"สัญญา" คืออะไร
๑. ความหมายของสัญญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติกำหนดนิยามของสัญญาว่าหมายถึงอะไร
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้พิจารณาจากตำราทั่วไป
และความหมายของนิติกรรมแล้วพอสรุปได้ว่า สัญญา หมายถึง
นิติกรรมสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายที่เกิดจากการแสดงเจตนาเสนอ
สนองต้องตรงกันของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปที่มุ่งจะก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงหรือระงับนิติสัมพันธ์1
๒.
ความสัมพันธ์แห่งนิติกรรมและสัญญา
นิติกรรม หมายถึง
การกระทำของบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล
เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
ในนิติกรรมนั้นสามารถแบ่งเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวและนิติกรรมหลายฝ่าย
สัญญาก็ถือเป็นนิติกรรมเช่นเดียวกัน
แต่เป็นนิติกรรมสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย
ในการศึกษากฎหมายต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และหลักกฎหมายนิติกรรมประกอบ
นอกจากกรณีที่กฎหมายได้บัญญัติเรื่องสัญญาไว้เฉพาะ
สัญญาจะเป็นนิติกรรมเสมอ
แต่นิติกรรมบางประเภทอาจไม่ใช่สัญญาก็ได้
๓.
หลักที่ควรคำนึงในการก่อให้เกิดสัญญา
๑. หลักเสรีภาพในการทำสัญญา
อันเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในการทำสัญญาที่ใช้กันมานานและเป็นที่เข้าใจมาตลอดว่าผู้ที่เข้าทำสัญญาจะตกลงทำสัญญาอย่างไร
กับใครเพียงใดก็ได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของมาตรา ๑๕๑ ด้วย
๒.
หลักสุจริต
เป็นหลักการพื้นฐานที่กฎหมายได้บัญญัติในมาตรา ๕
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การใช้สิทธิและการชำระหนี้ต้องกระทำโดยสุจริต
๓. หลักความไว้เนื้อเชื่อใจ
เป็นหลักการพื้นฐานของการแสดงเจตนา
ทำสัญญาที่ผู้แสดงเจตนาจะต้องคำนึงถึงด้วยเพราะหลักนี้กฎหมายให้ความคุ้มครอง
๔.
หลักความยุติธรรม
เป็นหลักที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องคำนึง
เพราะว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่คำนึงแล้ว
โดยเฉพาะคู่สัญญาฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางสังคม
อาจกำหนดด้วยสัญญาที่ให้ตนได้เปรียบแล้วก็ย่อมทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเสียเปรียบ
กรณีเช่นนั้นนอกจากที่จะต้องมีเสรีภาพในการทำสัญญา
เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเข้าทำสัญญาโดยฝืนใจหรือจำยอมแล้วนั้น
หมายความว่า เสรีภาพของเขาก็ไม่มีเพราะฉะนั้นในการทำสัญญาทุกครั้ง
คู่สัญญาต้องคำนึงถึงหลักความยุติธรรมด้วย
๕.
หลักความรับผิดก่อนสัญญา
เป็นหลักที่คู่สัญญาควรคำนึงถึงในช่วงของการก่อให้เกิดสัญญา
คู่สัญญาควรระลึกในขั้นนี้ว่าหากจงใจหรือประมาททำให้คู่กรณีได้รับความเสียหายแล้ว
ก็ต้องมีความรับผิดในการเยียวยาความเสียหายต่อประโยชน์ที่อีกฝ่ายไม่ควรเสียเวลา
เสียโอกาสหรือเสียค่าใช้จ่ายเข้ามาทำสัญญาที่ผลสุดท้ายแล้ว
สัญญาไม่เกิดหรือเกิดแต่ไม่สมบูรณ์
๔.
องค์ประกอบของสัญญา
ในเรื่องสัญญามีองค์ประกอบที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดเป็นสัญญาได้
ในเรื่ององค์ประกอบนั้นสามารถแยกองค์ประกอบได้เป็น ๒ ส่วน คือ
องค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา ซึ่งประกอบด้วยบุคคล วัตถุประสงค์
เจตนา และแบบ
ซึ่งเป็นเช่นเดียวกันกับองค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรม
องค์ประกอบส่วนที่สอง คือ องค์ประกอบเสริมของสัญญา ซึ่งได้แก่
เงื่อนไข เงื่อนเวลา มัดจำ เบี้ยปรับ
ซึ่งขออธิบายในแต่ละส่วนดังนี้
๑.
องค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา
คือ
๑.๑ บุคคล หรือเรียกว่า คู่สัญญา
ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาและสร้างนิติสัมพันธ์ให้ผลของสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นตกแก่ตน
ซึ่งโดยหลักแล้วบุคคลใดเป็นผู้ทำสัญญา
บุคคลนั้นก็จะเป็นเจ้าของความสัมพันธ์ทางสัญญาแต่ในบางกรณี
ผู้ลงมือทำสัญญาอาจมิใช่ผู้ที่รับผลสัญญากันได้ เช่น
ในกรณีตัวแทนที่กระทำแทนตัวการ
กรณีเช่นนี้ตัวแทนเป็นผู้ลงมือทำสัญญาแต่ทำในนามตัวการและเพื่อประโยชน์ของตัวการ
๑.๒ วัตถุประสงค์ คือ
เป้าหมายหรือประโยชน์สุดท้ายที่จะได้จากสัญญา
วัตถุประสงค์ของสัญญาจะต้องเป็นเป้าหมายที่คู่สัญญามีร่วมกัน
ไม่ใช่เป้าหมายของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
ในการทำสัญญาทุกครั้งและสัญญาทุกชนิดจะต้องมีวัตถุประสงค์เสมอ
ตัวอย่างวัตถุประสงค์ เช่น สัญญาซื้อขาย วัตถุประสงค์ก็คือ
กรรมสิทธิ์กับราคา เป็นต้น
๑.๓
เจตนา
เจตนาในการทำสัญญาต้องเป็นเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา
และวิธีการในการแสดงเจตนาก็ต้องเป็นเช่นเดียวกับเจตนาในการทำนิติกรรม
มิใช่เป็นเจตนาที่วิปริต เช่น เพราะความสำคัญผิด เพราะถูกฉ้อฉล
หรือเพราะการข่มขู่ เป็นต้น การแสดงเจตนาอาจแสดงด้วยวาจา
หรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้
และเจตนาที่แสดงออกมาต้องเป็นนั้นสัญญาก็จะเป็นโมฆะ๒.
องค์ประกอบเสริมของสัญญา
องค์ประกอบเสริมของสัญญาเป็นองค์ประกอบที่คู่สัญญาได้กำหนดเพิ่มเติมในการทำสัญญาซึ่ง
ถ้าสัญญาขาดองค์ประกอบเสริมดังกล่าวก็จะไม่ทำให้สัญญานั้นเสีย
เพราะเป็นองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นสำหรับความมีอยู่ของสัญญา
องค์ประกอบเสริมของสัญญาที่คู่สัญญาสามารถกำหนดได้ เช่น เงื่อนไข
เงื่อนเวลา ซึ่งเป็นกรณีเดียวกันกับเงื่อนไข เงื่อนเวลา
ในเรื่องนิติกรรม นอกจากนี้ยังมี มัดจำ เบี้ยปรับ
ที่สามารถกำหนดเข้ามาเป็นองค์ประกอบเสริมได้
ซึ่งจะกล่าวอธิบายรายละเอียดในตอนท้ายของบทนี้
ประเภทของสัญญา
การแบ่งประเภทของสัญญาจัดแบ่งประเภทเป็น ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ
การจัดแบ่งประเภทสัญญาตามแบบดั้งเดิม
และการจัดแบ่งประเภทสัญญาใหม่ในปัจจุบัน
๑. การจัดแบ่งประเภทของสัญญาตามแบบดั้งเดิม
การจัดแบ่งประเภทของสัญญาตามแบบดั้งเดิมสามารถแยกออกเป็น ๔ กรณี
คือ
ก.
สัญญาต่างตอบแทนกับสัญญาไม่ต่างตอบแทน
(Signallagmatic or bilateral and unitateral contract)
สัญญาต่างตอบแทนเป็นสัญญาที่คู่สัญญาเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในขณะเดียวกัน
สัญญาไม่ต่างตอบแทนเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกหนี้เท่านั้น
ข.
สัญญามีค่าตอบแทนกับสัญญาไม่มีค่าตอบแทน
(onerous and gratuitous contracts)
สัญญามีค่าตอบแทน คือ
สัญญาที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องเสียค่าตอบแทนเพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้รับในลักษณะเดียวกัน
เช่น ราคาแลกกับสินค้าในสัญญาซื้อขาย1
สัญญาไม่มีค่าตอบแทน คือ
สัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวที่ได้รับประโยชน์ในทรัพย์นั้นโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย
เช่น สัญญายืม สัญญาให้โดยเสน่หา เป็นต้น
ค.
สัญญาที่กำหนดการชำระหนี้แน่นอนกับสัญญาที่กำหนดการชำระหนี้ยังไม่แน่นอน
(commutative and aleatory contract)
สัญญาที่กำหนดการชำระหนี้แน่นอน ตัวอย่างเช่น
สัญญาซื้อขายในราคาที่กำหนดไว้
สัญญาที่กำหนดการชำระหนี้ไม่แน่นอน เช่น
สัญญาประกันภัย
ง.
แบ่งตามชื่อของสินค้า คือ
สัญญาที่มีชื่อกับสัญญาที่ไม่มีชื่อ (nominate and
innominate contract)
สัญญามีชื่อ หรือเอกเทศสัญญา คือ
สัญญาที่กฎหมายได้กำหนดกฎเกณฑ์ในสัญญาไว้โดยเฉพาะแล้ว คือ
สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ เช่น สัญญาซื้อขาย
สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาฝากทรัพย์ เป็นต้น
สัญญาที่ไม่มีชื่อ คือ
สัญญาที่กฎหมายไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ในสัญญาไว้โดยเฉพาะ
เป็นสัญญาที่คู่สัญญาทำขึ้นเองตามหลักอิสระ หรือเสรีภาพในการทำสัญญา
ซึ่งสัญญาประเภทนี้จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกรอบทั่วไปของสัญญา
คำพิพากษาของฎีกาที่ ๓๔๒๑ / ๒๕๔๕
โจทก์เป็นภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ บ.
หลังจากที่ บ. ตาย
โจทก์ก็ได้ครอบครองที่พิพาทมาตลอดอย่างเป็นเจ้าของ
แต่ไม่สามารถถือสิทธิทางทะเบียนให้ถูกต้องได้
จึงได้ดำเนินการให้จำเลยซึ่งเป็นพี่สาวเข้ามาเป็นผู้รับมรดก
แล้วโอนให้โจทก์ภายหลัง
การที่จำเลยทำสัญญาจะให้ที่ดินโจทก์ก่อนไปจดทะเบียนโอนมรดกนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ไม่ใช่สัญญาจะให้ที่ดิน
แต่เป็นสัญญาที่ไม่มีชื่ออย่างหนึ่งที่ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา
๕๒๖ จำเลยต้องโอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญา
๒.
การจัดแบ่งประเภทสัญญาใหม่ในปัจจุบัน
การจัดแบ่งประเภทสัญญาใหม่ในปัจจุบันสามารถแบ่งเป็น ๔ ประเภท
คือ
ก.
สัญญาตามกฎหมายเอกชน
และสัญญาทางกฎหมายมหาชน (private Law contract and
Public Law contract)
สัญญาตามกฎหมายเอกชน คือ
สัญญาที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายเป็นเอกชนที่เข้ามาทำสัญญาผูกพัน
สัญญาตามกฎหมายมหาชน คือ
สัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐหรือองค์กรของรัฐเข้ามาเป็นคู่สัญญาในฐานะที่เหนือกว่าคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นเอกชน
ข. สัญญาระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพด้วยกันกับสัญญาระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพกับผู้ไม่ประกอบวิชาชีพหรือผู้บริโภค
ซึ่งพิจารณาจากสถานะของความไม่เท่าเทียมกันของคู่สัญญา
เพื่อคุ้มครองผู้ไม่ประกอบวิชาชีพหรือผู้บริโภค
ค.
สัญญาที่มุ่งถึงผลสำเร็จในการชำระหนี้กับสัญญาที่มุ่งถึงการใช้ความระมัดระวังในการชำระหนี้
ง. สัญญาสำเร็จรูปหรือสัญญามาตรฐาน (Standard
From Contract) กับสัญญาลูกผสม(Collective Contracts)
สัญญาสำเร็จรูป
หรือสัญญาที่เกิดจากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กำหนดล่วงหน้าถึงข้อสัญญาต่างๆ
แต่เพียงฝ่ายเดียว เช่น
สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ลูกค้าทำกับธนาคาร
สัญญาลูกผสมเป็นสัญญาที่เกิดจากความตกลงของกลุ่มบุคคล เช่น
สัญญาจ้างแรงงาน
๓.
ความสมบูรณ์ของสัญญา
สัญญาจะมีความสมบูรณ์เป็นสัญญาหรือไม่นั้นต้องเข้าใจก่อนว่าสัญญา
คือ นิติกรรมอย่างหนึ่ง
ในการทำสัญญาก็จะต้องมีองค์ประกอบที่เป็นเช่นเดียวกับในเรื่องการทำนิติกรรม
คือ ต้องมีบุคคลหรือคู่สัญญาในการทำสัญญา
มีวัตถุสมบูรณ์หรือไม่นั้น
(ความสมบูรณ์ในสายตากฎหมาย
) จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญา ๓
ประการ
๑.
องค์ประกอบในเรื่องความสามารถของคู่สัญญาดูว่า คู่สัญญานั้นมีความสามารถเพียงใด
ฝ่ายหนึ่งมีความบกพร่องในเรื่องความสามารถหรือไม่
ถ้ามีสัญญานั้นก็จะตกเป็นโมฆียะ
แต่ถ้าคู่สัญญาไม่บกพร่องหรือมีความสามารถก็ต้องพิจารณาขั้นต่อไป
๒.องค์ประกอบในเรื่องวัตถุประสงค์ของสัญญา
ในการทำสัญญาให้ดูว่าสัญญานั้นมีวัตถุประสงค์คืออะไร
ถ้าวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย หรือวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญานั้นก็จะตกเป็นโมฆะ
แต่ถ้าวัตถุประสงค์ของสัญญาไม่ขัดกับหลักกฎหมายดังกล่าวแล้ว
ก็ให้พิจารณาดูต่อไป
๓.
องค์ประกอบที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาในเรื่องแบบหรือวิธีการในการทำนิติกรรม
โดยทั่วไปสัญญาที่ทำไม่จำเป็นต้องมีแบบก็ได้
แต่สัญญาบางสัญญากฎหมายกำหนดวิธีการหรือแบบในการปฏิบัติไว้เฉพาะ เช่น
สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สัญญาที่กฎหมายกำหนดต้องทำตามแบบ
ในการทำสัญญาต้องทำตามแบบด้วย
เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะมีผลให้สัญญาตกเป็นโมฆะตามหลักกฎหมายมาตรา
๑๕๒ หากคู่สัญญาได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว
หรือในบางสัญญากฎหมายมิได้กำหนดแบบคู่สัญญาก็สามารถกำหนดวิธีการในการทำสัญญาเองได้
ผลของสัญญาก็จะสมบูรณ์
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งสามกรณีที่กล่าวมาแล้ว
ถ้าสัญญานั้นสมบูรณ์ก็จะต้องพิจารณาในส่วนองค์ประกอบที่เกี่ยวกับเจตนาสองประการคือ
ประการที่ ๑ การทำคำเสนอมีความบกพร่องในกระบวนการก่อเจตนาหรือไม่ เช่น
การทำสัญญานั้นมีกลฉ้อฉล การข่มขู่
ความสำคัญผิดมาเป็นปัจจัยในการแสดงเจตนาหรือไม่
ถ้ามีเหตุวิปริตในการแสดงเจตนาดังกล่าวมาเป็นปัจจัยในการแสดงเจตนาแล้ว
สัญญานั้นก็จะตกเป็นโมฆียะ หรือประการที่ ๒ กระบวนการแสดงเจตนา
ไม่ว่าจะเป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ทำคำเสนอได้ทำคำเสนอไปตรงกับเจตนาภายในหรือไม่
หากไม่ตรงเพราะเป็นเจตนาซ่อนเร้น เป็นเจตนาลวง เป็นนิติกรรมอำพราง
หรือเป็นความสำคัญผิดในสาระสำคัญของสัญญา สัญญานั้นก็จะตกเป็นโมฆะ
ถ้าไม่มีกรณีทั้งสองดังกล่าวก็พิจารณาในส่วนของคำสนองว่าผู้ทำคำสนองได้ก่อเจตนาขึ้นมีเหตุวิปริตหรือไม่
ถ้ามีสัญญาก็จะตกเป็นโมฆียะ หรือโมฆะแล้วแต่กรณี
ถ้าไม่มีสัญญาก็สมบูรณ์
ความไม่สมบูรณ์ของสัญญา คือ สัญญาที่ตกเป็นโมฆะ
หรือโมฆียะซึ่งเหตุที่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะและโมฆียะ
ก็เป็นเหตุเดียวกันกับเรื่องนิติกรรม คือ
สาเหตุที่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ คือ
เหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๕๒ มาตรา๑๕๔
มาตรา๑๕๕ มาตรา๑๕๖ เป็นต้น
สาเหตุที่ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆียะ คือ
เหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๓ มาตรา๑๕๗ มาตรา๑๕๙
มาตรา๑๖๔ เป็นต้น
ขอบคุณครับสำหรับกฎหมายดีๆเป็นประโยชน์กับผมพอดีช่วงนี้
ชอบจังคะ
มีการค้นคว้าเพิ่มเติมในเรื่องสัญญาด้วย
ค้นต่อในเืรื่องอื่น ด้วยซิคะ แล้วมา ลปรร. กัน
สัญญาลูกผสมเป็นสัญญาที่เกิดจากความตกลงของกลุ่มบุคคลหรือ? ความจริงควรจะเป็นว่าเป็นสัญญาที่มีสองลักษัณขึ้นไปในสัญญาฉบับเดียว เช่นสัญญาเช่าซื้อ มีการเช่าและซื้อด้วย
**สัญญาลูกผสม (Collective Contract) : สัญญาที่เกิดขึ้นไม่มีลักษณะความผูกพันของสัญญาใดสัญญาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ข้อสัญญามีลักษณะพิเศษที่เชื่อมโยงและผสมผสานความผูกพันตามสัญญาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น
สัญญาบริการทัศนาการ
มีสัญญาย่อยหลายประเภทรวมกัน เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาให้บริการชมสถานที่ท่องเที่ยว สัญญาขนส่ง สัญญาฝากของ
อย่างนี้ถึงจะชัด ไม่ทราบว่าจะเห็นด้วยหรือเป่ลาคะ
สอบถามหน่อยค่ะว่ามีหนังสือสัญญาที่มีข้อตกลงกับสามี