ภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนที่ 4

ภารกิจการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนที่ 4

19 พฤษภาคม 2559

ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

ผู้เขียนได้นำเสนอบทความนี้มา 3 ตอนแล้ว โดยพยายามเชื่อมโยงให้เห็นว่า ภารกิจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ภารกิจด้านความมั่นคง การรักษาความสงบเรียบร้อย และภารกิจ “งานกู้ภัยกู้ชีพ” ร่วมกับทีมการแพทย์ฉุกเฉิน ถือเป็นภารกิจที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ อปท. เป็นเจ้าของพื้นที่ มีราษฎรที่เป็นสมาชิกอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) อยู่ประจำในพื้นที่ใน อปท.

ในที่นี้ขอเรียกงาน “บริการการแพทย์ฉุกเฉิน” ที่ตามภาษาชาวบ้านเรียกว่า “งานกู้ชีพ” ถือเป็นภารกิจที่ อปท. เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 [2] แม้ว่า อปท. ที่มีศักยภาพบางแห่งอาจได้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) หรือ ศูนย์นเรนทรมาก่อนหน้านั้นก็ตาม สรุปว่า งานกู้ชีพกู้ภัยถือเป็นภารกิจหนึ่งตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. ปัจจุบันจึงมี อปท. เข้าร่วมปฏิบัติงานถึงร้อยละ 60 อันถือได้ว่าเป็นบทบาทหน้าที่ใหม่ของ อปท. ก็ว่าได้

ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา ลองมาจับตามดูปัญหาอุปสรรคภารกิจใหม่นี้ในภาพรวมของ อปท.

ภาพรวมปัญหาอุปสรรคงานกู้ชีพ

สภาพปัญหาหลักพื้นฐานที่พบในการปฏิบัติงาน อาทิเช่น

1. ขาดบุคลากร

2. ขาดเครื่องมือสื่อสาร

3. ผู้กำหนดนโยบายขาดวิสัยทัศน์ในการวางแผน การพัฒนา

4. ผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเหมาะสมเกี่ยวกับภารกิจงานอย่างแท้จริง

5. ผู้ปฏิบัติงานขาดขวัญกำลังใจ และการพัฒนาตนเอง

6. ประชาชนขาดความตระหนัก ขาดจิตสำนึก ขาดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่เตรียมความพร้อมให้รู้รับ ปรับตัว หวังเพียงรอรับการช่วยเหลือเท่านั้น

7. ลักษณะงานดูจะซ้ำซ้อน เพราะ งานกู้ชีพ งานกู้ภัย งานดับเพลิง จะอยู่ด้วยกัน เพราะผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลเดียวกัน ที่ทำหน้าที่หลาย ๆ อย่าง

8. ขาดงบประมาณสนับสนุนเป็นค่าจ้าง ค่าตอบแทนฯ จากท้องถิ่นในการอยู่เวร 24 ชั่วโมง นอกจากนี้งบประมาณที่ใช้ดำเนินการโครงการอื่นก็ค่อนข้างสูง ได้แก่ ค่าวัสดุ, ค่าเครื่องแต่งกาย, ค่าอุปกรณ์อื่นๆ

9. ขาดทักษะความชำนาญในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการดูแลความสะอาด ของเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฐมพยาบาล

10. ขาดอาคารสำนักงาน หรือ “ศูนย์ปฏิบัติการกู้ชีพกู้ภัย” รับแจ้งอุบัติเหตุฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน

11. ขาดเจ้าหน้าที่ ด้านธุรการ เอกสาร และผู้ประสานงานที่ชัดเจน

ลองมาดูตัวอย่างกรณีศึกษาในสภาพปัญหาที่ประสบ ดังนี้

สภาพปัญหาภายในของงานกู้ชีพ

1. อปท. หลายแห่งมีความสับสนในการปฏิบัติงานกู้ชีพ กู้ภัย ว่าเป็น “ภารกิจหลัก” หรือ “ภารกิจรอง” หรือ จะเรียกว่า “ภารกิจอะไร” ซึ่งเป็นปัญหาภายในของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมี อปท. เป็นหน่วยงานดำเนินการ เพราะงานกู้ชีพ กู้ภัย นั้น หากเจ้าหน้าที่มิใช่พนักงานหรือลูกจ้าง อปท. จะสั่งใช้บุคลากร “ทีมกู้ชีพ” ทีมละ 3 คน ต้องเป็นสมาชิก อปพร. หรือ “กู้ชีพกู้ภัยประจำตำบล” (One Tambon One Search and Rescue Team : OTOS) เท่านั้น หากเป็น “บุคลากรจ้างเหมา” งานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนา 3 ปีของ อปท. [3] นอกจากนี้ บุคลากรผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการอบรมจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ด้วย จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

2. ในความสับสนภายในของเจ้าหน้าที่นี้ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพราะบุคลากรหลักของ อปท. ก็คือ พนักงานหรือลูกจ้าง งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แม้จะมีบาง อปท. ที่กองสาธารณสุขรับหน้าที่ผู้บริหารจัดการงานกู้ชีพก็ตาม แต่บุคลากรหลักก็คือ งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่แยกร่างไม่ค่อยออกว่าเป็นงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย หรือ “งานกู้ชีพ” เพราะร่างเดียวแต่ถือสองงาน

3. มีการสั่งใช้ทีมกู้ชีพกู้ภัยประจำตำบลให้เข้าเวรกู้ชีพ 24 ชั่วโมง และเริ่มเบิกจ่ายค่าตอบแทน ครั้นเมื่อสำนักงานตรวจตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบ ได้แจ้งว่าการเบิกจ่ายค่าตอนแทนกู้ชีพ กู้ภัยแก่บุคลากรภายนอก อปท. ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ [4] เนื่องจากยังไม่มีระเบียบและกฎหมายให้สามารถจ่ายค่าตอบแทนได้ ทำให้มีผลกระทบกับ อปท. ที่ดำเนินการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน หรือ “งานกู้ชีพ” ร่วมกับ สพฉ. ไปแล้ว จึงเกิดความสับสนไม่แน่ใจว่างานกู้ชีพจะสามารถดำเนินการเบิกจ่ายได้ หรือจะขัดกับกฎหมายใดหรือไม่ อย่างไร

4. การจ้างเหมาบริการบุคลากร [5] เพื่อปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินในแต่ละพื้นที่แม้จะใกล้เคียงกัน มีอัตราค่าจ้างต่อคนต่อเดือนที่แตกต่างกัน ไม่เท่ากัน เช่น อัตรา 7,200 บาท หรือ 6,300 บาท หรือ 5,500 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่จ้างเหมาเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นเด็กฝาก ที่อาจไม่คุ้นเคย ไม่สามารถสั่งงานใช้สอยได้ตามปกติเหมือนพนักงานหรือลูกจ้าง อปท. โดยทั่วไป

5. บุคคลากรที่เข้ารับการฝึกอบรมระดับเบื้องต้น หรือ FR เป็นเวลา 3 วัน [6] ต้องฝึกงานอีกประมาณ 100 เคส กับ ร.พ. ของรัฐ หากไม่ฝึกงานก็จะได้รับเพียง “บัตรผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน” แต่จะไม่ได้รับ “ใบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการฝึกอบรมฯ” แต่อย่างใด

สภาพปัญหาภายนอกของงานกู้ชีพ

1. ชาวบ้านหรือญาติของผู้ประสบภัย หรือผู้ป่วย (ฉุกเฉิน) ไม่เข้าใจเรื่องการประเมินอาการของผู้ประสบภัย เมื่อรถกู้ชีพมาถึง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจะซักประวัติ และประเมิน ภาวะอาการผู้ประสบภัย พร้อมเขียนบันทึกข้อมูลผู้ประสบภัยเบื้องต้น แต่ญาติผู้ป่วยจะไม่ให้ความร่วมมือในการซักประวัติ และเร่งให้เจ้าหน้าที่รีบนำส่งสถานพยาบาล เป็นปัญหาในการซัก การบันทึก และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

2. ในกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นผู้ป่วยจิตเวช มีอาการคลุ้มคลั่ง เอะอะโวยวาย เจ้าหน้าที่ต้องใช้สมาธิประสบการณ์จิตวิทยาและความพร้อมทางร่างกาย เพราะอาจมีการขัดขืน ต่อสู้ วิ่งหนี หรือมีอาวุธ ทำให้เกิดปัญหาความปลอดภัยแก่ชีวิตร่างกายของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่มีสวัสดิการประกันภัย แม้ สพฉ.โดยผ่านทาง สสจ. จะให้โอกาสประกันภัยได้ แต่เจ้าหน้าที่ผู้ประกันภัยก็ต้องชำระเงินค่าเบี้ยประกันเอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นบางแห่งเห็นความสำคัญก็จะรับผิดชอบจ่ายเบี้ยประกันให้ แต่หลาย อปท. ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

3. ปัญหากรณีผู้ประสบภัยมิใช่ “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่า คนท้อง เป็นไข้ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เจ็บป่วยทุกอย่าง หรือแม้แต่คนชราทั่วไป ก็สามารถกดเบอร์โทรศัพท์เรียก 1669 [7] แล้วรถกู้ชีพก็จะมาถึงบ้าน พร้อมเตียงลาก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เคยมีกรณีว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งอยากไปเที่ยวงานแข่งเรือยาวประเพณี แต่ไม่มีรถ จึงแกล้งทำเป็นป่วยกดเรียก 1669 แจ้งพิกัดที่ผู้ประสบภัย และขอรับการช่วยเหลือให้นำส่ง ร.พ. ครั้นรถปฏิบัติการฯ นำส่งถึง ร.พ. ขณะกำลังให้ญาติแจ้งลงประวัติ การเข้ารักษาที่ห้องบัตร เจ้าหน้าที่ก็กำลังรายงานเคส ก็พบว่าผู้ประสบภัยฯ ได้หายตัวไป ไปพบตัวอีกครั้งที่งานแข่งเรือประเพณี ซึ่งไม่ได้เจ็บป่วยฉุกเฉินแต่อย่างใด เป็นต้น

สภาพปัญหาอุปสรรคระบบงานกู้ชีพ

1. ปัญหาขอบข่ายการเบิกจ่ายงบประมาณว่า อปท. สามารถจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยถือเป็นภารกิจได้แค่ไหน เพียงใด ตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 [8] และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ อปท. ที่มีความพร้อมทั้งด้านงบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ รถยนต์ และบุคลากร เช่น การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ รถยนต์ พาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าซ่อมอุปกรณ์และยานพาหนะฯ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าตอบแทน ค่าประกันภัย ประกันชีวิตเจ้าหน้าที่ ฯลฯ เป็นต้น

2. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.)ไม่มีงบประมาณอุดหนุน แต่มีเงินค่าออกปฏิบัติงาน เรียก “ค่าเคส” (Case) [9] ขึ้นอยู่กับระดับของหน่วยปฏิบัติงาน เช่น ชุดปฏิบัติการเบื้องต้น (First Responder Unit – FR) 350 บาท/เคส หรือ ชุดปฏิบัติการระดับต้น (Basic Life Support Unit : BLS) 500 บาท/เคส เป็นต้น

3. การสั่งการโดยศูนย์วิทยุความถี่ 155.675 ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ของสาธารณสุข [10] ต้องติดตั้งที่ห้องวิทยุสื่อสารของ อปท. ด้วย โดยมีรถปฏิบัติการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และ ทีมงานกู้ชีพ อปท. เป็นเครือข่ายวิทยุ (ลูกข่าย) แม่ข่ายคือ ศูนย์วิทยุ ร.พ. เทียบลักษณะงานแล้วจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในเครือข่ายสาธารณสุขในสัดส่วนถึง 70% ซึ่งเป้าหมายของชุดปฏิบัติการ อปท. 2-3 คน ต่อรถ 1 คัน แค่เพียงนำผู้ประสบภัยถึงห้องอุบัติเหตุ เท่านั้น

3. รถปฏิบัติการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ถือเป็นรถตรวจการฯ “รถส่วนกลาง” ที่มีตรา อปท. หรือ โลโก้บ่งบอกสังกัดชัดเจน ในแต่ละปีมีการต่อทะเบียนรถ ตรวจสอบและลงนามรับรอง โดย ร.พ. พร้อมสั่งให้แต่ละหน่วยงานได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เพิ่มเติมในหลายรายการ แต่ไม่ได้สนับสนุนงบประมาณ สำหรับกรณีการประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติงานนั้น ทางศูนย์สั่งการ ร.พ. หรือ เจ้าหน้าที่ ร.พ. จะไม่สามารถรับผิดชอบร่วมแก้ไขปัญหาได้ อปท. จึงต้องรับผิดชอบรถปฏิบัติการเอง หากเป็น อปท. เล็ก ๆ จะประสบปัญหางบประมาณ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมักแนะนำให้รถกู้ชีพได้จัดทำประกันภัยบุคคลที่สามไว้ด้วย

4. ปัญหาขวัญกำลังใจและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ ในทางปฏิบัติทุกสิ้นปี เช่นวันปีใหม่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จะมีของขวัญของชำร่วยกำนัลเล็กน้อยจาก ร.พ. แก่เจ้าหน้าที่บ้าง

5. อุปกรณ์ป้องกันตัวเองของผู้ปฏิบัติงานมีเพียงผ้าปิดจมูก และถุงมือยาง ซึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มีโรคร้ายแรง ที่ไม่อาจทราบได้ เช่น วัณโรค โรคผิวหนัง หรือโรคเอดส์ จึงมีอัตราเสี่ยงสูงในการติดเชื้ออันตราย เพราะ คงไม่มีผู้ประสบภัยแจ้งข้อมูลว่าตนเองป่วยเป็นโรคร้ายแรงเหล่านั้น และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

นี่คือลักษณะสภาพปัญหาพื้นฐานทางปฏิบัติ หากจะมีการพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพของการบริหาร บรรดาหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง ควรนำปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ไปพิจารณาปรับปรุง เพื่อการพัฒนางาน “บริการการแพทย์ฉุกเฉิน” หรือ “งานกู้ชีพ” ของ อปท. ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป


[1] Phachern Thammasarangkoon & Nongnuch Yenjai, Municipality Officer ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2559 ปีที่ 66 ฉบับที่ 23033 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น

[2] ประกาศสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเรื่อง หลักเกณฑ์การสนับสนุนการดำเนินงานและบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินท้องถิ่น พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2553

[3] หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท 0808.2/ว74 ลงวันที่ 8 มกราคม 2553 เรื่องการตั้งงบประมาณรายจ่ายและการใช้งบประมาณหมวดเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลในการให้บริการสาธารณะ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552

[4] ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0808.4/ว 1502 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เงินค่าตอบแทน หมายความว่า เงินที่จ่ายให้แก่พนักงานส่วนท้องถิ่นที่ได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติโดยลักษณะงานส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติงานในที่ตั้งสำนักงานและได้ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในที่ตั้งสำนักงานหรือโดยลักษณะงานส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติงานนอกที่ตั้งสำนักงานและได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการที่ตั้งสำนักงาน ดังนั้น หากผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินมิใช่พนักงานส่วนท้องถิ่นก็ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการตามหนังสือที่อ้างถึงได้

& ดู หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่มท 0808.2/ว74 ลงวันที่ 8 มกราคม 2553 เรื่องการตั้งงบประมาณรายจ่ายและการใช้งบประมาณหมวดเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลในการให้บริการสาธารณะ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552

& และดู หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 2373 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2557 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางตั้งงบประมาณและการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)

[5] ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.4/ ว 1452 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 เรื่อง การเบิกจ่ายเงินค่าจ้างเหมาบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าจ้างเหมาบริการได้ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและไม่ซ้ำกับอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการอื่น หรือไม่ซ้ำซ้อนกับการปฏิบัติงานตามกรองอัตรากำลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ การจ้างเหมาบริการดังกล่าว ถึงว่างานยังอยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องพิจารณาจากเนื้องานและมุ่งเน้นถึงผลสำเร็จของงานที่จ้างภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นสำคัญ ดังนั้น เงินที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายให้กับเอกชนจึงเป็นการจ่ายเงินตามสัญญาจ้างมิใช่เป็นการจ่ายคืนจากเงินอุดหนุน/ชดเชย ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจ่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

[6] ปัจจุบันชุดปฏิบัติการฉุกเฉิน ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS= Emergency Medical System) มีดังนี้

1.ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (First Responder Unit : FR) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น (First Responder) และทีมปฏิบัติการที่เป็นผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน

2. ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับต้น (Basic Life Support Unit : BLS) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นเวชกรฉุกเฉินระดับต้น (Emergency Medical Technician – Basic : EMT-B) และทีมปฏิบัติการที่เป็นเวชกรฉุกเฉินระดับต้นหรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน

3. ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับกลาง (Intermediate Life Support Unit : ILS) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นเวชกรฉุกเฉินระดับกลาง (Emergency Medical Technician – Intermediate : EMT-I) และทีมปฏิบัติการเป็นเวชกรกรฉุกเฉินระดับกลาง เวชกรฉุกเฉินระดับต้น หรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน

4. ชุดปฏิบัติการฉุกเฉินระดับสูง (Advance Life Support Unit : ALS) หัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นเวชกรฉุกเฉินระดับสูง (Emergency Medical Technician-Paramedic : EMT-P) หรือ พยาบาลกู้ชีพ (Pre Hospital Emergency Nurse : PHEN) หรือแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Physician : EP) หรือ แพทย์ (Physician) และทีมปฏิบัติการที่เป็นเวชกรฉุกเฉินระดับกลาง เวชกรฉุกเฉินระดับต้น หรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้น รวมอย่างน้อย 3 คน

https://dep.kpo.go.th/cdc/PDF/ems1.pdf

[7] ประชาชนบาดเจ็บ ป่วยฉุกเฉินโทร 1669 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ, 11 มีนาคม 2556, http://www.thaiemsinfo.com/autopagev4/show_page.php?topic_id=343&auto_id=8&TopicPk

[8] พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 44 ก วันที่ 6 มีนาคม 2551, http://www.mua.go.th/users/bhes/front_home/Emergency%20Doctor/ems01.pdf

[9] ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บ การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 7 เงินอุดหนุน/ชดเชยที่สถานบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจ่ายให้แก่หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน ตามระเบียบสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พ.ศ.2552 ที่โอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้น ถือเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยตั้งงบประมาณการรายรับไว้ในหมวดรายได้เบ็ดเตล็ด ส่วนการเบิกจ่ายให้จ่ายตามงบประมาณให้ถูกต้องตามประเภทรายจ่ายตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

[10] ปกติการติดต่อสื่อสารประเภทเสียง อยู่ที่ความถี่ 162.125 และ 162.525 (สําหรับเรียกขาน (Calling)) สําหรับประสานงานกับหน่วยงาน ในสังกัดกรมการปกครองและ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ดู ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตและการกํากับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้คลื่นความถี่ , ราชกิจจานุเบกษา หน้า 99-105 เล่ม 128 ตอนพิเศษ 55 ง วันที่ 18 พฤษภาคม 2554

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

606739

เขียน

18 May 2016 @ 07:30
()

แก้ไข

07 Feb 2019 @ 00:01
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก
บันทึกที่เกี่ยวข้อง