มพูน อัตตาตัวตนและกิเลส-ตัญหา-อุปาทาน หากไปหลงติดและยึดมั่นถือมั่น ยิ่งมีอัตตาตัวตนและทิฐิมานะมาก ก็จะยิ่งสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นมาก
ปัญญาอย่างที่ ๓ คือ ภาวนามยปัญญา หรือวิปัสสนาปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดจากการเจริญสติปัฏฐานสี่ (คือการเจริญสติโดยใช้ฐานกาย เวทนา จิต และธรรม) หรือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน (การเจริญไตรสิกขา หรือการเจริญมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์ คือการละบาป สร้างบุญกุศล และทำจิตให้บริสุทธิ์)
ภาวนามยปัญญา หรือวิปัสสนาปัญญา เป็นปัญญาที่จะทำให้จิตเกิดความบริสุทธิ์และเกิดความเข้าใจหรือเห็นแจ้งในสัจธรรม ความจริงของชีวิต คือ เห็นกายและจิต (รูปและนาม หรือขันธ์ห้า) เห็นว่ากายและจิต (รูป-นาม) อยู่ในกฎของธรรมชาติ คือ กฎพระไตรลักษณ์ - ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา) โดยลักษณะอาการต่าง เช่น เมื่อเห็นรูปและนาม (ขันธ์ห้า) แล้ว จะเห็นว่ารูปและนามเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน รูปและนามอยู่ตกอยู่ในกฎพระไตรลักษณ์ รูปและนามมีการเกิดและดับ ฯลฯ เป็นต้น
เมื่อจิตได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เรียกว่าเกิดภาวนามยปัญญา หรือวิปัสสนาปัญญา จึงทำให้จิตละคลายจากความยึดมั่นถือมั่น ลดละอัตตาตัวตนและกิเลส-ตัญหา-อุปาทาน ทำให้สร้างความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นน้อยลง และทำให้ชีวิตมีความสงบและสันติสุขมากขึ้น เกิดความเมตตากรุณาและพรหมวิหารธรรม สร้างความถูกต้องดีงามแก่ตนเอง ผู้อื่นและสังคมมากขึ้น
การศึกษาเรียนรู้ เพื่อให้เกิดภาวนามยปัญญา หรือวิปัสสนาปัญญา จะต้องศึกษาเรียนรู้โดยการปฏิบัติเพื่อให้เกิดประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเอง ไม่สามารถจะศึกษาได้จากการอ่าน การฟังหรือการคิด (เพราะการอ่าน การฟังและการคิดทำให้เกิดปัญญาคนละอย่างกัน) และจะต้องปฏิบัติให้ถูกวิธีด้วย หากปฏิบัติผิดวิธีปัญญานี้ก็ไม่เกิดขึ้น
การปฏิบัติให้ถูกวิธี คือ การเจริญสติปัฏฐานภาวนา (หรือวิปัสสนาภาวนา) โดยมีสติอยู่บนฐานกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) เวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) จิต (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน) และธรรม (ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ด้วยความเพียร (อาตาปี) มีความรู้ตัว (สัมปชาโน) และมีสติ (สติมา)
หากฟังในทางทฤษฎี อาจจะดูเหมือนยาก แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร วิธีปฏิบัติมี ๒ แบบ คือ แบบปฏิบัติเองตามธรรมชาติในชีวิตประจำวัน กับแบบเข้าคอร์สเพื่อฝึกเทคนิคและสร้างทักษะให้ชำนาญแล้วจึงนำมาปฏิบัติเอง
หากจะปฏิบัติเองก็ให้มีความเพียรในการสติ-สัมปชัญญะ อยู่กับการยืน-เดิน-นั่ง-นอน (อิริยาบถใหญ่) และอิริยาบถย่อยทุกๆ อย่าง (เช่น การรับประทาน เคี้ยว ดื่ม เหยียด คู้ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ) และลมหายใจ (อานาปานสติ) ทั้งในสภาวะปกติและตอนนั่งสมาธิแบบเจริญสติ การนั่งสมาธิแบบเจริญสติจะต้องมีความรู้ตัวอยู่ตลอดแม้ลมหายใจจะหายไป จะต้องไม่ปล่อยให้จิตตกอยู่ในสมาธิลึกมากอยู่อย่างนั้น มีแต่ความสุขสงบ แต่ขาดสติความรู้ตัว เพราะการปฏิบัติจะไม่พัฒนาก้าวหน้าต่อไป
(วิธีปฏิบัติแบบเข้าคอร์ส จะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป)
ชอบที่เขาบอกกันว่า "if you can breathe you can meditate"
ใช่แล้วครับ "หากใครยังหายใจอยู่ก็สามารถจะเจริญสติได้" เมื่อไหร่รู้ลมหายใจ เมื่อนั้นคือการเจริญสติ
อันที่จริงยิ่งกว่านั้นอีก คือ "การเจริญสติทำได้ในทุกๆ ขณะจิต" แต่จะต้องตั้งใจจึงจะเกิดสติ ความเผลอเป็นโหมดปกติ (default mode) ของชีวิต