บันทึกความทรงจำเมื่อไปประกอบพิธีฮัจย์ (ตอน ไปทำฮัจย์.)

ในช่วงเวลาก่อนจะถึงวันทำฮัจย์ ข้าพเจ้าไปละหมาดที่มัสยิดฮารอมทุกวัน บางวันหลังละหมาดแวะไปจับจ่ายซื้อของเป็นของฝากสำหรับคนทางบ้าน ศูนย์การค้า ร้านค้าที่นี่ จะมีคนขายที่เป็นผู้ชายเท่านั้น ทุกร้านจะหยุดขายทันที่เมื่อถึงเวลาละหมาด การเดินทางไปไหนมาไหนของข้าพเจ้า จะอาศัยแท๊กซี่ คนขับจะเป็นชาวอินโดนิเซีย คนปากีสถาน บางวันก็ไปเยี่ยมเยียนบ้านคนไทยที่อาศัยอยู่ที่มักกะฮ ได้กินอาหารไทย อร่อยมาก เด็กๆเกิดที่มักกะฮ จะพูดภาษาอาหรับ และภาษามลายู และมีความเป็นอยู่แบบชาวอาหรับ เวลามีคนไทยไปเยี่ยมเขาก็จะดีใจ เอาใจใส่และต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี

และแล้ว เวลาที่สำคัญของข้าพเจ้าก็มาถึง คือเวลาที่จะไปทำฮัจย์ ซึ่งเป็นอิบาดะฮ ที่ถูกกำหนด เป็นฟัรฏูเหนือมุสลิมและมุสลีมะฮทุกคนที่มีความสามารถ พิธีฮัจย์ของข้าพเจ้าเริ่มขึ้น วันที่ 8 เดือนซุลหิจญะฮ ข้าพเจ้าพร้อมฮุญาดทุกคนเตรียมกระเป๋าสัมภาระและสวมชุดเอียหรอมสีขาว รอรถมารับไปที่ทุ่งมีนา ก่อนออกจากที่พัก ข้าพเจ้าตั้งเจตนาทำฮัจย์ ด้วยคำกล่าว “ลับบัยกัลลอฮฮุมมะ ฮัจญัน” หมายความว่า

”โอ้ อัลลอฮ ฉันตอบสนองพระองค์ด้วยการทำฮัจย์แล้ว” ที่พักในทุ่งมีนา เป็นกระโจมใหญ่ติดแอร์จุคนประมาณ 100 คน และแยกชายหญิง เราพักค้างคืนที่มีนา ละหมาดจนครบ 5 เวลา กล่าวซิกรุลลอฮ อ่านกุรอาน กล่าวตัลบิยะฮ ตลอดเวลา ทุกวันจะมีการแจกข้าวกล่องและน้ำผลไม้วันละ 3 มื้อ

วันที่ 9 เดือนซุลหิจญะฮมีรถมารับเราไปที่ทุ่งอารอฟะฮ เขาให้พักรวมกันในเต็นท์ ทีนี่ เราละหมาด กล่าวตัลบียะฮ และขอดุอาอ์เรื่อยๆจนถึงตะวันตกดิน หลังละหมาดมัฆริบ เราก็ออกเดินทางไปมุซดะลิฟะฮ

ที่มุซดะลิฟะฮ เราละหมาดอีซาอ หลังจากนั้นก็เก็บก้อนหินเพื่อไปขว้างเสาหิน ข้าพเจ้าเก็บก้อนหินได้ไม่กี่ก้อนรู้สึกปวดหัว ตัวร้อน เหมือนจะเป็นไข้ จึงนอนหลับบนเสื่อทั้งคืน เพื่อนๆช่วยเก็บก้อนหินให้ จนกระทั่งใกล้รุ่งเราก็กลับไปที่ทุ่งมีนา

เมื่อถึงทุ่งมีนา อาการปวดหัวเป็นไข้ของข้าพเจ้าก็หาย ข้าพเจ้าอาบน้ำ สระผม หลังละหมาดซุบฮ ของวันที่ 10 เดือนซุลหิจญะฮ พวกเราไปขว้างเสาหินต้นที่ 3 วันนี้เป็นวันที่ต้องทำกรุบานหรือเชือดสัตว์ ข้าพเจ้าได้มอบหมายให้แซะฮเชือดสัตว์และแจกจ่ายเนื้อแทน หลังขว้างเสาหินข้าพเจ้าตัดผม โดยตัดตรงปลายผมออกประมาณ 1 ข้อมือ แล้วเปลื้องชุดเอียหรอมออก สวมชุดปกติแทน เพื่อนฮุญาดบางคนเดินทางไปมัสยิดฮารอมเพื่อตอวาฟอิฟาเฏาะฮ แต่ข้าพเจ้ายังพักที่ทุ่งมีนา อีก 3 วัน ในช่วงกลางคืนก็เดินทางไปขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น ๆละ 7 ก้อน

วันที่ 13 เดือนซุลหิจญะฮเราออกจากทุ่งมีนากลับมาสู่ที่พักในมักกะฮ ในเวลาใกล้ค่ำ จึงนอนพักผ่อน วันรุ่งขึ้นไปที่มัสยิดฮารอม ละหมาดซุบฮ ตอวาฟอิฟาเฎาะฮ 7 รอบ ละหมาดสุนัตหลังมากอมอิบรอฮิม 2 ร้อกอะฮ ดื่มน้ำซำซำ เดินสะแอจากเนินเขาเศาะฟาไปยังเนินเขามัรวะฮ 7 เที่ยว และถือว่าเป็นการปลดเปลื้องจากการครองเอียหรอม โดยสมบูรณ์

ในการครองเอี๊ยะรอม ห้ามมิให้สวมเสื้อผ้าที่มีตะเข็บ และห้ามจากการปกปิดศีรษะสำหรับผู้ชาย เพื่อเป็นการแสดงถึงความน้อมนอบ ถ่อมตน และเป็นการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งกษัตริย์ เศรษฐี และคนยากจน มีสถานะเดียวกัน นั้นก็คือบ่าวของอัลลอฮ์

การรวมตัวกัน ที่ทุ่งมีนา เป็นการผูกมิตร ระหว่างมุสลิมที่จากทุกมุมโลกต่างเชื้อชาติ ต่างถิ่นฐาน มาร่วมทุกข์ ร่วมสุข ช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน เพราะเราคือพี่น้องกัน

ภายในกระโจมที่พักในทุ่งมีนา ที่อยู่กันแบบเรียบง่าย

ทุ่งอาราฟะห์เป็นสถานที่พบกันระหว่างท่านนะบีอาดัมและพระนางฮาวาอ์ เป็นสถานที่ที่อัลลอฮทรงสั่งให้บรรดาศาสดา

ปฏิบัติศาสนกิจ เป็นสถานที่ตอบรับคำวิงวอนจากพระองค์ เป็นสถานที่ที่อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษ และลบล้างความผิดต่างๆจากปวงบ่าว

การค้างแรมที่ “มุซด้ารีฟะห์”เพื่อเป็นการพักผ่อนและลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

เดินผ่านอุโมงค์ไปขว้างเสาหิน



บรรยากาศขว้างเสาหิน

ตอวาฟอิฟาเฎาะฮ 7 รอบ


สะแอระหว่างเนินเขาซอฟาร์และเนินเขามัรวะฮ 7 เที่ยว



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากครูยะลา



ความเห็น (0)