สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ EADP รุ่น 12 ทุกท่าน
ในระหว่างวันที่ 20 – 21 เมษายน 2559 จะเป็นช่วงที่ 3 ของหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รุ่นที่ 12 (ปี 2559) หรือ EGAT ASSISTANT DIRECTOR DEVELOPMENT PROGRAM : EADP 2016
แม้ว่าจะเป็นการทำงานต่อเนื่องเรื่องคนให้กับ กฟผ. มาปีนี้เป็นปีที่ 12 แต่ผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้น และพยายามจะแสวงหาความรู้ที่สด และทันสมัยมาแบ่งปันกับลูกศิษย์ของผมเสมอ
จากการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารของ กฟผ. ในระดับผู้อำนวยการ 3 รุ่น และในระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอีก 8 รุ่นที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจในลูกศิษย์ของผมที่วันนี้หลายคนเติบโต และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของสังคม
"ทุนมนุษย์" ใน กฟผ. นั้นเข้มแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว ผมเป็นเพียงผู้ที่จะช่วยทำหน้าที่จุดประกาย สร้าง Inspiration ให้พวกเขามีพลัง มี Ideas ใหม่ ๆ มีความเข้าใจสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและพยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งการทิ้งผลงานหรือสิ่งที่มีคุณค่าไว้สำหรับสังคมไทยของเรา
สำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รุ่นที่ 12 ในปีนี้ ผมก็หวังว่าจะมีสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ในการทำงานของ กฟผ. และเป็นการสร้างที่สร้างความสุขให้แก่คนไทยต่อไป และผมขอให้ทุกท่านใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ของพวกเรา และแบ่งปันความรู้เหล่านี้ไปสู่สังคมของเราครับ
ติดตามและส่งความคิดเห็นได้ที่ Blog นี้ครับ
โครงการพัฒนาผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่า รุ่นที่ 12
EGAT Assistant Director Development Program (EADP 12)
นำเสนองานกลุ่ม : วิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจและบทเรียนจากหนังสือ เล่มที่ 2
เรื่อง HBR’s MUST READS on Collaboration (Harvard Business Review Press)
วันที่ 20 เมษายน 2559
สรุปการบรรยายโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
สิ่งที่ดร.จีระ เลือกจะเลือกอะไรที่ Relevance กับ กฟผ. ใช้เวลาในการอ่านหนังสือ เป็นเรื่อง Harvard Business Review เป็นเรื่อง Collaboration คือการร่วมมือกันไม่ว่าจะเป็นทั้งข้างในและข้างนอก ซึ่งเป็นหน้าที่ของ Stakeholder จึงอยากถามว่า Collaboration ที่จะจัดการกับความเสี่ยงในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะนำเอากรณีศึกษาของ Harvard ที่เป็น Brain ถ้ามีโอกาสก็พยายามโยงสิ่งที่มีความรู้ ความเข้าใจไปสู่ Core Business ซึ่งถ้าหามูลค่าเพิ่มจากการอ่านหนังสือและเป็น Habit ก็จะประสบความสำเร็จ
กลุ่มที่ 6
ความต้องการความร่วมมือ (Want Collaboration)
เป็นเรื่องการบริหารจัดการการยอมรับและบริหารความขัดแย้งอย่างได้ผล
เรื่องความร่วมมือเป็นเรื่องที่ง่ายมาก แต่การทำให้เกิดความร่วมมือได้ต้องใช้ 3 สิ่ง
สาระสำคัญ คือจะทำอย่างไรให้การบริหารจัดการในบุคคลในองค์กรเดียวกันแต่ต่างหน่วยงานทำงานร่วมกันโดยไม่มีขอบเขต
ซึ่งถ้าเกิดความร่วมมือจะเกิดประโยชน์มหาศาล
1. Synergy ทำให้ความน่าเชื่อถือเกิด
2. การตัดสินใจเร็วยิ่งขึ้น
3. การบริหาร Resource ร่วมกัน
4. การสร้าง Innovation เพื่อเกิดมูลค่าเพิ่มให้หน่วยงาน
ความเชื่อที่ผิด ๆ ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพคือ
1. การทำงานเป็นทีมช่วยให้เกิดความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ความจริงไม่ถูกทั้งหมด จะทำให้เกิดการทำงานไม่ Synergy ไม่เกิดการร่วมมือที่แท้จริง ประสิทธิผลจะไม่เกิด
2. ใช้ผลตอบแทนเป็นหลักประกันความร่วมมือ ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะคนที่มีผลตอบแทนจะมองที่เป้าหมายตัวเองมากกว่าองค์กร
3. การปรับโครงสร้างองค์กร เมื่อต้องการความร่วมมือก็จะมาปรับโครงสร้างใหม่ ซึ่งการอยู่ร่วมกันกับทำงานร่วมกันเป็นคนละความหมายกัน
ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความร่วมมือ
1. มุ่งที่ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยละเลยส่วนที่ไม่ได้มองถึงที่มาของปัญหาแท้จริง ซึ่งรากเหง้าของปัญหาคือความขัดแย้งหรือ Conflict
2. ความเข้าใจผิด ซึ่งถ้าเพิ่มความร่วมมือเข้าไปมากเท่าไหร่จะลดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด อาจเป็นการเพิ่มความขัดแย้งเพราะไม่รู้ว่าความขัดแย้งแท้จริงอยู่ตรงไหน
สาเหตุเกิดความขัดแย้ง
1. เราต้องทำงานข้ามหน่วยงาน เช่น ทีม R&D กับ ทีมผลิต ซึ่งอยู่คนละหน่วยงาน เป้าหมายของแต่ละหน่วยงานต่างกัน แต่เป้าหมายองค์กรเดียวกัน สาเหตุกันคือมุมมองต่างกัน ศักยภาพต่างกัน การเข้าถึงข้อมูลมีความแตกต่างกัน
การแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ระดับที่ 1 ต้องแก้ไขความขัดแย้ง ณ จุดที่เกิด
ระดับที่ 2 ถ้ามีความขัดแย้งที่สูงขึ้นให้ยกไปที่ระดับบริหารจะทำให้ความขัดแย้งถูกกำจัดออกไป และต้องแปลงเป็นสมบัติมหาศาล
ยุทธศาสตร์
1. ใช้วิธีง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน
2. ต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจนในการกำหนดแนวทางร่วมกัน
3. ต้องใช้โอกาสของความขัดแย้งในการ Coaching
4. ผลักดันความร่วมมือ
5..ให้หน่วยงานร่วมกัน
6. สร้างยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่จัดเจน
ดร.จีระ กล่าวว่าเวลาอ่านแล้วนึกถึง EGAT อย่างไร
ตอบ ในองค์กร กฟผ.มีการทำงาน Cross functionด้วยกัน ดังนั้นต้องดูเป้าหมายและยุทธศาสตร์ขององค์กรที่ชัดเจน ต้องยกอดีตผู้ว่าการฯ สุทัศน์กล่าวว่าการทำอะไรตกสวมหมวกที่ใหญ่ขึ้น และในความคิดคิดว่าต้องสวมหมวกหลายเบอร์ อีกประเด็นคือการสร้าง Connection ใน กฟผ. เพื่อให้เกิดความร่วมมืออาจเกิดในระยะสั้นก่อนและแปลเป็นสู่ระยะยาวในอนาคตจะไปได้
ดร.จีระกล่าวว่า Collaboration อาจเริ่มจากศูนย์ก็ได้ คิดว่ายังมีความเชื่อบางอย่างที่อาจผิด Miss คือคิดว่าจริงแต่ไม่จริง ตัวอย่าง 3 M มีการคุยเรื่อง New Idea
3 Laws of performance กล่าวว่ามนุษย์ มีทางเดินในองค์กรเจ็บปวด ล้มเหลว ผิดหวังตลอดเวลา ถ้าไม่แก้ ไม่ปล่อยวางสิ่งนั้นจะกลับมาหาเรา ดังนั้นการ Change ต้อง Get rid of จากความเจ็บปวด ไม่อย่างนั้นก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ สรุปคือ มีข้อดีทุกอย่างแต่ไปซ้ำเติมปัญหาขององค์กร บางครั้ง Conflict ไม่ต้องไปยุ่งกับมันก็ได้เพราะจะทำให้เกิดปัญหา Collaboration อาจใช้วิธีอื่นนอกจากแก้ Conflict ก็ได้
กลุ่มที่ 1
Social Intelligance and the Biology of Leadership
ความฉลาดทางสังคมกับชีววิทยาความเป็นผู้นำ อะไรที่จะสร้างผู้นำพบว่าผู้นำหรือ Leader สิ่งที่ค้นพบเรื่องผู้นำคือ
1. การมีความเอาใจใส่ในเรื่องต่าง ๆ
2. มีความเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่นอย่างแท้จริง
สิ่งที่สำคัญของผู้นำคือ
1. ทักษะทางสังคมต้องมีเนื่องจากต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ต้องเกี่ยวข้องกับการมอบหมายงานให้ผู้อื่น Social Interaction สำคัญ หรือทักษะมนุษยสัมพันธ์สำคัญ
การที่เราสามารถส่งเสริมความรู้สึกด้านบวกให้กับคนที่ทำงานกับเราหรือสนับสนุนเป็นทักษะของผู้นำ
2. ผู้ร่วมงานหรือผู้ปฏิบัติงานกับเราจะทำตามแบบที่ผู้นำทำ ดังนั้นผู้นำต้องมีความฉลาดทางด้านอารมณ์ เพราะจะทำให้สามารถยกทักษะทางด้านความฉลาดทางด้านสังคมด้วย พฤติกรรมด้านบวกจะสะท้อนออกมา ทุกอย่างจะสะท้อนออกมาถ้าผู้นำมีทักษะทางด้านบวก ถ้าผู้นำท้อแท้ ผู้ปฏิบัติงานจะรู้สึกไปด้วย
สรุปคือผู้นำต้องเน้นความรู้สึกด้านบวกเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานต่อสู้ และเอาชนะอุปสรรคด้วย
วิธีการ
1. ผู้นำอาจปรึกษาผู้บังคับบัญชาระดับสูงกว่าให้มีการสอน เช่นมีการ Coach
2. ผู้นำมองหาตัว Role Model ต้นแบบและทำตามว่าทำอย่างไร
3. การให้ Incentive ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น
คุณลักษณะผู้นำที่ปรับตัวได้ดี
1. ต้องมีสัญชาตญาณที่ดี จับทิศทางองค์กรได้
2. ทักษะในการดำเนินการเจรจาต่อรอง หรือการแข่งขันกับผู้อื่นต้องมีในตัวผู้นำ ต้องมีความเชื่อมั่นในองค์ความรู้ต่าง ๆ
3. ผู้นำต้องใช้ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เร็ว เนื่องจากระยะเวลามีน้อยแต่การดึงข้อมูลในการตัดสินใจสำคัญ
สัญชาตญาณ
เซลล์ในสมองที่เรียกว่าสปินเดอร์เซลล์ช่วยในการตัดสินใจ สปินเดอร์เซลล์ทำงานได้เวลาสั้นมาก
สิ่งที่ทำให้เกิดการกระตุ้น Social Neutron
ลักษณะผู้นำการเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้หลักสูตร Change Program คือสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดที่ตัวเราเองเลย ใช้ในการ Strange Business
ทำอย่างไรให้ผู้นำเกิดทักษะ Social Skill
ประเมิน 360 องศา แล้วให้ยอมรับและเข้าใจและพร้อมเปลี่ยนพฤติกรรม เน้นการเอาใจใส่ผู้อื่น เพิ่มความเข้าใจ และตระหนักในองค์กร มีทักษะในการโน้มน้าว และพัฒนาผู้อื่น มีเวลาที่จะโค้ชหรือไม่ มีทักษะในการสร้างแรงบันดาลใจ การทำงานเป็นทีม ตัวผู้นำต้องมีการพัฒนาและสร้างให้เกิดประโยชน์ขององค์กร
สิ่งที่ค้นพบคือคนที่มี Social Intelligence กับที่ขาดอยู่ คนที่มีทักษะ Social จะสามารถเข้าใจและแก้ไขปัญหารองรับการเกิดวิกฤติได้ดีกว่า
สรุป เน้นทักษะด้านอารมณ์เพื่อพัฒนาไปสู่ทักษะทางด้านผู้นำก็เป็นส่วนสำคัญ
ดร.จีระกล่าวเสริมว่า ในเล่มนี้แนะนำให้มี Social Skill ด้วย และผู้เขียนยังเน้นเรื่อง Emotional Intelligence ด้วยเช่นกัน
EGAT กำลัง Move จาก Hard Skill ไปสู่ Soft Skill คนที่จะเปลี่ยนแปลงได้คือ Knowledge และจะมี Learning Culture อย่างไร การจะเปลี่ยนแปลงได้คือวัฒนธรรมการเรียนรู้
คุณพิชญ์ภูรี กล่าวเสริมว่าคิดว่าเป็น Part ที่ดีที่ได้มาแลกเปลี่ยนกัน Coaching Practice กับ Self Knowledge Play
Biology of Leadership คือรู้จริง และต้องเก่งจริง (มาจากประสบการณ์ตรง) ต้องทราบเรื่องรอบ ๆ ตัวที่พูดถึง มีการ Train Learning Organization ผู้นำต้องรู้จริงและเก่งจริงเพื่อสามารถเอาไป Coach ได้ เครื่องมือคือ Social Intelligence
ให้กำลังใจว่า Emotional Capital สามารถฝึกได้ แต่การฝึกต้องใช้ทั้งสองทาง เพราะบางครั้งเจอคนที่ Emotional เราต้องฝึก Coach โดยใช้ Emotional Capital
ดร.จีระกล่าวเสริมว่าการมี Self Knowledge play เมื่อมีปัญหาเราสามารถดึงสิ่งที่สะสมของเรามาจัดการปัญหาได้ อยากให้อ่านหนังสือมากขึ้น มีความรู้มากขึ้น เปิด Internet TV ฟังข่าวต่าง ๆ ด้วย
ตัวอย่างบางครั้งมี Working Culture แต่ยังไม่มี Learning Culture
ผู้นำต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ ความเป็น Leadership ของ Emotional Capital ต้องควบคุมให้ได้
กลุ่มที่ 2
Bringing Minds Together
John Abole ได้รับการเชิญจาก Harvard Business Review ว่าทำอย่างไรให้เกิดความร่วมมือกัน ตอนแรกเป็นสิ่งที่หนักใจเพราะต้องอยู่ร่วมมือกับวิศวะ แพทย์ แต่ละคนมีอัตตาสูง และมีความละเอียดอ่อน ดังนั้น John Abole ได้เล่าประสบการณ์ของแจ็ค ไวท์เฮด (Jack Whitehead) เป็น CEO ในบริษัทผลิตเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการตรวจสารคัดหลั่งของคน ซึ่งก็มีความยากลำบากในการที่จะขายเครื่องมือใหม่ ๆ ได้
แจค ไวท์ เฮด ได้มีการสร้างความร่วมมือร่วมใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือให้เครื่องมือกับลูกค้าไปใช้ ไปศึกษานวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกัน ทำให้เกิดความมีส่วนร่วมว่าเขาไม่ใช่แค่ลูกค้าแต่เป็นเสมือนหุ้นส่วน ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่จะพัฒนาต่อไป เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ จะทำอย่างไรให้เกิดการริเริ่มใหม่ ๆ ขึ้น
เป็นผู้นำในการสร้างความร่วมมือตัวจริง ใช้หลัก 2 R’s คือความร่วมมือที่จะสร้างต้องปะทะกับความเป็นจริง และมีประเด็นอะไรที่ตรงกันระหว่างฝ่ายขอความร่วมมือกับให้ความร่วมมือ
กฟผ.ต้องปลดปล่อยอัตตาให้เกิดความร่วมมือกันให้ได้
ทำอย่างไรให้สิ่งที่ได้มีประเด็นตรงกันแนวคิดตรงกัน ปลดกั้นตัวตนออกไป การทำอะไรร่วมกันต้องมีสิ่งที่เป็นเป้าหมาย สร้างคุณค่าที่ไม่เสียเปรียบได้เปรียบเพื่อให้เกิด Collaboration เกิดขึ้น
Andreas เป็นคนที่ผลิตสิ่งต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์และนวัตกรรมด้าน Healthy ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีได้ เป็นผู้ที่มีความคิดที่ดี เป็นนักพูด มีคนติดตาม มีความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง ซึ่งเป็นลักษณะของผู้นำส่วนหนึ่ง มีความพิเศษในการสร้าง Collaboration ตรงนี้ ลดอัตตาตรงนี้ มีแนวคิดในการหาจุดอ่อน มีการพัฒนาเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง ใช้คำว่าเรามากกว่าฉัน
สิ่งที่ทำให้ได้รับความร่วมมือคือ เครื่องมือบอลลูนหัวใจได้มีการสาธิต และมีการสื่อสารสองทางกับแพทย์เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน สามารถสอบถามได้ คนอื่นจะสามารถนำไปใช้ได้โดยเห็นจริง มีแพทย์เข้ามาศึกษาเป็น 1,000 คนทั่วโลก อีกเรื่องคือมีการรวบรวมของแพทย์ทั้งหมดมาอยู่ในฐานข้อมูล และรู้ว่าอะไรทีทำให้แพทย์อื่น ๆ ต้องการใช้ มีการคัดกรองว่าอะไรจำเป็นหรือไม่เพื่อจัดหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบ สร้างสิ่งใหม่ ๆ เป็นการสื่อสาร เพื่อรับทราบข้อเสนอแนะอื่น ๆ ใช้ในการพิจารณาเพื่อให้เกิดการใช้งาน Adreas จึงเสมือนเป็น Role Model การใช้งานเครื่องมือแพทย์ที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ และการยอมรับในทุกหน่วยงาน
สร้างหน่วยงานในชุมชนเพื่อการปฏิบัติมีการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดพลังความร่วมมือจากหลายคน และมีการโน้มน้าวให้ทุกคนคิดว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทุกคนไม่ถูกเอาเปรียบ เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ทำอย่างไรให้โครงการเห็นความน่าสนใจร่วมกัน อย่าให้สิ่งที่ทำเป็นอุปสรรค
ตัว Bringing mind together คือสิ่งที่อยากให้ทุกคนยอมรับ สร้างความร่วมแรงร่วมใจ สร้างแนวคิดในการเกิดประโยชน์ร่วมกันมากกว่าของคนใดคนหนึ่ง ลดอัตตา สร้างความเชื่อมั่น ต้องเข้าใจธรรมชาติของคนด้วย
Jack Whitehead เป็นหนึ่งในการสร้างความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งคู่สามารถเอาชนะอุปสรรคได้
ความมีใจตั้งมั่นของผู้นำ ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นในการปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดเอาเปรียบ
การสร้างความร่วมมือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
1. ความร่วมมือภายใน
2. กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น กฟน. กฟภ. ก.การลัง
3. สังคม ชุมชน NGOs ต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเยอะมาก จะทำอย่างไรให้เขารู้สึกความมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาประเทศชาติร่วมกันที่ไม่ใช่กฟผ.รับประโยชน์ฝ่ายเดียว
คุณพิชญ์ภูรี แสดงถึงว่าคนเขียนคนละคน ตัวอย่างคนละตัวอย่างแต่แสดงถึงความสอดคล้อง และพูดถึงกฟผ.จะนำไปปรับใช้อย่างไรได้บ้าง ตัวอย่างที่นำไปใช้แม้เป็นการแพทย์ Keynote คือการสร้างความเป็นหุ้นส่วนคือมีส่วนได้ส่วนเสียชัดเจน เวลาลงไปเป็น Partner จะกระชับมากกว่าปกติ นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Coach Practice ใช้ Learning Experience อย่างคุณหมอ Andreas มีกรณีที่หน่วยงานแพทย์ได้พัฒนาเอาบอลลูนหัวใจไปพัฒนาต่อเป็นบอลลูนรักษาโรคเบาหวานได้เพราะ Andreas สามารถเปิดกว้างให้กลุ่มการแพทย์เรียนรู้
กลุ่มที่ 3
Three Models of Corporate Community
1. Traditional Industrial Model
2. Free-Agent Model
3. Collaborative Community Model
จะสร้างอย่างไร
1. Bureaucratic มีทั้งข้อดีข้อด้อยอย่างไร มีการ Reward ใครทำดีได้ดี
2. Passion ชื่นชม ถ้าคนเก่ง จะดีไปเลย ส่วนที่เป็น ข้อด้อยยากที่จะสร้าง Knowledge ขึ้นมา หรือไม่ก็ต่างคนต่างทำ
3. Collaborative ต้องมีการ Develop การทำงานร่วมกัน ข้อดีคือมี Economy of Scale ได้ ข้อด้อยอาจมีการเปลี่ยนแปลง และมีการปรับตัว
ทีมโมเดลต้องมีการปรับการใช้งาน ต้องทำอย่างไรให้ Flexible สร้างให้เกิด Innovative
สิ่งที่ Focus จะทำได้ 4 หลักการมีเรื่อง
1. Share Purpose ให้คนเข้าใจร่วมกัน (Guide all levels to achieve together)
2. Ethic of Contribution เรื่องวัฒนธรรม ต้องสร้างวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกัน (Cultivate to look beyond roles)
3. Interdependent Process ต้องมีการปรับให้ Flexible and Scalable
4. Collaborative Infrastructure ต้องสร้างให้มีคุณค่าขึ้นมาใหม่ (Valued ,Rewarded)
4 หลักการ ทำเพื่อคาดหวังให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้นและให้องค์กรมี Innovation เพิ่มขึ้น ให้ดึงการมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจด้วย งานต้องทำให้ดีต้องมีการ Service ให้ดี
Process ที่ปรับมี 3 ส่วนคือยกตัวอย่างของแม่บ้านคือผ่าตัดเสร็จก็ไปทำได้เลย จัดคิวสติกเกอร์ มีการยกตัวอย่างของพยาบาล
Infrastructure เน้นการช่องให้คนอยู่ และเรื่อง Communication
ผลที่ได้คือได้รับการผ่าตัดมากขึ้น Process Time ลดลง เพิ่มความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น
สิ่งที่นำไปปรับใช้กับ กฟผ. คือ ไป Build ในเรื่อง Team , Collaborality (ทำทีมงานให้เข้มแข็ง และ สร้าง Network)
ดร.จีระ กล่าวเสริมว่า กฟผ.น่าจะมีการแยกระหว่างองค์กร Informal และ formal มีการ Share ความคิดเห็นกัน
คุณพิชญ์ภูรี การ Building มี 3 Step และทำไปเพื่ออะไร เพื่อสร้างให้เกิดความกระตุ้นการสร้าง Innovative
กลุ่มที่ 4
Silo Busting
การทลายขอบเขตแท่งงาน หรือการสลายการทำงานแยกส่วนแบบ silo จะเปรียบเทียบ Silo เป็นโครงสร้างที่เก็บเกี่ยวผลิตผลเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า จะดึงทรัพยากรมาใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร มีส่วนบัญชีการเงิน ทรัพยากรบุคคล และการขาย
การแยกส่วนของ Silo ทำอย่างไรถึงทลาย Silo ได้ เพื่อให้เกิดการประสานงาน เกิดความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจให้เกิดประสิทธิผล
ผู้บริหารองค์กรต้องมีการปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ต้องขายผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์หรือเรียกว่า Product Solution
องค์กรที่ประสบปัญหา Silo เช่น GE Healthcare ปัญหาที่เจอคือฝ่ายขายมุ่งเน้นเฉพาะเป้าของตัวเอง แต่มีวันนึงที่มีลูกค้ามาถามเรื่องต้องการปรึกษาด้านสุขภาพเพิ่มเติมได้หรือไม่ แต่ฝ่ายขายบอกไม่เกี่ยวกับฝ่าย เมื่อเกิดปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ยอดขายลดลง จึงนำระบบ Silo Busting เข้ามาช่วยแก้ได้
Starbucks เด่นเรื่อง Connection มีพันธมิตรที่มีศักยภาพโดดเด่นแต่ละด้าน เช่น CD เพลง หนัง หนังสือ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนมี Talent หรือ Creative
1. Coordination มีการประสานงานที่ดีในองค์กร มุ่งเน้นตอบสนองลูกค้าแท้จริง มีการเชื่อมโยงต้าน Silo ได้
2. Cooperation คือการร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน มีการตอบแทนที่มีแรงจูงใจในการทำงาน
3. Capability คือการพัฒนาทักษะความสามารถของคนในองค์กร ต้องมีการพัฒนาทักษะที่หลากหลาย ได้แก่ Multi Domain Skill และพร้อมจัดการความต้องการของลูกค้าเชิงลึกได้ มี Boundary Standing Skill
4. Connection ต้องมีการสร้างความสัมพันธ์เครือข่ายทั้งในและนอกองค์กรให้ได้ทั้ง Informal และ formal เป็นการสร้างความสัมพันธ์มากกว่าแค่ลูกค้า
การนำไปประยุกต์ใช้กับ EGAT
1. สร้าง New business ,Innovation ของ Customer
2. การจัดการโครงสร้างที่เชื่อมโยงข้อมูล
3. สิ่งที่ทำตั้งใจจริงขนาดไหน และพนักงานตั้งใจทำจริงหรือไม่ ต้องทำให้เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจหรือ Happiness at work
คุณพิชญ์ภูรี Silo มีทั้งดีและไม่ดี ในบทนี้ให้คิดถึงลูกค้าเป็นสำคัญ ลูกค้าพึงพอใจองค์กรก็ไปได้ดี ยกตัวอย่าง SCG มีการพัฒนา Innovation ใหม่ ๆ แต่ไม่คอยหนีจากตัวหลักเท่าไหร่ เอกชนยังมีมองลูกค้าบ้าง
เรื่อง Connection อาจารย์จันทนาพูดเรื่องปูนอินทรีย์ที่ต้องมีการแข่งกับ SCG มาก ตัวอย่างผู้ว่าฯ สุทัศน์ เป็นตัวอย่างที่ดีตอนน้ำท่วม
ดร.จีระกล่าวเรื่อง Silo busting ว่าพอเริ่มเปลี่ยน ต้องปรับmindset ให้มีการแชร์ให้ลุกน้อง ทิ้งมรดกวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงให้คนรุ่นหลัง ขาด Diversity และถ้า ดร.จีระ มีอิทธิพลต่อความหลากหลาย ดีมาก และควรมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กลุ่มที่ 5
Harnesting Your Staff’s Informal Network
บทความนี้เป็นการทำงานวิจัยขึ้นมามีหน่วยงานทางสังคมที่มีเครือข่ายทั้งทางการ และไม่เป็นทางการ สามารถทำเป็น Collaboration Workplace ได้
การทำ Strategic Community Practice จากการสำรวจ
Background ได้ดำเนินการโดย Innovative manufacturing สิ่งที่ต้องการสำรวจคือโครงสร้าง Impact การจัดตั้งชุมชนปฏิบัติการ โดยมีการรวบรวมข้อมูลจากสถิติ Community Practice ที่ใช้อ้างอิงได้
Informal Network ถ้าจะทำให้ Drive ได้จริงต้องมีโครงสร้าง การปรับใช้ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่และองค์กรนั้น ๆ อีกที
หลักการ 4 อย่าง
1. มี Focus วัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับองค์กร หรือการตั้งเป้าหมายที่สามารถไป Launch ได้ การใส่ใจผู้บริหาร
2. การมี Community of Practice เช่นการผลิตยา ต้องมีความปลอดภัย มีการพัฒนาตัวยาขึ้นมา คนไข้ต้องรอยาที่ผลิตขึ้นมาใช้ตัว Community of Practice เป็นตัวจัดการ
3. United Nation มี Solution Exchange ต้องการแก้ปัญหาสังคมและปากท้อง สิ่งที่ต้องทำคือการรวมคนในหลากหลายอย่างผู้ให้ทุน ประชาชนที่มีส่วนกระทบ สามารถรู้วัตถุประสงค์แท้จริง พยายามไม่ให้มี Barrier ของหน่วยงาน แต่ให้ทุกคนเป็น Pier มากที่สุด
4. ต้อง Set up Goal ให้ชัดเจน ใน Community of Practice จะมองสิ่งที่เป็นระยะยาวและ Vision มากกว่า
มีการ Engage ผู้บริหารชัดเจน ไปสนับสนุนชุมชนการเรียนรู้ มีการเข้าไปพูดคุยถึงสิ่งที่มีผลกระทบต่อองค์กรได้
การคาดหวังจากผู้บริหาร ผู้บริหารต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำอย่างหลวม ๆ เมื่อมีการเปลี่ยน Leader พฤติกรรมคนจะหายไป
สิ่งที่ต้องการได้ คือจะทำอย่างไรก็ได้ที่จะหาความรู้ในสิ่งที่ไม่มีกับที่อื่น Process หรือกระบวนการในอนาคตจะทำอย่างไรบ้าง
สรุปคือ Informal Network ต้องมีโครงสร้างเหมือนกันแต่ขึ้นอยู่กับหน่วยงานและวัฒนธรรมในการไปปรับใช้ การทำงานของ Community of Practice ต้องสร้างให้อยู่ในการทำงานของเขา บางบริษัทอาจวัดให้แข่งกันเอง ให้รางวัล หรือกระตุ้นให้เกิดการแข่งกันได้ ต้องมีการ Set หลักการที่ชัดเจน แต่อย่างไรต้องมี Guideline เพื่อตอบสนอง Goal ได้ การเข้าไป Cross Community คือพยายามให้คนมีส่วนร่วมมากที่สุด ด้วยเทคโนโลยีสามารถ Set up ได้ยังไม่พอต้องจัดให้คนมีส่วนร่วมมากที่สุดด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Community of Practice ถ้าผลักดันให้เกิดในองค์กรได้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องถือได้ว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการดึงลูกค้ากลับมาได้ อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือบุคลากร และการมุ่งไปที่วัตถุประสงค์ขององค์กร ผู้บริหารต้องมีความใส่ใจแต่ไม่กำกับ เสมือนเป็นการให้คำแนะนำต่าง ๆ แต่ไม่สูญเสียการควบคุม
ให้มีการพูดจากสิ่งที่ถนัด แล้วสิ่งที่ได้คือ Cross function และสามารถตอบโจทย์ Innovation ได้ ตัวอย่างการปรับตู้โทรศัพท์ในอังกฤษ และ IBM ปรับปุ่ม Control เกมส์
ดร.จีระ กล่าวว่า Community of Practice เป็นการจัดกลุ่มหลาย ๆ อายุ หลายอาชีพ อย่างกฟผ.สามารถสร้างกลุ่มเล็ก ๆ ได้ แต่ถ้าไม่ informal จะ Loose Control และถ้าเดินไปข้างหน้าต้องเป็นกลุ่มที่บ้าการประสบความสำเร็จ สิ่งที่อยากฝากไว้คือตัวละครใน EGAT ไม่ใช่ Hierarchy อีกต่อไป ต้อง Serve Cross Function ได้ การปล่อยให้คนใน EGAT มีความมุ่งมั่น ทำงานเป็นทีม และมี Autonomy
คุณพิชญ์ภูรี กล่าวว่ามีการนำงานวิจัยมาวิเคราะห์มีเรื่อง Information และเครื่องมือ ทีมกับ Network สำคัญทั้งคู่ ถ้าทำตามคำแนะนำต้องมี Team และ Community of Practice ผู้นำควบคุมได้ ต้องใส่ใจแต่ไม่สูญเสียการควบคุม
ดร.จีระกล่าวถึง Case ไปเอาโมเดลของ UN มา อย่าง EGAT ต้องอยู่กลางระหว่าง UN กับ Business แล้ว Community อยู่กลาง
Learning Forum & Activities หัวข้อ ศิลปะ.. สร้างสมาธิและปัญญา
โดย อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร และทีมงาน
อาจารย์เจษฎา เนื่องราษฎร์
การทำงานของผู้บริหารมักสมองซีกซ้ายมากกว่า ต้องสร้างสมดุลให้สมองโดยใช้สมองซีกขวาด้วย
สมองซีกซ้ายสั่งงานร่างกายซีกขวา สมองซีกขวาสั่งงานร่างกายซีกซ้าย
ผู้บริหารผู้ชายมักมีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ฝั่งซ้ายเพราะใช้สมองซีกขวาน้อย
การเรียนศิลปะจะช่วยฝึกสมองซีกขวาได้ดี
อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร
สีน้ำมีคุณสมบัติคือ
1.ลักษณะโปร่งใส (Transparent Quality)
2.ลักษณะเปียกชุ่ม (Soft Quality)
3.แห้งเร็ว (Quick Dry)
4.รุกรานและยอมรับ (Advance Recede)
ดังนั้นต้องผสมน้ำให้ใสแล้วระบายให้โปร่ง
รูปแบบการระบายสี
1. การระบายแบบเปียกบนแห้ง (Wet into Dry) หมายถึงผสมสีกับน้ำแล้วระบายสีบนกระดาษที่ไม่ต้องลงน้ำก่อนเป็นวิธีระบายทั่วไป เวลาแห้งจะเป็นขอบ ขาดความนุ่มนวล
2. การระบายแบบเปียกบนเปียก (Wet into Wet) หมายถึงการระบายน้ำลงบนกระดาษก่อนแล้วจึงระบายสีตามที่ต้องการลงไป เวลาแห้งจะไม่เป็นขอบคม จะมีลักษณะนุ่มนวลและ Blur
3. การระบายแบบแห้งบนแห้ง (Dry on Dry) หมายถึงการระบายสีที่ใช้พู่กันจุ่มสีน้อยแล้วระบายอย่างรวดเร็วบนกระดาษ เหมือนอักษรจีนที่เขียนติดบ้าง ไม่ติดบ้าง
ส่วนใหญ่จะใช้เปียกบนเปียกและเปียกบนแห้ง
4. การระบายแบบเทคนิคพิเศษ เช่น เขียนด้วยกาแฟ ด่างทับทิม ขยำกระดาษ ฯลฯ เพื่อให้เกิดผลที่แปลกและน่าสนใจ แต่ควรจะใช้วัสดุที่เหมาะสม
การระบายสีน้ำ ต้องระบายอ่อนแล้วค่อยเติมเข้มขึ้นไล่น้ำหนักจากอ่อนไปเข้ม ส่วนสีน้ำมันต้องระบายเข้มแล้วพักอ่อน
ถ้าต้องการสีอ่อน สีต้องผสมน้ำให้มากขึ้น
ขั้นตอนในการวาด
1.วางกระดาษแนวนอน แบ่งกระดาษเป็น 5 ส่วน ลากเส้นด้วยดินสอบางๆ ตรงพื้นที่เศษ 1 ส่วน 5 ของกระดาษจากด้านล่าง
2.นำแปรงทาสีบ้านจุ่มน้ำ ระบายน้ำตรงพื้นที่เศษ 4 ส่วน 5 ที่อยู่ด้านบนซึ่งจะวาดเป็นท้องฟ้า
3.ใช้พู่กันกลมหรือแปรง จุ่มสีมาไว้ในรูใหญ่ในจานแล้วผสมน้ำให้มาก ถ้าสีแห้งแล้ว ก็ต้องผสมน้ำ ระบายสีอ่อนลงไปก่อนแล้วใส่สีเข้มขึ้นเรื่อยๆ เป็นท้องฟ้า ควรเอียงกระดาษทำมุม 5 องศากับพื้นโต๊ะเพื่อระบาย แล้วจับกระดาษ (ที่ติดอยู่บนกระดาน) โคลงเคลง เป็นการใช้เทคนิคการระบายแบบเปียกบนเปียก ทำให้สีนุ่มนวล
4.การวาดก้อนเมฆ ใช้สีที่เข้มกว่าท้องฟ้า จิ้มที่กระดาษเป็นกลมๆ
5.นำแปรงระบายสีเขียวอ่อนที่พื้นด้านล่าง บนพื้นที่แห้ง โดยเริ่มจากสีเข้มก่อน
6.ใช้สีเขียวเดิมผสมสีน้ำเงินแล้วระบายไล่น้ำหนักออกไปด้านข้าง โดยไม่ต้องใส่น้ำในสี
7.นำสีน้ำเงินผสมกับสีม่วงใส่ไปในสีเขียวเล็กน้อยให้คล้ำ ใช้แปรงหรือพู่กันจุ่มสีแล้วกระทุ้งบนกระดาษเป็นตะคุ่มๆ วาดต้นไม้ให้ดูอยู่ไกล โดยใช้เทคนิคเปียกบนแห้ง
8.ใช้พู่กันขีดเป็นต้นไม้ต่อจากที่เขียนไว้ในขั้นที่ 7
9.ใช้พู่กันขนยาว ทำการผสมสีหลายๆสีให้คล้ำ เขียนกิ่งต้นไม้แห้ง เขียนเป็นต้นไม้ ใช้เทคนิคเปียกบนแห้ง
10.นำพู่กันกระแทกเบาๆแล้วจุ่มสีอาจข้นหน่อยก็ได้ แล้วไปกระแทกตามกิ่งก้านที่ทำไว้เพื่อวาดเป็นใบ นำสีเข้มใส่ด้านล่างบ้างก็ได้
11.ระบายภูเขา โดยใช้พู่กันกลม สีม่วงหรือสีน้ำเงิน ข้างบนเข้ม ส่วนตีนเขา ใช้น้ำลูบให้สีอ่อนลง
12.รอภูเขาแห้ง แล้ววาดต้นไม้ทับ อาจเขียนเป็นแสงเงาก็ได้
13.นำสีน้ำเงินมาแตะสีเขียวลากเป็นเงา โดยสังเกตทิศทางแสงก่อน
14.สีน้ำเงินอมม่วงมาใช้ทำเงา
15.การทำระยะทางให้ดูไกล ต้องวาดต้นไม้ให้เล็กลง ถ้ามีสีเข้มอยู่ข้างล่างจะเกิดการตัดระยะ ถ้าใช้พู่กันตัดเฉียง จะได้ภาพที่ตัดคมเฉียบขาด
16.ควรใส่เงาใต้ต้น เป็นสีเดียวกับต้น แต่เข้มขึ้น ทำน้ำหนัก 2-3 ระดับไล่กันไป
17.ใช้เล็บขูดที่หญ้าให้ดูมีมิติ ต้องเป็นสีหมาดๆแล้วค่อยขูด
หมายเหตุ
1.ควรวาดฉากหลังก่อน แล้วค่อยวาดต้นไม้ทับ
2.ท้องฟ้า ใช้เทคนิคเปียกบนเปียก
3.ต้นไม้ ใช้เทคนิคเปียกบนแห้ง
4.เวลาทำใบไม้ กระทุ้งแปรงให้แตก เหมือนช่างโบราณที่ใช้ไม้ทิ่ม จะกลายเป็นใบ
5.เวลาเลือกหน้ากระดาษที่จะวาด ควรใช้ด้านหยาบจะวาดได้ดีกว่า
6.พอกระดาษหมาดหรือแห้ง ไม่ควรระบายต่อ เพราะจะทำให้ด่าง
7.เวลาลงสี อย่าปาดมาก สีจะช้ำ ควรจะโคลงเคลงกระดาษ
8.ต้องสังเกตลักษณะรูปทรง แล้วถ่ายทอดลักษณะนั้นได้
9.ถ้าเขียนสีน้ำด้วยกระดาษใยฝ้าย จะออกมาดี
10.ถ้าใช้กระดาษเกรดดีขึ้น เช่น กระดาษบล็อกกิ้งฟอร์ดจะทำให้ภาพนุ่มนวลขึ้น
11.วิธีทำให้กระดาษไม่ย่นคือ นำกระดาษไปจุ่มน้ำให้เปียกทั้ง 2 ด้าน แล้วขึงโดยรอบ ทิ้งไว้ให้แห้งอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เวลามาเขียนภาพ จะมีความชื้นอยู่ ทำให้กระดาษตึง
อาจารย์เจษฎา เนื่องราษฎร์
การมองภาพสีน้ำต้องมองระยะไกล
การวาดภาพสีน้ำยากกว่าวาดภาพสีอะครีลิก
จากที่วาดภาพไป 3 ชั่วโมง สิ่งที่ได้คืออะไร
คนที่ 1 นายชัยพร ไพฑูรย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ได้ความตั้งใจ ทราบวิธีการวาดให้สมดุล มีชีวิตชีวา
ส่วนภูเขา ใส่เพราะภาคเหนือมีภูเขามาก
วิจารณ์ผลงาน
ทำให้ตื่นเต้นเร้าใจ มองเห็นภูเขาไกลลิบสะท้อนว่ามาจากแม่เมาะเพราะมีเขา
จากภาพ ท้องฟ้าหม่นเพราะควันจากแม่เมาะ
ให้ 8 คะแนน จาก 10 หักเพราะฟ้าหม่น
คนที่ 2
ทำให้ใจเย็นขึ้น ทำแล้วต้องรอให้สีแห้ง ระหว่างที่รอ ก็คิดงานอื่นได้ด้วย
วิจารณ์ผลงาน
สีสดใส พื้นหญ้าเขียวชอุ่ม ตัดกับต้นไม้ม่วงเข้ม
ให้ 8 คะแนน
คนที่ 3 นายสุรเชษฐ์ จึงเกษมโชคชัย
ทำให้เรียนรู้เทคนิควาดภาพ จากบทเรียนภาพแรกทำให้วาดได้ดีขึ้น
วิจารณ์ผลงาน
ชื่นชม ผู้วาดมีความสุขมาก ดูจากภาพ มีความสมดุล มีระเบียบ ภูเขาก็ราบเรียบชัดเจน
การใช้สี พิถีพิถัน สีเรียบนวล
ให้ 10 คะแนน
คนที่ 4 นางศรีนวล สุขสด ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริการ
ได้วิชาสีน้ำ
นี่เป็นการใช้สีน้ำครั้งแรกด้วยเทคนิคนี้ ฝึกแล้วชอบ ได้ทักษะการทำต้นไม้ เป้นเทคนิคน่าสนใจ สามารถนำไปใช้งาน จะมีงานอดิเรกชิ้นใหม่คือวาดภาพสีน้ำ
วิจารณ์ผลงาน
มองไกลๆแล้วสวยมาก
มีความตั้งใจมากในการวาด สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้ ลองแล้วไม่ดี ก็ทำให้ดีในครั้งต่อไป
ให้ 10 คะแนนเต็ม
อาจารย์เจษฎา เนื่องราษฎร์
ทำไมจึงเลือกการเลือกวิชาสีน้ำให้ได้เรียนรู้
อาจารย์จีระบอกว่า การเป็นผู้นำต้องใช้ศิลปะในการครองคนด้วย
มีศาสตร์ที่ทำให้ปกครองลูกน้องได้ ผู้นำมีศาสตร์อยู่แล้ว
ผู้นำที่ดีได้ต้องมีศิลปะ นำศิลปะจริงมาให้เรียนจนเกิดความใจเย็น เกิดการออกแบบภาพ ลูกน้องแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องออกแบบการบริหารได้เหมาะสม
อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร
มูลค่าและคุณค่าภาพอยู่ที่จิตใจ
โชคดีที่ได้มาช่วยเสริมสร้างทักษะ และได้รู้จักหลายคน
Learning Forum หัวข้อ กรณีศึกษาของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับการก้าวสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
โดย คุณชัชพล อุตตมานนท์
รักษาการผู้อำนวยการสายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)
วิสัยทัศน์บ้านปู คือ เป็นบริษัทพลังงานแห่งเอเชียที่มีความฉับไวและมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในฐานะองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ยุติธรรม ยึดมั่นในความเป็นมืออาชีพ และมีความห่วงใยต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
พันธกิจ ประกอบด้วย
1. พัฒนาธุรกิจในสาขาพลังงาน เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย
2. สร้างความหลากหลายและกระจายการลงทุนไปในธุรกิจที่ช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขัน
3. จัดสรรผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย โดยเน้นการรักษาพันธสัญญา การมีความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่นต่อลูกค้า
4. ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
5. สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ พนักงาน ชุมชน และดำรงตนเป็นพลเมืองที่ดีของทุกประเทศที่เราดำเนินธุรกิจ
ปัจจุบันบ้านปูมีธุรกิจใน 8 ประเทศ มีฐานการผลิต 7 แห่ง ดังนี้
ในจีน บ้านปูมีเหมืองถ่านหิน 2 เหมือง ถือเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ประมาณ 30-40% มีโรงงาน 3 แห่ง 248 MW ส่วนที่ Shanxi Lu Guang 1,200 MW คาดว่า อีก 3 ปี Shanxi Lu Guang จะเพิ่มขึ้นเป็น 30%
ในอินโดนีเซีย บ้านปูมีเหมืองถ่านหินมี 6 เหมือง เป็นเหมืองเปิด มีกำลังการผลิตรวม 29 ล้านตันต่อปี
ในออสเตรเลีย บ้านปูมีเหมืองถ่านหินมี 7 เหมือง เป็นเหมืองใต้ดิน มีกำลังการผลิตรวม 15 ล้านตันต่อปี
ในมองโกเลีย บ้านปูมี 3 โครงการ มีถ่านหินที่มีคุณภาพ แต่ราคาตก จะนำถ่านหินมาแปลงเป็นน้ำมัน ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการทดลอง
เมื่อ 1- 2 ปีที่ผ่านมา บ้านปูได้ไปลงทุน Solar Farm ที่ญี่ปุ่น
ส่วนที่ลาว บ้านปูถือหุ้นร่วมกับราชบุรีโฮลดิ้ง 40 % และรัฐบาลลาวอีก 20% มีกำลังการผลิต 1,878 MW
ที่ไทย บ้านปูมีโครงการไฟฟ้า BLCP ถือหุ้นร่วมกับ ECGO ฝ่ายละ 50%
การเจริญเติบโตของบ้านปูเรียงตามลำดับเวลาดังนี้
เริ่มตั้งแต่ปี 1983 เกิดจากการรวมกลุ่มระหว่าง 2 ตระกูลคือ ตระกูลว่องกุศลกิจ และตระกูลเอื้ออภิญญกุล ตอนนั้น ทางตระกูลว่องกุศลกิจทำธุรกิจน้ำตาลมิตรผล นายชนินท์ ว่องกุศลกิจเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว ต้องการ Diversify ธุรกิจของครอบครัว ต่อมาได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาและได้พบกับทางตระกูลเอื้ออภิญญกุลซึ่งอยู่ที่จังหวัดแพร่ นายชนินท์และทางตระกูลเอื้ออภิญญกุลก็กลับมาทำงานร่วมกัน
ช่วงปี 1980 กว่า มีวิกฤติน้ำมันแพง จึงต้องหาแหล่งพลังงานที่มีราคาถูกกว่าน้ำมัน นำไปสู่การเริ่มขุดถ่านหิน เหมืองแรกที่ทำคือเริ่มที่เหมืองแม่ตีบที่ลำปาง แล้วทำเหมืองที่สองอยู่ที่ลี้ จังหวัดลำพูน
ช่วงปี 1990 กว่า บ้านปูเริ่มไปผลิตไฟฟ้าให้กับกฟผ. และช่วงนั้น ก็ได้ไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียด้วย ลงทุนโรงไฟฟ้า COCO ตอนช่วงปี 1997 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ COCO อยากจะขาย แต่ก็กลับมาในตลาดหุ้นใหม่ บ้านปูมีการขายโรงไฟฟ้าแล้วไปซื้อโรงถ่านหินในเอเชีย เช่น จีน
ช่วงปี 2005-2010 ธุรกิจถ่านหินหวือหวา บ้านปูกลับมาลงทุนไฟฟ้าให้มีรายได้มั่นคงกว่า แล้วไปลงทุนร่วมที่มาบตาพุด
ช่วงปี 2010 กว่า บ้านปูขายธุรกิจที่จีนแล้ว นำเงินไปซื้อธุรกิจที่มองโกเลียและออสเตรเลีย
ยอดขายในปี 20.12 มีมูลค่า 3.8 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่ก็ตกลงในปี 2015 เป็น 2.5 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ
ช่วงที่บ้านปูเติบโตเป็นช่วงปี 2000 ต้นๆ ที่มีราคาถ่านหินสูงมาก แต่ตอนนี้ราคาถ่านหินลดลงมาก ดังนั้นบ้านปูต้องพยายามปรับตัวต่อไป
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 บ้านปูประกาศว่า จะไปลงทุนเชลล์แก๊ส อเมริกา
บ้านปูมีความเชื่อว่า ธุรกิจจะโตได้พร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ในการขับเคลื่อนบ้านปู ขับเคลื่อนโดยรูปแบบบริษัท มีคณะกรรมการความยั่งยืน ประกอบด้วย
- CEO เป็นประธานคณะกรรมการความยั่งยืน
- รองประธานกรรมการด้านต่างๆ
- ทีมสายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน
ผู้บริหารให้ความสนใจเรื่องนี้
ในแง่ความยั่งยืน บ้านปูคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย
- ลูกค้า
- พนักงาน
- Contractor (ผู้รับเหมา) บ้านปูก็มีข้อเสนอเรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรก เมื่อมีการเซ็นสัญญาแผนบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ก็นำแผนนี้มาติดตาม (Monitor)
- ผู้ถือหุ้น ในการประชุม ผู้ถือหุ้นสามารถออกเสียงได้
- พันธมิตรทางธุรกิจ (Joint Venture)
- ชุมชน
- รัฐบาล มีการทำธุรกิจกับรัฐบาลต่างชาติมาก เป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรของแต่ละประเทศ จึงได้รับความกดดันต้องตอบแทนรัฐบาลตามสมควร ต้องมีการจ้างพนักงานท้องถิ่น ถ่ายทอดความรู้ จ่ายภาษี ตอนหลัง รัฐบาลหลายประเทศสงวนทรัพยากรให้ประเทศตัวเอง เช่น จีนจะไม่ให้ต่างชาติลงทุนเต็มที่ จึงกำหนดสัดส่วนให้ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 50% ที่อินโดนีเซีย รัฐบาลเริ่มเข้ามาควบคุมมากขึ้น
บ้านปูมีการเข้าไปทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
บ้านปูมีการบริหารความเสี่ยง ผลกระทบ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงของบ้านปู มี Risk Management Committee (RMC) ดูแลเรื่องความเสี่ยงทั้งหมดขององค์กร และต้องรายงานคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับเลือกจากผู้ถือหุ้น ตัวแทนผู้ถือหุ้นเป็นผู้ติดตาม (Monitor) เพื่อไม่ให้การทำธุรกิจเข้าข้างผู้บริหารมากเกินไป นอกจากนั้น ในเรื่องความเสี่ยง จะมีระบบ Online System ในทุกไตรมาสจะมี Risk Monitor และหน่วยงานต่างๆต้องใส่ข้อมูลเข้าไปในระบบ และต้องทำให้ข้อมูลมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันเพื่อค้นหาตัวความเสี่ยงได้
ในเรื่องการบริหารจัดการความต่อเนื่องของธุรกิจ เป็นมาตรการรองรับเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ธุรกิจของบ้านปูก็ยังอยู่ได้ มีทีมจัดการความเสี่ยงหน้างาน เช่น ERT มี site สำรอง มีการเคลื่อนย้ายข้อมูล มีการ update ข้อมูลไปเก็บห้องนิรภัยนอกบริษัท ตอนนี้กำลังใช้ Cloud
Crisis Communication Team (CCT) เป็นระบบการสื่อสารองค์กร เตรียม template สำหรับผู้บริหารให้ข่าวได้ใน 24 ชั่วโมง
RRT ให้ข้อมูลญาติพนักงาน เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินกับพนักงาน ต้องติดต่อใคร
ระบบเหล่านี้มีในทุกประเทศที่บ้านปูไปลงทุน
ในกรุงเทพ มีเหตุการณ์ 3 ครั้งที่ต้องนำโปรแกรมต่างๆเหล่านี้มาใช้ (Activation) คือ
- ช่วงปี 2010 การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
- ช่วงปี 2011 น้ำท่วม
- ช่วงปี 2014 Bangkok Shutdown
เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ทางบริษัทสั่งพนักงานให้หยุดแล้วทำงานอยู่กับบ้าน
ส่วนในต่างประเทศ บ้านปูมีการซ้อมรับมือกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วในอินโดนีเซีย
ในเรื่องความยั่งยืน บ้านปูเน้น 3 เรื่องคือ
- ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)
- การเป็นพลเมืองดีของท้องถิ่นนั้น (Corporate Governance)
- การยอมรับ (License to Operate)
ในด้านความสามารถแข่งขัน ประกอบด้วย การพัฒนาคน กับการผลิตเป็นเลิศ
ในด้านการเป็นพลเมืองดีของท้องถิ่นนั้น คือมีธรรมาภิบาล
License to Operate เน้นด้านความผลอดภัย สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชุมชน
ปัจจุบันนี้ บ้านปูมีพนักงาน 5,500 คน เป็นชาวไทยเกือบ 400 คน ชาวอินโดนีเซีย 2,700 คน มีชาวออสเตรเลีย 1,400 คน ชาวจีน 800 กว่าคน
บ้านปูมีนโยบายในการพัฒนาพนักงาน 4 ด้าน
- Recruitment and Selection Policy บ้านปูไม่มีกีดกันเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ปัจจุบัน CEO เป็นหญิงมุสลิม เป็นข้อดีเมื่อไปอินโดนีเซีย จะมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน มีการสอบคัดเลือกด้านต่างๆเพื่อค้นหาคนที่เหมาะสมไปทำงานแต่ละที่
- Compensation Policy เกี่ยวกับเรื่องค่าตอบแทน
- Employee Relations Policy คือเรื่องของสหภาพ และการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
- Training and Development Policy ก็จะมีการฝึกอบรมพนักงาน มีนโยบายพัฒนาคน แต่ละคนมีแผนพัฒนาส่วนบุคคล และมีหลักสูตรที่เป็นกลางด้วย นำคนหลายประเทศมาทำกิจกรรมร่วมกัน บ้านปูสนใจพัฒนา Performance Management การพัฒนาทุนมนุษย์ และวัฒนธรรมองค์กร
Performance Management เป็นเป้าหมายแต่ละคน บ้านปูใช้ KPIs หมายถึง ทุกคนในแผนกสามารถ
ได้รับผลการประเมินในระดับดีมาก (A) ได้ โดยไม่มีการกำหนดโควตาแบบ Forced Rank
KPIs ที่ใช้ประกอบด้วย
- KPIs ตามงานที่รับผิดชอบ
- KPIs ด้านภาวะผู้นำ เป็นการประเมิน 360 องศา ให้ลูกน้องประเมิน แล้วผลคะแนนสุดท้ายจะมาจากผู้บังคับบัญชา
- KPIs ด้าน Company-agenda คือสิ่งที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัท
Banpu Spirit เป็นเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ประกอบด้วย
- Innovation (นวัตกรรม) กล้าที่จะทำผิด เรียนรู้จากความผิดพลาด รู้จักฟัง
- Integrity ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต
- Care เนื่องจากบ้านปูมีพนักงานหลายเชื้อชาติ เพราะฉะนั้นจึงต้องเคารพทุกเชื้อชาติ คุยภาษาอังกฤษเมื่อมีต่างชาติอยู่ด้วย เป็นการแสดงความเคารพคนต่างชาติ
- Synergy ทำงานเป็นทีม
ในการผลักดัน Banpu Spirit จะมี Banpu Change Leader (BCL) โดยมี HR เป็นผู้รับสมัคร Banpu Change Leader ซึ่งต้องเป็นพนักงานที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยาซึ่งมาจากงานวิจัยในการเลือก Banpu Change leader ตอนสอบสัมภาษณ์ ต้องมีการสอบ Banpu Spirit Score แต่ถ้าความซื่อสัตย์อยู่ระดับเหลือง ก็ไม่รับ แต่คุณสมบัติอื่นสามารถฝึกได้ เมื่อได้รับคัดเลือกแล้ว กลุ่มนี้ก็จะได้รับการอบรมเพื่อผลักดัน Banpu Spirit ในแต่ละ KPIs แล้วฝังตัวอยู่ในหน่วยงานไปให้คะแนน เพื่อกระตุ้นให้พนักงานปฏิบัติตาม Banpu Spirit อย่างแท้จริง คะแนนคิดเป็น 30% ของ KPIs ทุกปีมีการประเมินพนักงานเกี่ยวกับ Culture ขององค์กร นอกจากนี้ มีการพาพนักงานไปทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อส่งเสริม Banpu Spirit ในระยะหลัง จะเน้นเรื่อง Innovation มีคณะกรรมการจัดประกวดเพื่อรับรางวัล QCC
ในด้าน Operational Excellence ใช้โปรแกรม
1. Total Productive Maintenance (TPM) เริ่มตั้งแต่ปี 2003 ส่วนที่ลำปางก็เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2007 ที่อินโดนีเซียเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2008 ส่วนในปี 2015 เหมืองบางแห่งของอินโดนีเซียก็ใช้ไปถึงระดับ 5 แล้ว
2. Shipment Demand Pull เวลาขนส่งถ่านหินก็จะมีเรือมารอล่วงหน้า ถ้าเรือมาจอดนานแล้วไม่สามารถขนส่งถ่านหินไปที่เรือได้ จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม โปรแกรมนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่าย
3. In-Pit Crushing and Conveying System (IPCC) เป็นการใช้สายพานลำเลียงถ่านหิน โดยสายพานนี้รับพลังงานจากไฟฟ้าซึ่งผลิตจากถ่านหินทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงจากการลำเลียงถ่านหินด้วยรถกระบะที่ต้องใช้น้ำมันและทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศและเสียง
ทีม HR ที่ดูแลเรื่องวัฒนธรรมองค์กร จะพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย
มีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับ Site (เหมือง) และสุดท้ายจะมาสรุปผลที่คณะกรรมการในประเทศไทย ในปี 2015 ทีมของบ้านปูเข้ารอบได้ 10 ทีม ลดค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด 240 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ
ด้าน Localization มี Corporate Governance (บรรษัทภิบาล) โดยมีนโยบายในการรายงานความเสี่ยงไปที่คณะกรรมการบริหาร เปิดช่องทางในการร้องทุกข์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ CEO ก็ต้องทำ Succession Plan โดยมีการคัดเลือกผู้บริหารเพื่อหาตัวแทนในการอนาคตแล้วมีการฝึกอบรมให้ตามแผนพัฒนารายบุคคล
บ้านปูมี Code of Conduct ซึ่งเป็นเอกสารที่ระบุถึงข้อควรปฏิบัติของผู้บริหารและพนักงานในเรื่องต่างๆ เช่น การรับของขวัญต้องมีมูลค่าไม่เกินที่กำหนด ต้องไม่ใช้ข้อมูลภายในเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
ในด้านการต่อต้านทุจริต บ้านปูร่วมทำโครงการภาคเอกชนต่อต้านคอรัปชั่น (CAC) ในปี 2015 ก็ได้ใบประกาศนียบัตรเป็นสมาชิก CAC
บ้านปูมี Whistleblower Policy คุ้มครองคนแจ้งเบาะแสคอรัปชั่น คนแจ้งต้องบอกชื่อจริง แต่จะได้รับการปกป้อง
OHS Policy นโยบายเรื่องความปลอดภัยของบ้านปูเน้น 3 เรื่องคือ
- Zero repeat ป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นแล้วเกิดซ้ำ
- Zero incident ต้องไม่ให้มีเหตุการณ์ที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้น
- Zero compromise ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
บ้านปูมีการประชุมผู้บริหารระดับสูงในเรื่อง Health, Safety, Environment and Community
Development (HSEC Summit) ซึ่งเชิญผู้บริหารทุกชาติมาร่วมประชุมและนำเสนอนโยบายแต่ละชาติด้านความปลอดภัยและ Best Practices
บ้านปูมีอุบัติเหตุน้อยลงเพราะมีโครงการป้องกันอุบัติเหตุอย่างจริงจัง ในระยะหลัง อุบัติเหตุเป็นเรื่องของพฤติกรรมของคน จึงต้องปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety Culture) ทำใน 3 ระดับคือ
- มีกฎระเบียบบังคับให้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมความปลอดภัย
- ปฏิบัติตามวัฒนธรรมความปลอดภัยเพราะรู้สึกว่าเป็นผลดีสำหรับแต่ละบุคคล
- ช่วยเตือนเพื่อนให้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมความปลอดภัยถือเป็นการดูแลเพื่อนด้วย
ที่อินโดนีเซียทำได้ในระดับมีกฎระเบียบบังคับให้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมความปลอดภัย พนักงานทำ
ตามเพราะกฎบังคับ ปัญหาคือ พนักงานเหมืองมีการศึกษาไม่มาก จึงไม่ได้ทำตาม Safety Culture บางทีเป็น sub-contractor มีการศึกษาไม่มากจึงไม่เข้าใจกฎระเบียบความปลอดภัย ทำให้เกิดอุบัติเหตุ
ในการสื่อสารกับชาวบ้านในชุมชนไม่ให้ต่อต้านบริษัท ก็มีการไปขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยสื่อสารต่อชุมชน
เนื่องจากบ้านปูมีแหล่งถ่านหินหลายแห่ง จึงเกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ นำคนจีนไปเรียนรู้การผลิตถ่านหินที่ออสเตรเลีย
ที่ออสเตรเลีย พนักงานบ้านปูร่วมมือกับ Supplier ผลิตรองเท้า เพื่อพัฒนารองเท้าทำเหมืองใต้ดินให้มีความปลอดภัยมากขึ้นโดยเสริมใยเหล็ก มีเชือกผูกรองเท้าให้แน่นขึ้น
บ้านปูซื้อเหมืองที่จีนต่อจากอเมริกามา ที่จีน มีข้อบังคับว่า ผู้จัดการถ่านหินต้องลงเหมืองสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถ้าเหมืองระเบิด ผู้จัดการเหมืองติดคุกก่อน
ในจีน มีนโยบายปิดเหมืองถ่านหินที่เล็กและไม่มีประสิทธิภาพ เช่น เหมืองที่มีกำลังการผลิตต่ำกว่า 1 ล้านตันต่อปีต้องปิดตัวลง เพื่อลด Supply ถ่านหินในตลาดจีน ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในจีน ต้องกู้เงินมาช่วยให้กำลังการผลิตของเหมืองนั้นถึง 1 ล้านตันต่อปีเพื่อจะได้ไม่กระทบเศรษฐกิจของจังหวัด
ในเรื่องสิ่งแวดล้อม จะต้องลดอุณหภูมิโลกลง 2 องศาเซลเซียส จึงมีมาตรการว่า ธุรกิจไฟฟ้าต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 25% ภายในปี 2020 คนจึงไปใช้แก๊สกับโซล่าเซลล์มากขึ้น
บ้านปูมี Climate Change: Carbon Policy ขึ้นมา ธุรกิจถ่านหินจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 25% ภายในปี 2020 ส่วนธุรกิจไฟฟ้าจะลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 15% ภายในปี 2020 ทำได้โดยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานฟอสซิล เช่น น้ำมัน และมีการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น ส่วนในธุรกิจไฟฟ้า จะนำแก๊ส โซล่าที่เป็น Renewable Energy มาใช้มากขึ้น
ในเรื่องการใช้ที่ดิน ที่ดินของเหมืองบ้านปู จากพื้นที่ทั้งหมด 100% ถางป่าไป 19% สรุปแล้วนำต้นไม้ออกไปไม่มาก ในพื้นที่ 50% ที่ทำเหมืองมีการปรับสภาพพื้นดินในเรื่องการใช้ที่ดิน มีโครงการฺBiodiversity รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ มีการสำรวจพื้นที่ก่อนถางป่า ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย จ้างชาวบ้านปลูกต้นไม้ ชาวบ้านก็มีองค์ความรู้เรื่องต้นไม้ หลังจากปลูกแล้วก็มีการฟื้นฟู นำดินที่กลบไปปลูกป่า
ในเรื่องคุณภาพอากาศ ก็เหมือนโรงไฟฟ้าที่อยู่ปกติ จะลดมลภาวะโดยใช้ถ่านหินคุณภาพดี เช่นโรงไฟฟ้าที่จีน หรือ โรงไฟฟ้า BLCP ก็ต้องเลือก Supplier ที่มีคุณภาพ มีการปรับปรุงผลิตภาพโรงไฟฟ้า การใช้อุปกรณ์ เช่น Burner, FTE ในการลดมลภาวะต่างๆ มีระบบวัดค่าควันเสียที่ออกจากปล่อง
Acid Mine Drainage (AMD) ตัวดินบางส่วน ตามลักษณะทางธรณีวิทยา เมื่อจุดลงไปแล้วจะพบน้ำและอากาศที่มีความเป็นกรดอยู่ วิธีการที่จะบำบัดตัวกรด ต้องปิดด้วย non-acid forming คือดินที่มีคุณสมบัติเพเจอน้ำและอากาศไม่เป็นกรด ชั้นดินกลบด้วยดินที่มีประโยชน์ Acid Mine Drainage (AMD) ได้รับรางวัล ASEAN Coal Award ในปี 2013 เป็นโครงการที่ผ่านน้ำที่เป็นกรดเข้าไป จะมีบ่อ 3 บ่อ ข้างล่างจะปูด้วยปูนขาว มีการทำความสะอาดโดยธรรมชาติ เป็นโครงการที่ต้นทุนต่ำ และมีอายุเป็นสิบปี เมื่อครบ 10 ปี ก็สร้างใหม่
ในด้านการพัฒนาชุมชน แบ่งเป็น 3 ระยะคือ
1. ก่อนการทำเหมือง
2. ระหว่างทำเหมือง
3. ปิดเหมือง
เมื่อบ้านปูออกจากชุมชน ต้องทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองและอยู่ได้แบบมีคุณภาพชีวิต ตอนที่บริษัทเข้าไปตั้งในขุมขน ก็มีการจ้างงาน มีการซื้อสินค้าในชุมชน ทำให้ช่วงนั้น ชุมชนมีการพึ่งพิงมาก จึงต้องมีการพัฒนาอาชีพ สาธารณูปโภคพื้นฐาน การศึกษา วัฒนธรรม โดยจะทำผ่านคณะกรรมการ Community Consultative Committee (CCC) เป็นกรรมการที่ประกอบด้วย 3 ฝ่ายคือ บ้านปู ภาครัฐและชุมชน พัฒนาร่วมกัน ทำให้เป็นโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง
บ้านปูปฏิบัติตาม UN Sustainable Development Goal เน้นการกำจัดความยากจน ขจัดความหิวโหย บ้านปูจัดหมวดหมู่กิจกรรมตามประเภทที่กำหนดไว้ใน UN Sustainable Development Goal โดยสำรวจความต้องการของชุมชนแล้วไปเติมเต็มความต้องการนั้น ประเภทโครงการมีดังนี้
1.โครงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสร้างรายได้
2.โครงการสร้างสาธารณูปโภค
3.โครงการด้านการศึกษา มีการให้ทุนการศึกษา และกำหนดว่า เมื่อเรียนจบแล้ว ต้องกลับมาทำงานในชุมชน
4. โครงการด้านวัฒนธรรม บ้านปูไปช่วยสอนอาชีพให้คนในชุมชนแล้วรับเข้าทำงาน
5. โครงการพัฒนาสุขภาพ ให้ความรู้แก่แม่และเด็กเรื่องโภชนาการ
6. โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
7. โครงการชุมชนสัมพันธ์ นำอาสาสมัครไปสอนหนังสือ ทำกิจกรรมเพื่อชุมชน บ้านปูพยายามทำงานร่วมกับ NGOs ในอินโดนีเซีย จึงไม่มีการต่อต้าน มีการพัฒนาชุมชนให้โตไปพร้อมกับบ้านปู เวลาเหมืองปิด ต้องผ่านเกณฑ์สิ่งแวดล้อม เช่น ไม่ทำให้น้ำเสีย โรงไฟฟ้าในไทยของบ้านปู ไม่มีปัญหา เพราะทำความเข้าใจกับชาวบ้านล่วงหน้า 5-6 ปี
บ้านปูมีทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีแต่ก็ทำให้เรียนรู้และเติบโตได้ในอนาคต
จากการประชุมผู้ถือหุ้น 1 วันก่อนการนำเสนอครั้งนี้ บ้านปูได้กำหนดเกณฑ์การลงทุนในธุรกิจใหม่คือ
- ดูสินทรัพย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- ใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ ทุกวันนี้ บ้านปูผสมมีถ่านหินจากออสเตรเลียกับถ่านหินอินโดนีเซีย ทำให้ได้ถ่านหินค่าความร้อนสูง ขี้เถ้าน้อย
- ลงทุนในทำเลภูมิศาสตร์ที่มี ทำให้มีความได้เปรียบมากกว่า
- ใช้สินทรัพย์ที่มีต้นทุนต่ำ
บ้านปูมีการทำสำรวจความพึงพอใจชุมชนโดยบุคคลที่ 3 ที่อินโดนีเซียกำหนดว่า ถ่านหิน 1 ตันที่ขายต้องมีเงินให้ชุมชน และปีหนึ่งต้องใช้ให้หมด แต่สุดท้ายต้องทำโครงการเพื่อชุมชน
การไปลงทุนในต่างประเทศของบ้านปู ส่วนมากร่วมทุน เช่น ที่ออสเตรเลีย ลงทุนในเหมืองที่อยู่แล้ว แต่ที่มองโกเลียลงทุนแบบตั้งแต่เริ่ม Ground field
โครงการโรงไฟฟ้า Java 7 บ้านปูก็ร่วมมือกับราชบุรี โฮลดิ้ง สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรแข่งกับธุรกิจไทยด้วยกันเอง แต่ควรเป็นพันธมิตรกัน
การเลือกลงทุนในเชลล์แก๊ส อเมริกา เวลาลงต้องดูราคาสมเหตุสมผล มี Infrastructure แล้ว มีลูกค้าทันที จะมีรายได้ทันที
แนวโน้มถ่านหิน ยังไม่มีความ Sensitive ถ่านหินลงมาหลายปีแล้ว อาจจะไม่ลงมากกว่านี้แล้ว
ถ้าดูราคาหุ้นบ้านปู ต้องดูราคาถ่านหินโลก เช่น New Castle ถ้า EGATi จะไปเริ่มธุรกิจถ่านหิน ต้องดูว่าลงทุนเพื่ออะไร บ้านปูลงทุนเพื่อขาย แต่ EGATi อาจจะลงทุนเพื่อเป็น Supplier
ในการเลือก supplier บ้านปูมีการส่งทีมไปเกาะติดสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรธุรกิจที่ทางบ้านปูร่วมลงทุนด้วยเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพันธมิตรดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อบ้านปู
ในปี 2563 บ้านปู จะมีสัดส่วนการลงทุนดังนี้
- แก๊ส ได้เริ่มลงทุนแล้ว
- ธุรกิจโรงไฟฟ้าที่จีน (ซันซีลู่กวง)
- ธุรกิจโลจิสติกส์ จะมีโครงการผสมถ่านระหว่างออสเตรเลียกับอินโดนีเซีย
- การเงิน เพิ่งมีการจัดเพิ่มทุน Life Offering
- IPO ธุรกิจ Banpu Power
- Smart Energy เป็นเรื่องแบตเตอรี่ Smart Energy ต่างๆ
คาดว่าจะมีรายได้จากพลังงานทดแทนอีก 20% ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ช่วงถาม-ตอบ
1. 40% ของพลังงานทดแทนจะมุ่งทางไหน
ตอบ ตอนนี้หลักๆเป็นโซลาร์อยู่ มีที่ญี่ปุ่น แต่ก็หาจากที่อื่นด้วย ในระยะแรกเริ่ม Operate เป็น 10 MW แต่คงจะลงทุนเพิ่มจนเป็น 50 MW โซล่าร์ต้องใช้ Operate มาก ตอนนี้ทางบ้านปูก็ไปจ้างญี่ปุ่นลงทุนอีกที บ้านปูดูแค่แง่การลงทุนของบริษัท
2. ทำไมญี่ปุ่นไม่ลงทุนโซลาร์เอง แต่เปิดให้ต่างชาติลงทุนแทนโดยใช้มาตรการจูงใจคือผลตอบแทน 10-20%และดอกเบี้ยต่ำ
ตอบ เนื่องจากมีสเกลเล็ก 5-10 MW จึงอาจไม่คุ้มค่าในการลงทุน
3. ใช้วิธีการใดเพื่อเข้าไปอยู่ตลาดพลังงานต่างประเทศ
ตอบ ตอนแรกต้องส่งทีมงานไปฝังตัวเรียนรู้กฎหมาย วัฒนธรรม วิธีการทำธุรกิจ แล้วออกไปหา Partner ในบรรดา Partner ก็จะมี broker ถ้ามีเครือข่ายพอ ก็จะหา broker ง่าย
4. มีกระบวนการอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งการตั้งโรงไฟฟ้า ต้องมีการแข่งขันอะไรหรือไม่
ตอบ ญี่ปุ่นเปิดเป็นโควตาอยู่แล้ว อาจไปร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว ส่วนที่อินโดนีเซีย ต้องประมูล ที่ออสเตรเลีย ก็ไปซื้อเหมืองถ่านหินที่ตลาดหลักทรัพย์ ที่จีน ซื้อ Asset โดยตรงซึ่งเป็นของสหรัฐอเมริกาก่อน เพื่อทดลอง
5. ลักษณะสัญญาแต่ละประเทศเป็นอย่างไร เป็นระยะสั้นหรือระยะยาว บริษัทประเมินอย่างไรว่าคุ้มค่าหรือไม่
ตอบ ที่จีน 3 โรงไฟฟ้า มี 2 โรงที่มีลูกค้าแน่นอนเพราะอยู่ใจกลางเมือง โรงไฟฟ้าของบ้านปูบางแห่งขายลูกค้าโดยตรง บางแห่งขายไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ราคาปรับตามถ่านหิน ที่จีนเป็นสัญญาระยะสั้น 3-5 ปี
6. มี Regulator มาดูแลในจีนหรือไม่
ตอบ ราคาปรับตามสัญญา
7. บ้านปูลงทุนธุรกิจไฟฟ้า เมื่อเทียบ ความเสี่ยงในต่างประเทศเป็นอย่างไร
ตอบ ไม่ได้ดูสัญญา จึงตอบไม่ได้
8. นวัตกรรมที่ได้เงินจากบ้านปู จะต้องมีการสร้างรายได้จากนวัตกรรมนั้นแล้วจึงจะได้เงินใช่หรือไม่
ตอบ ถ้ามีการทำแล้ว เช่น ทำแล้วลดต้นทุนได้ 1 ดอลล่าร์ต่อ 1 ตัน ก็ให้เงินทันทีไม่ต้องรอให้มูลค่ามากก็ได้
9. นวัตกรรม 200 กว่าล้าน คำนวณต่อหลายปีหรือปีเดียวหรืออย่างไร
ตอบ เป็นมูลค่าการคำนวณต่อปี
10. มีการประกาศให้พนักงานทราบก่อนล่วงหน้าแล้วหรือไม่ว่า ทำแล้วจะได้เงิน
ตอบ ใช่
11. ขอให้ยกตัวอย่างนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ
ตอบ Shipment Demand Pull ช่วยลดการรอของเรือได้
12. บ้านปูมีธุรกิจพลังงานทดแทนในไทยหรือไม่
ตอบ ยังไม่ได้ทำ กำลังดูอยู่
13. มีวิธีการกระตุ้นให้เสนอนวัตกรรมอย่างไร
ตอบ เริ่มจากโรงงานเล็ก ให้มีการเสนอโครงการ ถ้ามีความเป็นไปได้ ก็ได้รางวัล ให้ทำต่อ มีระยะที่ 2 ก็ได้ มี Innovation Committee ของแต่ละประเทศดู ถ้าเป็นโครงการที่มีการลงทุน ต้องของบล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน อาจจะใช้งบดำเนินการหรืองบประจำปีตามปกติได้ด้วย
14. บ้านปูคิดลงทุนด้านนิวเคลียร์หรือไม่
ตอบ ตอนนี้ยังไม่มีแผนลงทุนด้านนี้ เพราะมีต้นทุนสูง เป็นโรงไฟฟ้าใหญ่ แต่แนวโน้มในอนาคต จะเริ่มเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เช่น Solar farm, solar rooftop รถไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน
15. จากแผนบ้านปู 2563 ถ้าเน้น Smart energy จะเน้นพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่
ตอบ ใช่ Smart energy เป็นธุรกิจที่จะต้องหาโอกาส แต่ในอนาคตก็จะต้องทำ
16. บ้านปูมีโรงไฟฟ้า Gas Turbine หรือไม่
ตอบ ยังไม่มี
กิจกรรมรักษ์กาย
ณ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี (สามเสน) กรุงเทพฯ
บรรยาย Introduction ธรรมชาติบำบัด
โดย นพ.สมเกียรติ อัครศรีประไพ
วันที่ 21 เมษายน 2559
ธรรมชาติบำบัด กินอยู่อย่างไทยเพื่อสุขภาพดี
ในเมืองไทยมีแพทย์แบบแผนและแพทย์ทางเลือก อย่างในจีนจะมีหมอแมะเรียกว่าเป็นซินแส
ได้กล่าวว่า ระดับร่างกายปกติสามารถกินได้วันละ 1 มื้อแต่ต้องกินให้พอเพียงที่จะอยู่ทั้งวัน
ตัวอย่างการช่างน้ำหนักตั้งใจกินจริง ๆ จะพบว่าก่อนชั่งน้ำหนักและหลังทานข้าวชั่งน้ำหนัก สามารถขึ้นได้ถึง 3 กิโลกรัม ดังนั้น การลดน้ำหนักโดยการกินได้น้อยก็จะผอมลงได้ แต่หนังจะเหี่ยว
ระบบแพทย์แบบแผนกับแพทย์ทางเลือก
แพทย์ทางเลือกพยายามทำเพื่อช่วยรักษาแทนโรงพยาบาลเนื่องจากการรักษาที่โรงพยาบาลมีจำกัดไม่เพียงพอ
คนไข้โรคต่าง ๆ ควรมีวิธีการออกกำลังกาย และคุมอาหารประมาณเท่าไหร่ดี
สมัยก่อนสถิติโรคหัวใจสูง แต่ต่อมาหลังจากปี 2540 ถึงในปัจจุบันสถิติคนเป็นโรคมะเร็งสูง
ในตัวเราทุกคนมีทั้งฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิง จึงสามารถเป็นโรคของผู้ชายได้ผู้หญิงเหมือนกัน แต่สัดส่วนการเป็นอาจไม่เท่ากัน
แพทย์ทางเลือกเป็นรูปแบบของการใช้การรักษาผสมผสานกัน ตัวอย่างเช่น
การรักษาไต สำหรับคนที่อ้วนมีไขมัน แล้วมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนไตต้องพยายามเอาไขมันออกเพื่อไม่ให้ไขมันกดทับ ให้มีเนื้อที่ใส่ไตเพียงพอ
แพทย์ทางเลือกเสนอให้มีการควบคุมอาหารเช่นลดอาหารโปรตีนเพราะโปรตีนมีผลกระทบต่อไต เป็นต้น อาจช่วยให้ลดค่าไตได้บ้าง แต่ต้องดูแลตลอด แพทย์ทางเลือกจึงเสมือนเป็นการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตาม บางคนไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการอยู่ ก็อาจช่วยไม่ได้มากนัก
วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงทำให้โลกเปลี่ยนไปหมด
โรคมี 3 กลุ่ม
1. กลุ่มอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุตามเทศกาลต่าง ๆ ปัญหาคือไม่ค่อยมีใครรณรงค์ทั้งปีเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นกลุ่มใหญ่ที่เจอบ่อยและทำให้เกิดความเสียหายมาก
2. โรคไม่ติดเชื้อ เช่น คนแก่ ต้อกระจก มะเร็ง ภูมิแพ้ ภูมิไวเกินหรือภูมิเพี้ยน (เช่นรูมาตอย SLE)
สาเหตุการเกิดของภูมิแพ้กับภูมิไวเกินทำให้ภูมิต้านทานมั่ว แพทย์ทางเลือกต้องเน้นการรักษาภูมิต้านทานให้สมดุลให้ดี ถ้าแพทย์แบบแผนจะใช้ยาไปกดภูมิไว้ให้อาการน้อย ๆ แต่ถ้าใช้ยาไปมาก ๆ อาจดื้อยา หรือใช้เสตียรอยด์เป็นต้น
ภูมิแพ้ – ควรรู้ว่าแพ้อะไรแล้วเลิก
มะเร็ง – บางอย่างรู้สาเหตุ บางอย่างไม่รู้ เช่นมะเร็งหลังโพรงจมูกจะเกิดกับกลุ่มพวกเอเชียตอนใต้เป็นหลัก
ไวรัสตับอักเสบบีและซี – มีการต่อสู้ซ่อมแซมทุกวันแล้วยีนส์อาจกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้
สรุปคือ โรคกลุ่มนี้มีจำนวนมาก แต่อาจไม่รู้วิธีรักษา ทำให้มีแพทย์ทางเลือกขึ้นมา อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับสุขภาพและที่คนสนใจ เทคโนโลยีจะตามทัน ตัวอย่างเช่น สเต็มเซลล์ สามารถเปลี่ยนเป็นอะไหล่กระดูกหรือผิวหนังได้ที่เลี้ยงเราไว้ต่าง ๆ และในอนาคตสามารถสร้างสเต็มเซลล์เป็นอวัยวะได้ เช่นเซลล์ตับ เป็นต้น
ร่างกายมีการสร้างเซลล์ใหม่ตลอดเวลา แต่จะเปลี่ยนช้าลงตามวัย เช่น เซลล์ผิวหนังวัยเด็กจะเปลี่ยนได้เร็วกว่า อย่างในปัจจุบันมีการใช้สเต็มเซลล์ในการทำให้ทั้งตัวเต่งตึงขึ้นได้ แต่ยกเว้นคอเนื่องจากไม่มีกล้ามเนื้อและไขมัน เป็นต้น
กรณีข่าวเรื่องรกเด็กแรกเกิดสามารถผลิตสเต็มเซลล์ได้- สเต็มเซลล์จะเหมือนเซลล์อ่อนไม่มีการบ่งบอกว่าสัญลักษณ์เป็นของใครเป็นต้น
ในเยอรมันใช้ตัวอ่อนของลูกวัว แยกส่วนทำสเต็มเซลลไปฉีดรักษาโรคได้
ร่างกายมีความเป็นกรด เป็นด่างในเลือด ในภาวะติดเชื้อจะมีความเป็นกรดสูง ติดเชื้อง่ายสุขภาพไม่ดี ดังนั้นทำอย่างไรให้ร่างกายมีด่างมากกว่าคือให้มีค่าประมาณ 7-8 วิธีการคือลดน้ำตาล ลดโปรตีน ดังนั้นอย่ากินผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ และแป้งขาวมากเกินไป ควรหันมากินข้าวกล้องมากขึ้น ลดการกินฟรุ๊คโตส การกินไขต้องกินแยกไข่แดงกับไข่ขาว ไข่แดงมีไขมัน 99.9 % ไข่ขาวมีโปรตีน 99.9 %
แต่ก่อนบอกว่าไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง แต่ความจริงไข่แดงเป็นคอเลสเตอรอลตัวดี ส่วนที่ไม่ดีน่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในน้ำมันพืช เป็นต้น
มีคนบอกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่ควรกินนมข้ามสายพันธุ์
ประเทศไทยการพัฒนาการแพทย์สาธารณสุข เลียนแบบอเมริกา คนไทยสมัยก่อนจะร่างเล็ก สุขภาพอนามัยไม่ดี ไทยได้มีการปรับเปลี่ยน แต่ก็ประสบปัญหาการมีโรคอ้วนมากขึ้น
โรคเบาหวานประเทศไทยมี 3-5 ล้านคน
พบว่าทุกคำแนะนำมีบอกว่ากินนั่น กินนี่เพื่อรักษา แต่ไม่ค่อยมีการห้ามกินเพื่อรักษา
โรคกระดูกพรุน ตั้งแต่รุ่นนายกฯ ชาติชาย มีการแนะนำให้กินยาป้องกันโรคกระดูกพรุน เช่นตอนผู้หญิงเข้าวัยทองมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย
ปัญหาวัยทองกับกระดูกพรุน ของฝรั่งโฆษณาให้กินนมรักษาโรคกระดูกพรุน เช่น เยอรมันและออสเตรเลีย มีโรคกระดูกพรุนเยอะ ก็มีการบังคับให้กินเยอะ
มะเร็ง – สถิติ ปี 2557 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งใหม่แสนห้าหมื่นคน
โรคหัวใจ – แม้เยอะขึ้นแต่ด้วยวิวัฒนาการ มีการรักษาที่ดีขึ้นทำให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ต้องดูหมอที่อยู่ใกล้ ๆ นั้น
สรุปคือ ไทยกินตามนิยมของต่างชาติ จึงทำให้เป็นโรคยอดนิยมของตะวันตกและสังคมเมืองมากขึ้น เช่น ไขมัน ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคมะเร็ง ร่างกายจะมีการหลั่งสารที่เป็นเยื่อเมือกออกมาเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ เหล่านี้ ดังนั้น การรักษาที่ดีไม่ใช่การรักษาด้วยการใช้ยาอย่างเดียว แต่ต้องอยู่ที่การปฏิบัติตัวด้วย
ปัจจัยที่ทำให้คนไทยสุขภาพดีกว่าฝรั่ง คือ
เน้น กาย ใจ อาหาร
1. การใช้ชีวิตอยู่ใกล้ธรรมชาติ
2. การออกกำลังกายทุกวันในท้องไร่ท้องนา
3. กินผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง กินข้าวกล้อง กินถั่ว กินปลาตามวัฒนธรรมดั้งเดิม
4. ความเป็นอยู่ที่สมะถะไม่เคร่งเครียด มีสถาบันศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
ใจ – ทำใจให้สงบทุกวัน อย่าให้หลุดนอกตัว
กาย – มีการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แล้วจะพบว่าสารในสมองจะหลั่งออกมาเหมือนมอร์ฟีน
อาหาร – เป็นเรื่องยากมาก เพราะสมัยนี้ไม่ค่อยทำอาหารทานเองเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะการไม่ทำครัวกินจะทำให้สุขภาพแย่ลงเนื่องจากเราจะได้กินของซ้ำเดิมและกินอาหารสิ้นคิดบ่อย เช่น กินแต่กระเพรา ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ฯลฯ ทำให้เราได้ของซ้ำเดิม
วิธีทำให้กับข้าวไม่เหลือเก็บคือกินมื้อเย็นเหลือมื้อเช้า แต่เราต้องนิสัยไม่เสียคืออย่ากินกับข้าวซ้ำ อย่าประหยัดมากเกินไป
สรุปคือ กาย ใจ อาหาร ถ้าเริ่มไม่ได้ให้เริ่มที่อาหารก่อน พยายามทานผักสดเยอะ ๆ แต่บางครั้งก็ยากเพราะบางทีผักมีสารพิษ อย่างผักไฮโดรไม่มีสารพิษแต่ก็ได้สารอาหารไม่ครบ และเสนอว่าในชีวิตให้ไปกินน้ำทะเล 1 ครั้ง จะได้สารบางอย่างที่ดีมาก
การกินผักจะกินด้วยวิธีไหนก็ได้ อย่างเริ่มกินผักใหม่ ๆ อาจเริ่มจากกินผักที่ไม่มีรสชาติ แต่ผักที่ดีส่วนใหญ่จะมีรสชาติ เช่นมะระขี้นก
ถั่วงอกเป็นต้นอ่อน กินดีมีโปรตีน แต่ไม่เหมือนถั่วทั่วไป แต่ทำให้เกิดกรดยูริกเยอะขึ้น คนเป็นเก๊าอาจไม่ควรกิน
ตัวอย่างอัลมอลด์ดิบ กินดี แต่มีไขมัน 50%
กินเห็ดดีสามารถแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ อย่างเช่นเห็ด 1 ขีดได้โปรตีนและไขมันได้เกือบพอแล้ว แนะนำว่ากินเห็ดดีกว่ากินถั่ว เพราะถั่วมีการแปรรูปมาเรียบร้อยแล้ว
ควรกินข้าวเช้าให้อิ่มจะดีมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่อิ่มอาจไปกินมื้อกลางวันต่อ ส่วนมื้อเย็นจะกินหรือไม่ก็ได้
ถ้าอาหารทำกินเองได้จะเลือกสารอาหารได้ และอย่ากินบุฟเฟ่ต์บ่อย
แอปเปิ้ลที่โดนอากาศจะเกิดกระบวนการอนุมูนอิสระทำให้สึกหรอ
ร่างกายที่มีไขมันในเลือดสูง ตับเป็นตัวสร้างไขมัน เป็นตัวสร้างไขมันประเภทต่าง ๆ ไขมันส่วนเกินร่างกายไม่ทิ้ง มีที่เก็บ 2 ที่คือชั้นผิวหนัง
กระบวนการอักเสบเป็นส่วนของผนังหล่อเลื่อน ต้องมีการมุดไปใต้สี ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดเซลล์ตายขึ้น
การบาดเจ็บจะส่งมาให้เม็ดเลือกขาวทำลายทิ้ง และกลายเป็นคาบไขมันที่แข็ง สามารถกลายเป็นเส้นเลือดอุดตันที่ตีบมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการซ่อมแซมส่วนที่อุดตัน เกิดภาวะน้ำท่วม น้ำสามารถขังทำให้หัวใจวายได้
เซลล์สมองตาย ทำให้การสั่งการของสมองตายไปด้วยขึ้นอยู่กับว่าไปสั่งการที่ไหน
สรุปไขมันในเลือดสูงจะจบด้วยเส้นเลือดอุดตัน สามารถรักษาได้ด้วย การปฏิบัติตัวที่ดีด้านการควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ตัวอย่างเช่นเล่นเวทจะปวดนิดหน่อยเพื่อให้ร่างกายสร้างกล้าม
โรคที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
- กลุ่มโรคเสื่อม เช่น โรคไขมันเลือดสูง โรคอ้วน โรคความดันเลือดสูง โรคอัมพาต โรคข้อเสื่อม โรคต้อกระจก ผิวหนังเหี่ยวย่น และโรคเสื่อมอื่น ๆ
- กลุ่มโรคภูมิต้านทาน เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี และโรคภูมิต้านทานปัจจัยอื่น ๆ ภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง
- กลุ่มโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งหลายชนิด
ที่มาของ Free radicals จากภายนอกร่างกาย
ทำให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง และต้องทำให้ร่างกายต้องมีการซ่อมแซม
Free radicals จากภายนอกร่างกาย เช่น
- อุลตราไวโอเลต โอโซน มลพิษ
- ควันบุหรี่ ควันไฟ
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร้อนจัด ๆ
- อาหารปิ้ง ย่าง ทอดเกรียมจัด
- สารแต่งสี แต่งกลิ่น สารกันเสีย เช่นน้ำตาลเทียมบางชนิด
- อาหารสำเร็จรูป
- ยาฆ่าแมลง สารเคมีกำจัดวัชพืช
- การเครียดจัด
- รังสีเอ็กสเรย์
สารอนุมูลอิสระที่อยู่นอกร่างกาย อะไรที่จำเป็นให้ป้องกันก็ป้องกัน บางอย่างอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในอาหารปกติ สามารถกินได้ในปริมาณที่ไม่เป็นพิษ
Free radicals จากภายในร่างกาย
- Metabolism ในร่างกาย
- การกินอาหารล้นเกิน
- การ detoxify สารเคมีโดยหน้าที่ของตับ
- ความเครียด
- บาดเจ็บทางกาย
- การติดเชื้อ
- การออกกำลังกายเหนื่อยจัด
Antioxidants สารต้านอนุมูลอิสระ
- จากภายในร่างกาย
Superoxide Dysmutase (SOD) อยู่ใน mitochondria เปลี่ยนไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ให้เป็นน้ำกับออกซิเจน พบมากในเมล็ดที่กำลังงอก เช่น ถั่วงอก
Catalase สกัดกั้นและทำลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
Glutathione Peroxidase ทำงานร่วมกันกับ Se สะเทินพิษตำแหน่งสำคัญที่ดวงตา พบมากในตระกูลกระหล่ำ
- จากภายนอกร่างกาย
วิตามิน ซี – C Complex – ascorbic acid,hesperidine, flavonoid, rutin, anthocyan ทำงานร่วมกับวิตามินอี
วิตามินอี – ในเยื่อหุ้มเซลล์ สะเทินอนุมูลอิสระร่วมกับ C
วิตามินเอ – เบต้าแคโรทีน – เอเรตินอล ไม่มีฤทธิ์ เอจากพืช มีฤทธิ์ – สะสมได้ ไม่มีพิษ
เซเลเนียม- ออกฤทธิร่วมกับ 3 ชนิดแรก
ถาม-ตอบ
1. คลื่นพลังงานไฟฟ้ามีผลต่อร่างกายอย่างไร
ตอบ พลังงานแต่ละชนิดมีผลดีและผลเสียต่อร่างกาย อย่างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มาก ๆ UV และคลื่นความถี่สูง ๆ มีผลต่อร่างกายทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและมีผลต่อร่างกายทำให้ยีนส์ DNA ผิดปกติ และอาจกลายพันธุ์ได้
โยคีเรียนแบบสนามแม่เหล็กโลก การนั่งสมาธิทำให้คลื่นพลังงานต่าง ๆ ดี แต่พิสูจน์ด้วยทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ชัดเจน แม้กระทั่งคลื่นไมโครเวฟก็ไม่ชัดเจน
Non Nutrient – Phyto Nutrient สารผัก
ไม่มีบทบาทเป็นอาหาร แต่มีบทบาทกับสุขภาพ
- Immuno Promotor
- Blocking agent
- Antimutagenic agent
ผักสด ผลไม้มากและหลากหลายลดอัตราเสี่ยงมะเร็งต่าง ๆ
- มะเร็งปอด 20-30%
- มะเร็งกระเพาะ 66-75%
- มะเร็งเต้านม 33-50% ในก่อนวัยรุ่น 10-20% ในผู้ใหญ่
- มะเร็งลำไส้ใหญ่ 66-75%
- มะเร็งปากและช่องคอ 33-50%
- มะเร็งตับ 33-66%
การล้างพิษ
- ขจัดสารพิษทางไต ด้วยการกินน้ำมาก ๆ
- ขจัดสารพิษทางลมหายใจ ด้วยการฝึกการหายใจ
- ขจัดสารพิษทางอุจจาระ
- ขจัดสารพิษทางผิวหนัง ด้วยการถูผิวหนัง
- กระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลือง
แนวปฏิบัติระหว่างการล้างพิษ
5.45 ตื่นนอน ฝึกหายใจ 5-10 นาที ถูผิวหนัง อาบน้ำ
7.00 ชี่กง สมาธิ อาหารเช้า
8.00 การบริหารตอนเช้า
9.00 บรรยายประจำวัน
10.00 อาหารว่าง การรักษาตามแนวธรรมชาติบำบัด
12.00 อาหารกลางวัน นวดสัมผัสคลายเครียด แล้วนอนพัก
15.00 อาหารว่าง ออกกำลังกาย
16.30 กายบริหารในสระ ฝึกหายใจ 5-10 นาที ซาวน่า จากุซซี่ ถูผิวหนัง อาบน้ำ
18.00 อาหารเย็น
21.00 อาหารว่างก่อนนอน สมาธิกำหนดลมหายใจ เข้านอน
การอาบแสงตะวัน
- การนอนใต้ใบตองจะได้รังสีระดับสีเขียวดี (ระดับสีแดงกับม่วงไม่ดี ต่ำกว่าจะอ่อนไป)
ไฮโดรแอโรบิก (ยืนแช่น้ำ)
- จะช่วยให้เลือดเข้าสู่ระบบไหลเวียนมากขึ้น 10-20%
- ระดับที่ดีคือ 1 เมตร ½
- ยืนในน้ำจะทำให้แรงน้ำต้าน ออกกำลังกาย ยืนได้มากขึ้น
เซาน่า
- อุณหภูมิที่แตกต่างกันมากจะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีให้ร่างกายซ่อมแซมได้
- ต้องอบ 2 อย่างคือร้อนและเย็น
- ข้อห้ามสำหรับคนความดันต่ำ
- น้ำเย็นไม่มากทำให้ผ่อนคลาย
- ความเย็นทำให้ความดันขึ้น
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อติดตามข่าวโครงการ
http://www.gotoknow.org/posts/605873
ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์. ประจำวันที่ 3-18 พฤษภาคม 2559

เรียน อ.จีระ หงส์ลดารมณ์
วันที่ 20 เม.ย.59
Topic :ศิลปะ ....สร้างสมาธิและปัญญา
โดย อาจารย์ สาโรจน์ อนันตอวยพร
การเรียนศิลปะกับอาจารย์ในวันนี้ ทำให้สมองได้ผ่อนคลายจากปัญหาในทุกๆเรื่อง ลืมความเครียดและเกิดสมาธิจิตใจจดจ่ออยู่กับงานวาดภาพสีน้ำ ที่อาจารย์สอนพวกเรา จากที่ไม่เคยคิดว่าจะวาดภาพสีน้ำได้ เพียงได้รับการแนะนำเทคนิคจากท่านอาจารย์ ในช่วงเวลาสั้น เราสามารถวาดภาพสีน้ำได้สวยงามดีเกินคาด อีกทั้งยังได้มีการใช้งานสมองซีกขวาด้วย
จากบทเรียนเรื่องงานศิลปะ ทำให้ทราบเทคนิคการระบายสี 4 อย่าง กับ 3 ทฤษฎี คือ
เทคนิคการระบายสี 4 อย่าง 3 ทฤษฎี
-การระบายเปียกบนเปียก -ทฤษฎีแสงและเงา
-การระบายเปียกบนแห้ง -ทฤษฎีรูปและพื้น
-การระบายแห้งบนแห้ง -ทฤษฎีการสร้างสรรค์
-การระบายเทคนิคพิเศษ
การนำความรู้ด้านศิลปะไปใช้ในการทำงาน
การบริหารจัดการ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยผู้อื่น (Management is Science and Arts of getting Things done through other people)
ศาสตร์ คือ ความรู้หรือทฤษฎีที่ใช้ในการบริหารจัดการเป็นความรู้ที่เป็นจริง มีกฎเกณฑ์ พิสูจน์ได้
ความรู้เหล่านั้นนำมาถ่ายทอดได้ง่าย เป็นเรื่อง “การสอนให้รู้”
ศิลป์ คือ ความสามารถในการบริหารจัดการเป็นความรู้เทคนิคการปฏิบัติต่าง ๆ ที่จูงใจคนถ่ายทอดได้ยากเพราะขาดความเป็นระบบระเบียบ เป็นเรื่อง “การสอนให้ทำ”
วันที่ 20 เม.ย.59
Topic : กรณีศึกษาของบริษัท บ้านปู จำกัด มหาชน กับการก้าวสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
โดย อ.ชัชพล อุตตมานนท์
บริษัทบ้านปู จำกัด(มหาชน) ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ของการดำเนินงานและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคที่สั่งสมประสบการณ์ทางด้านอุตสาหกรรมถ่านหินทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหิน ด้วยความมุ่งมั่นเสริมสร้างศักยภาพอย่างต่อเนื่องของบ้านปูฯ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงทั้งในด้านการผลิตและการบริหารจัดการ โดยใช้ความเชี่ยวชาญแบบมืออาชีพ และคุณค่าแบบเอเชีย (Asian Value) เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานโลกในฐานะ “โฉมหน้าพลังงานแห่งเอเชีย”
บ้านปูฯ ดำเนินธุรกิจเหมืองถ่านหินการผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกต่างๆ ผ่านการลงทุนใน 8 ประเทศ คือ ประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีความเชื่อว่าธุรกิจจะเติบโตได้ ธุรกิจกับสังคมต้องเติบโตไปด้วยกัน
Sustainable development Aspect -ความสามารถในการแข่งขัน
-การเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่น การประพฤติตนให้เป็นคนดี
-ต้องทำให้เป็นที่ยอมรับของรัฐ ที่จะไปทำธุรกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อม
เพื่อผลักดันให้บริษัทฯ เติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้น โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นประธาน และมีผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าหน่วยธุรกิจเป็นกรรมการ คณะกรรมการฯ มีหน้าที่ร่วมวิเคราะห์ภาพรวม ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ และทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อกำหนดเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน ซึ่งจะสะท้อนถึงผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยเปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยธุรกิจมีอิสระในการบริหารงานภายในตามแนวทางที่วางไว้ ประเด็นที่คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้ความสำคัญ ประกอบด้วย ผู้นำและการกำกับดูแลกิจการ การวางแผนกลยุทธ์ คุณภาพและประสิทธิภาพ ลูกค้า ทรัพยากรมนุษย์ การเงิน สิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ชุมชนและรัฐสัมพันธ์
การออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทฯ ได้มีการศึกษากฎหมาย วัฒนธรรมประเพณี การใช้แรงงานในท้องถิ่น การทำให้ท้องถิ่นได้รับมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย
วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทฯ -Innovation -Integrity -Care -Synergy
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อบังคับของบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด และปรับปรุงข้อบังคับให้ทันสมัย อย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลักบรรษัทภิบาล โดยประกาศเป็นนโยบายที่สำคัญ อันได้แก่ นโยบายบรรษัทภิบาลและคู่มือจริยธรรมธุรกิจ (Corporate Governance Policy & Code of Conduct) นโยบายด้านทรัพยากรบุคคล (HR Policy) นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility Policy) และนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Policy) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานได้ยึดถือสำหรับการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพื่อให้ความมั่นใจว่าผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้รับความคุ้มครองสิทธิได้รับการดูแล และได้รับการปฏิบัติที่ดี
เกณฑ์การลงทุนในธุรกิจใหม่ใน 5 ปี เน้น -Greener -Smarter
1. ธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2. ใช้รากฐานของทักษะและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้มากที่สุด
3. ใช้ต้นทุนต่ำเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในเวลาอันสั้น
4. จัดสรรการลงทุนใรธุรกิจและในที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว
กฟผ.มีแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และต้องนำเข้าถ่านหินคุณภาพดี เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า จึงน่าจะใช้ศักยภาพของบริษัทบ้านปูฯ ที่มีประสบการณ์ด้านการทำเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้า โดยใช้บริษัทลูกของ กฟผ. เข้าร่วมทุนในธุรกิจการจัดหานำเข้าถ่านหินและผลิตโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหิน
วันที่ 21 เม.ย.59
Topic : กิจกรรมรักษ์กาย ณ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี
โดยอาจารย์ นพ.สมเกียรติ อัครศรีประไพ
โรคที่พบมากในปัจจุบัน ได้แก่ โรคอ้วน, โรคความดัน ,โรคเบาหวาน, โรคมะเร็ง, โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคต่างๆเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารของคนไทย
กินผักน้อยลง กินหวาน มัน เค็ม มากขึ้น กินอาหารกึ่งสำเร็จรูปประจำ กินนมวัวมากขึ้น
อาหารธรรมชาติบำบัด คืออาการที่ถูกต้องและเหมาะสม การกินไขมัน 20% เลือกน้ำมันไม่อิ่มตัว กินคอเรสตอรอลไม่เกินวันละ 300 มล.
กินผักสด ผลไม้สด ให้มากในแต่ละวัน กินข้าวกล้อง กินเนื้อสัตว์พอสมควร
ความรู้ที่ได้รับการแนะนำเป็นเรื่องของการใช้ธรรมชาติบำบัด และแนวทางเสริมภูมิต้านทาน ด้วยกิจกรรมวิถีธรรมชาติ และวารีบำบัด ช่วยเราดูแลตนให้มีสุขภาพดี รับการเปลี่ยนแปลงของการดำรงชีวิตประจำวันในปัจจุบัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพวัยและสภาพร่างกายที่มีอายุมากขึ้น
การที่ได้ทดลองกิจกรรมวิถีธรรมชาติ 5 แบบ ที่ศูนย์แนะนำมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่งถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้เรียนรู้ ได้แก่
1.การยืดเส้นเอ็น ข้อต่อ การฝึกหายใจให้ถูกต้อง
2.การเพิ่มภูมิต้านทานด้วยความร้อนจากการใช้ใบตองคลุมตัวเพื่อป้องกันรังสี UV นอนหงาย 15 นาที
3. ซาวน่าสลับกับการแช่น้ำเย็น มีผลให้ร่างกายผ่อนคลาย
4. อบสมุนไพร
5. การออกกำลังกายในน้ำ Hydro-Aerobics แรงลอยตัวของน้ำช่วยลดน้ำหนักตัว สนุกและลดปัญหาการบาดเจ็บข้อเข่า และกล้ามเนื้อ
สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตปัจจุบัน และการทำงานของพนักงาน กฟผ. ความเร่งรีบ, ความเครียดจากงาน ทำให้สุขภาพถูกบั่นทอน เราจึงต้องดูแลตนเอง โดยการให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตรงกับความต้องการอย่างเหมาะสม การควบคุมอาหารและลดอาหารบางประเภทที่จะสร้างผลเสียต่อร่างกาย เช่น อาหารหวาน มัน เค็ม เป็นต้น และต้องออกกำลังกายด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัย
ช่วง presentation จับประเด็นได้ว่า ความร่วมมือจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่แก้ความขัดแย้งก่อน
บ้านปูจะไม่รับพนักงานใหม่ที่มีผลทดสอบจิตวิทยาด้านความซื่อสัตย์เป็นระดับเพียงแค่สีเหลืองเท่านั้่น....และมีการ diversify ธุรกิจไปหลายๆด้าน ในอนาคตจะมุ่งไปสู่พลังงานทดแทน...การทำธุรกิจปัจจุบันมีการทำ CSR แบบเกาะติด มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ดูงาน CSR.ชุมชน วันที่ 26-28 เมษายน 2559
ถือว่าเป็นโชคที่ดีที่มีโอกาสเรียนรู้ ความคิดเห็นของชุมชนต่างๆ ทั้งที่อยุ่รอบเขื่อน รัชชประภาและที่จังหวัดชุมพรโอกาสที่พนักงานที่ไม่ได้อยุ่ในพื้นที่ได้เรียนรู้ความต้องการของชาวบ้าน
พนักงาน(รวมถึงข้าราชการด้วยมั้ง)มักมองว่า
ความเห็นชาวบ้านว่า
ได้เรียนรุ้ว่า
(นายอิทธิชัย ดิศวนนท์)
ผู้ช่วยผู้อำนวนการฝ่ายทรัพยากรบุคคล-ปฏิบัติการ
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กฟผ.
เทวัจฉรา อภัยภูมินารถ
[email protected]
การศึกษา CSR ในชุมชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกระบี่
เมื่อวันที่ 26- 28 เมษายน 2559
นับว่าเป็นประโยชน์และเป็นโอกาสที่ดีที่ อจ. จิระ ได้บรรจุ course นี้ไว้ในการอบรมด้วย ทำให้ได้เรียนรู้สภาพชุมชน แนวทางการดำเนินชีวิต การพัฒนาชุมชน การอยู่ร่วมกันตามวิถีชุมชน ในบริเวณพื้นที่โครงการของ กฟผ.
เมื่อพิจารณาแล้วชาวบ้านในชุมชนมีการดำเนินชีวิตที่สามารถโยงเข้ากับทฤษฎี 2 R ของ
อจ.จิระ ดังนี้ R1 : Reality เนื่องจากชาวบ้านจะอพยพมาจากที่ต่างๆ และมารวมตัวกันเป็นชุมชนใหม่ จึงมีการสร้างเครือข่ายชุมชน การให้ความรู้ซึ่งกันและกัน หาแหล่งที่จะเป็นทรัพยากรร่วมกัน ที่สำคัญมีผู้นำชุมชนที่เป็นผู้ประสาน กำหนดแนวทางวิถีชีวิตภายในชุมชน กำหนดสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาชุมชนร่วมกัน
R2 : Result ชุมชนช่วยกันพัฒนา ทำให้สิ่งที่กำหนดเป็นเป้าหมายเกิดขึ้นได้จริงในชุมชน มีเครือข่ายที่สามารถสานประโยชน์ภายในชุมชน มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ จัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ รับผิดชอบร่วมกัน แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อการพัฒนาชุมชน
ตัวอย่าง โครงการพัฒนาชุมชนที่ชาวบ้านได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย
1) โครงการชุมชนคนอยู่ป่ายัง
2) โครงการจากภูผา สู่มหานที
โดยเน้นที่การรักษาป่า ทรัพยากรน้ำ เน้นให้มีการท่องเที่ยวแบบ Home stay เข้ามาเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้นไปพร้อมกับการอนุรักษ์ป่าไม้ ต้นน้ำ และลำธาร การเกื้อกูลซื่งกันและกัน การมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ทำให้แต่ละชุมชนสามารถอยู่ได้ตามวิถีชีวิตที่พอเพียง ชุมชนมีความยั่งยืน
ภาครัฐ ได้แก่ จังหวัด และอำเภอ เป็นกำลังสนับสนุนอีกทางที่ทำให้ชุมชนก้าวเดิน และพัฒนาต่อไปในทิศทางที่ดีขึ้น ได้แก่ 1) เข้าร่วมในการดูแลกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ที่ กฟผ. ได้มอบให้แก่ชุมชน มีการจัดตั้งศูนย์เศรษฐกิจพิเศษเพื่อดูแล 2) เข้าร่วมการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน จัดเป็นภาคีเครือข่าย 3) การเข้าร่วมวางแผนพัฒนาชุมชนร่วมกัน จัดเป็นภาคีเครือข่ายภาครัฐและชุมชน
สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ และสามารถนำมาประยุกต์ เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้แก่
1) การสร้างความไว้วางใจในชุมชนให้ได้ ( Trust) ต้องเสนอข้อมูลให้ครบถ้วน สมบูรณ์
ทั้งข้อดีและข้อด้อยในการพัฒนาโครงการ
2) มีการเข้าถึงชุมชนอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่มีการพัฒนาโครงการในช่วงดังกล่าว เพื่อสร้างความเป็นพวกเดียวกัน จะก่อให้เกิดความร่วมมือมากขึ้น
3) รู้เขา รู้เรา ต้องเข้าถึงผู้นำชุมชนที่เป็นแกนนำความคิด ประสาน หารือ แลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างสม่ำเสมอ
4) การสร้างภาคีเครือข่าย ( Net Work) เป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นช่องทางที่ทำให้เข้าถึงชุมชน รับทราบปัญหาในชุมชน ได้เป็นอย่างดี เพื่อนำมาร่วมกันแก้ปัญหา
5) การสร้างความเป็นพี่่เป็นน้อง จะทำให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาต่อไป
6) การสร้างแรงผลักดัน ( Impress) ในชุมชน ด้วยการเข้าร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกับชุมชน เพื่อความสำเร็จในการพัฒนาโครงการ
7) การเข้ากำจัดปัญหาอุปสรรคชุมชนร่วมกัน จะช่วยให้เกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจ
8) การพัฒนาโครงการจะต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เป็นทรัพยากรมนุษย์เป็นหลักสำคัญ เน้นการพัฒนาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ประเทศชาติ ซึ่งในส่วนนี้ กฟผ. ได้คำนึงถึง และใช้เป็นหลักสำคัญในการพัฒนาโครงการมาโดยตลอด
[email protected]
หัวข้อ Creative & Innovative Leadership กับการพัฒนางานของ กฟผ.
โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทผลาบูรณ์
เป็นการได้รับความรู้ใหม่ในเรื่องความคิดในการบริหารจัดการ ที่นอกจากการคิดสร้างสรรค์แบบนอกกรอบแล้ว ยังมีความคิดสร้างสรรค์แบบ "คร่อม" กรอบ ที่จะสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการ และการแสดงภาวะผู้นำด้วย
ทำให้ได้รับทราบแนวทางในการพัฒนาผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 สิ่ง ได้แก่ การมีมนุษย์สัมพันธ์ และการมีความคิดสร้างสรรค์
ผู้นำที่ดีจึงควรเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็จะต้องเป็นผู้ที่กระตุ้น และสร้างบรรยากาศในการคิดสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อองค์กรอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือ ผู้นำจะต้องทำให้กรอบความคิดของตนเองบางลง ยอมรับและรับฟังความคิดของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดของตนเอง อย่างไรก็ตาม การคิดแบบสร้างสรรค์ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับจริยธรรม ขององคืกร ความถูกต้อง และงบประมาณด้วย ในกรณีที่เป็นการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
การคิดสร้างสรรค์ที่ควรอยู่บนหลักการ
Pluse
Potential มีศักยภาพ
Concern มีความต่อเนื่อง
Opportunity สร้างโอกาส
ผู้นำจะต้องไม่กลัวที่จะมีการเปลี่ยนแปลง (Change) จากความคิดที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น
ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เมื่่อเทียบกับการดำเนินงานบริหารจัดการของ กฟผ. เช่นกัน ผู้นำยุคใหม่ต้องเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และในขณะเดียวกันต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในองค์กร ยอมรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชากล้าที่จะแสดงออกในความคิดที่ดี สร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
สิ่งที่ได้เรียนรู้ช่วงที่ 3 :วันที่ 20 เมษายน 2559
(1) ศิลปะสร้างสมาธิและปัญญา โดย อ.สาโรจน์ อนันตอวยพร
เป็นชั่วโมงแห่งการปฏิบัติอย่างแท้จริง อาจารย์สรุปเทคนิคและวิธีการระบายสีน้ำให้เข้าใจอย่างง่ายๆ เหมาะกับมือใหม่หัดวาดทั้งหลาย จากนั้นก็ให้ลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานตามจินตนาการ ซึ่งทำให้ได้รับรู้ถึงคำว่าศิลปะสร้างสมาธิ เพราะขณะที่จับพู่กันจุ่มสีและระบายลงบนกระดาษขาวนั้น จิตใจก็จดจ่ออยู่กับชิ้นงาน ในหัวไม่มีเรื่องอื่นใดให้ต้องคิด นี่เองคงเป็นหัวใจของศิลปะ เพราะช่วยให้ทั้งสมองและจิตใจปลอดโปร่งและเกิดสมาธิ ไม่ต้องมีกังวลว่าผลงานจะผิดหรือถูก เพราะศิลปะไม่มีถูกผิด แล้วแต่มุมมองแล้วแต่ความชอบโดยแท้จริง แต่ก็ยังไม่ตกผลึกว่าแล้วจะสร้างปัญญาได้อย่างไร คำตอบคงอยู่ที่ชิ้นงานที่ 2 ซึ่งเกิดการเรียนรู้จากชิ้นงานแรก ทำให้มีการพัฒนาปรับปรุงฝีมือให้ดีขึ้น หรือเรียกว่าประสบการณ์สร้างการเรียนรู้ ซึ่งหากสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ก็ย่อมเกิดปัญญาที่มีที่มาจากงานศิลปะ ดังนั้นจึงไม่ใช่แต่เรื่องวิชาการเท่านั้นที่ก่อให้เกิดปัญญา แต่ความสุนทรีย์ของศิลปะก็สร้างปัญญาให้กับผู้ที่ใช้แต่สมองซีกซ้ายมาตลอดได้เช่นกัน
ข้อคิดหนึ่งที่ได้จากหัวข้อนี้คือ สิ่งที่ไม่เคยทำ (ดังเช่นงานวาดรูป) ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เว้นแต่ไม่คิดจะทำ หรือถ้าเปรียบกับการทำงานก็คือการได้ทำงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ ไม่ควรต้องกลัวว่าจะทำไม่ได้ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นเรียนรู้และลงมือ เมื่อหมั่นฝึกฝนก็จะเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญในที่สุด
(2) กรณีศึกษาของ บมจ.บ้านปู กับการก้าวสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค
จากเนื้อหาที่บรรยาย สรุปภาพรวมได้ว่าบ้านปูไม่เคยหยุดนิ่ง มีการเสาะแสวงหาโอกาสและปรับตัวตลอดมา และสิ่งสำคัญก็คือการทำความเข้าใจกับแต่ละ Stakeholders โดยเฉพาะกับพนักงาน ซึ่งมีการวางรากฐานในเรื่องของ Corporate Culture โดยการสร้างให้เกิด Banpu Spirit Culture ผ่านทาง working group ที่เรียกว่า "BANPU Change Leader" คือกลุ่มพนักงานที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 2 ปี ขึ้นไป และผ่านกระบวนการคัดสรรมาแล้ว เพื่อให้ได้รับการอบรมให้เป็นผู้ผลักดันหรือกระตุ้นให้พนักงานปฏิบัติตาม Banpu Spirit Culture ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่อง ได้แก่
ทั้งนี้หากนำวิธีการของบ้านปูมาปรับใช้กับการสร้าง EGAT - New Spirit Culture ด้วยการผ่านกระบวนการทำกิจกรรมต่างๆ โดยกลุ่มผู้นำที่เป็น EGAT Change Leader ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ถูกคัดกรองคุณสมบัติมาแล้ว ก็น่าจะได้เห็นถึงผลสำเร็จได้มากกว่ากระบวนการที่เป็นการสั่งการผ่านมาตามสายบังคับบัญชา (Top-down) ซึ่งจะเกิดผลแค่เพียงการท่องจำ culture ว่ามีอะไรบ้าง แต่ culture ที่ต้องการให้เกิดไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างแท้จริงและต่อเนื่อง
สรุปสาระการเรียนรู้หลักสูตร EADP รุ่น 12 ช่วง 3 วันที่ 20-21 เม.ย. 59
โดย ฉัตรชัย มาวงศ์ , ช.อค-หส.(บน)
โครงการบัลวีบำบัด
หลักสูตรของ อ.จิระฯ ทุกหลักสูตรมีความหมาย การอบรมช่วงที่ 3 นี้ก็เช่นกัน ใคร่ขอสรุประเด็นโดนใจตามตารางข้างล่างนี้
สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ทุกรายวิชาในช่วงที่ 3 (20-21 เม.ย.59) และสิ่งที่สามารถจะนำไปปรับใช้กับการทำงานใน กฟผ.
หัวข้อที่
รายละเอียด
สิ่งที่ได้เรียนรู้(ประเด็นโดนใจ)
สิ่งที่สามารถจะนำไปปรับใช้กับการทำงานใน กฟผ.
1
ศิลปะ..สร้างสมาธิและปัญญา
ผู้นำที่ดีควรต้องให้ความสำคัญในการเรียนรู้ศิลปะไว้บ้าง เพราะสามารถสร้างสมาธิและติปัญญาซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการการทำงานได้มาก ศิลปะการระบายสีที่ได้เรียนรู้นั้น สามารถบ่งบอกถึงความรู้สึกและจินตนาการของคนได้ดี ซึ่งแต่คนจะวาดรูปด้วยสีน้ำด้วยความคิดต่างๆ กัน ก่อให้เกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญการระบายสิ่งต่างๆ ลงไปในกระดาษนั้นช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานได้อย่างดีด้วย วิธีการระบายสี 4 แบบ คือ เปียกบนเปียก เปียกบนแห้ง แห้งบนแห้งและเทคนิคพิเศษ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้เรียนรู้มากก่อน เป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่จากหลักการดังกล่าวทำให้สามารถวาดรูปได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
ศิลปะการระบายสีนั้น ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นผลดีในทางตรงกับผู้ปฏิบัติ และผลดีในทางอ้อมกับ กฟผ. ช่วยให้บุคลากรมีสมาธิและปัญญาในการทำงานมากขึ้น ส่งผลดีต่อภาพรวม กฟผ. นอกจากศิลปะด้านการระบายสีแล้ว ศิลปะในการพูดและการเจรจาต่อรองมีส่วนที่สำคัญที่จะช่วยให้งานของ กฟผ. บรรลุความสำเร็จได้ ซึ่งผู้นำ กฟผ. ที่ดีควรจะต้องฝึกการใช้ศิลปะดังกล่าวไว้
2
กรณีศึกษาของบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) กับการก้าวสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค
บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) นับว่าเป็นบริษัททีมีบทบาสำคัญในการจัดหาเชื้อเพลิงถ่านหิน ซึ่งบริษัทฯ ทำธุรกิจที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและลงทุนในประเทศที่มีลูกค้าแน่นอน ทำให้บริษัทเติบโตและมั่นคง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีการบริหารความเสี่ยงสม่ำเสมอและต่อเนื่อง มี Action plan ให้ทีมงานปฏิบัติ คำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ทำให้ลดปัญหาความเสี่ยงด้านการลงทุนไปได้อย่างมาก สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนต่างประเทศ มีการสร้าง Net working คนท้องถิ่น จ้างคนในพื้นที่ทำงานและบริหารจัดการ เคารพในวัฒนธรรมของท้องถิ่น ทำให้ลดปัญหาแรงงานและข้อเรียกร้องต่างๆ ได้ดี
กฟผ. มีความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น Core Business ของ กฟผ.ยังคงต้องมีจุดยืนเช่นเดียวกับบริษัทบ้านปู คือทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด จะทำให้องค์กรยั่งยืนได้ นอกจากนี้ในการลงทุนธุรกิจต่างประเทศของ กฟผ.ผ่านบริษัท EGAT international นั้น ก็ควรลงทุนในเรื่องธุรกิจผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก โดยการลงทุนในต่างประเทศนอกจากจะปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ แล้ว ในเรื่องของ Social and culture ของท้องถิ่นก็ควรนำมาปรับใช้ การจ้างคนท้องถิ่นจะเป็นเกราะกำบังให้ธุรกิจเดินได้ต่อเนื่อง รวมทั้งยังต้องคำนึงถึง Safety and environment เป็นหลักด้วย
3
กิจกรรมรักษ์กาย
สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มสูงอายุขึ้น การห่างจากโรคภัยไข้เจ็บจะช่วยให้สุขภาพกายและใจดีขึ้น มีผลดีต่อการใช้ชีวิตและการทำงาน การบำบัดกายด้วยวิธีตามธรรมชาติโดยไม่ใช้ยาถือว่าถูกต้องที่สุด การมาบำบัดกายที่ศูนย์บัลวีนี้ทำให้มีความรู้มากขึ้นในความจำเป็นที่ต้องดูแลสุขภาพ ผมมีความประทับใจมากที่ได้มาที่นี่และได้ทำกิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อและข้อต่อ อบแสงตะวัน ซ่าวน่า อบสมุนไพร และวารีบำบัด ซึ่งทำให้ผ่อนคลาย ร่างกายเหมือนได้พักผ่อน ถือว่าโครงการบัลวีบำบัด จัดได้ดีมากและเหมาะสม
การที่สุขภาพร่างกายดี มีผลต่อจิตใจ ลดความเครียดและทำให้เกิดสมาธิในการทำงาน มีผลเชิงบวกต่องานของ กฟผ. ที่รับผิดชอบ ลดภาระการบำบัดของ กฟผ.ลง พนักงานทีสุขภาพดีทำให้สุขภาพขององค์กรย่อมดีไปด้วย ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องแล้ว
ช่วงวันที่ 20-21 เมษายน 2559
หัวข้อ ศิลปะ...สร้างสมาธิปัญญา
โดย อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร
การทำงานของผู้บริหารมักใช้สมองซีกซ้ายมากกว่า ต้องสร้างสมดุลให้สมองโดยการใช้สมองซีกขวาด้วย การเรียนศิลปะจะช่วยฝึกสมองซีกขวา
คุณสมบัติของสีน้ำ รูปแบบการระบายสี
ส่วนใหญ่จะใช้แบบเปียกบนเปียก และเปียกบนแห้ง
การระบายสีน้ำ ต้องระบายสีอ่อนก่อนแล้วค่อยเติมเข้มขึ้น ไล่น้ำหนักจากอ่อนไปเข้ม ส่วนสีน้ำมันต้องระบายจากเข้มไปอ่อน
สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะระบายสีน้ำได้ แต่เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์สาโรจน์ ทำให้รู้เทคนิควิธีการ และระหว่างที่วาดรูปอยู่นั้นรู้สึกว่ามีสมาธิและผ่อนคลายมาก เมื่อผลงานออกมารู้สึกภูมิใจในผลงานของตัวเองมาก
กรณีศึกษาของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)
กับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
โดย คุณชัชพล อาตมานนท์
รักษาการผู้อำนวยการสายชีวอนามัย ความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชุมชน
วิสัยทัศน์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพลังงานแห่งเอเชีย ที่มีความฉับไว และมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในฐานะองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ ยุติธรรม ยึดมั่นในความเป็นมืออาชีพ และมีความห่วงใยต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน บริษัท บ้านปู มีธุรกิจในต่างประเทศประกอบด้วย จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย มองโกเลีย ลาว ญี่ปุ่น (โซล่าฟาร์ม) และเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 บริษัท บ้านปู ประกาศว่า จะไปลงทุน เชลล์แก๊ส ในประเทศอเมริกา
บริษัท บ้านปู มีการบริหารความเสี่ยง ผลกระทบ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ในเรื่องการบริหารจัดการ ความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งเป็นมาตรการรองรับ เมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น จะใช้ Crisis Communication Team (CCT) เป็นระบบสื่อสารองค์กร เตรียม Template สำหรับผู้บริหาร สามารถให้ข่าวได้ภายใน 24 ชั่วโมง
ในเรื่องความยั่งยืน บริษัท บ้านปู เน้น 3 เรื่อง
บริษัท บ้านปู มีอุบัติเหตุน้อยลงเพราะมีโครงการป้องกันอุบัติเหตุอย่างจริงจัง อุบัติเหตุเป็นเรื่องของพฤติกรรมของคน จึงต้องปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยใน 3 ระดับ ในเรื่องสิ่งแวดล้อม บ้านปูมี Climate Change ; Carbon Policy โดยธุรกิจถ่านหินจะต้องลดการปล่อย Co2 ได้ 25% ภายในปี 2020 ส่วนธุรกิจไฟฟ้าต้องลด Co2 ให้ได้ 15% ภายในปี 2020 โดยมีมาตรการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น ส่วนธุรกิจไฟฟ้า จะใช้โซล่าเซล ที่เป็น Renewable Energy มากขึ้น ในเรื่องการใช้ที่ดิน จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จ้างชาวบ้านปลูกต้นไม้ นำที่ดินที่กลบและปรับสภาพแล้วปลูกป่าเพิ่มเติม
บ้านปู ปฏิบัติตาม UN Sustainable Development Coal เน้นการกำจัดความยากจน ขจัดความหิวโหย โดยสำรวจความต้องการของชุมชน แล้วไปเติมเต็มความต้องการนั้น มีการสำรวจความพึงพอใจของชุมชน โดยบุคคลที่ 3 ที่อินโดนีเซียกำหนดว่า ถ่านหินทุก 1 ตันที่ขายได้ต้องมีเงินให้ชุมชนและต้องใช้ให้หมดใน 1 ปี
สรุป ได้เรียนรู้วิธีการเข้าไปอยู่ในตลาดพลังงานต่างประเทศ ต้องเรียนรู้กฎหมาย วัฒนธรรม วิธีการทำธุรกิจ ต้องหา Partner ต้องหาช่องว่างและโอกาส เช่น ที่ญี่ปุ่น หาตลาดพลังงานขนาดใหญ่ มีบริษัทที่ดำเนินการที่เข้มแข็งอยู่แล้ว บ้านปูสู้ไม่ได้ จึงมองหาโอกาสทางธุรกิจ จึงพบว่ายังมีช่องว่าง คือ ธุรกิจโซล่าฟาร์ม ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก บ้านปูจึงเข้าไปดำเนินการ
กิจกรรมรักษ์กาย ณ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี (สามเสน) กรุงเทพฯ
โดย นายแพทย์สมเกียรติ อักขระศรีประไพ
ระบบการแพทย์แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ระบบแพทย์แบบแผน กับแพทย์ทางเลือก ซึ่งแพทย์ทางเลือกพยายามทำเพื่อช่วยรักษาแทนโรงพยาบาล เนื่องจากการรักษาที่โรงพยาบาลมีข้อจำกัด แพทย์ทางเลือกเป็นรูปแบบของการรักษาแบบผสมผสาน มีการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว ในชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมการกิน ปัจจัยที่ทำให้คนไทยสุขภาพดีกว่าฝรั่ง คือ การเน้นกาย ใจ อาหาร
สรุป ได้รับฟังการบรรยาย โดยนายแพทย์สมเกียรติฯ เป็นการบรรยายเรื่องการดูแลสุขภาพที่มีรสชาดมาก ได้สาระความเข้าใจ มีการซักถามจากเพื่อนผู้เข้าร่วมอบรม จนเวลาล่วงเลย แต่ก็ไม่น่าเบื่อ เพราะทุกคำถามและคำตอบน่าสนใจมาก มีการรับประทานอาหารตามแนวธรรมชาติบำบัด การกายบริหารในสระน้ำ การอาบแสงตะวัน การอบซาวน่า เป็นอะไรที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน ในตอนแรกจะไม่ทำ เพราะกลัวไม่สบาย ต้องเข้าห้องซาวน่าแล้วไปแช่ในอ่างน้ำเย็นจัด โดยการทำรอบแรกยังไม่ค่อยเห็นผล แต่พอครบ 3 รอบ รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเบาสบาย ทุกอย่างโปร่งโล่งสบาย ทั้งระบบสมอง การหายใจ สุดยอด!!!
กิจกรรมรักษ์ใจ-รักษ์กาย
วันที่ 20-21 เมษายน 2559
หัวข้อ ศิลปะ....สร้างสมาธิและปัญญา โดย อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร และทีมงาน
การนำเอาหัวข้อนี้มาให้ผู้เข้าอบรมเป็นการเปิดโอกาสในการเปิดความคิดสอนแนวใหม่ซึ่งจะให้ผู้เรียนได้ลงมือทำสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำต้องใช้งานประจำโดยตรงซึ่งจะมีข้อจำกัดมากมายในการทำงานปัจจุบันซึ่งเราจะไม่รู้ตัว ในการนำเอาการลงสีน้ำมีการใช้ทักษะและความคิดจินตนาการของแต่ละคนในการทำงานซึ่งเป็นการเรียนรู้ตัวเอง และเป็นขบวนการสอนในแนวทางที่ต้องการสร้างสิ่งใหม่ที่ต้องต่อยอดโดยใช้ความคิดด้านศิลป์ เป็นการสอนทักษะ แล้วปล่อยให้จินตนาการคิดสร้างสรรค์ เพิ่มเติมกันเอง เหมือนได้ปลดปล่อยจากกรอบ ซึ่งโดยงานในรูปแบบนี้น่าจะเหมาะนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในที่ทำงานปัจจุบันที่ต้องมองอนาคตต้องใช้ ความคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมใช้ในอนาคตได้เป็นอย่างดี
หัวข้อ กรณีศึกษาของบริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) โดย คุณชัชพล อุตตมานนท์
บ้านปูเป็นบริษัทที่เป็นในรูปบริษัทสากลมีพนักงานหลายเชื้อชาติและหลายวัฒนธรรมจึงต้องสร้างสิ่งร่วมกันให้ทุกคนมีสิ่งที่ร่วมกันได้ มีวิธีที่ทำให้ทุกคนเหมือนกันมีความเชื่อและวัฒนธรรมร่วมกัน และสร้างความยั่งยืน โดยมีนโยบายความยั่งยืน มีคณะกรรมการความยั่งยืน ใช้ SD Aspects ที่มีเรื่องหลัก ด้านบุคลากร ซึ่งใช้ BANPU Spirit และมี KPI กับพนักงาน การดำเนินการใช้ TPM และการนำนวัตกรรม เข้าช่วยพัฒนางาน มีนโยบาย CG , Health & Safety ,สิ่งแวดล้อม แต่เรื่องที่น่าสนใจและสามารถมาประชุยต์ใช้ได้คือ ด้านการพัฒนาชุมชน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการทำโครงการแต่ละโครงการมีการวางแผนการจัดการตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ การจัดการพื้นที่ซึ่งครบทั้งขบวนการคือ ตั้งแต่เริ่มโครงการ ระหว่างดำเนินการโครงการ และการปิดโครงการ โดยดูแลชุมชนทั้งด้าน เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม สุขภาพและสาธารณะสุข สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์กับชุมชน
หลักสูตร EADP (EGAT Assistant Director Development Program)
การอบรมช่วงที่ 3 : ระหว่าง วันที่ 20-21 เมษายน 2559 , หัวข้อการอบรม ดังนี้
-การเรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น จากหนังสือที่ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์ มอบหมาย คือ หนังสือ HBR’s (Harvard Business Review ) : Must Read on Collaboration แล้วให้ผู้เข้าอบรมแต่ละกลุ่มร่วมกัน นำเสนอวันนี้
ทำให้ได้รับรู้ การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกันในหัวข้อประเด็นที่สำคัญ ต่อไปนี้
-Want Collaboration?
-Social Intelligence and the Biology of Leadership
-Bringing Mind together
-Building a Collaboration Enterprise
-Silo Busting : How to Excuse on the Promise of Customer Focus
-Harnessing Your Staff’s Informal Network
นอกจากนั้น ยังได้เรียนรู้ เรื่อง “ศิลปะ สร้างสมาธิและปัญญา” ในภาคปฏิบัติโดยมีการฝึกระบายสีน้ำ
และในตอนท้าย ได้รับการบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ประสบการณ์ จากกรณีศึกษา บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) กับการก้าวสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค
สรุปประเด็นที่โดนใจ :
-จากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษและร่วมกันวิเคราะห์ วิจารณ์ระหว่างเพื่อนร่วมกลุ่ม ทำให้ได้รับความรู้ ความเห็นที่แตกต่าง หลากหลายมุมมอง แต่ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปร่วมกัน ในหัวข้อ Silo Busting การทะลายขอบเขตแท่งงานหรือการสลายการทำงานแบบแยกส่วน ซึ่งผู้เขียนยกตัวอย่างและเสนอแนวทางไว้ได้ดีมาก รวมทั้งได้รับฟังผู้เข้าอบรมกลุ่มอื่นๆ นำเสนอหัวข้อสำคัญ ได้รับความรู้และเป็นประโบชน์อย่างยิ่ง
การนำไปใช้ประโยชน์ :
-หลักการ “Learn-Share-Care” การเรียนรู้และแบ่งปันร่วมกัน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานและทีมงานได้
-การนำหลักการ Silo Busting การทลายขอบเขตแท่งงาน หรือการสลายการทำงานแยกส่วนแบบ silo ไปประยุกต์ใช้ ภายใต้หลักการ 4 ข้อ คือ
1.) Coordination มีการประสานงานที่ดี
2.) Cooperation คือการร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน
3. Capability คือการพัฒนาทักษะความสามารถของคน
4. Connection ต้องมีการสร้างความสัมพันธ์เครือข่ายทั้งในและนอกองค์กร (Informal และ Formal)
ตอนท้ายสุด ศ.ดร จีระ หงส์ลดารมณ์ ได้ฝากความเห็นเพิ่มเติม อันเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ คือ ต้องมีการปรับเปลี่ยน Mind Set , การแบ่งปันและเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์ Share กับคนรุ่นใหม่ และ Value Diversity การสร้างคุณค่าที่เกิดจากความหลากหลาย ก็จะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณอย่างสูงครับ /end.
ข้อคิดที่ได้รับจากการอบรมฯ
- ผู้บริหารควรปรับสมดุลระหว่างการใช้สมองซีกขวา (ความคิดสร้างสรรค์ / จินตนาการ) และสมองซีกซ้าย (หลักการและเหตุผล) โดยใช้ศิลปะเป็นตัวช่วยในการปรับสมดุล
- ผู้นำควรใช้ศิลปะในการปกครองคน และต้องทำความเข้าใจว่า ลูกน้องแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องออกแบบการบริหารให้เหมาะสมกับลูกน้องแต่ละคน
- คุณลักษณะผู้นำที่ปรับตัวได้ดี
: มีสัญชาตญาณที่ดี จับทิศทางขององค์กรได้
: มีทักษะการเจรจาต่อรอง
: สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
- ความสามารถด้านการแข่งขัน ควรประกอบด้วย การพัฒนางาน และการผลิตที่เป็นเลิศ
สรุปช่วงที่ 3
อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร หัวข้อ ศิลปะ.. สร้างสมาธิและปัญญาสรุปช่วงที่ 3
อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร หัวข้อ ศิลปะ.. สร้างสมาธิและปัญญา
สิ่งที่ได้เรียนรู้ -การวาดภาพสีน้ำพื้นฐานที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะสามารถทำได้ และไม่ได้มีทักษะในด้านนี้มาก่อนเลย
สิ่งที่จะนำไปปรับใช้กับการทำงาน -การคิดว่าทำไม่ได้ แต่พอลงมือทำจริงก็จะสามารถทำได้ ได้รู้ศักยภาพที่เรามองไม่เห็น ที่อยู่ในตัวเรา จึงทำให้เกิดความมั่นใจและทำให้รู้ว่าทุกอย่างเรียนรู้ได้ ไม่มีอะไรยากเกินที่เราจะทำ นอกจากนี้ทำให้มีสมาธินิ่งขึ้น เพราะต้องวาดภาพสีน้ำเป็นขั้นตอน มีการต้องรอ ทำให้ใจเย็นและมีความสุขจากการทำงานที่ไม่ต้องใช้ความเร่งรีบ ที่สำคัญได้เรียนรู้เทคนิคการวาดภาพเกิดความสนใจใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งใช้ฝึกฝนต่อยอดเป็นงานอดิเรกได้ และคิดว่าน่าจะทำได้ดีมากขึ้นถ้าทำอย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง (ตามแนวทางของ ดร.จีระ) อาจารย์บอกว่า การปกครองคนต้องมีศิลปะในการครองใจคน นี่คือสิ่งที่จะได้นำไปปรับใช้ในการบริหารงานต่อไป
ช่วงของอาจารย์ชัชพล อุตตมานนท์ หัวข้อ กรณีศึกษาของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)
สิ่งที่ได้เรียนรู้ -เป็นธุรกิจพลังงานเหมือนกับ กฟผ. โดยมีธุรกิจใน 8 ประเทศ มีฐานการผลิต 7 แห่งได้ทราบขั้นตอนการเจริญเติบโตของบริษัท และการปรับตัวต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัทมีแนวคิด ธุรกิจจะโตพร้อมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมบริษัทมีการบริหารจัดการคล้าย กฟผ. มีการทำความเข้าใจและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีการบริหารความเสี่ยง ความต่อเนื่องของธุรกิจ ในด้านความยั่งยืนให้ความสำคัญกับ
-ความสามารถในการแข่งขัน (พัฒนาคน การผลิตที่เป็นเลิศ)
-การเป็นพลเมืองดีของท้องถิ่นนั้น (มีธรรมาภิบาล)
-การยอมรับ (ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม พัฒนาชุมชน)
บริษัทมีการพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน ด้าน Performance Management ใช้ KPIs ประกอบด้วย - ด้านงานที่รับผิดชอบ
-ด้านภาวะผู้นำประเมิน 360 องศา
-ด้าน Company-agenda ความรับผิดชอบในการขับเคลื่อนบริษัท
บริษัทมีวัฒนธรรมองค์กรเช่นเดียวกับ กฟผ. ทำโครงการภาคเอกชนต่อต้านคอร์รัปชั่น มีการปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัย Safety Culture ในส่วนของการทำเหมืองได้มีการพัฒนาชุมชนทั้งก่อนทำเหมือง / ระหว่างทำเหมือง / ปิดเหมือง และได้รับทราบเรื่องที่มีประโยชน์เป็นความรู้ที่กว้างขวางขึ้น
สิ่งที่จะนำไปปรับใช้กับการทำงาน - การปรับให้เกิดความคล่องตัวการทำงานเช่นรูปแบบบริษัท ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมที่มีการปลูกฝังลงถึงผู้ปฏิบัติ เกณฑ์วัดผลการปฏิบัติงานผูกไปถึงการขับเคลื่อนองค์กร เป็นสิ่งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้
วันที่ 21 เมษายน 2559 กิจกรรมรักษ์กาย ณ ศูนย์ฯบัลวี
สิ่งที่ได้เรียนรู้ -ได้รับฟัง นายแพทย์สมเกียรติฯ บรรยายเรื่อง การเสริมภูมิต้านทาน กิจกรรมวิถีธรรมชาติฯ ได้ประโยชน์ได้ความรู้ด้านแพทย์ทางเลือก การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย แนวทางที่ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงเน้น กาย ใจ อาหาร การใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติ วิถีสมถะไม่เคร่งเครียด ออกกำลังกายในพื้นที่ธรรมชาติ อาหารไม่ควรซ้ำเดิมประจำๆ ผักไฮโดรแม้ไม่มีสารพิษแต่ได้สารอาหารไม่ครบ ที่มาของอนุมูลอิสระ ทั้งภายนอกและภายในร่างกาย นอกจากนี้ได้ทำกิจกรรมการอาบแสงตะวัน การอบซาวน่า การแอโรบิคในน้ำ การอบสมุนไพร รวมถึงทานอาหารสุขภาพทั้งอาหารว่างและอาหารกลางวัน
สิ่งที่จะนำไปปรับใช้กับการทำงาน - ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการกินอาหารและการออกกำลังกาย เพราะงานจะมีประสิทธิภาพย่อมเกิดจากสุขภาพที่ดี รวมถึงการปรับการใช้ชีวิตในสภาวะการทำงานที่มีความเครียดความเร่งรีบจากงาน จึงต้องไม่ลืมที่จะดูแลตนเอง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงด้วย
การทำกิจกรรมในวันนี้มีความสนุกสนานและรู้สึกได้ว่าเกิดประโยชน์กลับออกจากศูนย์ธรรมชาติบัลวี ด้วยความเบาสบายตัวและมีความสุข ถือเป็นช่วงเวลาการอบรมที่ประทับใจ และยังได้มนัดหมายกันว่าจะรวมตัวหาโอกาสมาทำกิจกรรมร่วมกันที่นี่อีกในโอกาสต่อไป ขอขอบคุณหลักสูตรที่จัดช่วงการอบรมที่สนุกและมีประโยชน์อย่างมากค่ะ
ศิลปะสร้างสมาธิและปัญญา โดย อาจารย์สาโรจน์ อนันตอวยพร และทีมงาน
เรียนรู้เทคนิคการระบายสีน้ำ เปียกบนเปียกเปียกบนแห้งแห้งบนแห้งได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำตอนแรกคิดว่าไม่เคยทำ อาจทำไม่ได้ แต่อาจารย์ที่สอน มีวิธีการสอนง่ายๆ ทำให้สามารถวาดรูปได้ เปรียบกับงานที่ไม่เคยทำทำให้คิดว่ายาก เราต้องหาวิธีสอนงานหรือให้คำแนะนำลูกน้องให้กล้าที่จะทำงานใหม่ๆ ได้การบริหารคนจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องหาจุดสมดุุลให้ได้
กรณีศึกษาของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับการก้าวสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค โดย คุณชัชพล อุตตมานนท์
การเติบโตอย่างยั่งยืนของบ้านปู
ธรรมชาติบำบัด และ แนวทางเสริมภูมิต้านทานกิจกรรมวิถีธรรมชาติและวารีบำบัดโดย นพ.สมเกียรติ อัครศรีประไพ
การป้องกันไม่ให้เกิดโรค ต้องรักษากาย ใจ และกินอาหารให้เหมาะสม
และอาบแสงตะวันซาวน่าอบสมุนไพรเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน
การทำงานต้องทุ่มเท แต่ก็ต้องดูแลรักษาสุขภาพตนเองด้วย มิฉะนั้นอาจมีปัญหาสุขภาพและส่งผลต่อการทำงานได้
สรุปการเรียนรู้หลักสูตร EADP รุ่น 12 ช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 20-21 เมษายน 59
ศิลปะ..... สร้างสมาธิและปัญญา
กิจกรรมรักษ์กาย..... ณ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี สามเสน กรุงเทพฯ
เรียน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การอบรม EADP รุ่น 12 ช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 20-21 เมษา 59
วันแรกช่วงเช้า เป็นการอบรมศิลปะสร้างสมาธิปัญญาการอบรมครั้งนี้เน้นที่การฝึกวาดภาพด้วยสีน้ำเป็นรูปวิวทิวทัศน์ โดยมีการกำหนดจุดโฟกัสและการเลือกใช้สีที่แตกต่างกันเนื่องจากการวาดภาพเป็นการใช้สมองซีกขวา ซึ่งพบว่าเป็นสมองซีกที่เพศชายใช้น้อย จึงเป็นเหตุให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ได้ง่ายกว่าเพศหญิง การฝึกครั้งนี้จึงเป็นการฝึกใช้สมองซีกขวาเพื่อป้องกันโรคเป็นเหตุผลแรก ส่วนเหตุผลที่สองเป็นการสร้างสมาธิและปัญญา ขั้นตอนในการวาดภาพต่างๆเป็นการฝึกให้ควบคุมอารมณ์และสมาธิ ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำอีกแบบหนึ่ง
ช่วงบ่ายเป็นการอบรมหัวข้อการเติบโตของบริษัทบ้านปู
สรุปได้ว่าการดำเนินการทางธุรกิจของบริษัทบ้านปูได้เริ่มต้นประมาณปี 1990 วิสัยทัศน์ของบริษัทบ้านปู คือ การเป็นบริษัทพลังงานแห่งเอเชียที่มีความฉับไวที่มีมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในฐานะองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ยุติธรรม ยึดมั่นในความเป็นมืออาชีพและมีความห่วงใยต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทบ้านปูมีธุรกิจใน 8 ประเทศ มีฐานการผลิต 7 แห่ง ในจีนมีเหมืองถ่านหิน 2 เหมือง มีโรงไฟฟ้า 3 แห่ง กำลังผลิตประมาณ 1500 เมกะวัตต์ ในอินโดนีเซียบา้นปูมีเหมืองถ่านหิน 6 เหมือง มีกำลังการผลิตรวม 29 ล้านตันต่อปี ในออสเตรเลียมีเหมืองถ่านหิน 7 เหมืองมีกำลังการผลิตรวม 15 ล้านตันต่อปี ในมองโกเลียมี 3 โครงการ เป็นโครงการถ่านหินที่มีคุณภาพ ในประเทศญี่ปุ่นบ้านปูได้ไปลงทุนโซล่าร์ฟาร์ม ส่วนที่ลาวบ้านปูถือหุ้นร่วมกับราชบุรี โฮลดิ้งและรัฐบาลลาว มีกำลังการผลิต 1878 เมกะวัตต์ และถือหุ้นร่วมกับ egco ในโรงไฟฟ้า BLCP จากข้อมูลของผู้สอนสรุปได้ว่า การพัฒนาการในการลงทุนของบ้านปูก็จะอยู่ในธุรกิจพลังงานทั้งหมด ส่วนใหญ่ปัจจุบันจะอยู่ที่ต่างประเทศ บ้านปูมีนโยบายไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ปัจจุบัน CEO เป็นผู้หญิงชาวอินโดนีเซียในด้านการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจได้มีมาตรการรองรับเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นธุรกิจของบ้านปูก็ยังอยู่ได้ มีระบบการสื่อสารองค์กร เตรียมเทมเพลตสำหรับผู้บริหารให้ข่าวได้ในเวลา 24 ชั่วโมง ปัจจุบันบ้านปูมีพนักงาน 5500 คนเป็นชาวไทย 400 คน มีชาวออสเตรเลีย 1400 คน ชาวจีน 800 คน บา้นปูมีนโยบายไม่แข่งขันทางธุรกิจกับบริษัทไทยด้วยกัน บ้านปูมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์สุจริต
วันที่สอง กิจกรรมรักษ์กาย ณ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี(สามเสน) กรุงเทพฯ
วันที่ 21 เมษา 2559
ธรรมชาติบำบัดกินอยู่อย่างไทยเพื่อสุขภาพที่ดี
ระบบแพทย์แบบแผนปัจจุบันกับแพทย์ทางเลือกเป็นแนวทางนึงที่ ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวีเลือกใช้เนื่องจากว่าสามารถผสมผสานกันได้ดี คือ สามารถใช้การควบคุมอาหาร ออกกำลังกายแทนการกินยา ซึ่งแนวทางต่างๆผู้ป่วยสามารถเข้ารับการบำบัดในแนวทางการปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งสามารถรักษาได้ทุกๆโรค อีกแนวทางนึงของบัลวี คือ การออกกำลังกายในสระน้ำ การอบซาวน่า และ แช่น้ำเย็นสลับกัน การออกกำลังกายด้วยวิธียืดเส้นเอ็น การนอนตากแดดโดยหุ้มด้วยใบตองทั้งหมดนี้เป็นวิธีการรักษาด้วยการปฏิบัติตัวเป็นหลักทำให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์กับตัวเองได้อีกแนวทางนึง
หัวข้อ ศิลปะ.. สร้างสมาธิและปัญญา
เรียนรู้ว่า การทำงานของผู้บริหารมักใช้สมองซีกซ้ายมากกว่า ต้องสร้างสมดุลให้สมองโดยใช้สมองซีกขวาด้วย การเรียนศิลปะจะช่วยฝึกสมองซีกขวาได้ดี การระบายสีมีหลายรูปแบบ การระบายแบบเปียกบนแห้ง การระบายแบบเปียกบนเปียก
หัวข้อ กรณีศึกษาของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับการก้าวสู่ธุรกิจพลังงานของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
ในเรื่องความยั่งยืน บ้านปูเน้น 3 เรื่องคือ
ซึ่งในด้านการพัฒนาชุมชน แบ่งเป็น 3 ระยะคือ 1. ก่อนการทำเหมือง 2. ระหว่างทำเหมือง 3. ปิดเหมือง
โดยเน้นว่าเมื่อบ้านปูออกจากชุมชน ต้องทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองและอยู่ได้แบบมีคุณภาพชีวิต ตอนที่บริษัทเข้าไปตั้งในขุมขน ก็มีการจ้างงาน มีการซื้อสินค้าในชุมชน ทำให้ช่วงนั้น ชุมชนมีการพึ่งพิงมาก จึงต้องมีการพัฒนาอาชีพ สาธารณูปโภคพื้นฐาน การศึกษา วัฒนธรรม โดยจะทำผ่านคณะกรรมการ Community Consultative Committee (CCC) เป็นกรรมการที่ประกอบด้วย 3 ฝ่ายคือ บ้านปู ภาครัฐและชุมชน พัฒนาร่วมกัน ทำให้เป็นโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง
ในโอกาสที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตร การพัฒนาผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) EADP รุ่นที่ 12 นี้ พบว่า มีสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มากมายในหลักสูตรนี้ครับ สิ่งที่ผมอยากแสดงเสริมความคิดจากที่ Blog นี้สรุปไว้ได้เป็นอย่างดีแล้ว สรุปได้ดังนี้ครับ
การเรียนการสอนจากท่านอาจารย์ และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ที่ได้บรรยายพร้อมเอกสารและหนังสือต่างๆ ทำให้เกิดการเติมองค์ความรู้ ทฤษฎี แนวคิดและและประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ ตรึกตรอง เพื่อนำส่วนต่างๆ ไปใช้ประยุกต์ในการพัฒนาตนเอง ผู้คนรอบตัวเองและหน่วยงานต่อไป เพื่อให้ทันไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง (Change) ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลวัต ดังนั้นการที่จะต้องก้าวนำและก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทั้งนี้การพัฒนาตนเอง สามารถทำได้ผ่านการแสวงหาความรู้้ใหม่ๆได้ตลอดเวลาด้วยวิธีการต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ใคร่ขอขอบคุณท่าน ศ.ดร. จีระ อาจารย์และวิทยากรทุกท่าน รวมทั้งทีมงาน Chira Academy และผู้ปฏิบัติงานประสานงาน กฟผ. ทุกคน และหน่วยงาน กฟผ. ที่ได้ให้โอกาสผู้เข้ารับการอบรม EADP รุ่นที่ 12 ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เรื่องราวดีๆ ก่อให้เกิดเป็นต้นทุนทางความคิดที่จะนำไปใช้ให้เกิดผลต่อไปครับ
การอบรม EADP รุ่น 12 ช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 20-21 เมษา 59....
การนำไปประยุกต์ใช้กับ EGAT
1. สร้าง New business ,Innovation ของ Customer
2. การจัดการโครงสร้างที่เชื่อมโยงข้อมูล
3. สิ่งที่ทำตั้งใจจริงขนาดไหน และพนักงานตั้งใจทำจริงหรือไม่ ต้องทำให้เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจหรือ Happiness at work
manote.
ศิลปะ....การสร้างสมาธิและปัญญา คุณสาโรจน์
ผมมองว่าโดยธรรมชาติคนเราดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา เพราะต้องใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานของ กฟผ. ต้องใช้ในการคิดเกี่ยวกับงานที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้การใช้สมองซีกขวาน้อยไป ซึ่งอันที่จริงแล้วควรหักและฝึกใช้ให้มากขึ้น เพราะสมองซีกขวาเป็นเรื่องของศิลป์ ถ้าผู้บริหารใช้สมองทั้ง 2 ซีก จะช่วยให้การตัดสินใจดียิ่งขึ้นเพราะใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ดังเช่นการวาดภาพระบายสีน้ำ ต้องมีการแบ่งส่วนให้สมดุลย์ การรอคอย การผสมผสาน ความหนักเบา ... เป็นต้น ซึ่งถ้าผู้บริหารได้นำมาปรับใช้ก็จะเป็นการศาสตร์และศิลป์ให้เกิดการสมดุลย์ เป็นการใช้สมองทั้ง 2 ซีกให้สมดุลย์
ศูนย์ธรรมชาติบำบัด บัลวี นพ.สมเกียรติ อัครศรีประไพ
ได้รับความรู้ในเรื่องธรรมชาติบำบัด แนวทางการเสริมสร้างภูมิต้านทานกิจกรรมวิถีธรรมชาติและวารีบำบัด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรไขว่คว้า เพราะยิ่งมีอายุมากขึ้น มีหน้าที่การงานสูงขึ้น หากลืมคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ขาดการดูแลตนเอง ย่อมส่งผลให้บางท่านพบกับอุปสรรคในชีวิตเรื่องของสุขภาพ ดังนั้นจึงควรที่จะสนใจดูแลตนเอง ทั้งเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย การดูแลจิตใจ ให้เกิดเป็นนิสัย มีการเลือกกินอาหารที่ปลอดสารพิษ กินให้ครบทุกหมู่ กินให้เหมาะสมพอดีกับความต้องการของร่างกาย มีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย ออกกำลังกายเป็นประจำด้วยเวลาที่เหมาะสม ไม่เครียด ..... ผู้บริหาร กฟผ. พึงนำมาปฎิบัติ...
กฟผ.มีการทำงาน Cross functionด้วยกัน ดังนั้นต้องดูเป้าหมายและยุทธศาสตร์ขององค์กรที่ชัดเจน ต้องยกอดีตผู้ว่าการฯ สุทัศน์กล่าวว่าการทำอะไรตกสวมหมวกที่ใหญ่ขึ้น และในความคิดคิดว่าต้องสวมหมวกหลายเบอร์ อีกประเด็นคือการสร้าง Connection ใน กฟผ. เพื่อให้เกิดความร่วมมืออาจเกิดในระยะสั้นก่อนและแปลเป็นสู่ระยะยาวในอนาคตจะไปได้..... EGAT กำลัง Move จาก Hard Skill ไปสู่ Soft Skill คนที่จะเปลี่ยนแปลงได้คือ Knowledge และจะมี Learning Culture อย่างไร การจะเปลี่ยนแปลงได้คือวัฒนธรรมการเรียนรู้ . ต้องปรับmindset ให้มีการแชร์ให้ลูกน้อง ทิ้งมรดกวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงให้คนรุ่นหลัง.....Community of Practice เป็นการจัดกลุ่มหลาย ๆ อายุ หลายอาชีพ อย่างกฟผ.สามารถสร้างกลุ่มเล็ก ๆ ได้ แต่ถ้าไม่ informal จะ Loose Control และถ้าเดินไปข้างหน้าต้องเป็นกลุ่มที่บ้าการประสบความสำเร็จ สิ่งที่อยากฝากไว้คือตัวละครใน EGAT ไม่ใช่ Hierarchy อีกต่อไป ต้อง Serve Cross Function ได้ การปล่อยให้คนใน EGAT มีความมุ่งมั่น ทำงานเป็นทีม และมี Autonomy
นอกจากนี้ ผู้บริหารจะใช้ศาสตร์ในการบริหารอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องใช้ศิลป์ด้วย ยิ่งการบริหารคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดในองค์กรจะต้องใช้ศิลป์ค่อนข้างมากกว่าศาสตร์ รวมทั้งผู้บริหารควรดูแลสุขภาพทั้งกายและใจด้วย .........เพื่อจะสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพและส่งผลต่อองค์กรให้ได้คุณภาพด้วย....