แม่ชีอินดี้ 2 : จุดดำ...ทำให้ขาวได้อย่างไร


ก่อนที่จะมาปฏิบัติธรรมฉันกับพระรุ่นน้องที่อยู่วัดแห่งนี้คุยกัน ว่า... พี่... ผมว่าหลังจากกการปฏิบัติธรรม 3 เดือนของพี่แล้ว 1)พี่อาจจะติดวัด หรือ 2) พี่อาจจะไม่มาวัดอีกเลย...เราคุยกันเยอะมากสำหรับประเด็นที่ 2 แล้วสรุปว่า มันอาจจะมีอะไรหลังกำแพงแก้วที่ฉันไม่เข้าใจ และรับมันไม่ได้...เราเรียกมันว่า "จุดดำ" สุดท้าย “เราต้องมองข้ามจุดดำนะ ไม่งั้นชีวิตเราจะอึมครึม”...เป็นอันจบการสนทนา

เออนะมันเป็นการตอกย้ำทฤษฎี-แนวคิด ”ความไม่สมบูรณ์” หรือ “นิ้วคนเราไม่เท่ากัน” หรือ “บัวสี่เหล่า” หรือ "สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น" จนทำให้ฉันจริงจังกับการเอาแนวคิดเหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ให้มากกว่าการเข้าใจแค่ความหมาย

จากแนวคิดเหล่านี้ ทำให้ฉันตัดสินใจมาปฏิบัติธรรม 3 เดือนได้ง่ายขึ้น เข้าใจแนวคิดแล้วคงไม่มีอะไรยากเกินที่จะเข้าใจแล้วหล่ะชีวิต มีเรื่องเล่านะ...

เมื่อปีก่อนนู้น...ฉันเคยอยู่ในภาวะโลกพลิก...หลังจากการมาอยู่วัด 6 วันเมื่อครั้งนั้น ก่อนลากลับมีพระรูปหนึ่งซึ่งคุยกันไม่ถึง 10 ประโยคได้ขอเบอร์โทรฯ ...ซึ่งฉันก็ให้ไป ด้วยไม่เคยว่าจะเป็นเรื่อง ใครจะคิดว่าหญิงวัยกลางคน หน้าตาบ้านๆ เป็ดๆ รูปร่างยังกะยักษ์ปักหลั่นอย่างฉันจะเป็นที่พิศวาส แค่คิดว่าอ้อเผื่อการประสานงาน (ฉันเป็นบรรณารักษ์เผื่อได้อานิสงค์จากการค้นข้อมูลให้พระที่ศึกษาต่อ)...และแล้วหลวงพี่ก็โทรฯหาด้วยภาษาแปลกๆ บอกว่ากำลังจะสึก กลัวไม่ได้เจอฉันอีกเลยขออนุญาตทำความสนิทสนมคุ้นเคยเผื่ออนาคตที่จะใกล้ชิดกันต่อไป ตามด้วยประโยคว่า คิดฮอดหลาย คิดฮฮดคัก 555 เล่นเอาฉันเหวอ

โลกแห่งบุญของฉันหายวับไปกับตา ... ฉันเป็นผู้หญิงไม่ดีละหรือ... (ตกใจ) ฉันนี่นะจะทำให้พระสึก ฉันจึงคุยกับท่านดีๆเพื่อประเมินท่าที รอจังหวะที่จะขออโหสิกรรมระหว่างกันบางอย่างที่เป็นอยู่อย่างวันนี้อาจจะมีที่มาจากชาติปางไหนก็ได้(ผู้หญิงมาวัดเป็นร้อย ทำไมตรูซวยวะ) --เมื่อฉันได้ขออโหสิและให้ท่านกล่าวอโหสิให้ฉันแล้ว และให้ได้แน่ใจว่ามีพื้นที่กักกันว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีก เท่านั้นนั้นหล่ะฉันก็ประกาศกร้าว ฉันไม่ได้ผิดอะไร ฉันอยู่ของฉันดีดี...ฉันจะไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนึกคิดของคนๆ หนึ่งดึงฉันให้จมลงบ่อน้ำ คนที่ฉันสนิทบอกให้ฉันเล่าบอกเรื่องนี้กับคุณน้า บอกหลวงตา...ฉันบอกไม่ต้อง! งานนี้ฉันเอาอยู่

บางทีการพูดมากไปหลายคน พูดต่อไปกันไป อาจเป็นการทำลายศาสนาก็ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าคนแต่ละคนมีมติแห่งการนึกคิดอย่างไร “เค้าก็แค่จุดดำ” งานนี้จบลงด้วยว่า ... “หนูมีดวงกินผัวนะคะ” ... คิดได้งัย...ก็ตอนนั้นมันมีละครทีวีธีมเรื่องประมาณดวงกินผัวกำลังดัง จึงก๊อปปี้ประโยคมาใช้ให้ถูกกาล...และแล้วทุกอย่างก็เอวัง...แม้พระหรือพี่ทิดคนนั้นจากไปแบบไม่มีวันหวนมา...แล้วศรัทธาของฉันหล่ะหายไปกับพี่ทิดหรือไม่...สั่นไหวไปกับคำหวานหรือเปล่า...ศาสนายังอยู่กับฉันไหม...ก็แนวคิดการมองข้ามจุดดำนั่นแหล่ะ ทำให้ศาสนายังคงอยู่กับฉัน จนฉันยอมสละเวลาทำงาน 3 เดือนมาปฏิบัติธรรม "พระรูปอื่นที่ดียังมีอีกมาก พระที่ทำชั่วมากกว่าพี่ทิดก็ยังมี" แล้วมันเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ไช่เรื่องขององค์กร จุดดำจุดเดียวจะทำให้ผ้าขาวผืนใหญ่มัวหมองก็คงไม่ได้...ผ้าขาวของฉันก็ยังคงอยู่ เพียงแต่อาจจะต้องทำขยี้ทำความสะอาดเฉพาะจุดให้มากหน่อยเท่านั้นเอง

*มาปฏิบัติธรรมคราวนี้ฉันถึงมาแนวอินดี้เต็มคราบ เพราะคราวก่อนมาแบบเคี่ยม (-ภาษาอีสาน =เรียบร้อย สงบเสงี่ยม) แบบว่ากลัวหลวงพี่มาแอบชอบ ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะชอบผู้หญิงเรียบร้อยนี่นา

2 เดือนที่ผ่านมากับการเริ่มต้นปฏิบัติธรรม เพื่อนฝูงและคนที่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มาก่อน เตือนให้ฉันระวังโน่นนี่นั่น คนๆนั้นเป็นอย่างนั้น คนๆ นี้เป็นอย่างนี้ แม้กระทั่งเตือนให้ฉันระวังพระด้วย ไม่ใช่ประเด็นชู้สาวที่ฉันเคยเหวอ...แต่เรื่องมาเล่าให้ฉันฟังมันอึมครึม! ฉันรู้ว่ามันมาจากความหวังดี แต่ความหวังดีนี้นั้นมันทำให้ฉันเหมือนถูกค้อนทุบ...ตรูมานั่งในถิ่นที่ไม่มีคนดีอยู่เลยละหรือ เอาหล่ะ แนวคิดการมองข้ามจุดดำต้องทำงานอีกแล้ว ฉันเลือกที่จะเชื่อตัวเองและสิ่งที่ฉันมองเห็นจากการประยุกต์ใช้ทฤษฏีหรือแนวคิด ”ความไม่สมบูรณ์” “นิ้วคนเราไม่เท่ากัน” “บัวสี่เหล่า” "สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น" และแถมด้วยแนวคิด “คนเราต้องการที่ยืน...ดีที่เค้าพยายาม...วันนี้เค้ามาไกลจากจุดเริ่มต้นเท่าไหร่แล้ว”

... หากฉันจะซื่อ...จนซื่อบื้อ แสดงว่าคนที่ปฏิบัติต่อฉันเห็นฉันเป็นคนโง่ และฉันก็คงจะเป็นคนโง่จริงๆ หากคนที่ฉลาดเหล่านั้นสามารถเอาเปรียบคนโง่ได้ไม่ว่าจะเป็นด้านการกระทำหรือแม้แต่แค่ความคิด...ในความเป็นมนุษย์เค้าก็ถือว่าคนนั้นเป็นผู้ไม่มีเกียรติ...และถ้าขอร้องได้ ก็อยากจะขอร้องว่า อย่าให้ฉันรู้ทัน เพราะมันคงทำให้ฉันเสียความรู้สึกกับสัมพันธภาพในการที่ได้คบหา

...หากฉันจะเชื่อ...เพราะแนวคิดของคนบางคนบางสอดคล้องกับจริตของฉัน ใช่จะหมายความว่าฉันเห็นดีเห็นงามกับเรื่องที่เค้าทำทั้งหมด และใช่ฉันจะเป็นเหมือนเค้า...แค่เรามีความเห็นตรงกันในบางเรื่อง และบางเรื่องนั้นอาจจะเป็นเรื่องของคนในสังคมตรงนั้นไม่ถูกจริต หากไม่มองสีของจุด มันก็แค่จุด ไม่มีขาวไม่มีดำ ไม่มีผิดไม่มีถูก หากใช้แนวคิดเรื่องผ้าขาว...ในทางกลับกัน...ผ้าดำบางผืนอาจจะมีลายขาวแต้มจนเต็มผืนผ้าก็ได้

... ฉันแยกนิสัยส่วนตัวออกจากภาพรวมขององค์กร ยกตัวอย่างโลกที่ฉันสัมผัสนี้แม้ว่าพระจะมีนิสัยส่วนตัวเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตแบบมีความเสี่ยงหรือไม่ นั่นก็เรื่องของพระ ดีชั่วอยู่ที่ตัวรู้ ...ไม่เกี่ยวกับฉัน...แต่หากพระยังต้องเป็นผู้ทำพิธีกรรม ผู้คนในสังคมยอมรับสมรรถนะนั้น...ฉันก็เลือกที่จะในความเคารพในสิ่งที่อาจจะเรียกว่าสมรรถนะของอาชีพ และหากจะศรัทธาฉันขอศรัทธาในสิ่งที่ฉันสัมผัสได้

ระหว่างเวลาที่ปฏิบัติธรรม มีคนหลายคนถามว่า พระรูปนี้เป็นกระเทยใช่ไหม? เค้าถามฉัน 1 คำถาม ฉันถามกลับไป 2 คำถาม ว่า 1) แล้วเห็นเป็นอย่างไร (หมายถึงเห็นเป็นกระเทยหรือไม่) 2)เป็นกระเทยแล้วเป็นยังงัย ...คนถามยังไม่ตอบ ฉันก็ขายความคิดของฉันแบบสวนทางออกไปว่า...เป็นหรือไม่เป็นก็ช่างเค้า...ขอให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รู้จักกาลเทศะ วางตัวเหมาะสม...ขนาดผู้หญิงยังอยากบวชเนาะ ส่วนหน้าที่การดูแลพฤติกรรมก็ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสของแต่ละวัดไปที่ต้องดูแลผู้ใต้ปกครองของตน ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ...เออนะ...นี่เป็นความคิดที่เกิดจากการมองข้ามจุดดำหรือเปล่า

ระหว่างเวลาที่ปฏิบัติธรรมอีกเช่นกัน โยมที่มาปฏิบัติธรรมแบบเป็นการถาวร คำพูดติดปากว่า สาธุอนุโมทนาบุญ ยังไม่สามารถละโลกได้ ฉันเองก็ด้วย ยังมีความอยากได้ อยากมี โลภ นินทา มีพวกตัวพวกเค้า ไม่ใช่โลกใหม่ในจินตนาการของฉัน (The New World) ถ้าไม่อยากให้โลกพังทลายต่อหน้าคงต้องมองข้ามจุดดำ และสำหรับจุดดำของตนเองนั้นไม่ใช่มองข้ามเพื่อการเริ่มใหม่ทุกๆครั้ง แต่เป็นการให้โอกาส และถ้าฉันยังให้โอกาสตนเอง...ฉันต้องให้โอกาสผู้อื่นด้วย

ระหว่างเวลาที่ปฏิบัติธรรมอีกครั้ง พระคู่หนึ่ง คนนึงปากไวกับอีกคนคนใจเบา...สนทนาในสไตล์ "สนทนาจะพากูพัง" แล้วก็พังจริงๆ เสียทั้งคู่ โยมเหวอ หากโพนทะนาต่อ สังคมมองสองคนนี้อย่างเห็นเป็นกองสีดำละเลงบนผ้าขาว...ก็คงต้องทบทวนให้ดีเรื่องการมีมิติให้การมอง อย่างน้อยเผื่อมีสีอื่นๆปนอยู่บ้าง ขนาดแสงแดดที่ทุกคนเห็นว่าไม่มีสี เมื่อแยกด้วยปริซึมแล้วยังประกอบด้วยสี 7 สีเลย ถ้ามมองแค่จุด มันก็แค่จุด สำคัญตรงไหน

ณ เวลาที่เขียนบันทึกนี้ ตั้งแต่ต้นมาฉันพูดถึงเรื่อง...จุดดำ...และบันทึกฉบับก่อนฉันเกริ่นว่า ฉันอยากจะมีงานเขียนสักเรื่อง ที่จะใช้ชื่อว่า “ฤาฉันจะเป็นคนบาปเพราะศรัทธา” และย่อหน้าที่ผ่านมาทั้งหมดยังเป็นประเด็นพูดคุยทางศาสนา...ศาสนานั้นเป็นเรื่องของความเชื่อ...ความเชื่อเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งศรัทธาและสามารถเปลี่ยนแปลงได้...แม้ศรัทธาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่มีข้อคิดสำหรับศรัทธาว่า

...หากมีศรัทธามากกว่าปัญญา ก็จะเกิดความโง่ งมงาย

...หากมีปัญญามากกว่าศรัทธา ก็จะเกิดอัตตา ไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ดังนั้นศรัทธากับปัญญาต้องมาควบคู่กัน


ฉันฝึกการมองภาพ 1 ภาพ ให้เห็นเป็นภาพใหญ่และภาพเล็ก ในภาพแต่ละภาพประกอบด้วยองค์ประกอบของจุดสีมากมาย พุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน มีเรื่องหลักๆอยู่ไม่กี่เรื่อง

  • พุทธวจนะ หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า
  • ศีล พื้นฐานของการดำรงตน ป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายของคนในสังคม
  • การทำบุญทำทาน เป็นการสร้างกุศล จากสุขที่เกิดจากการให้ นับเป็นจิตวิทยาสังคม และการทำสาธารณะประโยชน์ที่เกิดมาจากศรัทธาและความเชื่อ
  • การเจริญภาวนา เพื่อเป็นการฝึกจิตของตนให้หนักแน่น จดจ่อ มีสติทุกสถานการณ์
  • องค์กร ประกอบด้วยพระสงฆ์เป็นผู้ถ่ายทอดธรรมะคำสั่งสอน มีวัดเป็นสถานที่ที่ มีสัญลักษณ์ตัวแทนพระพุทธเจ้า และเทพต่างๆ มีญาติโยม เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม การบริหารจัดการ แนวคิด ค่าย การตลาด การสร้างภาพ ขายศรัทธา และอาจจะมีการเมืองปะปนอยู่ด้วย

หากฝึกมองจากภาพใหญ่ ภาพเล็ก และให้เล็ก เล็กลงไปอีก เล็กลงๆๆจนเป็น จุด ...จุดที่อาจจะเป็นจุดดำ ที่ฉันพยายามจะมองข้าม

พระรูปหนึ่งบอกว่า ดีที่โยมพี่เข้าใจ...ฉันบอกฉันได้เรียนรู้ และฉันพยายามเข้าใจ แต่การเข้าใจใช่ว่าจะยอมรับได้ใทุกกรณี ดังนั้น ในฐานะพระขอให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเข้าไว้ เพื่อเป็นจุดนำศรัทธาของคนในสังคม...ไม่ต้องเป็นเจ้าอาวาสก็ได้ ไม่ต้องเป็นพระยศใหญ่ก็ได้ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในสถานะที่ตนเองเป็น

หากเมื่อเกิดจุดดำแล้ว จะทำให้ขาวได้อย่างไร ไม่เฉพาะในเรื่องของศาสนานะคะ ทุกๆ เรื่องเลย การทำให้ขาวเลยอาจจะเป็นเรื่องยาก ถ้าใช้น้ำยาฟอกขาวก็กลายเป็นด่างไปเสียนี่ คงต้องลองหาเหตุผลว่า ก็แค่จุดเล็กๆ นั้นมองข้ามไปจะดีกว่าไหม...หากยังทำไม่ได้ก็อาจจะต้องทบทวนเรื่อง "ความแตกต่าง" อีกครั้งหนึ่งโดยมีแนวคิดดังนี้เป็นแนวคิดอ้างอิง

  • ความไม่สมบูรณ์
  • นิ้วคนเราไม่เท่ากัน
  • บัวสี่เหล่า
  • สิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น
  • คนเราต้องการที่ยืน...ลองให้โอกาสกันอีกทีดีไหม


คิดแบบนี้แล้วฉันจะได้รับการประเคนรางวัลนางงามโลกสวยเพิ่มขึ้นอีกรางวัลไหมนี่

เตือนตน:

หากชีวิตจะต้องเกิดจุดสีดำจริงๆ ขอให้เกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โง่เขลาเบาปัญญา เพราะอันนี้ว่ากันไม่ได้ด้วยว่ามันมากับ DNA...หากแต่ เกิดจากความพลาด...นั่นแสดงว่ารู้...แต่เผอิญพลาด!...จุดดำของชีวิตมันเกิดขึ้นที่ใจ...บางวันที่มันแวะมาทักทายอาจทำให้ชีวิตอึมครึม เศร้าหมอง...มันต่างจากจุดดำบนเสื้อขาว...ซึ่งไม่เอามาใส่ก็ไม่เป็นไร ^._____.^

หมายเลขบันทึก: 604822เขียนเมื่อ 10 เมษายน 2016 23:50 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 กรกฎาคม 2016 20:48 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี