วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กรณีศึกษา : ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

</span></strong>

กรณีศึกษา : ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา

นางสาว ภมรรัตน์ ชุมภูประวิโร

****************************************************

บทที่ 1<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /> <?xml:namespace prefix = o />

บทนำ

ความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา

ประเทศไทยได้มีการนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาเป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการดำเนินการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่

.. 2504 โดยที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่

1 เป็นต้นมา

รัฐได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายในแผนพัฒนาประเทศทั้งในด้านเชิงปริมาณ และคุณภาพ

เพื่อเป็นเครื่องชี้วัดผลของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

โดยมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศตามระบอบทุนนิยม

ซึ่งเป็นแนวความคิดการพัฒนาตามแบบตะวันตก

(วิทยากรเชียงกูล ,2552,หน้า

1) จนสามารถทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในหลายๆประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเร็วที่สุด

(พรรณิภา โสตถิพันธุ์,2547, หน้า 23) จากผลของการพัฒนาตามระบอบทุนนิยมดังกล่าว

ได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทย ก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบตามมาในหลายๆด้าน

ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม

ปัญหาความล้มเหลวของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ

ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ของคนรวยและคนจน

มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม

ปัญหาความยากจนของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอย่างจริงจัง

รวมทั้งปัญหาทางด้านสังคม

และวัฒนธรรมที่รับเอากระแสการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมโลกตะวันตก

ไม่ว่าจะเป็นลัทธิบริโภคนิยมและวัตถุนิยม

มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ

มีการดำเนินตามวิถีชีวิตทุนนิยมสมัยใหม่ตามแบบกระแสโลกาภิวัตน์ของโลกไร้พรมแดน

(ยุคศรีอาริยะ,2551, หน้า 141) ทำให้ค่านิยมที่ดีงามของไทยเริ่มเสื่อมถอย

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และกระแสโลกาภิวัตน์

มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เป็นรากฐานความสำคัญของสังคม

ส่งผลให้สังคมไทยยกย่องวัตถุมากกว่าจิตใจ วิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลง

ทั้งการดำรงชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์กับผู้อื่น

มุ่งแต่หารายได้เพื่อสนองความต้องการของตนเอง การช่วยเหลือเกื้อกูลกันน้อยลง

ความมีน้ำใจไมตรีลดลง

ต่างแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้ขาดความสามัคคี ไม่เคารพสิทธิผู้อื่น

และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมน้อยลง

(แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่11,..2555, หน้า 24)สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงของความล้มเหลวในการพัฒนาที่ทุกฝ่ายได้ทบทวน

และวิพากษ์แล้วว่า เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน

และเป็นความผิดพลาดของการพัฒนาตามแนวทางตะวันตก

(พรรณิภาโสตถิพันธ์,2547, หน้า 24)

ดังนั้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (..2540-2544) รัฐจึงได้ปรับแนวคิดการพัฒนาใหม่

จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลัก

มาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคม

โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนา

และให้ความสำคัญกับท้องถิ่นโดยได้มีการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เป็นอิสระในการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชน

เป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง การบริหารงานบุคคล การเงิน การคลัง

และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ

(รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช

2540, มาตรา 284) และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่

10 (..2550-2554) รัฐได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับสถานะทุนของประเทศทั้ง 3 ทุน ได้แก่ ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และทุนทางสังคม

โดยการให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของทุน

และการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

อันจะเป็นการนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี และการอยู่เย็นเป็นสุขของคนในสังคม

รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากทุนที่มีอยู่ในท้องถิ่นของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

จากแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าว

ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับทุนของท้องถิ่น

ส่งผลให้ทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

และความตระหนักในคุณค่าของทุนในท้องถิ่น

จึงเป็นโอกาสที่ท้องถิ่นจะฟื้นฟูศักยภาพของชุมชน

โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ภูมิปัญญา

และประเพณีวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางสังคม และพลังในการสร้างสังคมเข้มแข็ง

(พรรณิภา โสตถิพันธ์, 2547, หน้า 25)

ซึ่งองค์กรความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพบว่าการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเป็นผลมาจากปัจจัยด้านทุนมนุษย์

และทุนทางสังคม

ทุนทางสังคม

เกิดจากการรวมกันของบุคคลที่เป็นสมาชิกภายในชุมชน เพื่อร่วมกันคิด

ร่วมกันทำกิจกรรม บนพื้นฐานของการไว้วางใจซึ่งกันและกัน

มีความผูกพันเอื้ออาทรต่อกัน และมีวัฒนธรรมอันดีงาม

ทั้งนี้องค์ประกอบของทุนทางสังคมประกอบด้วย คน สถาบัน วัฒนธรรม องค์ความรู้ ทรัพยากรธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดพลังชุมชน และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนได้โดยตรง (ณัฐนรี ศรีทอง, 2550, หน้า 7)

การรื้อฟื้นนำเอาประเพณี

และวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อวิถีชีวิตของท้องถิ่น

ซึ่งเป็นทุนทางสังคมอีกอย่างหนึ่งมาพัฒนาสร้างสรรค์ให้เป็นธุรกิจของชุมชนเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อชุมชน

และท้องถิ่นบนพื้นฐานของความเป็นชุมชน

เครือข่ายชุมชน ศักยภาพชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น

การมีส่วนร่วมของชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน

สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังในการสร้างสังคมเข้มแข็งนำพาไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน

(เสน่ห์ จามริก, 2538, หน้า 9)

การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการพัฒนาชุมชนการนำเอาภูมิปัญญาที่มีอยู่ในท้องถิ่น

ซึ่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นมาสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมงาน

เป็นการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่า โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชน

และชุมชนได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว

ซึ่งผลที่ตามมานอกจากจะทำให้ชุมชนในท้องถิ่นมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นแล้วยังเป็นการกระตุ้นให้ชุมชนเกิดสำนึกในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตระหนักถึงคุณค่าในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของตนเอง นอกจากนี้แล้ว

ชุมชนยังมีการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนให้มีรูปแบบที่มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยว

เช่น การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หมายถึง

การท่องเที่ยวในรูปแบบที่มีจุดประสงค์หลักอยู่ที่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณีวัฒนธรรมให้คงอยู่ในสภาพเดิม

และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรทางด้านต่างๆโดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนภายใต้การจัดการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วม

และมีประสิทธิภาพ

มุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกและเห็นคุณค่าในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

ให้ความเคารพต่อสถานที่

และมรดกทางวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน ไม่เป็นการทำลายคุณค่าของประเพณีที่มีมาแต่ดั้งเดิม

(ลักษมณ์ บุญเรือง, 2547, หน้า 45)

ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของคนภายในชุมชน

ในการพัฒนาการท่องเที่ยวต้องทำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี

โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

กระบวนการเหล่านี้ต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว

ให้ชาวชุมชนรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของกิจการ เป็นการจัดการโดยชุมชน และเพื่อชุมชน

ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อันจะเป็นการนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

(สุนันทา พูนน้อย, 2543, หน้า 2)

ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ได้ขยายตัวและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เป็นผลให้เกิดรายได้หมุนเวียนที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่ในทางตรงกันข้าม

การเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยว กลับทำให้สภาพแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยว

และภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวถดถอยลง

(สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย,2542, หน้า 1) ขณะที่การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจประสบผลสำเร็จ

แต่ข้างหลังภาพความสำเร็จดังกล่าว คือ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร

และสิ่งแวดล้อมตลอดจนสภาพสังคม และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นถูกทำลายอย่างยับเยิน

ปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้สะสมมาตลอด และนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย

ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ยุคของข่าวสารข้อมูล

เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม

มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านความคิด ค่านิยม ความเชื่อ เกิดเป็นลัทธิบริโภคนิยม

วัตถุนิยม ชอบลอกเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก โดยการหลงลืมรากเหง้าของตัวเอง

เป็นผลทำให้เกิดการบริโภคทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง

มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบชาวต่างชาติ โดยหลงลืมวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของตัวเอง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นทั้งในสังคมเมืองและสังคมทั่วไปในชนบท

ส่งผลกระทบต่อประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย

จนทำให้ประเพณีบางอย่างของไทยได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม เช่นการละเล่นสงกรานต์

จากที่เคยเป็นการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่กลายมาเป็นการสาดน้ำ

โดยใช้กระบอกพลาสติกบ้าง

ปืนฉีดน้ำบ้าง

บางครั้งมีการเล่นน้ำกันอย่างรุนแรง จนเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ

หรือไม่ก็ประเพณีบุญบั้งไฟที่นิยมนำเอากระบอกพลาสติกมาทำเป็นบั้งไฟแทนไม้ไผ่

และมีการเล่นการพนันกันด้วยว่าบั้งไฟของใครจะสูงกว่ากัน ทำให้ผู้ที่แพ้ต้องเสียเงินเสียทอง

กรณีประเพณีบุญผะเหวดที่มีการดื่มเหล้าในขบวนแห่กัณฑ์หลอนทำให้ขาดสติเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาของนักท่องเที่ยว

เป็นผลให้เกิดการบิดเบือนของประเพณีวัฒนธรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิม

ทำให้คุณค่าและความหมายของประเพณีท้องถิ่นลดน้อยถอยลงทุกที สายสัมพันธ์ทางสังคม

และวัฒนธรรมของคนเริ่มหย่อนยานไปด้วย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามเริ่มจางหาย

คนรุ่นใหม่ชื่นชมกับความก้าวหน้าความทันสมัย

เกิดลัทธิบริโภคนิยมในหมู่วัยรุ่น

และประการสำคัญทำให้ประชาชนในท้องถิ่นไม่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเท่าที่ควร

(มนัส สุวรรณ ,2539, หน้า 14) ดังนั้นหากประเพณีท้องถิ่นใดๆมีศักยภาพด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ก็ควรต้องมีการพัฒนาประเพณีท้องถิ่นต่างๆเหล่านั้น

เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอย่างแท้จริง นั่นคือนอกจากจะสร้างอาชีพ

และรายได้ให้แก่ประชาชนแล้ว

ยังเป็นการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนด้วย

ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนได้

ตำบลท่าข้ามเป็นตำบลเล็กๆแห่งหนึ่ง

ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร ได้แก่

อาชีพตัดยางพารา และปลูกหัวมันเทศ

ปัจจุบันมีประชากรไม่น้อยที่อพยพไปประกอบอาชีพอยู่ในเมืองหลวง เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจ

การเมือง สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

เป็นเหตุให้วิถีชีวิตและภูมิปัญญาที่เป็นแนวทางปฏิบัติ

ความเชื่อของชุมชนได้เปลี่ยนไปด้วย

โดยเฉพาะสภาพของชุมชนในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาการสืบสานความรู้ความเข้าใจ

ภูมิปัญญาที่เคยปฎิบัติร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งอดีตได้สูญหายไป

ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านตำบลท่าข้าม

เป็นภูมิปัญญาที่คนรุ่นหลังได้กระทำและถ่ายทอดให้คนรุ่นปัจจุบันได้กระทำตามต่อๆกันมา

จนเป็นแนวทางในการปฎิบัติ การดำเนินชีวิต

การประกอบอาชีพที่ไม่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดตนเอง ที่สำคัญภูมิปัญญาที่เป็นอัตลักษณ์สร้างชื่อในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน

คือ

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากการประกอบอาชีพเกษตรของครัวเรือนมาวางจำหน่ายที่เพิงหมาแหงนข้างทาง

หรือ เพิงหมาแหงนบริเวณหน้าบ้าน

ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกชุมชน เข้ามาจับจ่ายเลือกซื้อผลิตภัณฑ์

จนเกิดเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

เพิงหมาแหงนหรือที่มักเรียกว่าหลังคาเพิงหมาแหงนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีเสาคู่หน้าสูงกว่าเสาคู่หลังหลังคาด้านหน้าจะสูงกว่าด้านหลังมีองศาลาดเอียงไปด้านเดียวเพื่อให้เวลาฝนตกน้ำ

จะได้ไหลเทไปด้านหลังและมีเอกลักษณ์พิเศษคือมุงด้วยวัสดุทางการเกษตรเป็นหลักหรืออีกแบบ

หนึ่งที่มุงด้วยสังกะสี หรือกะเบื้องก็เรียกว่าเพิงหมาแหงนเช่นกัน หลังคาเพิงหมาแหงน

มักใช้ใน งานก่อสร้างชั่วคราว หรืองานต่อเติมอาคารง่ายๆพวกบริเวณชานพักนั่งเล่น โรงจอดรถ

โรงครัว และบ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นก็นิยมเหมือนกัน ข้อดีเนื่องจากโครงสร้างหลังคาไม่สลับซับซ้อนเหมือน

หลังคาประเภทอื่น ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายอย่าง ตั้งแต่ประหยัดโครงสร้างอาคาร

หลังคาค่าแรง เวลาโดยรวมประหยัดเงิน ข้อเสียบังแดดและฝนได้ทิศทางเดียวควรระวังเรื่ององศา

ความลาดเอียงหลังคา เพื่อป้องกันการไหลย้อนซึมของฝนเข้าสู่ตัวอาคาร

เพิงหมาแหงน เป็นชื่อเรียกที่อยู่อาศัยของคนจนธนาคารโลกกำหนดให้คนจนที่อยู่ในเพิง

หมาแหงนจะมีรายได้น้อยกว่า

1ดอลล่าร์หรือสามสิบสี่บาท

โดยประมาณต่อวัน คนไทย ที่อยู่ในเพิงหมาแหงนมีประมาณ

6 ล้านคนจากคนไทยทั้งหมด

63ล้านคนในเมืองไทยเพิงหมาแหงนยังเป็นป้ายรถเมล์ในต่างจังหวัดยังพอเห็นได้มากซึ่งต่างจากศาลาที่พักซึ่งนักการเมืองชอบสร้างอย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือเพิงหมาแหงนเป็นเอกลักษณ์ของเอเซียตั้งแต่ญี่ปุ่นจนถึงอินเดียแต่พอประเทศเหล่านี้ร่ำรวยขึ้นเพิงหมาแหงนก็ค่อยๆหายไป

กลายเป็นของหาดูได้ยาก จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์ภูมิปัญญานี้ไว้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว

ผู้ศึกษาจึงสนใจศึกษาถึงกลไก ระบบเศรษฐกิจเพิงหมาแหงน และศึกษาวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง

จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค และการกำหนดกลยุทธ์เศรษฐกิจเพิงหมาแหงน เพื่ออนุรักษ์ด้านภูมิปัญญานี้ไว้เพื่อลูกหลาน

คนรุ่นหลังได้ตระหนัก และเห็นถึงคุณค่าของภูมิปัญญา วิสาหกิจชุมชนต่อการดำรงอยู่

วิถีชีวิตของชุมชนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

ผลการศึกษานี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นนี้ในชุมชนอื่นต่อๆไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1. เพื่อศึกษาถึงกลไก

ระบบเศรษฐกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

2.

เพื่อศึกษาวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค

และการกำหนดกลยุทธ์เศรษฐกิจเพิงหมาแหงน

ขอบเขตของการศึกษา

การศึกษาวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงน

กรณีศึกษา ตำบลท่าข้าม

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จะมีการศึกษาขอบเขตด้านพื้นที่ของการศึกษา

และขอบเขตเนื้อหา

ขอบเขตด้านพื้นที่ของการศึกษา

พื้นที่ศึกษาคือ ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ ภูมิปัญญาเพิงหมาแหงนที่ชาวชุมชนยังมีการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาเพิงหมาแหงนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

ขอบเขตเนื้อหา

1. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

2. ศึกษาถึงกลไก ระบบเศรษฐกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

3. วิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค

และการกำหนดกลยุทธ์เศรษฐกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

สมมติฐานของการศึกษา

สมมติฐานของการศึกษาในครั้งนี้ได้แก่

1. กลไก ระบบเศรษฐกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นอย่างไร

2. การวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง

จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค

และการกำหนดกลยุทธ์เศรษฐกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นอย่างไร

นิยามศัพท์เฉพาะ

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หมายถึง

การท่องเที่ยวที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในคุณค่าและความสำคัญของประเพณีวัฒนธรรม

เป็นการท่องเที่ยวเพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ท้องถิ่น

และเพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่น

อันจะนำพาไปสู่การอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

เพิงหมาแหงน หมายถึง เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีเสาคู่หน้าสูงกว่า

เสาคู่หลัง หลังคาด้านหน้าจะสูงกว่าด้านหลัง

มีองศาลาดเอียงไปด้านเดียวเพื่อให้เวลาฝนตกน้ำจะ

ได้ไหลเทไปด้านหลังและมีเอกลักษณ์พิเศษคือมุงด้วยวัสดุทางการเกษตรเป็นหลัก

ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ความรู้ของชาวบ้าน

ซึ่งเรียนรู้มาจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง หรือผู้มีความรู้ในหมู่บ้านในท้องถิ่นต่างๆ

ความรู้เหล่านี้สอนให้เด็กเคารพผู้ใหญ่ มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่

และผู้มีพระคุณ มีความเอื้ออาทรต่อคนอื่น รู้จักช่วยเหลือแบ่งปันข้าวของของตนให้แก่ผู้อื่น

ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาเป็นความรู้ที่มีคุณธรรม สอนให้คนเป็นคนดี สอนให้คนเคารพธรรมชาติ

รู้จักพึ่งพาอาศัยธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ให้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

และคนที่ล่วงลับไปแล้ว

วิสาหกิจชุมชน หมายถึง

การประกอบการโดยชุมชนที่มีสมาชิกในชุมชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้งด้านการผลิต การค้า

และการเงิน และต้องการใช้ปัจจัยการผลิตนี้ให้เกิดดอกผลทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

ด้านเศรษฐกิจ คือ การสร้างรายได้และอาชีพ ด้านสังคม คือ การยึดโยงร้อยรัดความเป็นครอบครัวและชุมชนให้ร่วมคิด

ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ แบ่งทุกข์แบ่งสุขซึ่งกันและกัน

โดยผ่านการประกอบกระบวนการของชุมชน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา

1. ชุมชนสามารถนำข้อมูลและแนวทางการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้จากการศึกษาไปปรับใช้ในการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมอื่นๆภายในชุมชนได้

2.

ชุมชนได้แนวทางในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อเป็นรูปแบบในการนำไปพัฒนาชุมชนและขยายผลพัฒนาไปสู่ชุมชนอื่นที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

3. องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาจะช่วยขยายฐานความรู้เดิมเกี่ยวกับการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไป

*****************************************************

บทที่ 2

ทฤษฎี แนวคิด และการวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาอิสระเรื่องวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงน กรณีศึกษา ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผู้ศึกษาได้รวบรวมแนวคิด

ทฤษฏี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องนำเสนอดังต่อไปนี้

1.

แนวคิดอัตลักษณ์

2.

แนวคิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

3.

แนวคิดวิสาหกิจชุมชน

4.

ทฤษฎีเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็ง

5.

แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

6.

บริบทตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

7.

บริบทเพิงหมาแหงน

8.

วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

9.

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

แนวคิดอัตลักษณ์(Identity)<?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" /> <?xml:namespace prefix = v />

การทบทวนความหมายของอัตลักษณ์

เป็นกระบวนการที่สร้างปัญหา (

problematic) ในแวดวงวิชาการอยู่ไม่น้อยเพราะความหมายของอัตลักษณ์ได้แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

จากเดิมที่อัตลักษณ์ได้รับการนิยามว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะของคนหรือสิ่งหนึ่ง

ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับคำว่า

เอกลักษณ์นั้นในปัจจุบันนี้มุมมองทางสังคมศาสตร์ได้รื้อสร้างความหมายเสียใหม่

ให้เหมาะสมกับคำว่า

อัตลักษณ์มากขึ้น

ด้วยการพิจารณาความหมายของอัตลักษณ์ให้สัมพันธ์กับความเข้าใจ

การเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในบริบทของโลกาภิวัฒน์ที่เน้นปรากฏการณ์ของการมีปฏิสัมพันธ์ในมิติของเวลาอันรวดเร็ว

และมิติของพื้นที่ที่ไร้ขอบเขตจำกัดรวมทั้งการเคลื่อนไหวในระดับขบวนการที่เป็นผลให้การก่อรูปของอัตลักษณ์เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทิศทางใหม่ในเชิงสังคม

วัฒนธรรม ความเชื่อ และปัจจัย ๆ มากขึ้น

ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่กำหนดจากปัจเจกภาพของบุคคลอีกต่อไป

ในทัศนะของ Stuart Hall นักทฤษฎีสาย Cultural Study เชื่อว่า อัตลักษณ์เป็นเพียงสิ่งประกอบสร้าง โดยกล่าวว่า

ความเป็นตัวตนนั้นเป็นเพียงชิ้นส่วนหลายๆชิ้น ที่ถูกประกอบรวมกันขึ้นมาเท่านั้นเอง

และภายใต้บริบทของสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นอาจมีการเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ

เข้าด้วยกัน และส่งผลต่อการแสดงออกของบุคคลในลักษณะหนึ่ง

แต่เมื่ออยู่ภายใต้บริบทที่แตกต่างออกไป

อาจจะมีการเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆและส่งผลกระทบต่อการแสดงออกของบุคคลในอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้

(อ้างถึงใน จิรัฎฐ์ ศุภการ

, 2545) ฉะนั้น

วาทกรรมภายในตัวบุคคลจึงสามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ภายในบริบทสังคมที่แตกต่างกัน

มนุษย์คนหนึ่งจึงเป็นเพียงผลรวมของวาทกรรมหลากหลายชุดที่อาจขัดแย้งกันหรือส่งเสริมกัน

และลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนนั้นก็เกิดจากการผสมผสานวาทกรรมเหล่านั้นไปในทิศทางที่แตกต่างกันออกไป

คนเราจึงสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันและหลากหลายได้ในสถานการณ์ต่างๆ

และองค์ประกอบของวาทกรรมนั้นไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกันเสมอไป จึงเห็นได้ว่า

แท้จริงแล้วอัตลักษณ์ต่างๆ เป็นเพียงการเชื่อมร้อย

องค์ประกอบของวาทกรรมในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง

เมื่อบริบทเปลี่ยนไปคำนิยามของอัตลักษณ์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย (อภิญญา

เฟื่องฟูสกุล

, 2543)

การที่เราเลือกนิยามความหมายของตนเองและแสดงตนเองต่อบุคคลหรือสังคมว่าเราเป็นใครนั้น

เป็นกระบวนการของการเลือกใช้และแสดงออกซึ่งจะทำให้รู้ว่าเราเหมือนหรือแตกต่างจากคนอื่นหรือกลุ่มอื่นอย่างไรโดยผ่านระบบของการใช้สัญลักษณ์

(

Symbol) หรือเครื่องหมายอัตลักษณ์ (Identitis

Markers)

ซึ่งเป็นสิ่งที่ประกอบกันทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึกภายในตัวเราและกระบวนการของโลกภายนอกที่เราเกี่ยวพัน

เพราะมนุษย์เลือกใช้ความหมายหรือเปลี่ยนแปลงความหมายที่เกี่ยวกับตนเองทั้งในกระบวนการที่เขาสัมพันธ์กับโลกและในส่วนของตัวตนที่มันซ้อนทับกันอยู่

ดังนั้นจึงมีการจัดแบ่งประเภทของอัตลักษณ์เป็น 2 ระดับคือระดับอัตลักษณ์ส่วนบุคคล

(

personal identity) และระดับอัตลักษณ์ทางสังคม (social

identity)

เช่นการที่สังคมกำหนดบทบาทหน้าที่และตำแหน่งทางสังคมให้กับเรา

บทบาทความเป็นลูก ความเป็นเพื่อน หรือตำแหน่งในที่ทำงาน

ระบบคุณค่าที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด

ทำให้เราเรียนรู้และเลือกที่จะนิยามตนเองให้เหมาะสมในสังคม และมีการเลื่อนไหลปรับเปลี่ยนไปตามบริบท

เช่นเมื่ออยู่ในครอบครัวก็จะมีบทบาทเป็นลูก เป็นพี่น้อง

บางครั้งบทบาทและตำแหน่งอาจซ้อนทับกัน

เช่นเราเป็นนักศึกษาในขณะที่เป็นสมาชิกของกลุ่มเพื่อนในชั้นเรียน เป็นต้น

สัญลักษณ์ที่เราเลือกหยิบมาใช้ในการนิยามตนเองทั้งต่อสังคมและต่อตัวเองนั้นเกิดขึ้นได้โดยผ่านระบบการสร้างภาพแทนความจริง

(

representation) เพราะการแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ต่างๆ

จะกระทำโดยผ่านระบบสัญลักษณ์ที่หลายรูปแบบ

เช่นบุคคลเลือกแต่งกายเพื่อแสดงความเป็นสมาชิกของสถาบัน

หรือแต่ละสถานศึกษามีการเลือกใช้สี สัญลักษณ์หรือเครื่องแบบที่แตกต่างกันออกไป

ก็เพื่อแสดงความเป็นตัวตนให้กับบุคคลรับรู้ แต่อย่างไรก็ตาม

การที่เรามองตัวเราและพยายามเลือกนิยามความหมายเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล

กับสิ่งที่คนอื่นมองเห็นในตัวเราว่าอย่างไรนั้นมันอาจไม่สอดคล้องกันเสมอไป

อัตลักษณ์เกิดขึ้นจากการปฏิสังสรรค์ทั้งระหว่างบุคคลในสังคมและภายในตัวบุคคลเอง

ในแต่ละบุคคลอาจมีอัตลักษณ์ที่หลากหลาย

แต่จะมีการเลือกเอาเพียงอัตลักษณ์ใดอัตลักษณ์หนึ่งที่ตนยอมรับเพื่อนำมาใช้ภายใต้เงื่อนไขของบริบทในช่วงเวลาและพื้นที่

และอัตลักษณ์นี้อาจถูกกำหนดได้ทั้งจากบุคคลเป็นผู้กำหนดตนเองหรือถูกกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของบุคคลโดยสังคมก็ได้

การกำหนดอัตลักษณ์นี้เกิดขึ้นบนกระบวนการคิดเกี่ยวกับระบบของความแตกต่าง

ระบบของความหลากหลาย

และการตั้งคำถามว่าอัตลักษณ์ที่จะสร้างขึ้นนั้นมีความเชื่อมโยงกับสังคมอย่างไร

ดังนั้นอัตลักษณ์กับสังคมจึงเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก

เนื่องจากการนิยามความเป็นตัวตนของอัตลักษณ์นั้นต้องมีการอ้างอิงกับสังคม

แม้จะเป็นในระดับตัวบุคคลก็ยังต้องมีการนิยามตนเองว่ามีตำแหน่งแห่งที่

หรือมีบทบาทอย่างไรในสังคมที่บุคคลอาศัยอยู่

ฮอลล์และดูกาย (Hall, S., & Du Gay, P.,1996) อธิบายลักษณะของอัตลักษณ์ว่า ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

หรือเกิดขึ้นลอยๆ แต่ก่อรูปขึ้นมาภายในวัฒนธรรม ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

โดยที่วัฒนธรรมก็เป็นสิ่งถูกประกอบสร้างทางสังคม

(social construct) และไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว หากแต่เป็นวงจรซึ่งมีผู้เรียกว่า

วงจรแห่งวัฒนธรรม” (Circuit of Culture)

ภาพที่

1 แสดงวงจรแห่งวัฒนธรรมกับการสร้างอัตลักษณ์

</strong>

ที่มา Hall, S., 1997

จากภาพที่แสดงวงจรวัฒนธรรมกับการสร้างอัตลักษณ์ อธิบายได้ว่าอัตลักษณ์ทั้งหลายมีกระบวนการถูกผลิต (Produced) ให้เกิดขึ้น สามารถถูกบริโภค (Consumed)

และถูกควบคุมจัดการ (Regulated) อยู่ในวัฒนธรรมเหล่านั้น

และทั้งนี้ยังมีการสร้างความหมายต่างๆ

(Creating Meanings) ผ่านทางระบบต่างๆ

ของการสร้างภาพตัวแทน

(Symbolic Systems ofRepresentation) ที่เกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ต่างๆ

ทางอัตลักษณ์อันหลากหลายที่เราเลือกใช้ หรือนำเอามาสร้างเป็นอัตลักษณ์ของเรา

เอ็ดเวิร์ด

ที ฮอลล์ (

Edward

T. Hall

อ้างถึงใน ศิรินาถ ปิ่นทองพันธุ์, 2546)

เสนอว่าวัฒนธรรมก่อให้เกิดอัตลักษณ์ ทำให้เราแตกต่างจากคนกลุ่มอื่นๆ

โดยแบ่งวิธีการเรียนรู้ที่ทำให้ทราบถึงความแตกต่างไว้ 10 กลุ่มคือ

1)

ระบบการสื่อสารและภาษา

2)

ลักษณะท่าทางและการแต่งกาย

3)

อาหารและนิสัยการบริโภค

4)

เวลาและความสำนึก

5)

การตอบแทนและการทักทาย

6)

ความสัมพันธ์

7)

ค่านิยมและบรรทัดฐาน

8)

ความรู้สึกเป็นตัวเองและระยะห่าง

9)

การพัฒนาด้านจิตใจและการเรียนรู้

10) ความเชื่อและทัศนคติ

สจ๊วต ฮอลล์ (Stuart Hall, 1997: 258) อธิบายว่า เราสามารถสร้างภาพตัวแทนต้นแบบได้

โดยเลือกดึงเอาคุณสมบัติบางอย่างของบุคคลที่เด่นชัด มีชีวิตชีวา เข้าใจง่าย

เป็นที่รับรู้ทั่วไปออกมาและลดทอนอัตลักษณ์บุคคลที่มีความน่าสนใจน้อยกว่าลงไป

วิธีการลดทอนคือ (1) ทำให้คุณสมบัติ

เหล่านั้นสุดขั้วเกินจริงเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย(2) การสร้างอัตลักษณ์คู่ตรงข้ามออกมา(3)

ให้ค่ากับคู่ตรงข้ามที่ถูกสร้างขึ้นมาไม่เท่ากัน เช่น

ให้น้ำหนักความสำคัญและเชิงบวกกับด้านพระเอก ผู้ร้ายเป็นคู่ตรงข้าม

การสร้างภาพตัวแทนนี้ต้องทำให้สอดคล้องกับรสนิยมทางชนชั้นของกลุ่มเป้าหมายด้วย

ในการศึกษาอัตลักษณ์ของบุคลหรือชุมชนน่าจะศึกษาได้จากภาพตัวแทนที่แสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายอัตลักษณ์ซึ่งอาจจะแสดงผ่านสื่อต่างๆ หรือแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ เช่น การใช้ภาษา ศาสนา เครื่องแต่งกาย และการบริโภค เป็นต้น

ประเภทของอัตลักษณ์

เออร์วิง ก็อฟมัน

(

Erving Goffman) นักสังคมวิทยา ได้แบ่งอัตลักษณ์ออกเป็น 2

ประเภทและอธิบายลักษณะความแตกต่างและความเหมือนกันไว้ ดังนี้ อภิญญา เฟื่องฟูสกุล

(2546

: 5-6, 27-28)

1)

อัตลักษณ์ส่วนบุคคล

(

</strong>

Personal Identity) คือ ภาพของปัจเจกในสายตาคนอื่น ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยสังคมจะมีวิธีการระบุอัตลักษณ์ส่วนบุคคลแตกต่างกันไป เช่น

สังคมสมัยใหม่ใช้บัตรประชาชนหรือการพิมพ์ลายนิ้วมือระบุอัตลักษณ์บุคคล เป็นต้น

ในขณะที่ ลิตเติ้ลจอห์นและฟอสส์

(Littlejohn, S. & Foss, K., 2008) อธิบายว่าอัตลักษณ์ส่วนบุคคล

คือลักษณะเฉพาะของบุคคล ที่เกิดขึ้นจากการมองตนเอง

และเกิดขึ้นจากเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ในช่วงเริ่มแรกของชีวิต

และจากสังคม

2)

อัตลักษณ์ทางสังคม

(

</strong>

Social Identity)

ของบุคคล

</strong>

คือ

สถานภาพทางสังคม เช่น อาชีพ ชนชั้น เพศ ชาติพันธุ์ หรือศาสนาที่ปัจเจกบุคคลนั้นสังกัดอยู่

สังคมจะมีความคาดหวังหรือเรียกร้องว่า

ปัจเจกบุคคลในวัย เพศ ชนชั้นนั้นๆ ควรวางตนอย่างไร

จากคำอธิบายดังกล่าวจะเห็นว่าอัตลักษณ์ส่วนบุคคลและอัตลักษณ์ทางสังคมมีส่วนที่ซ้อนทับกันอยู่

เพราะอัตลักษณ์ เป็นการเชื่อมต่อกันระหว่างความเป็นปัจเจก (

Individual) และสังคม (Social

Aspect)

การสังคมกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคคล

ทำให้มีระบบคุณค่าติดมากับบทบาทหน้าที่นั้น เช่น ความเป็นพ่อ

ความเป็นศิษย์-อาจารย์ เป็นต้น ในมิตินี้อัตลักษณ์จึงเป็นเรื่องของการใช้สัญลักษณ์

(

Symbolic Aspect) ด้วย เพราะการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์แบบต่างๆ

กระทำผ่านระบบสัญลักษณ์หลากแบบ

นอกจากนี้จากการค้นคว้าพบว่า

มีอัตลักษณ์อีกประเภทหนึ่งเรียกว่า อัตลักษณ์ร่วม

(Collective

Identity)

สารานุกรมสังคมวิทยาแบล็คเวล ได้นิยามไว้ว่า

หมายถึงการมีความหมายร่วมกันของกลุ่ม

ซึ่งความหมายร่วมเหล่านี้เกิดจากความสนใจและประสบการณ์ร่วมกันของสมาชิกกลุ่ม

เป็นการตอบคำถามว่าพวกเราเป็นใคร

อัตลักษณ์ร่วมไม่ใช่สิ่งตายตัว เกิดขึ้นผ่านการต่อสู้ทางการเมือง

ผ่านการเคลื่อนไหวทางสังคม ปฏิสัมพันธ์ และปฏิกิริยาทางสังคม

(George Ritzer, 2007) ในขณะที่ออลสัน (Olson,

2010)

อธิบายว่า หมายถึงชุดของความรู้สึกของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการเป็นสมาชิกของกลุ่ม

ซึ่งอัตลักษณ์ร่วมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ในระดับปัจเจกหรืออัตลักษณ์ของบุคคล

ตัวอย่างของอัตลักษณ์ร่วม เช่น

บุคลิกภาพของกลุ่มโดยรวม เพศสภาพ ชาติพันธุ์ สภาพภาพ อาชีพ เป็นต้น (

Richard D. Ashmore, Kay Deaux and

Tracy McLaughlin-Volpe, 2004)

จากคำอธิบายข้างต้นจะพบว่าอัตลักษณ์ทางสังคม (Social Identity) และอัตลักษณ์ร่วม (Collective Identity)

มีลักษณะใกล้เคียงกัน

การสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์

ลิตเติ้ลจอห์นและฟอสส์ (Littlejohn, S. & Foss, K., 2008)

ได้อธิบายว่าเมื่อตั้งคำถามว่า “ฉันคือใคร เรากำลังค้นหาภาพที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา ที่เรียกว่า อัตลักษณ์บุคคล (Personal

Identity)

ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์มีความหมายกว้างไปถึงเรื่องวัฒนธรรมด้วย

โดยลิตเติ้ลจอห์นและฟอสส์กล่าวว่า

ไมเคิล เฮชต์ และคณะ (

Michael Hecht and his colleagues) ได้นำเสนอทฤษฎีการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ (The

Communication Theory of Identity-CTI)

ไว้ โดยอธิบายว่าอัตลักษณ์เป็นจุดเชื่อมกันระหว่างปัจเจกบุคคล

(

Individual) และสังคม (Societal) ส่วนการสื่อสารคือส่วนเชื่อมโยง

จริงๆ แล้วอัตลักษณ์คือรหัสที่อธิบายความเป็นสมาชิกของชุมชนของตัวเรา รหัสเหล่านี้ประกอบด้วยสัญลักษณ์

เช่น เสื้อผ้า คำพูด เป็นต้น

เฮชต์ระบุว่าอัตลักษณ์ประกอบด้วยมิติของด้านอารมณ์

การเรียนรู้หรือปัญญา การกระทำหรือพฤติกรรม และมิติทางจิตวิญญาณ ผสมผสานกัน

และเป็นแหล่งของแรงบันดาลใจและความคาดหวังของชีวิต

โดยทั่วไปบุคคลจะมีอัตลักษณ์หลัก (Core Identity) ที่อยู่คงที่

แต่อัตลักษณ์ก็เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่สิ่งตายตัว

การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการสร้างอัตลักษณ์และเป็นกลไกที่ทำให้อัตลักษณ์เปลี่ยนแปลงความรู้สึกต่ออัตลักษณ์ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

(1) การมองตนเอง (

Subjective Dimension) และ(2)

คนอื่นมองเราอย่างไร หรือเป็นมุมมองตัวเรา ที่เราได้เรียนรู้จากผู้อื่น (

Ascribed

Dimension

แนวคิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

แนวคิดการพัฒนาชุมชนเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชนโดยเฉพาะในชนบทมีฐานะยากจนและด้อยโอกาสในทุกๆด้าน

การพัฒนาประเทศในอดีตที่ผ่านมามุ่งให้ความสนใจเฉพาะภาคส่วนที่อยู่ในเมืองหลวง

ดังนั้นภาระหน้าที่ของงานพัฒนาชุมชน

คือ

การปรับปรุงชุมชนชนบทให้มีความเจริญและได้รับโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ สังคม

การเมือง วัฒนธรรม

และสิ่งแวดล้อมเหมือนอย่างที่ชุมชนเมืองได้รับ โดยมีแนวความคิดการพัฒนาชุมชนดังที่หลายๆคนได้กล่าวไว้ดังนี้

กรมการพัฒนาชุมชน

(2530, หน้า 25-26)

กล่าวถึงการพัฒนาชุมชนว่า คือ การทำงานร่วมกับประชาชน มิใช่ทำให้ประชาชน

เพราะฉะนั้นกิจกรรมใดที่จะดำเนินในชุมชนนั้นจะต้องเป็นกิจกรรมที่ริเริ่มมาจากประชาชน

ประชาชนเป็นเจ้าของบทบาทของผู้ปฎิบัติ

นักพัฒนาเป็นผู้กระตุ้นชี้นำให้ประชาชนเกิดความคิดริเริ่มในการแก้ไขปัญหาหรือหาทางสนองความต้องการของตน

และร่วมกันทำงานตามที่คิดขึ้นมา

จีรพรรณกาญจนะจิตรา (2545, หน้า 15-19) ได้กล่าวถึงแนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาชุมชนว่าควรอยู่บนพื้นฐานสิ่งดังต่อไปนี้

1. ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน

(Partnership) เป็นแนวคิดที่เชื่อว่าการพัฒนาที่ได้ผลดีและถาวรที่สุดควรเกิดจากพลังและขีดความสามารถของชุมชนที่ได้ผนึกกำลังกันขึ้นมาผสมผสานกับการสนับสนุนจากพลังการปกครองแห่งรัฐ

การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการฝ่ายเดียวนั้นนอกจากจะทำได้ยากที่จะประสบผลกับความสำเร็จ

และผลงานไม่มั่นคงถาวรแล้วยังอาจนำไปสู่การขยายช่องว่างและความขัดแย้งระหว่างพลังทั้งสองฝ่าย

สังคมใดที่ปล่อยให้ชุมชนพัฒนาไปตามธรรมชาติด้วยความสามารถของชุมชนเองสังคมนั้นมีแต่จะถอยหลังและนอกจากนี้ยังเผยให้เห็นถึงความไร้สมรรถภาพของรัฐบาลด้วย

ในทางกลับกันถ้าหากสังคมใดรัฐเป็นผู้ทำให้ประชาชนฝ่ายเดียวการพัฒนาจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า

และยังเป็นการเสริมสร้างทรรศนะแบบคอยให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือตลอดเวลาในหมู่ประชาชนผลที่ตามมาคือจะมีการพัฒนาแต่ทางด้านรูปธรรม

แต่ทางด้านตัวคนหรือนามธรรมไม่ได้รับการพัฒนาเลย

2. การพึ่งพาตนเอง (SelfHelp) แนวความคิดนี้เป็นความเชื่อที่เป็นแนวทางสำหรับการปฏิบัติงานของนักพัฒนาตลอดมาว่า

วิธีการที่จะช่วยเหลือคนอื่นนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ

การช่วยให้ประชาชนมีขีดความสามารถที่จะช่วยตัวเองต่อไปได้โดยไม่ต้องคอยพึ่งให้คนอื่นมาช่วยอยู่ตลอดไป

ซึ่งย่อมหมายความว่าตราบใดที่รัฐบาลต้องค้ำจุนช่วยเหลือประชาชนแบบเลี้ยงเด็กไม่รู้จักโตแล้ว

การช่วยเหลือก็ปราศจากประสิทธิภาพ

แนวคิดการช่วยเหลือตนเองนี้เป็นหลักการสากล

ไม่เพียงแต่ในงานพัฒนาชุมชนแต่ยังรวมถึงงานสังคมสงเคราะห์อื่นๆ หรือแม้กระทั่งคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาที่กล่าวไว้ว่า

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ในระดับชุมชนหรือสังคมก็เช่นเดียวกัน

จะต้องยึดหลักการช่วยตนเองเสียก่อนแล้วถึงจะให้ผู้อื่นมาช่วยได้

3. ความคิดริเริ่มของชุมชน (LocalInitiative) การที่ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้

ประชาชนก็จะต้องได้รับการนำความคิดที่ถูกต้องจนมีทรรศนะและศรัทธาต่อการพัฒนาในแง่บวกจนถึงขนาดที่สามารถแสดงความคิดเห็นริเริ่มทำงานตามโครงการพัฒนา

โดยมิต้องรอให้ทางรัฐเป็นผู้เข้ามาชักชวนหรือกระตุ้นเตือนอยู่ตลอดเวลา

ความคิดริเริ่มที่มาจากภายนอกมักจะไม่ค่อยตรงกับความต้องการและปัญหาของชุมชนและมักจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากประชาชนด้วย

อย่างไรก็ดี

ถ้าหากชุมชนยังลังเลและไม่เต็มใจที่ออกความคิดริเริ่มก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ทางฝ่ายรัฐจะต้องเข้าไปนำความคิดและกระตุ้นเตือนให้ชุมชนเกิดความเคลื่อนไหว

ทั้งนี้โดยใช้วิธีการรวมกลุ่มและให้การศึกษาแก่ชุมชนซึ่งเป็นแนวทางในการกระตุ้นให้ชุมชนเกิดความคิดริเริ่ม

4. ความต้องการของชุมชน (Self-Need) ปัญหาและความต้องการของชุมชนนั้นเป็นผลผลิตของวัฒนธรรม โครงสร้างทางสังคม

เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของชุมชนเอง

ในขณะที่วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชุมชนกำลังมีปัญหาเปลี่ยนแปลง ความต้องการที่แท้จริงของชุมชนก็มีแนวโน้มที่จะแตกต่างจากเดิมไป

ในชุมชนดั้งเดิมที่ไม่มีการติดต่อกับภายนอกมากนักความต้องการของชุมชนมักจะปรากฏออกมาในรูปของการเน้นหนักไปทางในเรื่องการบริโภค

แต่ในชุมชนที่ทันสมัยและมีการติดต่อกับสังคมภายนอกอยู่ตลอดเวลานั้นความต้องการของชุมชนจะยึดถือแนวความคิด

ความต้องการของชุมชนเป็นแนวทางในการดำเนินงาน

แต่มีข้อแม้ว่าความต้องการของชุมชนนั้นจะสอดคล้องกับเงื่อนไขบางประการนั่นคือ

แนวความคิดนี้จะต้องมีความยืดหยุ่น

และเคลื่อนไหวปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปด้วย

5. ความสมดุลในการพัฒนา (Balance Development) ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า

ในการพัฒนาความต้องการของชุมชนนั้นจะต้องระลึกถึงขีดความสามารถของรัฐในการสนองตอบ

รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์แห่งรัฐด้วย

เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองที่ความต้องการของประชาชนนั้นมีอยู่มากมายเกินขอบเขตของรัฐที่จะจัดหาทรัพยากรมาสนองตอบได้หมด

จึงมีแนวความคิดที่สำคัญยิ่งว่าความต้องการของประชาชนนั้นจะต้องได้รับการนำทรรศนะไปในทิศทางที่ความต้องการนั้นจะต้องได้รับการบำบัดด้วยพลังความสามารถของชุมชนเองบวกกับขีดความสามารถของรัฐ

6. การศึกษาตลอดชีวิต (Long-LifeEducation) หมายความว่าการพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนการให้การศึกษาแก่ประชาชนทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตที่ดำรงอยู่

โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงคุณภาพของมนุษย์ในฐานะที่เป็นสมาชิกของชุมชน

เสริมสร้างความรู้ และทักษะในฐานะที่เป็นชาวนา

เป็นช่างฝีมือ เป็นหัวหน้าครอบครัว มุ่งให้ประชาชนมีความรับผิดชอบ

ดำรงอยู่ในสังคมประชาธิปไตยอันก้าวหน้า

สังคมซึ่งส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้เป็นผู้มีจิตใจรักความก้าวหน้ามีความปรารถนาที่จะดำรงชีวิตอยู่ในระดับและรูปแบบที่ดีกว่า

ทางที่จะทำเช่นนั้นได้ก็โดยการร่วมมือกับประชาชน

ส่งเสริมความสนใจในกลุ่มของตนและความสนใจชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่

7. การพัฒนาชุมชนเป็นการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ (HolisticProgram) หมายความว่าปัญหาชุมชนหรือของประเทศไทยไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น

แต่จะต้องเป็นการประสานการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีการประสานงานของวิธีการหลายวิธีและหลายด้าน

หากเราศึกษาปัญหาของชุมชนอย่างละเอียดจะพบว่าปัญหาของชุมชนนั้น

มีต้นตอเกิดจากแหล่งต่างๆ หรือมีสาเหตุหลายประการ

ฉะนั้นจึงต้องดำเนินการด้วยวิธีต่างๆด้านต่างๆพร้อมกันไปเช่น

การยกระดับการครองชีพของชาวนาจะต้องมีการพัฒนาทางด้านทักษะ

การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อม การวางแผนครอบครัว เป็นต้น

การกำหนดวิธีการแก้ปัญหาของชุมชนจึงต้องหยิบยกปัญหาของชุมชนนั้นมาพิจารณาอย่างละเอียดและต้องระลึกว่าปัญหาหนึ่งจะเกี่ยวพันหรือกระทบกระเทือนไปอีกปัญหาหนึ่งหรืออีกหลายปัญหาอยู่เสมอ

ฉะนั้นโครงการที่จะต่อสู้กับปัญหาจึงถูกกำหนดให้สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆได้หลายปัญหาหรือปัญหาหนึ่งอาจจะต้องมีโครงการเข้า

โดยมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศ

แต่มิได้หมายความว่านโยบายเป็นผู้กำหนดท้องถิ่น

แต่หมายถึงกิจกรรมในท้องถิ่นจะได้รับการสนับสนุนให้เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนค้ำจุน

นโยบายการสนับสนุนที่ได้รับนี้ก็คือการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้านวัสดุ กำลังคน

ฉะนั้นการดำเนินงานของท้องถิ่นใดเป็นไปโดยเอกเทศปราศจากเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายชาติย่อมจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควร

ปรัชญาของการพัฒนาชุมชน

จิตจำนง กิติกีรติ และชัยวัฒน์ สิทธิภราดร (2533, หน้า 54) ได้กล่าวถึงหลักการพัฒนาชุมชนไว้ว่า

1.

บุคคลแต่ละคนย่อมมีสิทธิ

และสามารถที่จะกำหนดวิธีการดำรงชีวิตของตนไปในทิศทางที่ต้องการ

2. บุคคลแต่ละคนย่อมมีความสำคัญ

และมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันจึงมีสิทธิอันพึงได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรมและอย่างบุคคลที่มีเกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

3.

บุคคลแต่ละคนถ้าหากมีโอกาสแล้วย่อมมีความสามารถที่จะเรียนรู้เปลี่ยนแปลงทัศนะและพัฒนาขีดความสามารถให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงขึ้นได้

4. มนุษย์ทุกคนมีพลังในความคิดริเริ่ม

ความเป็นผู้นำ

และความคิดใหม่ๆซึ่งซ่อนเร้นอยู่และพลังความสามารถเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตและนำออกมาใช้ได้ถ้าพลังที่ซ่อนเร้นอยู่นี้ได้รับการพัฒนา

5. การพัฒนาพลังและขีดความสามารถของชุมชนในทุกด้านเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา

และมีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตของบุคคล ชุมชน รัฐ

กล่าวโดยสรุปการพัฒนาชุมชน หมายถึง การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของชุมชน

โดยการสนับสนุนของภาครัฐบาล และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพัฒนา

เป็นการร่วมมือกันเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา

และมีแนวทางการพัฒนาไปในทิศทางที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

อันจะเป็นการนำไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน เพื่อจะทำให้เกิดความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ

สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากร การเมือง และสิ่งแวดล้อม

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องให้ทุกภาคส่วนของชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา

มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายชุมชน ผู้นำ ธุรกิจชุมชน

เป็นการผสมผสานนำไปสู่การเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้

การพัฒนาอย่างยั่งยืน

การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) คือการพัฒนาที่สนองตอบต่อความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน

โดยการที่ไม่ทำให้คนในรุ่นอนาคตต้องประนีประนอมลดทอนความสามารถในการที่จะสนองตอบความต้องการของตนเอง

(คณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา,

2546,

หน้า8) และเป็นการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน

หรือการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้ยังมีผู้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้หลากหลายดังนี้

Malliet (1998, pp10-12) ได้อธิบายถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ดังนี้

1. เราไม่ควรใช้ทรัพยากรของคนรุ่นหลังในรุ่นของเรา

เราควรให้ความเคารพและใส่ใจในเรื่องชีวิตชุมชน เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก

ดังนั้นเราจึงต้องคิดถึงคนอื่นและรุ่นอื่นด้วย

ฉะนั้นการใช้ทรัพยากรโบราณคดีควรพิจารณาถึงคุณค่า ประเภท

และลักษณะบางประการของทรัพยากรโบราณคดีที่แตกต่างจากทรัพยากรธรรมชาติ

2. การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ควรคำนึงถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการพัฒนา

คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการไม่ใช่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว

แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมในทางการเมือง มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทรัพยากรอย่างเท่าเทียม

มีอิสรภาพในทางความคิด การนับถือตนเอง และมีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ในการจัดการทรัพยากรจึงควรดำเนินการในลักษณะที่ให้ทุกคนหาความรู้และเข้าถึงแหล่งทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน

3. เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม

ซึ่งเป็นทรัพยากรพื้นฐานของวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์

และควรส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้

ความหลากหลายจะช่วยให้เพิ่มทางเลือกให้ชีวิต ให้ชุมชน ให้สังคม และให้โลกของเรา

ทรัพยากรทางโบราณคดีมีความหลากหลายและเราควรป้องกันไม่ให้สูญหายก่อนเวลาอันควร

4.

เราต้องช่วยกันลดการทำลายหรือการกระทำใดๆ ที่จะทำให้ทรัพยากรหมดไปอย่างรวดเร็ว

ซึ่งทรัพยากรทางโบราณคดีเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนทำขึ้นใหม่ได้

นอกจากนี้วัตถุแต่ละชิ้นก็ถูกสร้างขึ้นภายใต้เงื่อนไขสภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม

ภูมิศาสตร์และเวลาเฉพาะไม่เหมือนกัน

ฉะนั้นถ้าทรัพยากรทางวัฒนธรรมถูกทำลายก็เท่ากับประจักษ์พยานได้สูญหายไปจากโลกเหมือนกัน

5. เราต้องช่วยกันรักษาสมดุลของโลกหรือความสามารถในการรองรับของโลก

ความสามารถในการรองรับบนโลกส่วนมากเป็นทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

อุตสาหกรรมได้ใช้ทรัพยากรจนเกินความสามารถที่โลกมีแล้ว และในอนาคต

ระบบต่างๆก็จะล้มเหลวหรือล้มละลายได้ ถ้าพวกเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น

หันมาใช้ชีวิตสีเขียวมากขึ้น ลด ละ เลิก พฤติกรรมแบบบริโภคนิยม

และการนำสิ่งของบางอย่างกลับมาใช้ใหม่

6. ช่วยกันส่งเสริมให้ชุมชนใส่ใจสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนให้มากขึ้น

รวมทั้งเปลี่ยนทัศนคติและการปฎิบัติบางอย่างที่ไม่สร้างสรรค์ต่อชุมชนตนเอง

7. เราต้องสร้างพันธมิตรระดับโลกเพื่อช่วยกันสงวนรักษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรโบราณคดีต่อไป

นายแพทย์ประเวศวะสี

(2542, หน้า2) กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ดังนี้

1. การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดดุลยภาพของทุกมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ

สังคม วัฒนธรรม จิตใจ

ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยมีการบริหารจัดการที่ดี

มีพหุภาคีร่วมทุกขั้นตอน อันเป็นกลไกขับเคลื่อนและมียุทธศาสตร์หลักคือ

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาทุนทางสังคม

การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเสริมให้การพัฒนามุ่งสู่ความยั่งยืนที่ชัดเจนขึ้น

2. ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

ที่มุ่งสู่ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ ปัญญา

และระบบการศึกษาที่สร้างปัญญาอย่างต่อเนื่อง

เพื่อสร้างสังคมที่พออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน

และทฤษฎีพระมหาชนกที่มุ่งสู่การพึ่งตนเอง ความเพียรอันบริสุทธิ์ การอนุรักษ์

และเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ การมีปัญญาออกจากโมหภูมิ

และการมีมหาวิชชาลัยล้วนเป็นทฤษฎีที่เหมาะสมกับการนำมาสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

3.

เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขันจากเศรษฐกิจฐานราก

ทรัพยากรและทุนทางสังคม โดยวิธีการต่อไปนี้

3.1.ในการสร้างศักยภาพในการแข่งขันจะต้องมีการเชื่อมโยงให้เป็นเอกภาพระหว่างนโยบายและการดำเนินการตามนโยบายโดยทั้งนี้จะต้องผ่านกระบวนการสังเคราะห์องค์ความรู้

เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

3.2. การสร้างเศรษฐกิจฐานรากจะต้องสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ที่มีการจัดการ

โดยท้องถิ่นมีความชัดเจนเรื่องสิทธิชุมชนและมีการสนับสนุนจากทุกหน่วยงาน

3.3. การอนุรักษ์และเพิ่มทรัพยากรจะต้องมีการตั้งเป้าหมาย

มีกระบวนการทางนโยบาย กฎหมายและมีดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน

พระธรรมปิฎก ป.อ ปยุตโต

(2544,หน้า68) ได้อธิบายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า

การพัฒนาที่ยั่งยืนมีลักษณะเป็นบูรณาการ คือ ทำให้เกิดเป็นองค์รวมหมายความว่า

องค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาประสานกันครบองค์

และมีลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือมีดุลยภาพ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ

การทำให้กิจกรรมของมนุษย์สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

ซึ่งสอดคล้องกับคณะกรรมการองค์กรประสานงานภาคเอกชน(2545, หน้า 25) ได้กล่าวถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า

โลกประกอบด้วยสรรพสิ่งเป็นองค์รวม

การเปลี่ยนแปลงใดๆย่อมส่งผลกระเทือนที่ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งอื่น

บทบาทหน้าที่ที่อยู่ร่วมกันของมนุษย์กับธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อมต้องเป็นองค์รวมที่เกื้อกูลกัน การพัฒนาแบบยั่งยืนจึงต้องคำนึงถึงการสร้างชุมชนหรือสังคมแบบองค์รวมที่มีความหลากหลายและปฏิสัมพันธ์กันและกัน

ระบบการผลิตและการบริโภคจักต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สร้างปัญหามลพิษ หรือปัญหาการใช้มากเกินดุลยภาพ

การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องยึดหลักการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งมนุษย์จักต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรร่วมกันและพึ่งพากันทางวัฒนธรรม

ภูมิปัญญา เทคโนโลยี และหลักมนุษยธรรม

แต่ละประเทศจะมีแนวคิดและฐานคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่างกันอันเนื่องมาจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม

ความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญา

ประสบการณ์ในงานพัฒนา

และปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมไม่เหมือนกัน

ดังนั้นเมื่อคิดค้นหาทางแก้ไขหรือมองลึกเชิงโครงสร้างจำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละประเทศจะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงและความเหมาะสมของเงื่อนไขตนเอง

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2546, หน้า4)

ได้เสนอคำนิยามการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อที่ประชุมสุดยอดของโลก ณ

นครโจฮันเนสเบอร์กประเทศแอฟริกาใต้ว่า

การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทยเป็นการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุกๆด้านอย่างสมดุลบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ

ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกัน

เพื่อความสามารถในการพึ่งตนเองและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม

สฤณี

อาชวานันทกุล (2551, หน้า

คำอภิธานศัพท์

) ให้นิยามการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ว่าหมายถึง

วิถีการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่ลิดรอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นหลัง

เป้าหมายสูงสุดของแนวคิดนี้อยู่ที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรโลก

โดยยังสามารถรักษาระดับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของมนุษย์ไม่ให้เกินศักยภาพการผลิตของธรรมชาติ

และมุ่งเน้นความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ แทนที่จะยึดเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักเหมือนวิถีการพัฒนาทั่วไป

นอกจากนั้นยังได้สรุปถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า

มีลักษณะสำคัญร่วมอยู่หลายประการดังนี้

1. อยู่ภายใต้แนวคิดของความเท่าเทียมกัน

(Equity) และความยุติธรรม (Fairness) เพราะมองว่าในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน

ผลกระทบจากการกระทำโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นของเรา อาจส่งผลร้ายแรงต่อผู้อื่น

และตัวเราเองในอนาคตก็เป็นได้

เราจึงควรคำนึงถึงความเท่าเทียมกันและยุติธรรมต่อผู้อื่นด้วย เช่น

ประเทศแต่ละประเทศควรได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเอง

บนพื้นฐานคุณค่าทางวัฒนธรรมและสังคมของตัวเองโดยไม่ถูกเบียดเบียนจากประเทศอื่นๆหรือการปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนที่ไม่มีสิทธิออกเสียง

2.

มีมุมมองในระยะยาวภายใต้หลักความรอบคอบ (Precautionary

principle)

เช่นชนเผ่าอินเดียแดงในอเมริกา

มีการวางแผนระยะยาวโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อคนอีกเจ็ดรุ่นในอนาคต แต่อย่างน้อยหากเพียงแค่คำนึงถึงคนอีกรุ่นหนึ่งคือรุ่นต่อไปเท่านั้น

ก็จะทำให้คนทุกรุ่นได้รับการดูแลอย่างแน่นอน

นอกจากนั้นหากมีกิจกรรมใดที่อาจเพิ่มอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของมนุษย์ในอนาคต

ซึ่งคนรุ่นปัจจุบันก็ต้องดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหานั้นด้วย

3. การคิดเป็นระบบ

(SystemThinking)

ซึ่งจำต้องอาศัยความเข้าใจในความเชื่อมโยงและสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม

เศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากเราเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของระบบธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

การคิดเป็นระบบทำให้เข้าใจได้ว่าโลกมีระบบย่อยๆมากมายซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันผ่าน

ห่วงโซ่ตอบกลับ” (Feedback

loop) ที่บอกว่าเหตุการณ์เล็กๆบางอย่างอาจจะก่อผลกระทบขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้

นอกจากนั้นยังให้คำนึงด้วยว่าทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด

เราจึงไม่ควรนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในอัตราที่สูงกว่าความสามารถในการผลิตทรัพยากรทดแทน

และไม่ควรทิ้งมันมากกว่าอัตราที่ธรรมชาติจะสามารถดูดซับกลับเข้าไปในระบบด้วย

พิทยาว่องกุล (2554, หน้า 53-56)

พูดถึงแนวคิดการพัฒนาแบบองค์รวมที่ยั่งยืนว่าต้องเป็นการรวมกลุ่มกันระหว่างชาวบ้านหรือชุมชน

องค์กรพัฒนาชุมชน หรือหน่วยงานในภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมกันเป็นเครือข่าย

เป็นฐานคิดเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่มั่นคง

ความมั่นคงและความยั่งยืนมาจากหลักเอาชุมชนเป็นศูนย์กลาง

ดังนั้นภาวะแห่งการพัฒนาใหม่จำเป็นต้องอาศัยฐานคิดที่เป็นแกนกลาง

ฐานคิดที่มีหลักปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์กับชุมชน มีชุมชนเป็นฐาน และฐานชุมชนก็ตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาที่ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

เน้นชุมชนต้องอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศน์ที่ดี และประกอบเข้าเป็นองค์รวมเดียวกัน

กล่าวโดยสรุป การพัฒนาที่ยั่งยืน

หมายถึงการพัฒนาที่ทำให้เกิดความสมดุลในทุกมิติทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

สิ่งแวดล้อม โดยมีการตั้งเป้าหมายและมีกระบวนการจัดการร่วมกันของชุมชน

ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

โดยมีเครือข่ายทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศเพื่อเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารข้อมูล

และการบริหารจัดการร่วมกันในการดำเนินการจัดการทรัพยากรชุมชน

ต้องมีอิสรภาพทางด้านความคิดและการจัดการโดยอยู่บนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน

ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้และแหล่งทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกันเพื่อประโยชน์ของชุมชนและการมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น

ในการศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาประเพณีท้องถิ่นภายใต้กรอบของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

แนวคิดวิสาหกิจชุมชน

วิชิต

นันทสุวรรณ. (2547) กล่าวว่า

วิสาหกิจชุมชนคือ

การประกอบการเพื่อจัดการ

ทุนของชุมชนอย่างสร้างสรรค์

เพื่อตอบสนองการพึ่งตนเอง และความพอเพียงของครอบครัวและชุมชน และกล่าวว่า

การประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนเป็นการประกอบการที่เชื่อมโยงการผลิตทางการเกษตร

การแปรรูป และการตลาดของชุมชน เข้าเป็นกระบวนการเดียวกัน ไม่แยกส่วน และแบ่งบทบาทให้กับกลุ่มคนที่มีทักษะหรืออาชีพเฉพาะที่แตกต่างกัน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางวิสาหกิจชุมชนมี 3 ระดับ คือ

การสร้างผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการพึ่งตนเองในระดับครัวเรือน

สร้างผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อเพียงพอกับความต้องการระดับชุมชน

และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองสังคมภายนอกชุมชนเป็นระดับก้าวหน้า ซึ่งตรงกับนโยบาย

หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

เสรี

พงศ์พิศ. (2546) กล่าวว่า

วิสาหกิจชุมชน

คือ การประกอบการขนาดเล็ก เพื่อจัดการ ทุน ของชุมชน ในชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน ทั้งนี้โดยใช้ความรู้ ภูมิปัญญา

และความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนผสมผสานกับความรู้สากล

จารุพงศ์

พลเดช. (ม.ม.ป.) กล่าวว่า

วิสาหกิจชุมชนคือ

การประกอบกิจการด้วยสามัคคีธรรมของชุมชน โดยชุมชน ในการผลิตสินค้า

การให้บริการและอื่นๆ หรือการเรียนรู้และพึ่งตนเอง ของครอบครัว ชุมชน

และระหว่างชุมชน ด้านการนำทุนของชุมชนมาดำเนินการ โดยใช้รูปแบบการจัดการที่เหมาะสม

ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมบนพื้นฐานเศรษฐกิจแบบพอเพียง

โดยมีหัวใจการดำเนินการ ดังนี้

1.

เป็นการดำเนินการของชุมชน

2.

เป็นการร่วมทุนดำเนินการ

3.

เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืน และสร้างรายได้ที่มั่นคง

สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน(2548)

ระบุว่า

วิสาหกิจชุมชน

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 หมายถึง

กิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่นๆ

ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกันและรวมตัวกันประกอบกิจการดังกล่าว

ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลในรูปแบบใดหรือไม่เป็นนิติบุคคล

เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชน

และระหว่างชุมชนจากความหมายข้างต้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า วิสาหกิจชุมชน คือ

การประกอบการของชุมชนในการผลิตสินค้าหรือบริการ

เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งตนเอง

เสรี

พงศ์พิศ (2546) กล่าวว่า องค์ประกอบหลักของวิสาหกิจชุมชนมี 7 ประการ คือ

1.

ชุมชนเป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการเอง

2.

ผลผลิตมาจากกระบวนการในชุมชน เน้นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น

3.

ริเริ่มสร้างสรรค์โดยชุมชน เพื่อการพัฒนาศักยภาพของชุมชนเอง

4.

ใช้ฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานทุนที่สำคัญ ผสมผสานกับความรู้ภูมิปัญญาสากล

5.

ดำเนินการแบบบูรณาการ เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นระบบ

6.

มีการเรียนรู้เป็นหัวใจของกระบวนการพัฒนา

7.

มีการพึ่งตนเองเป็นเป้าหมายอันดับแรกและสำคัญที่สุด

จากแนวคิดวิสาหกิจชุมชน ผู้ศึกษาสรุปได้ว่าวิสาหกิจชุมชน คือ การประกอบการขนาดเล็ก เพื่อจัดการ ทุน ของชุมชน ในชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน ทั้งนี้โดยใช้ความรู้ ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนผสมผสานกับความรู้สาก

ทฤษฏีเครือข่ายและชุมชนเข้มแข็ง

แนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายได้มีการนำมาใช้ในการพัฒนาอย่างแพร่หลายเนื่องจากว่าการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีผู้อธิบายความหมายของเครือข่ายไว้ดังนี้

ระพีพรรณ ทองห่อและคณะ (2551, หน้า 11)

ได้อธิบายถึงความหมายของเครือข่ายหรือ NETWORK หรือเครือข่ายของงานว่า

NET คือตาข่ายโยงใยถึงกันและกันพร้อมที่จะWORK

เมื่อต้องการใช้งานโดยมีทั้งผู้ให้และผู้รับบนความแตกต่างหลากหลายของสมาชิกเครือข่ายซึ่งสมาชิกจะมีความสัมพันธ์กันผ่านทางช่องทางสื่อสารที่ก่อให้เกิดการรับรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

Miles และ Snow

(1992,

อ้างถึงใน นฤมล นิราทร, 2543, หน้า1)

ได้เสนอว่า เครือข่าย เป็นกลุ่มขององค์กรธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ

หรือบุคคลซึ่งประสานกันด้วยกลไกทางการตลาดมากกว่าสายบังคับบัญชาแบบดั้งเดิม

Atlter และHage

(1993,

อ้างถึงใน นฤมล นิราทร, 2543, หน้า1) ได้อธิบายว่า

เครือข่ายเป็นรูปแบบทางสังคมที่เปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กร

เพื่อการแลกเปลี่ยนการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการร่วมกันทำงาน

เครือข่ายประกอบด้วยองค์กรจำนวนหนึ่งซึ่งมีอาณาเขตที่แน่นอน องค์กรเหล่านี้มีฐานะเท่าเทียมกัน

พระมหาสุทิตย์อาภากโร(อบอุ่น)

(2547,

หน้า 44) ได้กล่าวถึงความหมายของเครือข่ายไว้ว่า

เครือข่าย หมายถึง

ความร่วมมือและการเปิดรับของฝ่ายต่างๆที่จะมีข้อตกลงร่วมกันในการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้

ซึ่งข้อกำหนดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความมุ่งหมายที่จะระดมทรัพยากร กระบวนการ

ความรู้และวิธีการต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จจากการร่วมมือและได้รับในสิ่งที่ใหม่นั้นเสมอ

และนอกจากนี้พระมหาสุทิตย์ อาภากโร

(อบอุ่น) (2547, หน้า39-40)

ยังได้อธิบายความหมายของเครือข่ายไว้ 3 มิติ คือ

1)

เครือข่ายนัยคุณค่าความสัมพันธ์

เป็นการให้ความหมายโดยอธิบายถึงมิติแห่งความสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆและข่ายของงาน

ซึ่งอธิบายว่า เครือข่าย หมายถึง ความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มชุมชน

เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ช่วยเหลือพึ่งพา จนกระทั่งสามารถสร้างพลังและอำนาจต่อรอง

และต่อมาก็มีการขยายความสัมพันธ์ไปสู่ระดับที่กว้างขึ้น

2) เครือข่ายนัยการประสานความร่วมมือ

เป็นการให้ความหมายโดยอธิบายถึงมิติของการประสานความร่วมมือ ซึ่งเครือข่าย หมายถึง

ความร่วมมือและเปิดรับของฝ่ายต่างๆที่จะมีข้อตกลงร่วมกันในการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

ถ้าไม่มีความร่วมมือต่อกันแล้ว

ความเป็นเครือข่ายหรือข่ายใยแห่งความสัมพันธ์คงไม่เกิดขึ้น

3) เครือข่ายนัยภารกิจและกระบวนการ เป็นการให้ความหมายโดยอธิบายว่าภารกิจและกระบวนการทำงานของฝ่ายต่างๆเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ความเป็นเครือข่ายนั้นมีความต่อเนื่อง โดยเป็นทั้งกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมและกระบวนการกลุ่มที่เป็นการระดมทรัพยากรในการสร้างพลังอำนาจต่อรองให้สูงขึ้น กระบวนการต่างๆเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของเครือข่าย

จากความหมายที่กล่าวมาสรุปได้ว่า

เครือข่าย หมายถึง

การร่วมมือระหว่างกลุ่มบุคคลหรือองค์กรเพื่อดำเนินกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้บรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

และเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรร่วมกันอันจะเป็นการนำไปสู่การพัฒนากลุ่มหรือองค์กรให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

ทฤษฏีและแนวคิดที่ใช้ในการอธิบายเครือข่าย

มีผู้ได้อธิบายเกี่ยวกับทฤษฏีและแนวคิดที่ใช้ในการอธิบายเครือข่ายไว้ดังนี้คือ

1.

ทฤษฏีการแลกเปลี่ยน (Exchange Theory) การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างเครือข่ายจะเกิดขึ้นได้โดยแต่ละฝ่ายมองเห็นประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากเครือข่าย

(ระพีพรรณ ทองห่อ และคณะ, 2551, หน้า 14) และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ดังนั้นเหตุผลหลักที่จะทำให้เครือข่ายเกิดขึ้นโดยความสมัครใจก็คือแต่ละฝ่ายมองเห็นประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการเข้าร่วมเครือข่ายจึงจะนำไปสู่ความเต็มใจที่จะประสานกันหรือเข้าร่วมเป็นเครือข่าย

(นฤมล นิราทร

, 2543, หน้า 11)

2) แนวคิดการรวมพลัง ซึ่งหมายถึง การรวมพลังที่นำไปสู่ผลได้ที่มีคุณค่าทวีคูณอธิบายด้วยสมการ

1+1=3 หรือ 2+2=5 (นฤมล นิราทร, 2543, หน้า 11) ส่วนเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

(2543, หน้า34) ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า

การรวมตัวแบบพลังทวีคูณไม่ใช่ทวีบวก

แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานเป็นเครือข่ายจะต้องดีกว่าผลลัพธ์ของต่างคนต่างทำแล้วนำมารวมกัน

3) ทฤษฎีการสื่อสาร (Communication Theory) คือความเป็นเครือข่ายจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการติดต่อสื่อสารกันโดยทั้งผู้ให้และผู้รับผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆอย่างสม่ำเสมอหรือเป็นคำอธิบายข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ของกระบวนการสื่อสารที่ตรวจสอบหรือยอมรับกันแล้วตามสมควรเรียกว่าทฤษฎีสื่อสาร

(ศุภรัตน์ฐิติกุล,

2540,

หน้า 37-44) ซึ่งทฤษฏีสื่อสารนี้แบ่งเป็น

4 ประเภทคือ 1)

การสื่อสารภายในตัวบุคคล เป็นโครงสร้างของความนึกคิด 2) การสื่อสารระหว่างบุคคล

หรือการสื่อสารตัวต่อตัว

3) การสื่อสารกลุ่มใหญ่ เป็นการสื่อสารแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบตั้งแต่สองคนขึ้นไป

4) การสื่อสารในองค์กร 5)

การสื่อสารมวลชน

เป็นกิจกรรมการสื่อสารที่มีความสลับซับซ้อนและมีความเป็นสังคมของข้อมูลข่าวสาร

ลักษณะทั่วไปของเครือข่าย

ลักษณะของเครือข่ายจะมีหลายประเภทซึ่งมีผู้รู้ได้กล่าวถึงลักษณะทั่วไปของเครือข่ายดังนี้

สนธยาพลศรี (2550, หน้า213-215) ได้อธิบายถึงลักษณะทั่วไปของเครือข่ายไว้ดังนี้

1) เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก 2) สมาชิกมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน 3)

มีความสัมพันธ์เท่าเทียมกัน 4) มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

5) มีพันธะสัญญาร่วมกัน 6) มีการเรียนรู้ร่วมกันและมีพันธะสัญญาร่วมกัน

เครือข่ายการจัดการการท่องเที่ยว

เครือข่ายการจัดการด้านการท่องเที่ยวเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงขยายผลการทำงานหรือแนวคิดไปสู่กลุ่มอื่นโดยผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน

การมีส่วนร่วมและกระบวนการกลุ่มที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายร่วมกันของทุกฝ่าย

(ระพีพรรณ ทองห่อ และคณะ, 2551,

หน้า5-26) และได้กล่าวถึงเครือข่ายการท่องเที่ยวจะทำให้เกิดสิ่งต่างๆเหล่านี้คือ

1) เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด และทักษะต่างๆร่วมกัน

2) เพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหา

สมาชิกเครือข่ายแต่ละกลุ่มมีปัญหาและประสบการณ์ที่เหมือนและแตกต่างกัน

เมื่อมาเป็นเครือข่ายจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาที่ตนเองเคยประสบให้กับสมาชิกกลุ่มอื่นได้

เป็นการเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาที่สมาชิกคนใดคนหนึ่งทำไม่ได้

3) เกิดการพึ่งพาตนเอง

ในกลุ่มสมาชิกเครือข่าย

เครือข่ายที่มีการทำงานที่เข้มแข็งจะส่งผลให้สมาชิกเครือข่ายสามารถพึ่งตนเองได้ทั้งในเรื่องของทุน

ทรัพยากร ความรู้และการจัดการ

4)

เกิดการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

การรวมกันเป็นเครือข่ายก่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรร่วมกันของสมาชิกภายในเครือข่าย

ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนและเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยอาจมีการแลกเปลี่ยนหรือเสริมหนุนกันทำให้เกิดการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

5)

เกิดพลังอำนาจในการต่อรอง การทำกิจกรรมต่างๆโดยลำพังอาจไม่มีพลังอำนาจในการต่อรองแต่ถ้ามารวมกันเป็นเครือข่ายจะทำให้เกิดพลังอำนาจในการต่อรองเพิ่มมากขึ้น

6) เกิดพลังใจ

ความสามัคคี เป็นการให้กำลังใจและช่วยเหลือกันในรูปแบบต่างๆตามมา

สรุปได้ว่า การเป็นเครือข่าย

จะต้องประกอบไปด้วย สมาชิกเครือข่ายที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมร่วมกัน

โดยที่สมาชิกทุกคนมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

มีปฎิสัมพันธ์และการสื่อสารต่อเนื่อง

เป็นกระบวนการทำงานที่มีประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกัน

ช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกและได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

อันจะส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนของเครือข่ายและเกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

แนวคิดเกี่ยวกับความเข้มแข็งของชุมชน

แนวคิดความเข้มแข็งของชุมชนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญหลังจากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (..2540-2544) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบสู่ชนทุกชั้นในสังคม ทำให้มีความยากลำบากในการครองชีพและเกิดปัญหาสังคมต่างๆตามมาทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จึงต้องเข้ามาร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ (ข่าวการพัฒนากองศึกษาและเผยแพร่การพัฒนา,2544) จึงจำเป็นที่ชุมชนต้องมีความรู้และมีภูมิคุ้มกันเพื่อที่จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้นแนวทางการพัฒนาจึงต้องวางรากฐานในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งโดยเป็นการมุ่งสร้างให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆและสามารถแก้ปัญหาของชุมชนได้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้ ได้มีนักวิชาการและนักพัฒนาให้ความหมายของความเข้มแข็งของชุมชนไว้ดังนี้

ประเวศวะสี (2541, หน้า

27-29) ได้กล่าวถึงความหมายของชุมชนเข้มแข็งว่า หมายถึง

ชุมชนที่มีการรวมกลุ่มกันในรูปต่างๆเช่น สหกรณ์ ชมรม หรือ ประชาคม เมื่อมีการรวมตัวกันเป็นชุมชน

จะเกิดพลังสร้างสรรค์ที่สามารถป้องกันสิ่งร้ายและสร้างสิ่งดีทุกอย่างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ

จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การเมือง และสุขภาพเป็นต้น

สอดคล้องกับแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(2544, หน้า 18) ที่ได้ให้นิยามความหมายของชุมชนเข้มแข็งไว้ในรายงานการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

สังคม วัฒนธรรม ที่สนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยได้กล่าวไว้ว่า ชุมชนเข้มแข็ง

หมายถึง การที่ประชาชนในชุมชนต่างๆของเมืองหรือชนบท รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชน

โดยมีการเรียนรู้ การจัดการ และการแก้ปัญหาร่วมกันของคนในชุมชน

แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม

วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมภายในชุมชน ชมรมสหกรณ์

องค์กรชาวบ้าน

เครือข่ายและอื่นๆที่มีความหมายรวมถึงการร่วมมือช่วยเหลือกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันและมีความเอื้ออาทรต่อชุมชนอื่นๆในสังคมด้วย

ไพโรจน์ภัทรนรากุล (2545, หน้า 65) ได้กล่าวถึงชุมชนเข้มแข็งว่า

หมายถึงประชาสังคม ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของประชาชนในลักษณะที่มีความเข้มแข็ง

มีศักยภาพ มีเสถียรภาพ มีการสั่งสมทุนทางปัญญาและทุนทางเศรษฐกิจ

มีคุณภาพและคุณค่าที่ดีงามเป็นกรอบยึดเหนี่ยวและนำไปสู่สังคมที่มีคุณภาพ

มีภูมิปัญญาภายใต้ระบบเครือข่ายความร่วมมืออย่างเกื้อกูลและเอื้ออาทร

สรุปได้ว่าชุมชนเข้มแข็ง

หมายถึง การที่ประชาชนมารวมกันเป็นชุมชนเพื่อสร้างพลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

โดยการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ

และร่วมกันแก้ไขปัญหาของชุมชนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในทุกๆด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ

สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และมีระบบความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

นำไปสู่การเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้

ลักษณะความเข้มแข็งของชุมชน

กรมพัฒนาชุมชน (2541, หน้า 52) ได้กล่าวถึง ลักษณะชุมชนเข้มแข็งไว้ดังนี้

1) ต้องเป็นชุมชนที่มีการเรียนรู้

2) ชุมชนที่รู้จักจัดการตนเอง

3) ชุมชนที่มีจิตวิญญาณคือมีความรู้สึกร่วมกันและมีวัฒนธรรมภายในชุมชน

4) เป็นชุมชนที่มีสันติภาพ

นอกจากนี้สำนักงานสถาบันราชภัฎ(2542, หน้า 29)

ยังได้กล่าวถึงลักษณะของชุมชนเข้มแข็งโดยมีพฤติกรรมที่เป็นองค์รวมดังนี้

1) มีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง มีความสามัคคี

รักษากติกาทางสังคมที่ร่วมกันสร้างขึ้นและต้องคำนึงถึงส่วนรวม

2) ร่วมคิด ร่วมหารือ ร่วมแก้ไขปัญหา

โดยไม่หวังพึ่งพาจากภายนอกมาก

3) มีการจัดองค์กรทุนทางสังคมอย่างเป็นระบบ

และมีประสิทธิภาพ เช่นกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ กลุ่มทางภูมิปัญญาและประเพณี

เป็นต้น

4)

การมีส่วนร่วมด้านการปกครองชุมชน

5)

มีกิจกรรมชุมชนอย่างต่อเนื่อง

6)

มีการสืบสานวัฒนธรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง

สรุปได้ว่า

ลักษณะความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งคนในชุมชนต้องมีการเรียนรู้

มีประสบการณ์และความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันของชุมชน

มีการเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง แสดงความคิดเห็น

และร่วมกันทำกิจกรรมภายในชุมชนทั้งกิจกรรมสังคมและกิจกรรมทางประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมาและการมีผู้นำที่มีความเข้มแข็งประชาชนทุกคนที่อยู่ในชุมชนเคารพกฎกติกาของชุมชน

องค์ประกอบที่สำคัญของชุมชนเข้มแข็ง

ได้มีผู้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุมชนเข้มแข็งไว้ดังนี้คือ

กองอาสาสมัครและผู้นำชุมชน(2542, หน้า8) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุมชนเข้มแข็งว่าประกอบไปด้วยสิ่งสำคัญดังนี้

1) วัฒนธรรมชุมชนผูกพันแน่นแฟ้นกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน

2) จารีตประเพณี กฎ

เป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนที่หล่อหลอมประสบการณ์ของคนในชุมชนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

การสร้างจิตสำนึกการอยู่อาศัยร่วมกัน

ดำเนินชีวิตไปตามระบบคุณค่าและความเชื่อของชุมชน

3) ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เป็นการเรียนรู้ที่ชุมชนได้สั่งสมมา การแพทย์พื้นบ้าน ศิลปหัตถกรรม

และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

4) ระบบความสัมพันธ์

เครือญาติมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันยึดโยงชุมชนให้เข้มแข้งไม่แตกสลายโดยง่าย

5) ทรัพยากรบุคคล

กลุ่มผู้นำชาวบ้าน พระ ผู้อาวุโส ผู้ทำการเกษตร ปราชญ์ชาวบ้าน

เพื่อเป็นการเสริมสร้างการดำเนินกิจกรรมสาธารณะให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้

6)

บริหารจัดการทรัพยากรโดยมีส่วนร่วมในทุกส่วนของกิจกรรม

7)

มีความเป็นธรรมในสังคม

นอกจากนี้บุญนาคตีวกุล (2544, หน้า 81-82)

ได้ชี้ให้เห็นถึงองค์ประกอบของประชาคมที่เข้มแข็งดังนี้

1) มีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและช่องทางการสื่อสารระดับพื้นฐานเช่น

การพูดคุยในชีวิตประจำวัน การประชุม เป็นต้น

2) มีการตัดสินใจร่วมกัน

ผ่านการเรียนรู้ การตรวจสอบ และการทำประชาพิจารณ์ของคนในชุมชน

3)

ผู้นำชุมชนที่มีความสามารถ นำไปสู่สิ่งที่ดี

ปรับตัวเข้ากับชุมชนได้ดีและทำประโยชน์เพื่อชุมชน

4) การแก้ไขปัญหาเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน

5)

การมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในชุมชนซึ่งนำไปสู่การไว้วางใจกันและกัน

6) สำนึกความเป็นชุมชนและมีการแบ่งปันในสิ่งที่ได้มา

สรุปได้ว่าองค์ประกอบของความเข้มแข้งชุมชน คือ การที่ชุมชนมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในการดำเนินกิจกรรมของชุมชน และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันของคนภายในชุมชน อันจะทำให้เกิดความรักความสามัคคีขึ้นในชุมชน มีประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมากลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตชุมชน มีส่วนร่วมในกิจกรรมสังคม และส่วนร่วมในการบริหารการปกครองตนเองของชุมชน และการมีผู้นำที่เข้มแข็งรวมทั้งทรัพยากรบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเพื่อการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน

แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ

และแหล่งวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นโดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายใต้การจัดการท่องเที่ยว

และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเพื่อมุ่งให้เกิดจิตสำนึกในการรักษาสภาพแวดล้อม

โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณีวัฒนธรรม ให้คงอยู่ในสภาพเดิม

และนอกจากนี้ยังมีผู้ที่ให้ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไว้หลากหลายดังนี้

CebellosLacurain (1991, www.dnp.go.th) ได้ให้คำจำกัดความของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ไว้ว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นการท่องเที่ยวรูปแบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติโดยไม่ให้เกิดการรบกวนหรือทำความเสียหายแก่ธรรมชาติ

แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ชื่นชม ศึกษาเรียนรู้ และเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ พืชพรรณ

สัตว์ป่า ตลอดจนลักษณะทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในแหล่งธรรมชาติเหล่านั้น

Elizabeth

Boo (1991, www.dnp.go.th)

ได้ให้คำจำกัดความของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไว้ว่าเป็นการท่องเที่ยวแบบอิงธรรมชาติที่เอื้อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์อันเนื่องมาจากมีเงินทุนสำหรับการปกป้องดูแลรักษาพื้นที่

มีการสร้างงานให้กับชุมชน หรือท้องที่ พร้อมทั้งให้การศึกษา

และการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

The

Ecotourism Society (1991, www.dnp.go.th)

ได้ให้คำจำกัดความของการท่องเที่ยวไว้ว่า

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

เป็นการเดินทางไปเยือนแหล่งธรรมชาติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคุณค่าของระบบนิเวศน์

และในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเกิดประโยชน์ต่อประชาชนท้องถิ่น

ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับปรุงคำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ให้สั้นและกะทัดรัดแต่มีความหมายสมบูรณ์มากขึ้นโดยได้กล่าวสรุปว่า

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อแหล่งธรรมชาติซึ่งมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

The Commonwealth Department of

Tourism (1994, www.dnp.go.th)

ได้ให้คำจำกัดความการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คือ

การท่องเที่ยวธรรมชาติที่ครอบคลุมถึงสาระการศึกษา

การเข้าใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและการจัดการเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ให้ยั่งยืนคำว่าธรรมชาติสิ่งแวดล้อมยังครอบคลุมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นด้วย

ส่วนคำว่าการรักษาระบบนิเวศน์ให้ยั่งยืนนั้น หมายถึง

การปันผลประโยชน์ต่างๆกลับสู่ชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (2538, หน้า5)

ให้ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า

เป็นการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบต่อแหล่งธรรมชาติ

และเอกลักษณ์วัฒนธรรมของท้องถิ่น

โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้การจัดการร่วมกันของผู้มีส่วนร่วมของท้องถิ่น

เพื่อมุ่งให้เกิดจิตสำนึกต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

พรเพ็ญ จรัญนฤมล (2542, หน้า 14)

ได้สรุปลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่กลุ่มบุคคล หรือองค์กรสำคัญได้แก่

1) The Ecotourism Society (TES)

2) The World Tourism Organization (WTO)

3) The World Wild Fund for Nature (WWF)

4) The World Resources Institute (WRI)

5) The National Audubon Society (NAS)

6) Tourism Concern and the council of Europe

ซึ่งได้ให้ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไว้ดังนี้

1.

แหล่งท่องเที่ยวที่จะส่งเสริมและพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควรเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีการอนุรักษ์

แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรมที่ปรากฎในพื้นที่ธรรมชาตินั้น

2.

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นการท่องเที่ยวที่ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมไม่ทำลายทรัพยากรให้เสียหาย

3. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เน้นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์โดยตรงในการเข้าไปศึกษาเรียนรู้และส่งเสริมจรรยาบรรณเชิงบวกต่อสภาพแวดล้อม

4. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้องเป็นการท่องเที่ยวที่ให้ประโยชน์กลับคืนสู่ธรรมชาติและการอนุรักษ์ในขณะเดียวกัน

จะเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

5. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะมุ่งเน้นที่คุณค่าธรรมชาติหรือลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวและเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว

ไม่ใช่เน้นที่การเสริมแต่งหรือพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก

กล่าวโดยสรุปได้ว่า

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หมายถึง

การท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

และประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นอย่างมีความรับผิดชอบ โดยไม่ก่อให้เกิดการรบกวน

หรือทำความเสียหายแก่ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่น แต่มีวัตถุประสงค์อย่างมุ่งมั่นเพื่อชื่นชม

ศึกษา เรียนรู้ และเพลิดเพลินไปกับประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่น

อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น

เป็นการสร้างรายได้และกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน อันจะทำให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น

ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้

และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นี้ก็เป็นการท่องเที่ยวที่พัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (2539, หน้า 7)

ได้กล่าวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไว้ดังนี้

1. เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

รวมถึงแหล่งวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์

ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นและทรงคุณค่าในพื้นที่นั้น

2. เป็นการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบและมีการจัดการอย่างยั่งยืน

ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ หรือ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมค่อนข้างต่ำ

และช่วยส่งเสริมการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวให้ยั่งยืนตลอดไป

3. เป็นการท่องเที่ยวที่มีการเรียนรู้และให้การศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มพูนความรู้

ความประทับใจ และประสบการณ์ที่มีคุณค่า

ซึ่งจะสร้างความตระหนักและจิตสำนึกที่ถูกต้องทางด้านการอนุรักษ์ทั้งต่อนักท่องเที่ยว

และประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นตลอดจนผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

4.

เป็นการท่องเที่ยวที่นำไปสู่การกระจายรายได้

ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในภาคบริการต่างๆเพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อท้องถิ่นซึ่งมักจะเป็นการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะใหญ่ๆที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่มักตกอยู่กับผู้ประกอบการหรือบริษัทนำเที่ยวเท่ากัน

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อวางอยู่บนแนวคิดที่เน้นความสำคัญของการผสมผสาน

จุดมุ่งหมายของการอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

และการพัฒนาชุมชนไว้เป็นเรื่องเดียวกันอีกทั้งให้ความสำคัญกับมิติของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

และการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควรอยู่บนพื้นฐานแนวคิดหลัก

5 ประการดังนี้

(The Ecotourism Society, อ้างถึงใน จักรพงศ์ มนัสพิทักษ์ชัย, 2549, หน้า 18)

1) การมองการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองและสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

ในลักษณะเช่นนี้การท่องเที่ยวมิได้เป็นปรากฏการณ์ที่หยุดนิ่งไร้ความเคลื่อนไหว

หากแต่เป็นการปรับตัวของชุมชนโดยสัมพันธ์กับเงื่อนไขภายนอกในระดับมหภาค

การมองการท่องเที่ยวในบริบทของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง

และธรรมชาติแวดล้อม

เป็นแนวคิดที่ช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงปรากฏการณ์ในท้องถิ่นกับเงื่อนไขภายนอก

และช่วยชี้ให้เห็นทิศทางของการพัฒนาประเทศที่มีผลต่อวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจน

การที่ภาคเอกชนเข้ามาผูกขาดธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งเน้นการสร้างรายได้และการเจริญเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวอาจทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ประโยชน์

แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลในด้านของการทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น

ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมและความยากจน

เพราะชุมชนท้องถิ่นขาดอำนาจในการจัดการท่องเที่ยวและไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของการพึ่งตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

การพิจารณาการท่องเที่ยวในบริบทของการพัฒนาที่เน้นทิศทางเดียวคือการมุ่งขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น

ทำให้เราเข้าใจกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับสังคมภายนอกได้อย่างชัดเจน

2) การมองการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้เห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในฐานะที่เป็นวิถีชีวิต

โดยไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด

ลักษณะเช่นนี้การท่องเที่ยวเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมภายใต้หลักการที่ว่าคนที่ดูแลรักษาทรัพยากรย่อมสมควรได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษานั้น

เป็นการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้มีลักษณะเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาให้เข้มข้นขึ้น

ชุมชนได้ประโยชน์จากกิจกรรมการท่องเที่ยวในขณะเดียวกันก็มีการกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวออกไปในวงกว้างเพื่อให้สมาชิกของชุมชนทั้งหมดได้รับอานิสงค์จากการท่องเที่ยวโดยตรง

เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นี้จะประสบความสำเร็จได้มิใช่อยู่บนพื้นฐานของการอนุรักษ์ทรัพยากรเพียงอย่างเดียวแต่ยังขึ้นอยู่กับหลักการแรงจูงใจให้ผู้ที่ทำการอนุรักษ์ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการกระทำของตนเอง

3)

การมองการท่องเที่ยวจากมิติทางวัฒนธรรมเป็นการให้ความเคารพแก่อัตลักษณ์

และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ซึ่งมีวิถีชีวิต

และจารีตประเพณีแตกต่างกันออกไป มุมมองทางด้านวัฒนธรรมเน้นให้ความเคารพในศักดิ์ศรี

และสิทธิทางด้านวัฒนธรรม และไม่เปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดการละเมิด

จาบจ้วง ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมของชุมชนท้องถิ่น

การท่องเที่ยวควรมุ่งเน้นให้ชุมชนในท้องถิ่นสำนึกรักบ้านเกิดและมีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์และวัฒนธรรมประเพณีของตน

สามารถอธิบายให้นักท่องเที่ยวเข้าใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

เพื่อให้ชุมชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ร่วมกันอันเป็นบ่อเกิดแห่งความเข้าใจและเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมนุษย์

4) การมองการท่องเที่ยวในฐานะเป็นขบวนการทางสังคม

มีการรวมตัวของชุมชนหลายแห่งเป็นเครือข่ายเพื่อบริหารการจัดการทรัพยากรร่วมกัน

หรือการจัดโปรแกรมนำเที่ยวร่วมกัน

ซึ่งขบวนการทำงานร่วมกันนี้เป็นการปรับตัวทางสังคมที่เกิดขึ้นในระดับชุมชนและระดับเครือข่าย

เพื่อทำการปกป้องผลประโยชน์และเป็นการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับการจัดองค์กรสังคมทั้งในระดับชุมชน

และระดับเครือข่ายเพื่อทำการบริหารจัดการท่องเที่ยว

เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม

และเพื่อจัดการทรัพยากรและสร้างอำนาจต่อรองกับสังคมภายนอกอย่างเป็นระบบ

5) การมองการท่องเที่ยวในบริบทของการพัฒนาชนบท และการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยนัยนี้การท่องเที่ยวเป็นการแสวงหาทางเลือกเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเอง บนพื้นฐานของวัฒนธรรมประเพณีอันหลากหลายของชุมชน และยังเป็นความพยายามในการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติแวดล้อมไปพร้อมกันในสภาวะที่ชุมชนชนบทมากมายหลายแห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤติในด้านความยากจน และปัญหาความเสื่อมโทรมของธรรมชาติแวดล้อม การท่องเที่ยวจึงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบในการแก้ปัญหาอันพึงได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง การมองการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในบริบทของการนำเอารายได้จากการท่องเที่ยวมาใช้ในโครงการพัฒนาชุมชนด้วยตัวเองในรูปแบบต่างๆ ทั้งในด้านการสร้างกองทุนชุมชน การพัฒนาอาชีพและฝีมือแรงงาน การสร้างกระบวนการเรียนรู้ชุมชนในการจัดสรรทรัพยากร และการเชื่อมต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการรวมตัวขององค์กรประชาชน ในระดับชุมชนหรือในระดับเครือข่าย เพื่อแสวงหาทางเลือกในการพัฒนาตนเอง รวมทั้งการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมสำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น

บริบทตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ข้อมูลทั่วไปของพื้นที่ศึกษา ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ประวัติความเป็นมา

ตำนานความเป็นมาของตำบลท่าข้าม

จากที่เคยได้ยินคำบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ถึงที่มาของคำว่า

ท่าข้ามซึ่งเป็นชื่อของตำบลก็ได้รับคำบอกเล่ามาว่า

แต่ก่อนชื่อเดิม คือ

ท่านางข้ามซึ่งมีเรื่องเล่าถึงท่านางข้าม

อยู่ว่า เมื่อก่อนที่ภูเขาหลง

(ปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่

5 บ้านหนองบัว ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ของตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมือง

จังหวัดสงขลา

) และที่เขาหลงนั้นได้มีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง

ในถ้ำแห่งนั้นได้มีนางผู้ศักดิ์สิทธิ์อาศัยอยู่

ภายในถ้ำมีข้าวของเครื่องใช้มากมาย

โดยเฉพาะของใช้ที่ใช้สำหรับงานจัดเลี้ยงต่าง ๆ

(ถ้วย ชาม ช้อน ฯลฯ) ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น

เมื่อมีการจัดเลี้ยงงานบุญขึ้นที่บ้าน ก็จะไปปากถ้ำ โดยนำดอกไม้ ธูป

เทียนเพื่อบูชา

นั่งลงพนมมือแล้วอธิษฐานขอยืมเครื่องใช้ต่าง ๆ จากนางผู้ศักดิ์สิทธิ์

เมื่อพูดจบข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ต้องการปรากฏอยู่ตรงหน้า

เมื่อมีการจัดงานเสร็จสิ้น ชาวบ้านก็จะนำเครื่องใช้เหล่านั้นไปคืนที่ปากถ้ำ

นานวันเข้าชาวบ้านที่ยืมของไปใช้แล้วไม่นำส่งคืนหลายครั้งเข้านางนั้นเกิดความเสียใจโกรธเคืองเลยได้ปิดปากถ้ำและได้เหาะหนีไปอยู่ที่อื่นโดยได้เหาะผ่านไปทางท่าข้ามชาวบ้านจึงเรียกว่า “ท่านางข้าม

ต่อมาได้ตัดคำว่านางออกไป เหลือแต่ท่าข้าม

จนถึงปัจจุบัน

เมื่อก่อนตั้งเป็นตำบลท่าข้าม มีแค่ 5 หมู่บ้านเท่านั้น

คือบ้านแม่เตย บ้านท่าข้าม บ้านหินเกลี้ยง บ้านเขากลอยและบ้านหนองบัว

ส่วนบ้านคลองจิกและบ้านปีก (เกาะปลัก) นั้น

เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ภายหลัง

บ้านเขากลอยเพิ่งแยกออกเป็น2หมู่บ้านคือ

เขากลอยออกและเขากลอยตก

ประวัติของตำบลท่าข้าม

เมื่อมีการเลือกตั้งเป็นตำบลก็มีการเลือกกำนัน

จากคำบอกเล่าของผู้รู้มีกำนันที่ได้รับเลือกตั้ง ตามลำดับดังนี้

1. ขุนวิจารณ์ธารารักษ์

2. กำนันสอนอุไรรัตน์บ้านหินเกลี้ยง

3. กำนันแสงอุไรรัตน์บ้านท่าข้าม

4. กำนันพรหมทองทองหอมกำนันทุ่งใหญ่ รก.กำนันตำบลท่าข้าม

5. กำนันทองเสนผ่องแผ้วบ้านท่าข้าม

6. กำนันปานไชยกูลบ้านแม่เตย

7. กำนันพิโลมสุวรรณลักษณ์ บ้านท่าข้าม

8. กำนันชลอสุวรรณลักษณ์ บ้านท่าข้าม

9. กำนันสมศักดิ์เทพกูลบ้านเขากลอยตก (คนปัจจุบัน)

จากคำสันนิษฐานของผู้เฒ่าอีกท่านหนึ่งบอกว่า

คนแรกน่าจะเป็นกำนันแสงมากกว่าซึ่งเป็นคนท่าข้าม

เขาจึงได้ตั้งชื่อตำบลตามชื่อหมู่บ้านที่กำนันคนแรกอาศัยอยู่

เมื่อก่อนตำบลท่าข้ามมีบ้านเรือนอยู่น้อย

สร้างบ้านเรือนกันเป็นกลุ่ม

แต่ภายหลังได้มีการจับจองที่ดินทำกินก็เลยมีการแยกออกมาสร้างเรือนกระจายออกมา

โดยเฉพาะบริเวณริมถนนสายต่าง ๆ

เป็นบ้านเรือนที่พึ่งสร้างทั้งนั้น

คือสร้างเมื่อมีถนนตัดผ่านแล้ว

โดยเฉพาะหมู่ที่ 6 บ้านหินเกลี้ยง

เมื่อก่อนชาวหินเกลี้ยงอยู่กันอย่างหนาแน่นมากในบริเวณเดียวกันทั้งหมด

เพราะที่ตั้งของหมู่บ้านจะเป็นป่าทึบมีสัตว์ป่ามากมาย เมื่อมีถนน รพช.ทุ่งหวัง -หัวนอนถนนตัดผ่าน

จึงมีการสร้างบ้านเรือนแยกออกมา

และเมื่อก่อนที่ยังไม่มีการปลูกยางพารา ชาวบ้านมีอาชีพปลูกพืชผักขาย

โดยเฉพาะพลู หมาก และการทำนาข้าว

ส่วนหนึ่งได้จากการถากถางป่าปลูกข้าวปลูกเดือย

และการหว่านกล้าสำหรับปลูกในนาก็ต้องมีการถางป่าหว่านกล้าและมีการเก็บเมล็ดถั่วฝักยาวขายและในบริเวณที่ราบซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่ที่ 1

– 4

จะเป็นที่นาทั้งหมด ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นสวนยางพารา

จากอดีตถึงปัจจุบัน

ตำบลท่าข้ามได้พัฒนาขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่

8มีนาคม2538

เป็นส่วนหนึ่งของ อบต.จำนวน97

แห่งในจังหวัดสงขลา

และเป็นหนึ่งใน 5แห่งในอำเภอหาดใหญ่

ที่ตั้ง

ตำบลท่าข้ามอำเภอหาดใหญ่

จังหวัดสงขลา

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอหาดใหญ่

จังหวัดสงขลา

ห่างจากที่ทำการอำเภอหาดใหญ่ประมาณ

21กิโลเมตรถ้าดูตามแผนที่ตั้งตำบลท่าข้ามเมื่อเราออกจากหาดใหญ่ตามถนนกาญจนวานิช (หาดใหญ่ สงขลา) ต้องเลี้ยวขวาเข้าซอยตรงกันข้ามกับวัดเนินไศล

(ควนหิน)ถ้ามาจากสงขลาต้องเลี้ยวซ้าย

ไปตามถนนลาดยางสาย รพช.ควนหิน บ้านใหม่ประมาณ6

กิโลเมตร

ก็จะพบที่ตั้งขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้ามตั้งอยู่ทางซ้ายมือซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานีอนามัยตำบลท่าข้าม

ลักษณะภูมิประเทศ

1.

เนื้อที่

ประมาณ33.92ตารางกิโลเมตรแบ่งเป็น

8หมู่บ้านดังนี้

หมู่ที่

บ้าน

พื้นที่/ไร่

1

แม่เตย

2,464

2

คลองจิก

2,864

3

ท่าข้าม

1,560

4

บ้านปีก

1,650

5

หนองบัว

2,926

6

หินเกลี้ยง

3,950

7

เขากลอยออก

2,360

8

เขากลอยตก

3,900

สภาพภูมิประเทศ

ด้านทิศตะวันออกทิศใต้ซึ่งได้แก่พื้นที่ ม.5,6,7,8 เป็นที่ลาดเชิงเขาและลาดเอียงไปที่ราบบริเวณหมู่ที่

1,2,3,4

ดินมีลักษณะเป็นดินปนทรายมีคลองไหลผ่านตำบลซึ่งเรียกชื่อตามพื้นที่ที่ไหลผ่านเช่น

คลองเขากลอยคลองแม่เตยและวังนายสาม

2.

อาณาเขตติดต่อทิศเหนือติดต่อกับตำบลพะวงอำเภอเมือง

จังหวัดสงขลา

ทิศใต้ติดต่อกับตำบลเนินพิจิตร อำเภอนาหม่อม

จังหวัดสงขลา

ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลทุ่งหวัง

อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ทิศตะวันตก ติดต่อกับตำบลทุ่งใหญ่ ตำบลน้ำน้อย

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ลักษณะภูมิอากาศ

เป็นเขตอิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อนพัดผ่านคือ

มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนมกราคมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ช่วงเดือนพฤษภาคมคือ กลางเดือนตุลาคมส่งผลให้มีฤดูร้อน

เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคมส่วนฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนมกราคม

สภาพทางเศรษฐกิจ

1. อาชีพ

ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร

เช่น

-

ทำสวนยางพารา

-

ทำนา

-

ปลูกพืชตามฤดูกาล

หลังการเก็บเกี่ยวข้าว

-

รับจ้างเกี่ยวข้าว

-

รับจ้างตามโรงงานอุตสาหกรรม

2. หน่วยธุรกิจในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล

-

บริษัทคราวน์ฟู๊ด แพ็ค

เกจจิ้ง

จำกัด(มหาชน)

-

บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี

จำกัด(มหาชน)

-

บริษัทเอส แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ จำกัด (มหาชน)

-

บริษัทนิสซุย (ประเทศไทย) จำกัด

-

บริษัทกิตติชัยวัสดุภัณฑ์

ภาคใต้ จำกัด

-

หจก. กิตติชัยอุตสาหกรรมหาดใหญ่

-6-

สภาพสังคม

1.

การศึกษา

ระดับประถมศึกษา4แห่ง

-

โรงเรียนวัดแม่เตย

หมู่ที่1

-

โรงเรียนวัดท่าข้าม

หมู่ที่3

-

โรงเรียนวัดหินเกลี้ยง

หมู่ที่6

-

โรงเรียนวัดเขากลอย

หมู่ที่8

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก4แห่ง

-

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านแม่เตย

หมู่ที่ 1

-

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านท่าข้าม

หมู่ที่ 3

-

อนุบาล

3

ขวบโรงเรียนวัดหินเกลี้ยงหมู่ที่

6

-

อนุบาล

3

ขวบโรงเรียนวัดเขากลอยหมู่ที่8

2. สถาบันและองค์กรศาสนา7

แห่ง

- วัดแม่เตยตั้งอยู่หมู่ที่1

- วัดโคกสูงตั้งอยู่หมู่ที่1

- วัดท่าข้ามตั้งอยู่หมู่ที่3

- สำนักสงฆ์วชิรธรรม (เกาะปลัก)ตั้งอยู่หมู่ที่4

- มัสยิดบ้านหนองบัวตั้งอยู่หมู่ที่5

- วัดหินเกลี้ยงตั้งอยู่หมู่ที่6

- วัดเขากลอยตั้งอยู่หมู่ที่8

3. การสาธารณสุข

- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าข้าม1แห่งตั้งอยู่หมู่ที่8

- ศูนย์แพทย์ชุมชน3ตำบล

(ท่าข้าม - ทุ่งใหญ่ - น้ำน้อย)

ตั้งอยู่หมู่ที่1

4. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

- สถานีตำรวจชุมชน1แห่ง

5. ประชากร ณ

เดือนพฤษภาคม 2556

จำนวน7,925 คน

แยกเป็น

หมู่ที่

ข้อมูลจากสำนักทะเบียนอำเภอหาดใหญ่


วันที่ 4มีนาคม

2554

ข้อมูลจากสำนักทะเบียนอำเภอหาดใหญ่


เดือนพฤษภาคม2556

ชาย

หญิง

รวม

ชาย

หญิง

รวม

1

1,064

1,169

2,233

1,077

1,205

2,282

2

321

326

647

329

333

662

3

454

591

1,045

457

580

1,037

4

277

281

558

272

279

551

5

545

589

1,134

546

593

1,139

6

296

309

605

299

314

613

7

277

309

586

279

303

582

8

502

554

1,056

505

554

1,059

รวม

3,736

4,128

7,864

3,764

4,161

7,925

6.จำนวนครัวเรือน ณ เดือนพฤษภาคม

2556

จำนวน

2,751ครัวเรือนแยกเป็น

หมู่ที่

ข้อมูลจากสำนักทะเบียนอำเภอหาดใหญ่


วันที่ 4มีนาคม

2554

ข้อมูลจากสำนักทะเบียนอำเภอหาดใหญ่


เดือนพฤษภาคม2556

จำนวน(หลัง)

จำนวน(หลัง)

1

1,080

1,155

2

178

183

3

298

308

4

168

175

5

266

279

6

155

161

7

159

168

8

295

322

รวม

2,599

2,751

บริบทเพิงหมาแหงน

เพิงหมาแหงน

หรือที่มักเรียกว่าหลังคาเพิงหมาแหงน เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีเสาคู่หน้าสูงกว่า

เสาคู่หลัง หลังคาด้านหน้าจะสูงกว่าด้านหลัง

มีองศาลาดเอียงไปด้านเดียวเพื่อให้เวลาฝนตกน้ำจะ

ได้ไหลเทไปด้านหลังและมีเอกลักษณ์พิเศษคือมุงด้วยวัสดุทางการเกษตรเป็นหลัก

หรืออีกแบบ หนึ่งที่มุงด้วยสังกะสี หรือกะเบื้องก็เรียกว่าเพิงหมาแหงนเช่นกัน

หลังคาเพิงหมาแหงน มักใช้ใน งานก่อสร้างชั่วคราว

หรืองานต่อเติมอาคารง่ายๆพวกบริเวณชานพักนั่งเล่น โรงจอดรถ โรงครัว

และบ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นก็นิยมเหมือนกัน

เพิงหมาแหงน เป็นชื่อเรียกที่อยู่อาศัยของคนจน

ธนาคารโลกกำหนดให้คนจนที่อยู่ในเพิง หมาแหงนจะมีรายได้น้อยกว่า

1 ดอลล่าร์ หรือ

สามสิบสี่บาทโดยประมาณต่อวัน คนไทยที่อยู่ในเพิงหมาแหงนมีประมาณ

6 ล้านคนจากคนไทยทั้งหมด 63 ล้านคน ในเมืองไทยเพิงหมาแหงนยังเป็นป้ายรถเมล์ในต่างจังหวัดด้วยยังพอเห็นได้มากซึ่งต่างจากศาลาที่พักซึ่งนักการเมืองชอบสร้างอย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือเพิงหมาแหงนเป็นเอกลักษณ์ของเอเซียตั้งแต่ญี่ปุ่นจนถึงอินเดีย

แต่พอประเทศเหล่านี้ร่ำรวยขึ้นเพิงหมาแหงนก็ค่อยๆหายไป กลายเป็นของหาดูได้ยาก

ข้อดี เนื่องจากโครงสร้างหลังคา

ไม่สลับซับซ้อนเหมือน หลังคาประเภทอื่น ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายอย่าง

ตั้งแต่ประหยัดโครงสร้างอาคาร หลังคาค่าแรง เวลาโดยรวมประหยัดเงิน

ข้อเสีย

บังแดดและฝนได้ทิศทางเดียวควรระวังเรื่ององศา ความลาดเอียงหลังคา

เพื่อป้องกันการไหลย้อนซึมของฝนเข้าสู่ตัวอาคาร

แบบเพิงหมาแหงน มี 2 รูปแบบ คือ

1.

แบบเพิงหมาแหงน จัดเป็นโรงเรือนที่สร้างได้ง่ายที่สุด

เพราะไม่สลับซับซ้อน ลงทุนน้อย แต่มีข้อเสีย คือ

ถ้าหันหน้าของโรงเรือนเข้าในแนวทางของลมมรสุม ฝนจะสาดเข้าไปในโรงเรือนได้ โรงเรือนแบบนี้ไม่ค่อยมีความทนทานเท่าที่ควร

เนื่องจากจะถูกฝนและแดดอยู่เป็นประจำ

</strong>

ภาพที่ 2

แบบเพิงหมาแหงน

ที่มา.จาก นายไสว

นามคุณ กลุ่มงานสัตว์ปีก กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

2. แบบเพิงหมาแหงนกลาย ลักษณะของโรงเรือนแบบนี้จะดีกว่าแบบเพิงหมาแหงนและแบบหน้าจั่ว

ทั้งนี้เพราะมีการระบายอากาศร้อน กันฝนกันแดดได้ดีกว่าและข้อสำคัญคือ ค่าก่อสร้างจะถูกกว่าแบบหน้าจั่วกลาย

ที่มา.จาก นายไสว นามคุณ

กลุ่มงานสัตว์ปีก กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์

วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนใน

อบต.ท่าข้าม เป็นการประกอบการเพื่อจัดการ

ทุนของชุมชนอย่างสร้างสรรค์

โดยการนำทุนที่มีอยู่ในท้องถิ่น อันได้แก่ ผลผลิตที่ได้จากการแปรรูปทางการเกษตร

เช่น หัวมันเทศ กล้วยไข่ กล้วยนางยา กล้วยหอม และเผือก

มาแปรรูปเป็นขนมทานเล่นที่เก็บไว้ได้นาน มาวางจัดจำหน่ายที่เพิงหมาแหงน

เพื่อตอบสนองการพึ่งตนเอง และความพอเพียงของครอบครัวและชุมชน และบางพื้นที่ในชุมชน

ได้มีการค้าขายที่หลากหลายโดยการนำเอาเพิงหมาแหงนมาเป็นจุดขายให้กับที่นั้นๆ เช่น

การขายก๋วยเตี๋ยว การขายอาหารที่คนเดินทางผ่านไปมาได้แวะชิมกลางทางได้อย่างสะดวก

ทำให้ชุมชนเกิดเศรษฐกิจไหลเวียนและเป็นจุดขายของชุมชนอีกทาง และกล่าวว่า การประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนเป็นการประกอบการที่เชื่อมโยงการผลิตทางการเกษตร

การแปรรูป และการตลาดของชุมชน เข้าเป็นกระบวนการเดียวกัน ไม่แยกส่วน

และแบ่งบทบาทให้กับกลุ่มคนที่มีทักษะหรืออาชีพเฉพาะที่แตกต่างกัน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวทางวิสาหกิจชุมชนมี 3 ระดับ คือ การสร้างผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการพึ่งตนเองในระดับครัวเรือน

สร้างผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อเพียงพอกับความต้องการระดับชุมชน

และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองสังคมภายนอกชุมชนเป็นระดับก้าวหน้า ซึ่งตรงกับนโยบาย

หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

นอกจากแนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษาวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กรณีศึกษา : ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

แล้วผู้ศึกษาได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยมีรายละเอียดดังนี้

อดุลย์ดวงดีทวีรัตน์และคณะ (2547)ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาบทบาทของสื่อพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาชุมชน

ในตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

โดยการศึกษาถึงบทบาทของสื่อพื้นบ้านกับการเปลี่ยนแปลงของชาวชุมชนที่มีต่อสื่อพื้นบ้าน

และความรู้ความเข้าใจของชาวชุมชนที่มีต่อรูปแบบและคุณค่าของสื่อพื้นบ้านผลการวิจัยพบว่าสื่อพื้นบ้านสามารถพัฒนาและปรับปรุงขึ้นมาใหม่ได้ตลอดจนปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมสื่อพื้นบ้าน

ซึ่งคนส่วนใหญ่มองวัฒนธรรมเป็นเพียงรูปแบบส่วนที่มองเห็นโดยไม่ได้มีความเข้าใจถึงคุณค่า

ความหมายของวัฒนธรรมสื่อพื้นบ้านเลยและยังค้นพบอีกว่าวัฒนธรรมสื่อพื้นบ้านสามารถรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ได้โดยต้องกระทำตามเงื่อนไขเพื่อชุมชน

โดยชุมชนและเป็นของชุมชน

วิภาดาระหา (2550) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง

ธุรกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

</i>

ที่หมู่บ้านพันขาง อำเภอเสลภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงพัฒนาการและปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจชุมชน

ตลอดจนการจัดสรรผลประโยชน์ด้านต่างๆจากการดำเนินธุรกิจของชุมชนและสมาชิก ผลการศึกษาวิจัยพบว่าปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมธุรกิจชุมชนคือความร่วมมือของสมาชิก

การมีผู้นำที่มีความเสียสละ ความซื่อสัตย์

และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐมีกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจชุมชนอย่างเป็นระบบ

ความสามารถระดมทุน

สมาชิกในชุมชนมีรายได้เพิ่ม มีความกินดีอยู่ดี ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้

มิ่งขวัญชนไพโรจน์(2551)ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง

แนวทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาเอกลักษณ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของกลุ่มชาติพันธ์กุลาในภาคอีสาน

</i>

โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษาเอกลักษณ์

ขนบธรรมเนียมประเพณี และแนวทางในการอนุรักษ์

ฟื้นฟู และพัฒนาประเพณีของกลุ่มชาติพันธ์กุลาในภาคอีสาน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า

เอกลักษณ์ที่ค้นพบของกลุ่มชาติพันธ์กุลาในภาคอีสานมีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน

สำเนียงภาษาพูดมาจากภาษาไต และภาษาไทยเหนือ ส่วนเอกลักษณ์อื่นๆเช่น ด้านปัจจัยสี่

ด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ การประกอบอาชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้ล้วนถูกดูดกลืนไปกับวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ประเพณีการทำบุญข้าวสาก

และประเพณีการทำบุญออกพรรษาเต็มไปด้วยพิธีรีตองและความศรัทธามากกว่าพิธีกรรมของชาวอีสานทั่วไปซึ่งยังคงได้รับการอนุรักษ์และถือปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบัน

*****************************************************

บทที่ 3

ระเบียบวิธีการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ

(Qualitative Research) ที่มุ่งศึกษาวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กรณีศึกษา

: ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

โดยผู้วิจัยมีขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังนี้

1. รูปแบบของการศึกษา

2. กลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง

3. ตัวแปรที่ศึกษา

4. เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา

5. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

6. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

1.รูปแบบของการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ(QualitativeResearch) ที่มุ่งศึกษาวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กรณีศึกษา

: ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

โดยผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก

(DeepInterview) การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structure Interview) และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม

(Participant Observation)

นอกจากนี้ยังได้ศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ได้แก่ หนังสือทั่วไปที่เกี่ยวข้อง เอกสารและบทความทางวิชาการ หนังสือพิมพ์

นิตยสารการท่องเที่ยว หนังสืออิเลคทรอนิกส์

เอกสารของหน่วยงานราชการส่วนตำบลท่าข้าม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบการเขียนเชิงพรรณนา

2.กลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ประชากรตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาซึ่งประกอบด้วย

1. ปราชญ์ชาวบ้าน คือ

ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเรื่องราวความเป็นมาของตำบลท่าข้าม

ได้เป็นอย่างดี จำนวน

1 คน

2. กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง

(CasualInfornants) คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยวและกลุ่มร้านค้า ได้แก่

2.1 กลุ่มผู้นำชุมชน เช่น นายกอบต ผู้นำกลุ่มสตรี

มีรายละเอียดดังนี้

-

นายก อบต. จำนวน 1 คน

-

กลุ่มผู้นำสตรี จำนวน 2 คน

2.2

กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยว และกลุ่มร้านค้า เช่นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล

นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป และแม้ค้าขายผลิตภัณฑ์เพิงหมาแหงน

3.ตัวแปรที่ศึกษา

จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทำให้ผู้ศึกษาสามารถกำหนดตัวแปรเบื้องต้นเกี่ยวกับการศึกษา

วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กรณีศึกษา

: ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ดังนี้

ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการชุมชนในการดำเนินวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงน ได้แก่

1) ภูมิปัญญาท้องถิ่น การให้คุณค่าและความหมายของเพิงหมาแหงน

2) ทุนทางสังคม (ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้อาวุโส สถาบัน องค์ความรู้

ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม)

3) การบริหารจัดการวิสาหกิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

- ผู้นำ และพฤติกรรมการทำงาน

-

กลยุทธ์หรือยุทธวิธีที่ใช้ในการดำเนินงาน

- ระบบการทำงานภายในองค์กรเพิงหมาแหงน

- ประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อผลิตภัณฑ์

-

ทักษะของผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน

ตัวแปรที่แสดงถึงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ได้แก่

1) การตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น

2) ความต้องการของชุมชนในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์

3) การมีส่วนร่วมของชุมชน (ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินงาน

ร่วมรับผลประโยชน์ ร่วมประเมินผล

)

4) จำนวนเครือข่ายที่จัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนและความสัมพันธ์ของการดำเนินงานเครือข่าย

5) การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

6) การเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงน

4.เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งประกอบไปด้วย

แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก

(Deep Interview)

แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structure Interview) และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม

(Participant Observation)

ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีดังนี้

4.1 การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก

จะใช้สัมภาษณ์ กลุ่มผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน

ประเด็นในการสัมภาษณ์ จะถามเกี่ยวกับแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กลไก ระบบเศรษฐกิจเพิงหมาแหงน วิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค และการกำหนดกลยุทธ์เศรษฐกิจเพิงหมาแหงน

การร่วมมือของชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐ แผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการท่องเที่ยว

งบประมาณจากภาครัฐในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมชุมชนและความร่วมมือร่วมใจของคนภายในชุมชนในการจัดกิจกรรมต่างๆของหน่วยงานภาครัฐ

4.2 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

โดยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้สอบถามประชาชนทั่วไป

โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิงหมาแหงน

4.3 การสังเกตแบบมีส่วนร่วม

เป็นเครื่องมือที่ใช้สังเกตในการเข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆของชุมชน และกิจกรรมสังคมที่ทางภาครัฐจัดขึ้น

อุปกรณ์ภาคสนามที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลได้แก่

กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกการสนทนา สมุดบันทึกการสนทนา

5.ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา

ผู้ศึกษาได้กำหนดขั้นตอนการสร้างเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาดังนี้

5.1 สร้างแบบสัมภาษณ์

และออกแบบสังเกตที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นหลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากหนังสือ

ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

5.2 นำเครื่องมือที่สร้างไว้มาปรับปรุง แก้

ไข ให้ถูกต้อง และเหมาะสมตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้ได้แบบสอบถามที่สมบูรณ์

5.3 จัดทำเครื่องมือฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้ในการศึกษา

6. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ศึกษาใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้

6.1 วิธีศึกษาเอกสาร เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ (Secondary

Research)

โดยการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น จากหนังสือค้นเอกสารในห้องสมุด

หน่วยงานราชการ ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต หอสมุดแห่งชาติ และหน่วยงานราชการตำบลท่าข้าม

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อได้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเบื้องต้นแล้วผู้ศึกษาจะทำการจัดระเบียบข้อมูลเพื่อนำมาทำความเข้าใจและตีความนำไปสู่การวิเคราะห์ต่อไป

6.2 การเก็บข้อมูลจากภาคสนาม ผู้ศึกษาใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากภาคสนามโดยใช้วิธีการดังนี้

1) สังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยการที่ผู้ศึกษาได้ซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชน

2) การสัมภาษณ์ โดยการใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เป็นเครื่องมือที่ใช้กับ

กลุ่มผู้นำชุมชน แม่ค้า ปราชญ์ชาวบ้าน

3) การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

โดยมีแนวคำถามเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เป็นเครื่องมือที่ใช้กับ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล และประชาชนทั่วไป

7.วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา ในการอธิบายข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ของประวัติความเป็นมาของภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิงหมาแหงน วิสาหกิจชุมชน ข้อมูลพื้นฐานชุมชนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด กลไก ระบบเศรษฐกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ วิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค และการกำหนดกลยุทธ์เศรษฐกิจเพิงหมาแหงน นำข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบด้วยเทคนิคสามเส้า (Triangular Method) เพื่อยืนยันคำตอบที่ได้

***************

ประเด็นคำถาม

เรื่อง วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กรณีศึกษา : ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

แนวคำถามในแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม แบ่งเป็น

2 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 1 ข้อคำถามเกี่ยวกับสถานภาพโดยทั่วไปของผู้ถูกสัมภาษณ์เท่าที่จำเป็น

เช่น เพศ อายุ สถานภาพ เชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ รายได้ วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุด

จำนวนสมาชิกในครอบครัว

ตอนที่ 2 ข้อคำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆและเนื้อที่ว่างที่ใช้บันทึกคำตอบ

จากการสัมภาษณ์ ดังต่อไปนี้

1.

ท่านคิดว่าภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ใดที่ทำให้ท่านต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

2. ท่านได้ใช้ประโยชน์หรือได้รับประโยชน์จากเพิงหมาแหงน อย่างไรบ้าง

3.

ท่านคิดว่าสิ่งใดที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงน (การค้าขายสินค้าในเพิงหมาแหงน)

อยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

4. ท่านมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเพิงหมาแหงน อย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด

****

แบบสอบถาม

เรื่อง วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กรณีศึกษา : ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ตอนที่ 1สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

คำชี้แจงโปรดทำเครื่องหมายถูก ü ลงในช่อง q หน้าตัวเลือกที่ต้องการ และกรุณากรอกรายละเอียดลงในช่องว่างที่กำหนดถ้าเลือกตัวเลือกข้อนั้นๆ

1.

เพศ

q1)ชายq2)หญิง

2.อายุ

q1)ต่ำกว่า 25 ปีq2)25 ปี ไม่เกิน 35 ปี

q3)35 ปี ไม่เกิน 60 ปีq4)60 ปีขึ้นไป

3.วุฒิการศึกษาสูงสุด

q1)ต่ำกว่าปริญญาตรีq2)ปริญญาตรี

q3)สูงกว่าปริญญาตรี

4.รายได้ต่อเดือนของท่าน

q1)ต่ำกว่า 10,000 บาทq2)10,000 – 20,000 บาท

q3)20,001 – 30,000 บาทq4)30,000 บาทขึ้นไป

5.อาชีพหลัก

q1)รับราชการ/รัฐวิสาหกิจq2)พนักงาน/ผู้บริหารในธุรกิจเอกชน

q3)ประกอบอาชีพส่วนตัว/รับจ้างq4)นักเรียน/นักศึกษา

q5)อื่นๆ โปรดระบุ……………………….

ตอนที่

2 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ

1. ท่านคิดว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิงหมาแหงนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

…………………………………………………………………………………………………......…………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………….....

2. ท่านได้ใช้ประโยชน์หรือได้รับประโยชน์จากเพิงหมาแหงน

อย่างไรบ้าง

……………………………………………………………………………………………….....…………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………………………......…………………………

3. ท่านคิดว่าสิ่งใดที่ทำให้วิสาหกิจเพิงหมาแหงน

(การค้าขายสินค้าในเพิงหมาแหงน) อยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

…………………………………………………………………………………………………..................................................................................................................................................………………………………………………………………………………………………………...

4.

ท่านมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเพิงหมาแหงน อย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด

…………………………………………………………………………………………………......…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………......……………………….………...........................................................................................................................................

*****

แบบสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

เรื่อง

วิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

กรณีศึกษา : ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

แนวคำถามข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจชุมชนเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

1.ข้อมูลผู้ให้สัมภาษณ์

ชื่อ

(นาย / นาง / นางสาว).........................................นามสกุล.......................................................

เพศ....................อายุ.............ปีสถานภาพ...........................เชื้อชาติ..................ศาสนา.....................ระดับการศึกษาสูงสุด.................................................................................

อาชีพ..........................................................รายได้............................................บาท/เดือน

จำนวนสมาชิกในครัวเรือน........................คนวุฒิการศึกษาสูงสุด.............................................

ท่านเกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

อย่างไร

() เป็นคณะจัดการท่องเที่ยว

() สมาชิกร้านค้าเพิงหมาแหงน

() แม่ค้าเพิงหมาแหงน

() อื่นๆ

(ระบุ)........................................................................

2. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ

1. ท่านคิดว่าภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ใดที่ทำให้ท่านต้องเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิสาหกิจเพิงหมาแหงน

…………………………………………………………………………………………………..............…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….........……………………………...……………..................................................................................................................................

2. ท่านได้ใช้ประโยชน์หรือได้รับประโยชน์จากการเพิงหมาแหงน

อย่างไรบ้าง

…………………………………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………......………………………….………...........................................................................................................................................

3. ท่านคิดว่าสิ่งใดที่ทำให้กลุ่มออมทรัพย์บ้านนาหว้าเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

…………………………………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………….......................................

4. ท่านมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิสาหกิจเพิงหมาแหงนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษณ์

อย่างไรบ้าง

…………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………......………………………..........................................................................................................................................………..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้ เพิ่มพูน สั่งสม ประสบการณ์



ความเห็น (0)