สูงสุดคือความว่าง(อรูปฌาน ๔ ปฏิสัมภิทา ๔)

วิธีปฏิบัติในอรูปฌาน คือฌานที่ไม่มีรูป ๔ อย่าง คือ

1. อากาสานัญจายตนะ

2. วิญญาณัญจายตนะ

3. อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานา

4. สัญญายตนะ

อรูปฌานทั้ง ๔ นี้ เป็นฌานละเอียดและอยู่ในระดับฌานที่สูงสุด ท่านที่ปฏิบัติได้อรูปทั้ง ๔ นี้แล้ว เจริญวิปัสสนาญาณ ย่อมได้บรรลุมรรคผลรวดเร็วเป็นพิเศษ เพราะอารมณ์ในอรูปฌานและอารมณ์ในวิปัสสนาญาณ มีส่วนคล้ายคลึงกันมาก ต่างแต่ อรูปฌานเป็นสมถภาวนา มุ่งดำรงฌานเป็นสำคัญ แต่สำหรับวิปัสสนาภาวนามุ่งรู้แจ้งเห็นจริง ตามอำนาจของกฎธรรมดาเป็นสำคัญ แต่ทว่าอรูปฌานนี้ก็มีลักษณะเป็นฌานปล่อยอารมณ์ คือ ไม่ยึดถืออะไรเป็นสำคัญ ปล่อยหมดทั้งรูปและนาม ถือความว่างเป็นสำคัญ

สูงสุดคือความว่าง

เมื่อเราทำงานเราศึกษาพัฒนางานจนรู้อย่างถ่องแท้(การใช้มรรค 8 ในการทำงานคือวิปัสสนาภาวนา)ในวัฎะหรือในวงจรที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในงาน แล้วจนสำเร็จในทางโลก เราจะนิ่งสงบคือไม่มีความกังวลกับปัญหาทุกอย่าง เพราะพบเจอมาทุกรูปแบบมากประสบการณ์แล้ว ใจก็สบาย คือวางใจได้ คำว่าวางใจ ก็คือใจได้พัก พักตรงไหนดี ก็คือพักตรงการที่จะได้มีเวลา พิจารณาตนเองบ้าง ว่าต่อไปจะต้องปล่อย ต้องวาง ต้องไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา เมื่อจิตว่างเบา เกิดอรูปฌานนี้ก็มีลักษณะเป็นฌานปล่อยอารมณ์ คือ ไม่ยึดถืออะไรเป็นสำคัญ ปล่อยหมดทั้งรูปและนาม ถือความว่างเป็นสำคัญ

ซตพ. ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง

(ได้อรูปฌานทั้ง ๔ ,จิตว่าง, มีอารมณ์เป็นสุข ,ประณีตในฌานที่ได้,สำเร็จมรรคผล,พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ)


อานิสงส์อรูปฌาน

ท่านที่ได้อรูปฌานทั้ง ๔ นี้ นอกจากจะมีผลทำให้จิตว่าง มีอารมณ์เป็นสุข ประณีตในฌานที่ได้ แล้วยังมีผลให้สำเร็จมรรคผลง่ายดายอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย นอกจากนั้นท่านที่ได้ อรูปฌานนี้แล้วเมื่อสำเร็จมรรคผลจะได้เป็น พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ คือ มีคุณสมบัติพิเศษเหนือจากที่ทรงอภิญญา ๖ อีก ๔ อย่าง สำหรับท่านที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณนี้ ท่านทรงอภิญญา ๖ และคุณสมบัติพิเศษอีก ๔ คือ

ปฏิสัมภิทา ๔

  1. อัตถปฏิสัมภิทา มีปัญญาแตกฉานในอรรถ คือฉลาดในการอธิบายถ้อยคำที่ ท่านอธิบายมาแล้วอย่างพิสดาร ถอดเนื้อความที่พิสดารนั้นให้ย่อสั้นลงมาพอได้ความชัด ไม่เสียความ
  2. ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในการอธิบายหัวข้อธรรม ที่ท่านกล่าวมาแต่หัวข้อให้ พิสดารเข้าใจชัด
  3. นิรุตติปฏิสัมภิทา มีความฉลาดในภาษา รู้และเข้าใจภาษาทุกภาษาได้อย่าง อัศจรรย์
  4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา มีปฏิภาณเฉลียวฉลาด สามารถแก้อรรถปัญหาได้อย่าง อัศจรรย์

ปฏิสัมภิทาญาณ

ปฏิสัมภิทาญาณนี้ มีความแปลกจากอภิญญา ๖ อยู่อย่างหนึ่ง คือท่านที่จะทรงปฏิสัมภิทา หรือทรงอรูปฌานนี้ได้ ท่านต้องได้กสิณ ๑๐ และทรงอภิญญามาก่อนแล้วจึงจะปฏิบัติต่อในอรูปนี้ได้ ถ้าท่านนักปฏิบัติที่ไม่เคยเรียนกสิณเลย หรือทรงกสิณได้บางส่วนยังไม่ถึงขั้นอภิญญาแล้วท่านมาเรียนปฏิบัติในอรูปนี้ย่อมปฏิบัติไม่สำเร็จ เพราะการที่ทรงอรูปฌานได้ ต้องใช้กสิณ ๙ ประการ ปฐวี เตโช วาโย อาโป นีล ปีตะ โลหิตะ โอทาตะ อาโลกะ เว้นอากาสกสิณอย่างเดียว เอามาเป็นบาทของอรูปฌานคือต้องเอากสิณ ๘ อย่างนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งมาตั้งขึ้น แล้วเข้าฌานในกสิณนั้นจนถึงจตุตถฌาน แล้วเพิกนิมิตในกสิณนั้นเสีย คำว่าเพิก หมายถึงปล่อยไม่สนใจในกสิณนั้นการที่จะปฏิบัติ ในอรูปฌาน ต้องเข้ารูปกสิณก่อนอย่างนี้ ฉะนั้นท่านที่จะเจริญในอรูปฌานจึงต้องเป็นท่าน ที่ได้กสิณจนคล่องอย่างน้อย ๙ กอง จนชำนาญและได้อภิญญาแล้วจึงจะมาปฏิบัติในอรูปฌานนี้ได้

ฉะนั้นท่านที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณจึงเป็นผู้ทรงอภิญญาด้วย สำหรับอภิญญากับ ปฏิสัมภิทาญาณนี้ มีข้อแตกต่างกัน อยู่อย่างหนึ่งที่นักปฏิบัติควรทราบ อภิญญานั้น ท่านที่ปฏิบัติกสิณครบ ๑๐ หรืออย่างน้อยครบ ๘ ยกอาโลกกสิณและอากาสกสิณเสีย เมื่อชำนาญในกสิณทั้ง ๑๐ หรือทั้ง ๘ นี้แล้ว ก็ทรงอภิญญาได้ทันทีในสมัยที่เป็นฌานโลกีย์ ส่วนปฏิสัมภิทาญาณ ๔ นี้ เมื่อทรงอรูปฌานที่เป็นโลกียฌานแล้วยังทรงปฏิสัมภิทาไม่ได้ ต้องสำเร็จมรรคผลอย่างต่ำเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหัตตผลปฏิสัมภิทาจึงจะปรากฏ บังเกิดเป็นคุณพิเศษขึ้นแก่ท่านที่บรรลุ ข้อแตกต่างนี้นักปฏิบัติควรจดจำไว้

......................................................................................................................

ความรู้ ความคิด เป็นวิทยาศาสตร์(เรียนรู้+ทดลอง+ทำ+บริหารการเปลี่ยนแปลงPDCA)

เมื่อเรามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางไฟฟ้า ความรู้เรื่องแกนสมอง ลองเชื่อมความสัมพันธ์ดู หากอธิบายเชื่อมต่อกันได้ ก็เป็นเหตุผลที่น่าเชื่อตามได้ไม่ยาก ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้อยากแสดงความรู้โอ้อวดอุตริ ไปเพื่อตน แต่เพราะอยากเชื่อเรื่องธรรม(อรูปฌานทั้ง 4) จะได้เร่งพิจารณาธรรม โดยไม่ต้องลังเลสงสัยอะไรอีก ก็จะก่อให้เกิด อัตถปฏิสัมภิทา มีปัญญาแตกฉานในอรรถ คือฉลาดในการอธิบายถ้อยคำที่ ท่านอธิบายมาแล้วอย่างพิสดาร ที่สำคัญต้องเป็นผู้ให้ความรู้ ชอบแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยเมตตากรุณา ด้วยมีมุฑิตาจิต จึงเกิดคำถามให้มุ่งเหตุมุ่งผลที่เป็น KSF จึงจะรู้ถ่องแท้ได้ พอให้มากๆก็จะมีคนถามมาก ถามมากก็ไปศึกษาเพิ่มเติมมาก สุดท้ายก็จะชำนาญลงลึกถึงเรื่องนั้น คือเรียกว่า Guru หรือแฟนพันธ์แท้ได้นั่นเอง

ทางโลกเห็นว่าเป็นสิ่งอัจฉริยะ คิดว่าเป็นพรสวรรค์ ซึ่งการเป็นอัจฉริยะมีภูมิปัญญานั้น ทำได้จากความตั้งใจ ความเพียร ไม่ท้อถอย ไม่ลองผิดลองถูกในเรื่องที่เสี่ยง แต่ต้องคิดเป็นระบบ คิดเป็นวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การเรียนรู้+ทดลอง+ทำ แล้วบริหารการเปลี่ยนแปลง ฉนั้นความเชี่ยวชาญก็เกิดจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาจนสำเร็จ นำไปใช้ได้โดยปรับบริบท ให้เข้ากับสิ่งต่าง ณ พื้นที่นั้นๆนั่นเอง นี่คือเคล็ดลับแห่งการทำอะไรแล้วสำเร็จ แบบนี้อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างมีเหตุผลที่มาที่ไปได้ตั้งแต่ต้นจนจบ หากสามารถอธิบายให้ผู้รับเข้าใจได้แบบนี้ โดยที่ผู้รับไม่ต้องทันได้ถามให้ตอบแบบ 20 คำถาม แต่อธิบายให้ด้วยเมตตา ด้วยความปรารถนาดี แบบนี้ เขาถือว่าเป็นบุญใหญ่ เพราะผู้รับสามารถเข้าใจได้ทันที เรียกว่าสิ่งที่ขัดข้องใจ ถูกคลายปมไปได้อย่างรู้แจ้งแทงตลอด ไม่ต้องกลับไปอ่าน วาระเพื่อพิจารณาในรายงานประชุมย้อนหลังไป ว่างั้นเถอะ ตำแหน่งเลขานุการต้องทำให้ได้แบบนี้ การมีข้อมูลอ้างอิงได้ พิจารณาแตกฉานได้ดีในแต่ละบริบท อาชีพที่เห็นชัดๆที่ใช้ ความชำนาญพิเศษแบบนี้ คือ นักนิติกร ผู้พิพากษา อัยการ พนักงานสอบสวน อาจารย์หมอ ผจก.โครงการทางวิศวกรรม ผู้ตรวจสอบออดิต กวีและนักเขียน นั่นเอง ครับ

ซตพ.


1.รูป 2.วิญญาณ 3.เวทนา 4.สัญญา 5.สังขาร

1. รูป ผัสสะ รูปเวทนา Scanning Sensor every Port (Sensor=eye(light reflection,Bright,Can Identified) ear nose ลิ้น skin(press temp feel))

2. วิญญาน Feel , ระบบประมวลผลกลาง(CPU) ปลายประสาทส่งสัญานไปให้สมอง ๆ ระบบประมวลผลในสมอง(CPU)แปลความรู้สึก , ระบบการคิดในสมอง (ซีกซ้าย)ระบบตรรกกะ Logical Numerical ระบบเหตุผล ความเข้าใจธรรมชาติ-รู้แจ้ง (สมองซีกขวา)ระบบการจินตนาการ-หยั่งรู้

3. เวทนา = รู้สึก+อารมณ์ที่เกิดครั้งแรก Emotion ที่อยู่ใน Subconscious Memory หรืออารมณ์ชั่ววูบที่ติดสัญญา(กิเลส)มา เพราะทำบ่อยคิดบ่อย สิ่งนั้นจะเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เป็นความจำด้วยมโนจิต มโนเป็นภาพแห่งความสำเร็จ เป็นความปรารถนาถึงอารมณ์ที่เคยขาด(กิเลส) ไม่พอในวัยเด็ก เติมเต็มจินตนาการที่ขาดในวัยเด็ก (การ์ตูน Over Action) เติมเต็มปัจจัย 4 สิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตที่เคยขาดในวัยเด็กตอนโตเป็นผู้ใหญ่ (1+2+3 ที่เคยขาดจนเกิด 4 ในอดีต)

4. สัญญา Long term Memory , Set Gold Strategy และส่วนอารมณ์ที่เกิดตามมา กำหนดด้วยสติ จากความจำได้ รู้แจ้ง ความรู้ที่เชื่อแล้วพิสูจน์แล้ว Explicit Knowledge รูปเวทนา รู้สึก Emotion , ปลายประสาทส่งสัญานไปให้สมอง ๆ ระบบประมวลผลในสมอง(CPU)แปลความรู้สึก

5. สังขาร Body , Doing control Body , Making Decision , Experience การขยับร่างกาย ออกกำลังกาย แข่งกีฬา รักษาระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมที่ต้องใช้สมองและร่างกาย ทำให้มือเท้าไม่ตาย การส่งสัญานไหนๆจากสมองบ่อยๆก็จะทำได้ดี ควบคุมแรงดันไฟฟ้าที่ส่งไปยังแกนสมองได้ละเอียด ปรับค่าความต่างศักย์ให้เส้นเอ็นยืดหดตามแรงดันไฟฟ้าได้อย่างที่ทำให้อวัยวะเคลื่อนไหวได้ดี ต่อเนื่อง ไม่ผิดทาง ทำบ่อยๆเส้นทางเดินประสาทที่ส่งข้อมูลไฟฟ้าก็เดินดี เสมือนเราเคย ค้นหาไฟล์ต่างๆในคอมพิวเตอร์ บ่อยๆ ก็สามารถใช้ระยะเวลาที่ไม่มากในการหาพบ เพราะความจำได้เข้าไปอยู่ใน Long term memory เป็นต้น แต่หากเราจำที่อยู่ไฟล์ได้ โดยตอนที่คิดเชื่อมโยงกันว่าไฟล์นั้น ควรจะอยู่ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีสัมพันธ์กัน การใช้ความสัมพันธ์หรือจินตนาการลอง คิดทบทวนวิธีคิดตนย้อนหลังแบบนี้ คือการหยั่งรู้ คือรู้จากจิตใต้สำนึก การสั่งให้สมองคิดและค้นหาก็เสมือนเราได้สร้างทางเดินเส้นนี้บ่อยๆพอกลับมาเดินก็จำบริบทรอบข้างได้ เคยขับรถไปที่ไหน1ครั้ง ไปอีกครั้งก็พอจะจำได้โดยปรากฏภาพระหว่างทางที่ทำให้นึกออกไปจนถึงที่หมาย ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ก็คือ สัญญาน BUS ที่ตกค้างในRAM แต่ RAM เราแยะมากกว่าที่เราคิดไว้ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ข้อมูลในหัวเราขนาดนี้ ทำไมเราถึงจำเรื่องที่ผ่านมาแล้วได้ นั่นเอง

ซตพ.

Behavior พฤติกรรม ค่านิยม 1+2+3+4

หลง 1 , 3

ความสำเร็จ 3 น้อยๆ 4 มากๆ 3จะเป็นเครื่องบั่นทอน 4 ให้รีบกำหนดใหม่ ก่อนที่ 5 จะไม่ไหว สุขภาวะ 5 สำคัญที่สุดที่จะทำให้ 1+2+3+4 เดินได้อย่างมี ปสผ.

อรูปฌาน(ต่อ)

1. อากาสานัญจายตนะ - พิจารณาสภาพแวดล้อม การเกิดดับของสรรพสิ่งรอบๆตัวเรา อิทิปปัจยตา

2. วิญญาณัญจายตนะ - พิจารณากำหนด ควบคุม บังคับ ออกคำสั่งให้ สติ ว่าเป็นวิธีคิ การที่เราพิมพ์อะไรจากการกดคีย์บอร์ด คือวิธีคิดเป็น คำสั่งให้ไปสั่งสมอง วิญญาณจะอยู่ได้ด้วยความหวัง ความเชื่อ ศรัทธา และจินตนาการ สติคือสัญญาณวิธีคิด สั่งสมองเป็นตัวประมวล สติหรือความคิดตัวเรา เป็นแค่ command เป็นตัวส่งสัญาณไฟฟ้าไปสั่งการให้สมองคิด มองสมองเป็นแค่ cpu ram memory card มองก้านสมองเป็นเครื่องรับสัญาณทางไฟฟ้า เหมือน Receiver control servo มองขาออกของตัวรับเป็นสัญญาณไฟฟ้า ต่อไปยังเส้นประสาทที่ควบคุมเส้นเอ็นๆ เอ็นเป็นตัวยืดหดให้อวัยวะต่างๆขยับเข้าออกได้ เส้นประสาทที่ออกจากแกนสมองมี 12 คู่ ต่อไปยังเส้นเอ็นทั่วร่างกาย หากแกนสมองติดเชื้อรา ก็ไม่สามารถส่งสัญานไฟฟ้าไปยังเส้นเอ็นได้ เส้นเอ็นหากได้รับกระแสไฟฟ้าที่ต่างศักย์กัน ก็จะยืดได้หดได้ ตามค่าแรงดันไฟฟ้า เปรียบเสมือนเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ช่วยคลายเมื่อย หรือเครื่องกระตุ้นหัวใจใช้ไฟฟ้าส่งไปยังเส้นเอ็นที่ห่อหุ้มหัวใจ ทำให้เส้นเอ็นหดแล้วขยาย ทำให้หัวใจบีบรัดและคลาย เสมือนเอามือบีบหัวใจ แต่ใช้ความต่างศักย์ทางไฟฟ้าแทนนั่นเอง

ซตพ.

3. อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานา

4. สัญญายตนะ

ได้อรูปฌานทั้ง ๔

จิตว่าง

มีอารมณ์เป็นสุข

ประณีตในฌานที่ได้

สำเร็จมรรคผล

พระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ

ทรงอภิญญา ๖

คุณสมบัติพิเศษ-ปฏิสัมภิทาญาณ 4

  1. อัตถปฏิสัมภิทา มีปัญญาแตกฉานในอรรถ คือฉลาดในการอธิบายถ้อยคำที่ ท่านอธิบายมาแล้วอย่างพิสดาร ถอดเนื้อความที่พิสดารนั้นให้ย่อสั้นลงมาพอได้ความชัด ไม่เสียความ
  2. ธัมมปฏิสัมภิทา ฉลาดในการอธิบายหัวข้อธรรม ที่ท่านกล่าวมาแต่หัวข้อให้ พิสดารเข้าใจชัด
  3. นิรุตติปฏิสัมภิทา มีความฉลาดในภาษา รู้และเข้าใจภาษาทุกภาษาได้อย่าง อัศจรรย์
  4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา มีปฏิภาณเฉลียวฉลาด สามารถแก้อรรถปัญหาได้อย่าง อัศจรรย์

หมายเหตุ

ตัวหนังสือสีน้ำตาลแดง คือ นายโสตถิทัศน์ฯ ผู้เขียน

โปรดใช้วิจารณญาน อย่าเพิ่งเชื่อ ให้นำไปปฏิบัติก่อนเชื่อ ซตพ.

11 เมษายน 2559

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)