​แม่ชีอินดี้ 3 : โลกใบนี้มีพระกับเณรเป็นเพื่อน


หากบัณฑิตสถานให้นิยามว่า เพื่อน คือ (น.) ผู้ชอบพอรักใคร่กัน ผู้สนิทสนมคุ้นเคยกัน แล้วแปลกไหมถ้าอิป้าจะบอกว่า โลกใบนี้มีพระกับเณรเป็นเพื่อน

หากถามฉันว่าโลกใบใหม่ของฉันสีอะไร คงจะเป็นสีเหลืองนะฉันว่า เพราะโลกของฉันนั้นตอนนี้มีแต่พระกับเณร หลับตาลงก็เห็นแต่สีจีวร

เป็นที่แปลกหูเมื่อฉันเรียก พระหนุ่มๆ รุ่นน้องว่า “คุณพระ”...หรือใช้เรียกขาน พระที่ฉันไม่รู้จักชื่อ ไม่สนิท จริงนะถ้าไม่ได้รู้จักฉันไม่สามารถแยกแยะพระได้ ด้วยห่มเหลืองเหมือนกัน โกนหัวเหมือนกัน แยกได้แต่เพียงสูงต่ำดำขาวเท่านั้น“คุณพระ”จึงใช้ในเหตุการณ์แรกๆ ที่เรารู้จักกัน

ผิดตรงไหน สำหรับการใช้คำว่า “คุณพระ” ในการเรียกขาน...ทีครู ยังเรียกว่า คุณครู ตำรวจยังเรียกว่า คุณตำรวจ และเรียกพยาบาลว่า คุณพยาบาล และหลายคนอาจชินหูเมื่อได้ยินคำเรียก เณร ว่าคุณเณร และอาจจะแปลกหูสำหรับที่ผู้เพิ่งเคยได้ยินเมื่อฉันได้ยินคำว่า “พระคร้า” หรือ “คุณพระขา”

มันไม่ใช่ศัพท์บัญญัติใหม่ มิกล้าขนาดนั้น เพียงแต่ฉันใช้ศัพท์ที่คนไม่คุ้นหู แต่ก็น่าแปลกนะ พอเรียกแล้วคุณพระทั้งหลายจะเข้าใจได้ทันทีว่าคำที่ฉันเอ่ยปากออกไปนั้นหมายถึงใคร...ทำให้เราไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกัน หลายครั้งที่รถของฉันมีผู้โดยสารเต็มคันรถเป็นพระเป็นเณร...อิป้าก็ขับรถให้ท่านหวาดเสียว จีวรปลิวไปกิจต่างๆหลายครั้ง ระยะเวลาชั่ว 3 เดือนนี้ฉันรู้สึกสนิทกับพระหลายรูป แต่ฉันไม่รู้นะว่าพระท่านรู้สึกสนิทกับฉันไหมนะ...เอาเป็นว่า มันเป็นความรู้สึกของฉันฝ่ายเดียวก็ได้

  • พระตัวท๊อป ที่ฉันคิดว่าคนหลายคนอาจจะไม่อยากเล่นกะท่าน นี่ฉันสรุปเองแบบมีอคติ แบบว่าท่านอารมณ์ไม่คงที่ อารมณ์ดีท่านก็พูดด้วย อารมณ์ไม่ดีก็เดินผ่านเฉยๆเหมือนคนไม่รู้จักกัน อคติที่ว่าคือฉันตามอารมณ์ไม่ทัน คงเป็นกับหลายๆคน คงไม่เป็นกับฉันคนเดียวมั้ง แต่ที่ฉันรู้สึกสนิทด้วยอาจจะเพราะเราเคยทำกิจกรรม-สุดส่าวกับหมาป่วยด้วยกันมาก่อน แถม มีวัยใกล้เคียงกันและมีมุมแห่งการเป็นกบฏสังคมเล็กๆพอน่ารักอยู่ในตัว มีวิถีง่ายๆ เบาๆ ในด้านพิธีรีตองมันทำให้ฉันไม่เครียดในการสนทนา แต่บางทีก็เหวอๆ กับความโผงผางของท่าน ฉันก็คิดว่าท่านก็คงเหวอกับความอินดี้ของฉันไม่น้อยเช่นกัน ท่านตอกย้ำให้ฉันรู้ว่าโลกนี้มีหลุมดำ ขอบคุณ “บุญ” ที่ชีวิตฉันไม่ตกหลุมดำ สามารถเอาตัวรอดพ้นจากทุกข์ภัยอันตรายทั้งหมดทั้งสิ้น เวลาเราคุยกันหลายคนอาจคิดว่าเราทะเลาะกัน หลายครั้งที่ท่านตอบคำถามของฉันแบบลึกซึ้งโดยใช้ฉากในอดีตประกอบโดยไม่แคร์ว่าฉันจะมองท่านเป็นอย่างไร ฉันแอบฉงนในใจแล้วปัจจุบันท่านเป็นอย่างไร... การสนทนาระหว่างเรา มันทำให้ฉันเห็นสีขาว สีเทา และสีดำชัดขึ้น...ฉันเห็นความเป็นแม่เหล็กในตัวของท่าน นั่นหมายถึงพลัง...เพียงแต่ว่าแม่เหล็กอย่างท่านจะดึงดูดอะไร และดึงดูดไปในทิศทางไหน หรือบางทีท่านก็อาจจะเห็นตัวเองเป็นแค่เหล็กที่ไม่สามารถดึงดูดอะไรได้เลย
  • หลวงเจ๊ เราสนิทกันไวมากเพราะรู้สึกถึงความเป็นเพศเดียวกัน กุ๊กๆกิ๊กๆ ปัญญาสาระไปทั้งวัน วันไหนไม่เจอหน้ากันถึงขั้นปวดหัวกันเลยทีเดียวเชียว ฉันชอบนิมนต์ท่านมา โฆ-โฆษณาที่กุฏิประจำ หลายครั้งฉันไปนั่งเฝ้าท่านที่กุฏิ เพื่อให้ท่านกินสมองฉัน*...บางทีฉันมีโอกาสฉันก็ “อ่อมสมอง”* ท่าน กิจกรรมระหว่างเรามันดีที่สำหรับการฝึกสมอง พระรูปนี้เสริมคุณค่าของเวลาที่ฉันมาปฏิบัติธรรมกับการเรียนรู้เรื่องพิธีการ การใช้ภาษา ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นผู้มีความตั้งใจสูง มีความเร็วในการรับรู้ สามารถนำคนโดยอำนาจแฝง การใช้ความอ่อนโน้มน้าว และการควบคุมอารมณ์ ที่สำคัญคือฉันได้หัวเราะตล๊อด ตลอดเวลาที่อยู่กับท่าน แนวคิดของท่านที่ฉันชอบมากที่สุด คือ หากมอบหมายใครให้ทำงานได้สำเร็จแล้ว อย่าได้อาจหาญไปสั่งรื้อเพียงเพราะไม่ถูกใจตน...เมื่อรื้อแล้วหากต้องทำใหม่อาจจะต้องทำเอง...ด้วยคนที่ถูกมอบหมายนั้นได้ทำงานตามที่มอบหมายเสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่ควรไปใช้เค้าให้ทำซ้ำ...ฉันชอบ เพราะมันเป็นการทำงานที่จบเป็นและเคารพความเป็นคนของผู้อื่น หลายครั้งในการทำงานที่เราพบเจอคนคิดเก่ง รู้ถูกต้องเหมาะสม แต่ไม่เรียนรู้เรื่องข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ งบประมาณ และสมรรถนะของทีมงาน...ทำเอาอดหลับอดนอนกันบ่อยๆ ***กินสมอง-อ่อมสมอง เป็นคำกิริยา หมายถึงการโน้มน้าวบุคคลอื่นด้วยการพูด ซึ่งอาจจะจริงบ้างไม่จริงบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการคล้อยตาม
  • หลวงพี่ที่ชอบกรรมฐานเป็นชีวิต ที่สนิทกันเพราะเราได้มีเวลาคุยกันในโลกโซเซี่ยลมาก่อนหน้าที่ฉันปฏิบัติธรรม เป็นพระรุ่นน้องทักมาในเฟส ก่อนที่ท่านยังไม่มีของเล่น ท่านตามดู FB ฉันทุก post จนฉันเคยนึก Unfriend ท่านเพราะกลัวเกิดความเสี่ยง แต่พอท่านมีของเล่นใหม่โลกของเราก็กลับมาปกติ เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธรรมะ ความเชื่อ การบริหารองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงหนังเรื่องอาบัติ การยกตัวอย่างธรรมะประกอบกับภาพยนตร์ เช่น จำพวกของคนในสังคมในหนังฝรั่งชื่อดังอย่างเรื่อง Divergent คุยถึงสังคมพระ และคุยถึงสังคมของฉัน แต่น่าแปลกพอมาปฏิบัติธรรมจริงๆ ฉันใช้เวลาอยู่ด้วยกับท่านน้อยมาก อาจจะเป็นเพราะจริตของเราไม่ตรงกัน ที่สำคัญจากการรู้จักกันทำให้ฉันสรุปความคิดไปที่ "พระสงฆ์ควรมีเวลาปฏิบัติกรรมฐาน เจริญภาวนาควบคู่ไปกับการรับกิจนิมนต์ การศึกษาต่อ และการพัฒนาสังคม"

...แม้ไม่ใช่สายวัดป่าหากต่พิจารณาดีๆแล้วความสามารถในการปฏิบัติกรรมฐาน เจริญภาวนาอาจจะเป็นสมรรถนะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของของพระสงฆ์(ระดับบุคคล) และของวัด(ระดับองค์กร)ก็ได้...วันนี้วัดอาจจะต้องหันมาถามตัวเองเหมือนหลายๆ องค์กรว่า วัดตัวเองเก่งอะไร เด่นอะไร...ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันหรือหาปัจจัย แต่เพื่อทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาและนำศรัทธาญาติโยม ก่อนที่ช้างตัวใหญ่ตัวนั้นจะลากไป...หญิงที่ชื่อสิริพร...รำพึง(ดังๆ)

  • ส่วนพระอีก 3-4 รูป ฉันไม่ค่อยสนิทนัก แต่มีรูปหนึ่งท่านเป็นมหาที่ตัวเท่าเณร เหมือนว่าในช่วงเดือนที่ 3 เรามีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันและได้คุยกันมากขึ้น ท่านบอกฉันว่า ท่านจะเอานีน่าเบลล่าหมาของฉันไปย่าง 55 หมาเบลล่าก็ดูจะชอบท่านเหลือเกิน ชอบไปนอนซุกเท้าท่าน..ถูกจับย่างซะบ้อ ฉันเลยได้มีโอกาสได้บอกท่านว่า ท่านเป็นพระรูปสุดท้ายของวัดนี้ที่ฉันจำชื่อได้ตรงกับใบหน้าด้วยไม่มีโอกาสเจอหน้ากัน และเป็นที่สงสัยเหลือเกินว่าท่านมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรเพราะฉันไม่ค่อยเห็นท่านลงมาฉันที่หอฉัน และสิ่งที่ทำให้ฉันมองหน้าท่านอย่างเต็มตาก็คือ เพื่อบันทึกความจำว่านี่นะคือพระรูปที่ฉันเคยได้ยินเณรพูดถึงท่านว่า “มีหน้าที่อะไรก็ทำไป ไม่ต้องคอยเวลาที่จะให้ใครมาช่วยทำ”...เออนี่แหล่ะความเป็นผู้นำ

“...การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นหัวหน้าใคร ไม่ต้องเป็นลูกพี่ เพียงแต่รู้ตนว่า ตนควรจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ ได้อย่างเหมาะสมกับวาระและโอกาส โดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง....”หญิงที่ชื่อสิริพรคนเดิมได้กล่าวประโยคนี้ไว้ ณ เพลาหนึ่ง

อีกรูปที่ไม่สนิท แต่วันหนึ่งฉันไปตามหาพระเพื่อไปทำกิจให้หลวงตา มีโอกาสได้เจอกัน (แบบ 2 ต่อ 2 …หุหุ ) ท่านพูดกับฉันถึง 15 นาที ระหว่างที่เราสนทนาถึงเป้าหมายของชีวิตและสิ่งที่ได้จากการมาบวชที่เกือบจะครบ 1 ปี ท่านบอก...ผมก็ไม่รุว่าจะได้อะไร... ฉันอดที่จะชำเลืองดูลายสักที่ปรากฏอยู่เต็มตัวของท่านไมได้ ก็นะฉันมันพวก Tattoo Lover หลงใหลลายสักนี่นา (กิกิ หลายคนขนานนามฉันว่าอาร์ตตัวแม่)...เวลาสั้นๆทำให้ฉันรู้ว่า คนเราต้องมีเป้าหมายในชีวิตบ้าง สักเล็กน้อยก็ยังดี เหมือนกับลงลายสักบนร่างกาย หากมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ลายสักจะลงตัว มีความสวยงาม สอดคล้องสัมพันธ์กัน เพื่อที่เราจะไม่ได้ปล่อยชีวิตเราไปกับลมหายใจ และข้อคิดอีกข้อที่ฉันได้จากเวลา 15 นาทีคือ ทุกช่วงวัยของชีวิตคือการเรียนรู้

...”มนุษย์เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้...เป็นคำตอบของหญิงที่ชื่อสิริพรได้ตอบคำถามที่ถามว่า มนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร?”

ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังเรียนรู้ชีวิต ฉันเองก็เรียนรู้มาจนชักจะขี้เกียจกับชีวิตวัยกลางคน สนุกบ้าง ไม่สนุกบ้างก็ว่ากันไปตามสภาวะธรรม

พระอีกรูปที่ไม่ได้สนิท แต่ได้ใช้เวลาอยู่กับท่านมากคือ หลวงตากาบ...ท่านเป็นทั้งอาจารย์ และผู้ดูแล ฉันชอบความคิดและการคืนให้สังคมของท่านนะ ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีพลังจากการคิดเชิงบวก ท่านเป็นพระที่เทียบเท่า Project Manager Engineer ทีเดียวเชียวฉันได้อะไรหลายอย่างในการวิเคราะห์ต้นทุนและควบคุมงานก่อสร้าง ท่านเป็นนักการตลาดที่ทำงานด้วยใช้ความเมตตาและการให้ความสำคัญเป็นเครื่องมือ ใช้สติกำกับความอดทนเป็นตัวอย่างที่เยี่ยมยอด และจากรางวัลคนดีศรีมหาสารคามปี 2558 ที่ท่านได้รับคงไม่ต้องอธิบายมากว่าท่านเป็นตัวแบบที่ดีอย่างไร ท่านไม่ใช่อาจารย์สอนกรรมฐานเพียงอย่างดี สั้นๆ ท่านเป็นอาจารย์ค่ะ...อาจารย์ของการใชีชีวิต การต่อสู้ การให้โอกาส และทำให้ฉันสร้างแรงบันดาลใจจากคำว่า "ตนคือเหตุแห่งความเพียร" ช่วงท้ายๆ ของการปฏิบัติธรรมท่านชอบหนีบฉันไปไหนมาไหนด้วย แต่ที่ฉันโวยวายคือการเอาตัวฉันไปแบบที่เรียกว่า “จับตัวเรียกค่าไถ่” โดยไม่ได้แจ้งคิวฉันล่วงหน้า...มันทำให้ฉันไม่ได้อาบน้ำและกินกาแฟไม่ทัน...ขอร้องเถอะกาแฟ 3 in 1 เอาฉันไม่อยู่ แล้วฉันก็จะเกิดอาการไก่ป่วย ปวดหัวทั้งวันหากไม่ได้อาบน้ำในช่วงเช้าและไมไ่ด้กินกาแฟ แม้จะมีผู้บอกว่าไม่เป็นไร...จริง คนอื่นบอกไม่เป็นไร แต่หัวของฉันมันปวดไปถึงท้ายทอยและขึ้นไปเบ้าตาแล้ว ฉันเป็นพวกติดกาแฟค่ะ ต้องกาแฟสดเท่านั้น ไม่ใช่หัวสูงแต่คาเฟอีนมันถึง บ่อยครั้งที่ฉันอยากตะโกนว่า "กาบไม่เข้าใจตุ่น" ข้อดีในการติดตามไปกับท่าน คือ มีโอกาสเห็นในส่วนของพิธีกรรม การทำงานกับคนหมู่มาก ความอดทน การได้เข้าสู่วงการพระผู้ใหญ่ และฝึกให้ฉันอยู่ในภาวะถูกควบคุมบ้าง มิฉะนั้นฉันจะหลงใหลอิสระจนเกินไป ตลอดจนได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหา หรือแนวความคิดของท่าน ระหว่างที่เดินทางไปด้วยกัน

มีหลายครั้งที่ฉันแอบ(หลอย)หนีจากท่าน ด้วยบางครั้งที่ท่านว่างเว้นจากภารกิจตลอดวันแล้วกลับมาถึงวัดในเวลาค่ำแล้วท่านอยากเล่นกับญาติโยม จึงมักชวนญาติโยมเล่นในเวลากลางคืน เช่น การทำสมาธิ ที่ไม่มีเวลาแน่นอน ฉันมาจากระบบราชการที่ให้ความสำคัญกับเวลาที่ชัดเจนและเชื่อว่าหลายคนก็ชอบเช่นนั้น บางกิจกรรมก็หัวเราะ หุหุ เพราะเวลามันไม่ใช่! เช่น ไปรดน้ำผักบุ้งนาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติตอน 2 ทุ่ม ไปดูโครงสร้างการก่อสร้างตอนดึก เป็นต้น (หุหุ ฉันว่าถ้าฉันถือศีล 5 ฉันจะมันส์กว่านี้มาก) ระหว่างนั้นท่านก็จะถือโอกาสสอบอารมณ์ และมีคำสอนฝากลูกหลาน บอกแล้วว่าหลวงตาของฉันมีพลังล้นเหลือ ถึงแม้ฉันจะมีเวลาอยู่วัดแบบเหลือเฟือ แต่การบริหารเวลาของฉันและนาฬิการ่างกาย (Body Clock) ของฉันมันแตกต่างจากคนอื่นๆ ภาพลักษณ์ของฉันในสายตาของท่านอาจจะดูเป็นนักเรียนหลังห้องบ้าง ดังนั้นหลายๆ คนที่นั่งสมาธิในโบสถ์ของคืนหนึ่งพยายามอย่างเต็มที่ แต่ฉันหลับภายใน 15 นาทีที่หลวงตาหลังจากบอกว่านอนสมาธิก็ได้..หุหุ มัน 5 ทุ่มแล้วคร้าหลวงตาไม่ง่วงได้งัย แล้วฉันตื่นอีกที่ตี 4 พร้อมความเมื่อยขบ เพราะหลวงตาปลุกเนื่องจากจะมีคนมาบวชที่โบสถ์ แต่ฉันก็เข้าใจหลวงตานะคะ เวลาของท่านมีน้อยเพราะมีกิจมาก ท่านอยากจะดูแลลูกศิษย์ให้ดี เรื่องอย่างนี้มันต้องมีครู

แม้มองไม่เห็นความเพียรแห่งฉันนัก ฉันก็อยากจะบอกกับหลวงตาว่า...จุดรับรู้ (Receptor) ของฉันทำงานได้ดี ฉันพยายามเอาเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟัง ได้เห็น ได้รู้จากวิถีแห่งหลวงตากาบ (Kab's Way) ยัดเข้าไปในรอยหยักของสมองน้อยๆ ของฉันจนมันแทบปริ มันช่วยเติมเต็มความคิดในระบบของฉันได้ดีทีเดียว ฉันยังหวังว่า หากฉันบรรลุ สามารถปฏิบัติเป็นตัวแบบได้ดี ฉันจะช่วยแบ่งเบาภาระหลวงตาในการเป็นพี่เลี้ยงดูแลพวกผู้หญิงที่มาปฏิบัติธรรมต่อไป หรือเป็นทูตเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับวัด ประชาชนกลุมนี้คงไม่ใช่กลุ่มศรัทธาชัดเจน แต่เป็นกลุ่มที่กำลังจะเลือก...และทำให้พุทธศาสนาเข้มแข็งต่อไป

เล่าถึงพระแล้ว...ยังมีเณรที่ฉันสนิทด้วย...วัดนี้มีเณร 2 รูป ฉันสนิทกับเณรเพราะมีระดับสติปัญญาเท่ากัน ฉันตั้งใจจะเอาเณรเป็นของเล่นใหม่ แต่พลิกล๊อก เณรต่างหากที่เอาฉันเป็นของเล่นใหม่ ตั้งฉายาให้ฉัน ล้อเลียนสำนวนการพูดจาของฉัน....”ป้าว่า” เลียนแบบท่าเดินถกผ้าถุง ที่ฉันบอกเณรว่ามันมาจาก Fashion Runway ความน่ารักและความใสของเณรนั้นก็คงเหมือนเด็กทั่วไป หิวตอนเลิกเรียนบ้าง แกล้งฉัน แกล้งหมาของฉันบ้าง กินสมองให้ฉันพาไปซื้ออาหารปลาดุกมาเป็นกระสอบ ชวนกันไปซื้อดินปั้นมาปั้นของเล่นซื้อมาเป็นกระสอบแล้วปั้นควายตัวเดียว แป่ว! ไปซื้อห่วงยางแล้วมาแอบหลวงตาเล่นน้ำในสระ สิ่งหนึ่งที่แสดงว่าเค้าจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี คือ ความเกรงใจและเป็นผู้มีเกียรติ จากการควักเงินให้ฉันเสมอเวลาที่ฉันซื้ออาหารถวาย...เณรบอกว่า..ป้าตุ่นจะจนตายพอดีหล่ะหากซื้อข้าวถวายเพลบ่อยๆ...น่ารักไหมคะ อิป้าเลยบอก...ถึงป้าไม่รวยแต่ป้าก็ถวายได้คร่า มีน้ำใจเสมอในการหาของกินให้ฉัน...วันหนึ่งฉันเปรยว่า ฉันอยากกินหมูปิ้งจัง เณรบอกปกติในโต๊ะที่พระไปบิณบาตรก็มีเสมอนะ...ฉันบอก ฉันตักไม่ทัน ผ่านไปไม่กี่วัน เณรเอาถุงหมูปิ้งเกือบ 10 ไม้มาวางต่อหน้าฉัน แล้วบอกว่า “ให้แม่ซุนตี่” แปลว่า “ให้แม่ชีตุ่น” บอกให้ฉันกินข้าวเย็นโดยเป็นธุระให้คนขับรถซื้อไส้กรอกจาก 7/11 มาให้เพื่อให้ฉันได้กินยาแก้ไข้ก่อนนอน (พร้อมปลอบใจว่าไม่เป็นไรหรอก กินได้.....ต้องกินยางัย..เณอธิบายกลัวฉันกังวลเรื่องผิดศีล 8)

ช่วง 2 เดือนแรกฉันได้ไปรับ-ส่งเณรไปโรงเรียนบาลีบ้างในบางวัน ห่างจากวัดเกือบ 11 กิโล มีหลายครั้งที่นิมนต์ไปรับเพลที่บ้านของฉันซึ่งอยู่ระหว่างทางไปโรงเรียน เณรน้อยแอบกระซิบว่า อยากกินไข่เจียว...ฉันก็โทรบอกพี่สะใภ้ให้จัดการให้...จึงมีคำพูดว่าไข่เจียวบ้านป้าตุ่นอร่อย...ระหว่างทางในการไปรับ-ส่ง ฉันถูกยุให้ขับแซง ดริฟท์ ด้วยเสียงเชียร์ที่ว่า “เอาเลยโยมแม่ แซงเลยโยมแม่ ชนเลยโยมแม่” 5555 หลายครั้งที่ฉันสอนมรรยาทในการใช้รถใช้ถนน การมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทางให้กับเณร...ดูฉันจะเป็นนางงามโลกอีกแล้ว และแล้ววันหนึ่งมีรถปาดหน้า ฉันกระพริบไฟเตือนแล้ว ยังพยายามแทรกอีก เท่านั้นหล่ะพุทโธหายไปจากลมหายใจของฉัน...เณรเห็นบทโหดของฉันถึงกับเงียบไปเลยทีเดียว...และหากเณรนึกย้อนกลับไปถึงคำสอนเรื่องมรรยาทการขับรถที่ฉันสอนไป เณรคงจะพูดว่า "ดีแต่พูด"

ชีวิตที่วัด 3 เดือนไม่เคยเหงาเลย...เราเลือกเพื่อนเล่นได้ (แต่บางทีก็น่าเบื่อบ้างหากถูกบังคับให้เล่นด้วยกัน โดยที่ฉันไม่อยากเล่น หรือเล่นแล้วไม่มีกติกา) นอกจากพระเณรแล้ว ฉันยังมีเพื่อนเป็นสรรพสัตว์ ฉันแว่วเสียงญาติธรรมผู้หนึ่งพูดว่า “ดีเนาะ แม่ชีแกลางานมานั่งเล่นกับหมากับแมว” 555 อย่าอิจฉาเลยค่ะ...นี่คือโหมดอนเตอร์เทน แต่โหมดงานวิชาการที่ใครๆ ไม่รู้ว่าฉันทำจากที่รับปากกับหลวงตาไว้ มันก็เอาเวลาของฉันไปมากทีเดียว และยิ่งใกล้เวลาที่จะต้องกลับไปรายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการ ฉันยิ่ง"งกเวลา"ในการปฏิบัติ เจริญภาวนา...ฉันเหมือนคนที่กำลังจะตายอีกครั้งเมื่อรู้ว่าเวลาของฉันกำลังจะหมดลง...ดังนั้นจึงสรุปลงตรงที่ว่า ...ตนเป็นเหตุแห่งความเพียร

ก่อนมาอยู่วัด...ฉันถือหรือให้ความสำคัญในการเดินทาง ไปมากับพระสงฆ์องค์เจ้าค่อนข้างมาก ในประเด็นผู้หญิงไม่ควรอยู่กับพระ 2 ต่อ 2

หากแต่อยู่ด้วยกันแล้ว ฉันรู้ว่ามันไม่มีอะไร มันเหมือนคนในบ้าน เหมือนพี่น้อง พ่อ แม่ ความเคร่งครัดผ่อนคลายเป็นความยืดหยุ่นมากขึ้น

-ครั้งหนึ่งตอนหัวค่ำ คุณพระรูปหนึ่งให้ฉันพาไปธุระด่วน มาเรียกฉันที่กุฏิ...ฉันบอก"พี่ไม่อยากไป"ท่านเงียบไปพักหนึ่งแล้วบอก...ไม่ได้ไปกับผม 2 คน...มีพระอีกรูปหนึ่งไปด้วย...โอเครอันนี้ท่านระวังตัวเอง ...วันนั้นฉันไม่อยากไปเพียงแค่ ฉันเพิ่ง"ขับรถเหยียบหมาตาย" จึงไม่อยากขับรถ ก็เท่านั้นเองฉันบอกกับพระไปว่า

  • ไม่จำเป็นก็จะไม่ไปกับพระสองคน หากจำเป็น(เรื่องคอขาดบาดตาย) ก็สามารถไปกับพระสองคนได้ ...นี่คือ Siriporn's Way

-อีกครั้งหนึ่ง เพราะมีการทำถนนจากวัดเข้าเมืองต้องขับรถอ้อมไกลมาก และเณรก็มีภารกิจของหลวงพี่ต่างๆ มากมายจึงเกรงใจที่จะหนีบเณรไปด้วย ในบางโอกาสมันยากมากที่จะหาคนไปเป็นเพื่อน พระจะไปธุระในเมืองจึงต้องติดรถฉันมาเป็นเหตุให้ฉันขับรถไปกับคุณพระด้วยกันสองคน...ฉันไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ...ตำรวจเรียกจอด...จะคิดค่าปรับฉันคงไม่รู้สึกแย่ (หน้าหล่าเลย:ภาษาอีสาน=หน้าเสีย:ภาษากลาง) เท่ากับตำรวจเตือนว่า...มันไม่เหมาะสมที่พระกับผู้หญิง(วัยกลางคน) จะมาด้วยกันสองคนทั้งที่มันเป็นเวลากลางวัน...งานนี้ฉันรู้ว่าฉันกับคุณพระรูปนั้นไม่มีอะไรต่อกัน เราออกแนว Hard Rock ไม่ใช่แนวเพลงหวานกลางกรุง...งานนี้ฉันต้องขออภัยต่อสังคม...ฉันขอโทษ...และขอบคุณคุณตำรวจที่ทำให้ฉันได้หันกลับมามองตัวเองอีกครั้ง

...ความสนิทหนอ...น้อยไปก็ทุกข์ มากไปก็ทุกข์ ฉันแคร์ขนบธรรมเนียมประเพณีนะ คนหลายรุ่นสั่งสมมาไม่อยากให้จบสิ้นลงเพียงเพราะ คนสมัยนี้ไม่ใส่ใจ

หมายเลขบันทึก: 604902เขียนเมื่อ 12 เมษายน 2016 06:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กรกฎาคม 2016 03:20 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี