ฝันว่าตายไปแล้ว

๒๑ มีนาคม ๒๕๕๙ เวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น.-๐๕.๓๐ น. ผมฝันว่า ผมได้ขับรถไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ภายในรถมีอยู่ ๓ ชีวิต ๑ ในนั้นน่าจะมีน้องชาย (ขวด) อยู่ด้วย ฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ ผมเหยียบคันเร่งเพื่อทำเวลา แต่เมื่อความเร็วเกินกว่ากำหนดจึงเหยียบเบรคเพื่อผ่อนความเร็วลง ปรากฎว่า ยิ่งเบรค ความเร็วของรถยิ่งพุ่ง ตัดสินใจไม่เหยียบ และค่อยๆดึงเบรคมือขึ้น แต่ดูเหมือนไม่ทันเพราะใกล้ชนหน้าผา จึงตัดสินใจกระชากเบรคมือขึ้นอย่างแรง รถกระดอนขึ้น หัวรถไต่ขึ้นหน้าผา ไปปะทะกับลอนดินแล้วร่วง ระหว่างร่วงลงก็ปะทะลอนดินอีกครั้งหนึ่ง ทำให้รถเกิดการทรงตัว แล้วหล่นลงสู่พื้น รถทรุดตัวลง ช่วงล่างทรุด แต่ยังขับได้ ผมจึงลองขับ ปรากฎว่าเบรคทำงานได้ไม่ดี จึงขับกลับมาจอดไว้ที่เดิม เพราะหากขับต่อไปเกรงว่าจะเป็นอันตราย ขณะเดียวกันจะได้รอให้บริษัทประกันมาพิจารณาด้วย ผู้คนเริ่มทยอยมามุงดูกัน

ผู้หญิงคนหนึ่ง ร่างเพรียว สูงได้สัดส่วน เดินมาจับมือผม และจูงมือผมให้เดินตามไปในห้องหนึ่ง ผมรู้สึกว่าห้องนั้นแปลกๆ และไม่น่าไว้วางใจผู้หญิงคนนั้นเอาเสียเลย ผมถามเขาว่า "ให้ผมมาในห้องนี้ทำไม?" ทันใดนั้นเขาแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนปกติ เหมือนจะหลอนหลอกผม ผมรู้สึกขัดเคืองใจ เขาแสดงทฤธิ์ด้วยการให้มีรอยไหม้ที่ฝาผนัง คล้ายกับว่าใช้ไฟเผาที่ฝาผนังอีกด้านหนึ่งเพื่อให้ไหม้มาถึงด้านในห้อง ฝาผนังเป็นรอยไหม้เป็นถ่านแต่ยังคงฝาผนังอยู่อย่างนั้น ผมไม่กลัวกับการกระทำของเขา ผมจึงกระโดดเข้าหาพร้อมกับชกฝาผนังที่กำลังไหม้อยู่นั้น ปากก็สวดอิติปิโสไปด้วยเพื่อป้องกันตัว ในตอนท้ายของอิติปิโส (สังฆคุณ) ผมสวดผิดๆถูกๆ เพราะจิตใจไม่เป็นสมาธิในภาวะที่กดดันอย่างนั้น ผมมีความพยายามที่จะต่อสู้กับฤทธิ์นั้น เขาบอกว่า "สวดไปเถอะ ไม่เป็นผลหรอก" (ยังไงก็ทำอะไรเขาไม่ได้) ระหว่างที่กำลังพยายามสวดอยู่นั้น ได้ยินเสียงสวดอิติปิโสหมู่ ดังระงมมากลบเสียงสวดของผม เมื่อดูท่าจะสู้ไม่ไหว เพราะขาดสมาธิด้วย จึงหลับตาข่มให้เกิดสมาธิ ส่วนหนึ่งเกรงจะเห็นภาพน่ากลัวจากผู้หญิงคนนั้นด้วย ระหว่างนั้นยังคงสวดและแผ่เมตตา แต่ก็ยังรับรู้ถึงความร้อนของฝาผนังที่ถูกไฟไหม้ สักพักเสียงสวดอิติปิโสหมู่ก็เบาลง ผมลืมตาขึ้น มองเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ดูท่านสงบเสงี่ยม ห่มผ้าเรียบร้อย เป็นปริมณฑล แต่หน้าตาของท่านไม่เหมือนคนปกติ ส่วนตัวผมก็กลายเป็นพระยืนอยู่ตรงหน้าท่านด้วย ผมเข้าใจว่าพระรู้นี้เป็นผี พระรูปนั้นจับมือผมเพื่อจะจูงไปไหนสักแห่ง ผมถามพระรูปนั้นว่า "ผมตายแล้วหรือ" ท่านไม่ตอบแต่ยิ้มๆให้ ผมจึงพูดขึ้นว่า "ผมมีบาปเยอะ คงไม่แคล้วนรก" ท่านได้แต่ยิ้ม แล้วจูงมือผมเข้าไปในโบสถ์แห่งหนึ่ง ผมมองดูเท้าของผมระหว่างนั้นไม่ได้ก้าวเดิน แต่เป็นการเคลื่อนย้ายตามท่านไปเอง ภายในโบสถ์สว่างด้วยไฟแสงเหลือง แวววาว สะอาด สงบ มีมนต์ขลังที่สะอาด มีพระภิกษุจำนวนมาก แต่ละรูปครองจีวรเรียบร้อย สงบเสงี่ยมนั่งสวดมนต์กัน บางรูปที่เพิ่งเข้ามาก็นั่งปลงอาบัติ แล้วค่อยๆเดินไปนั่งสวดมนต์ พระรูปนั้นให้ผมจุดธูปเทียนบูชาพระประธานที่ดูสวยงามเหลืองอร่าม หลังจากปักธูป ผมยืนประนมมือ หลับตาและกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยในใจอย่างสงบ แต่เมื่อลืมตาขึ้นผมกลายเป็นฆราวาสยืนอยู่หน้าโบสถ์ ท่านเดินนำผมไปข้างหน้า ลงบันไดไป ระหว่างนั้นรู้ว่าผมได้ตายแล้ว จึงรู้สึกเศร้าโศก และร้องไห้ ผมเรียกร้องเสียงดังว่า "พ่อ...ย่า (ที่ตายไปแล้ว) มารับผมด้วย" ส่วนพระที่นำผมมานั้นหายไปตอนที่ผมส่งจิตเรียกร้องหาพ่อกับย่า ผมเดินไปสุดบันได มองเห็นแต่ละคนมาร่วมงานอะไรบางอย่าง เข้าใจว่าเป็นงานศพ เพราะแต่งชุดดำ-คล้ำ มีคนมากพอสมควร ผมมองเห็นพี่สาว (ทา) พี่ชาย (ทิน) น้องชาย และคนอื่นอีก (จำไม่ได้) นั่งอยู่บนเสื่อ ดูเหมือนกำลังทำอะไรสักอย่าง (น่าจะรอกรวดน้ำ) พี่สาวทักผมว่า มาด้วยหรือ? ผมตอบไปว่า มาแหละ ผมรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมพี่สาวมองเห็นผมด้วย สักครู่ผมก็บอกทุกคนว่า ผมตายไปแล้ว ขอให้ไปเอาศพอยู่ในรถของผมซึ่งอยู่ข้างหน้าผา ผมคุกเข่าต่อหน้าพี่ๆ ประนมมือพร้อมกับบอกว่า ด้วยกาย วาจา ใจ ที่เคยล่วงเกินในทุกๆคนทั้งเจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ขอให้ทุกคนอโหสิกรรมให้ผมด้วย ผมเคยล่วงเกินอะไรไว้บ้าง ผมกราบขอโทษด้วย ขอโทษพ่อ แม่ ที่เคยล่วงเกินทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ผมตื่นขึ้นจากฝันด้วยความงงๆ จึงนำมาบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์ อย่างน้อยถ้าเป็นเรื่องจริงจะได้เตือนสติว่า ก่อนที่เราจะตายเราควรรีบทำอะไรกันบ้าง?


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

Life is but a dream! (At least, it is very much in our brain.)

;-)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับท่าน sr

บางทีผมก็มาคิดว่า ชีวิตที่เป็นอยู่นี้คือฝันหรือเปล่า บางทีเป็นฝันซ้อนฝัน ซึ่งเราอาจตีความว่าเป็นการทำงานของสมอง จึงดูเหมือนสมองทำงานซับซ้อนทีเดียว

เขียนเมื่อ 

แปลกดีนะครับ

ได้ยินว่าคนโบราณฝันว่าตายไปแล้ว

จะอายุยืน

เร่งทำบุญ ทำความดีเพิ่มเลยครบ

สาธุๆ

เขียนเมื่อ 

ไม่อยากอายุยืนเลยครับ อ.ขจิต เกรงว่า แก่ตัวแล้วทำอะไรไม่คล่อง :-)