มโนจริตกับมานะจริต...เพ้อเจ้อหรือเพ้อฝัน

ขอบพระคุณคุณหมอสมรัก คุณแม่กุ สมาชิกสายใยครอบครัว และทีมงานทุกท่านที่ให้โอกาสเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในทักษะการฟื้นคืนสุขภาวะด้วยความรักความเมตตากรุณาและความเสียสละทุ่มเทกับการพัฒนางานช่วยเหลือสุขภาพจิตของคนไทยและสังคมไทยแก่นศ.และอจ.กิจกรรมบำบัดม.มหิดล

เนื้อหาโดยสรุปจากคุณหมอสมรัก ได้ปรากฎเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่นี่ (ขอบพระคุณอ.แอน) ถึงการพัฒนาระบบการฟื้นคืนสุขภาวะต่อยอดจากการฟื้นฟูสุขภาพจิตสังคมในระดับนโยบายกรมสุขภาพจิตต่อคุณภาพการทำงานระดับเป็นเลิศของรพ.ศรีธัญญา...นับเป็นเวลาที่พอเหมาะตลอดสองปีนี้ ทำให้ผมอดอมยิ้มไม่ได้ เพราะเมื่อช่วงสงกรานต์ปี พ.ศ. 2554 ผมพยายามจุดประกายให้กับทีมคุณหมอสมรักและทีมงานสายโยครอบครัวเกี่ยวกับโมเดลการฟื้นคืนสุขภาวะหรือที่ผมเคยตั้งชื่อแรกๆว่า พลังชีวิต คลิกอ่านที่นี่ ปัจจุบันนี้มีจิตแพทย์ 3 จาก 700 ท่าน และนักกิจกรรมบำบัด 7 จาก 1,035 ท่าน ที่ได้พยายามเรียนรู้โมเดลนี้ในชื่อใหม่คือ Recovery Oriented Systems of Care หรือ ROSC

ผมขอขอบพระคุณ "คุณหมอสมรัก" ผู้นำระบบการฟื้นคืนสุขภาวะของไทยที่พยายามต่อสู้และต่อยอดให้เข้าถึงสุขภาวะระดับสิทธิผู้มีประสบการณ์สุขภาพจิต ครอบครัว ชุมชน และสังคม ทั้งเชิงรุกอย่างตั้งใจตลอดชีวิตสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะจิตวิญญาณอย่างมีชีวิตชีวาร้อยเรียงผู้นำนักวิชาชีพที่ใส่ใจ ผู้นำนโยบายสุขภาพที่มั่นใจ และผู้นำทุกระดับที่เปิดใจระดมพลังชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง (Empowerment) ถึงระดับสากลที่สะท้อนให้ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์...

...นับเป็นตัวเลือกให้ผู้มีประสบการณ์สุขภาพจิตได้ก้าวข้าม "ความเชื่อแห่งการตีตราบาปของคนไทยต่อภาวะบกพร่องทางจิต" และค้นหา พัฒนา และฝึกทักษะชีวิตอย่างมานะจริต เพ้อฝันและมุ่งมั่นให้ฝันเป็นจริงและหมั่นทำความดีในปัจจุบันขณะให้เกิดคุณค่าเกินร้อยเปอร์เซ็นต์กว่าคนทั่วไปที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างจำเจ มโนจริต และเพ้อเจ้อ

ผมจำได้ว่า รายวิชากิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาพจิตสังคม ได้เริ่มต้นที่ปลูกฝังการพัฒนาทักษะจิตวิญญาณคลิกย้อนอ่านที่นี่

จนก่อนหน้านี้ ที่อ.แอนกับอ.เดียร์ได้สาธิตและแสดงกระบวนจัดกลุ่มกิจกรรมบำบัดแบบพลวัติให้นศ.ได้ทำความเข้าใจและปรับปรุงการจัดกลุ่มกิจกรรมที่ไม่เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงความสามารถและบทบาททักษะชีวิตของผู้รับบริการ คลิกย้อนอ่านที่นี่

ผมก็ผิดหวังแต่ก็พยายามไม่ปรับแก้ไขสิ่งที่นศ.ได้จัดกลุ่มอีกครั้งในการสอบวันที่ 1 มี.ค. และพยายาม Feedback ผ่านการ Quiz 15% เพื่อจะได้ทราบว่านศ.แต่ละท่านกำลังเกิดทักษะการรู้คิดอย่างไร

เพราะนศ.ยังคงไม่แยกเป็นกลุ่มย่อยตามที่อ.แอนได้จัดไว้ คือ กลุ่มละ 5 คนประกบผู้รับบริการ 15 คน แล้วจัดกลุ่มพลวัติเวียนไปเรื่อยๆ กับกลุ่มย่อยอื่นๆ เพื่อแสดงศักยภาพให้อจ. 3 ท่านได้ประเมินภาวะผู้นำกิจกรรมบำบัดศึกษาถึง 20 พฤติกรรม แต่แล้วนศ.ทั้ง 19 คนก็จัดวางกลุ่มแบบครึ่งวงกลม นศ.ประกบข้างผู้รับบริการ บ้างก็ยืนหลังผู้รับบริการ ดูแล้วผมรู้สึกอึดอัดมาก (ตามหลักสากล กลุ่มพลวัติจะจัดเป็นวงกลม มีนักกิจกรรมบำบัดบำบัดเป็นผู้นำกลุ่ม 1 คน นักกิจกรรมบำบัดหรือสมาชิกที่มีระดับการรู้คิดและ/หรือทักษะทางสังคมตามระดับกลุ่มพลวัติดีขึ้น 2 ระดับจะเป็นผู้ช่วย 1 คน และสมาชิก 5-10 คน) จนปิดกลุ่มแบบเงียบ ใช้เพียง Therapeutic use of self เร็ว เร่ง และผู้รับบริการแสดงความรู้สึกเป็นคำตอบสั้นๆ ส่วนใหญ่ก็แสดงภาษากาย บางส่วนก็แสดงสีหน้านิ่งเฉย

ผมจึงขอให้อ.แอนปิดกลุ่มด้วยการสร้างสัมพันธภาพด้วย Therapeutic Empathy การสบตาและเชื้อเชิญผู้รับบริการออกมากล่าวคำลาอวยพรนศ.ได้ถึง 7 คนจาก 12 ท่าน

โดยรวมผมไม่สามารถให้คะแนนได้เลยจึงต้องประชุมและชื่นชมอาจารย์น้องเลี้ยงที่ผมพยายามปั้นความคิดความดีให้เป็นอาจารย์นักกิจกรรมบำบัดมืออาชีพแบบกระบวนกรเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ... สุดท้ายผมก็ประมวลคะแนนภาพรวมได้ 63.75% และมีนศ.ที่มีความถี่มากกว่า 10 ครั้งที่สามารถแสดงทักษะการสร้างสัมพันธภาพด้วยการสบตา การมีจิตใจบริการช่วยเหลือ การพูดจาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจริงใจ การใช้เสียงที่นุ่มนวลเป็นมิตร และท่าทางบุคลิกที่น่าประทับใจขณะทำกลุ่ม จำนวน 10 คนจาก 19 คน

ผมขอขอบพระคุณคุณแม่กุที่ช่วยเปิดโอกาสทดสอบจิตวิญญาณของนศ.กิจกรรมบำบัด พร้อมใช้ประสบการณ์ความดีงามจากการใช้ใจดูแลผู้รับบริการมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งผมประทับใจและสัญญาว่าจะถอดบทเรียนเป็นเล่มตำราให้จงได้ในชีวิตของผม ... คุณแม่กุให้นศ.วาดรูปที่ตัวเองชอบและแปรผลภาพที่ดูแล

กลุ่มหนึ่งมีมานะจริตเพ้อฝัน หรืออีกนัยหนึ่ง คือมีความดีงามตามธรรมชาติ มีความตั้งใจ (คิดมากบ้าง) และใส่ใจในการดูแลตัวเองและผู้อื่นด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ แม้จะคิดเพ้อฝันนอกกรอบบ้างตามวัย แต่ก็ควรหมั่นเรียนรู้กรอบทางการแพทย์อย่างปราณีตและกิจกรรมบำบัดด้วยความอดทนและมีเหตุมีผล รวม 7 คน

...อีกกลุ่มคือมโนจริตเพ้อเจ้อ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ มีความดีงามตามความคิดด้วยตนเองเป็นหลัก บางรายคิดมากเกินไป บางรายอยู่กับตัวเองมากเกินไป ยึดติดยึดมั่นในกรอบความคิดของตัวเอง จนหลายครั้งที่ไม่เปิดใจเปลี่ยนแปลงด้วยการเรียนรู้ความคิดของผู้อื่น กลายเป็นคิดเพ้อเจ้อบ้าง ติดวิจารณ์ความคิดคนอื่นไปทางลบมากกว่าบวก ควรหมั่นปล่อยวางและฝึกทักษะทางสังคมด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเขาจะได้มีความสุขในการเรียนรู้ทางการแพทย์แบบองค์รวมด้วยการฟื้นคืนสุขภาวะทางกิจกรรมบำบัด รวม 12 คน


ท้ายสุดก็มีนศ.ท่านหนึ่งที่พยายามจะถามย้อนแย้งผมว่า "อ.ป๊อปจะรู้ได้อย่างไรว่าหนูแสดงบทบาทอะไรบ้างในขณะทำกลุ่ม หนูทำต้องเยอะแยะ แล้วอาจารย์จะเห็นความถี่แค่ 10 คน ไม่ยุติธรรมเลย"

ผมตอบว่า "ก็พยายามดูความถี่ตามที่มีประสบการณ์สังเกตพฤติกรรม ก็มั่นใจว่ามีเพียง 10 คนเท่านั้นที่เห็นชัดเจนครับ และก็ไม่ได้นำไปคิดคะแนนใดๆ อยากให้เป็นตัวอย่างที่พวกเราชื่นชมครับ"

นศ.ท่านนี้ก็ยังคงสีหน้าจริงจัง เสียงเรียบบ้างแหลมบ้าง หายใจตื้น ไม่สบตาตรงๆ ก็บอกผมว่า "อาจารย์แบ่งกลุ่มแล้วไม่แจกเกณฑ์ให้หนูดู หนูจะรู้ได้ยังงัยว่าอาจารย์ให้คะแนนถูกต้อง"

ผมเริ่มอึดอัดและคิดในใจว่า "หนูคนนี้ลองมาเป็นอาจารย์บ้างจะดีมั้ย จะได้รู้ว่าอาจารย์ต้องทำอะไรบ้าง ไม่เคยเจอนศ.แบบเรื่องเยอะมาก่อนจริงๆ" ผมจึงไปสบตาและแสดงให้เห็นว่าผมกำลัง Feedback ด้วยแววตาโกรธแล้วพูดว่า "ทำไมไม่ถามอ.แอน ที่ให้แบ่งกลุ่มเรื่องเกณฑ์ แล้วจะเอายังงัย ระหว่างที่ทำกลุ่มวันนี้พี่ให้ 0% กับการเลือกตอบ Quiz ที่พี่ให้โอกาส 15%"

นศ.ยังคงจริงจังและสีหน้าดูโกรธกลับมาที่ผมอีกว่า "ก็หนูคิดว่าอาจารย์จะให้ทำกิจกรรมกลุ่มแบบนี้ คือ รวมทุกคนช่วยกันทำ"

ผมก็ขอชี้แจ้งแบบซักถามไปว่า "ถ้าน้องเป็นอาจารย์ แล้วยืนออประกบข้างคนไข้แบบนี้ จะให้คะแนนนศ.แต่ละคนได้ไหม"

นศ.ก็ตอบแบบไม่ใคร่ครวญว่า "ก็คงยากนะอาจารย์ แต่อาจารย์ไม่บอกให้ชัดว่า ต้องทำกลุ่มแบบไหน หนูไม่เข้าใจ หนูคิดว่า..."

จากประสบการณ์จิตใต้สำนึกเมื่อสังเกตทุก Sense ของนศ.ท่านนี้ ผมตัดสินใจเดินออกไปจากนศ.ท่านนี้และภาวนาให้นศ.ท่านนี้คิดได้แบบเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเมื่อสังเกตภาพวาดที่แม่กุแปรผลก็เดาไม่ยากเลยว่าเป็นกลุ่มมโนจริต...ถ้ามองตามการเข้าหาแบบจิตใต้สำนึกเราเรียกคนแบบนี้ว่า Auditory Digital ที่ต้องภาวนาและฝึกทักษะเมตตาด้วยการสัมผัส อดทน ให้รอยยิ้ม และสบตาตรงๆ เงยคอบ้างแบบเพ้อฝัน ลดเพ้อเจ้อ พร้อมชี้แจ้งเป็นภาพลายลักษณ์อักษรชัดเจน ผมพยายามลองตลอดการสอนรายวิชานี้มาสัก 5 ครั้ง ถือว่าเกินความพยายามผมที่ทุกครั้งจะตั้งไว้ 3 ครั้ง นศ.ท่านนี้คอยถามแบบไม่ไว้วางใจผม...ผมจึงขออโหสิกรรมและแผ่เมตตากับตัวเองและนศ.ท่านนี้ว่า จะปล่อยวางและจะพยายามตอบคำถามนศ.ท่านนี้ด้วยอารมณ์นิ่งเฉย และพร้อมจะหยุดตอบถ้านศ.ไม่เปิดใจ เพียงแค่หวังว่า นศ.จะได้ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างใส่ใจและจริงใจในอนาคตข้างหน้า...ตั้งแต่ผมเป็นอาจารย์มาเกือบ 16 ปี นศ.ท่านนี้ทำให้ผมรู้สึกแย่และไม่มีความหวังในการพัฒนากิจกรรมบำบัดศึกษา...ไม่อยากทำงานอาจารย์อีกต่อไป...

ผมจึงพักงานมาค้นหาแรงบันดาลใจด้วยความขอบพระคุณหนังสือเล่มนี้มากมาย "ฮาร์วาร์ด...สอนวิธีคิด เขียนโดยเหวย์ ซิ่วอิง แปลโดย ผศ.ดร.ชัญญพร จาวะลา" ก็พบความจริงที่ว่า...เมื่อโตขึ้นมักโกรธง่าย จงเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง ความหวังที่กระตือรือร้น มีจิตใจดี จึงจะมีอนาคตดี ไม่มีใครปฏิเสธคุณได้ นอกจากตัวคุณเอง ยืดหยัดที่จะสู้ ไม่ยอมแพ้...ผมจะยังคงสอนให้นศ.สร้างสรรค์ คิดใคร่ครวญอยู่เสมอ และสำนึกในบุญคุณด้วยคำว่า "ขอบคุณ" ตามคติบางส่วนที่มีผลต่อนศ.ทั้งชีวิต

ผมเริ่มปลดล๊อคและเข้าใจกระบวนการกิจกรรมบำบัดศึกษาแล้ว...เหตุที่นศ.ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจรู้แจ้งเป็นเพราะขาดความใคร่ครวญด้วยหัวใจนักปราชญ์ ได้แก่ สุ จิ ปุ ลิ พร้อมๆกับการใช้เวลาที่คุ้มค่าพัฒนาทักษะการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงพลังชีวิตของตนเองให้มีคุณค่าและมีความหมายแก่ผู้ที่กำลังรอคอยการฟื้นคืนสุขภาวะ

ผมขออนุญาตบันทึกคติคำสอน 20 ประโยคที่นศ.ป.ตรี ม.ฮาร์วาร์ดเลือกเรียนเพียง 4 วิชาต่อภาคการศึกษา รวม 4 ปี ก็ครบ 32 วิชา กว่าจะสอบผ่านต้องฝึกฝนตนเองตั้งแต่ตีสี่ครึ่งรวมเวลาอ่านหนังสืออย่างมุ่งมั่นและเวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างใส่ใจ...สร้างพลังศรัทธาของบุคคลที่มีชื่อเสียงในการช่วยเหลือผู้อื่นบนโลกนี้ (อ้างอิงจาก เหวย์ ซิ่วอิง. HARVARD 4.30 A.M. ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 "วิชาชีวิตที่ไม่มีในตำรา". กรุงเทพฯ: BEE MEDIA; 2559. หน้า 13-14.)

  • ช่วงเวลาที่หลับ คุณจะฝัน แต่ช่วงเวลาที่ศึกษาเล่าเรียน คุณจะทำให้ความฝันเป็นจริง
  • เวลาของฉันที่หายไปในวันนี้ คือวันพรุ่งนี้ที่คนจากไปเมือวานวอนขอ
  • เมื่อคุณคิดว่ามันสายเกินไป ที่จริงแล้วมันก็คือเวลาที่เร็วที่สุด
  • อย่าผลัดงานของวันนี้ไปวันพรุ่งนี้
  • ความทุกข์จากการเรียนเป็นเรื่องชั่วคราว แต่การไม่ได้เรียนรู้กลับเป็นความทุกข์ชั่วชีวิต
  • เรื่องของการเรียนไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเวลา แต่อยู่ที่ขาดความเพียร
  • ความสุขอาจไม่ได้รับการจัดอันดับ แต่ความสำเร็จต้องมีการจัดลำดับ
  • การศึกษาเล่าเรียนไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต แต่แม้เพียงแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรได้ล่ะ
  • เชิญเพลิดเพลินกับความทุกข์ที่ไม่อาจหลีกหนี
  • ขอเพียงแต่เร็วกว่าและขยันกว่าคนอื่น จึงจะได้ลิ้มลองรสชาติของความสำเร็จ
  • ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย ความสำเร็จมาจากการควบคุมตนเองและจิตใจที่มุ่งมั่น
  • เวลาไหลผ่านไปเหมือนสายน้ำที่ไม่ย้อนกลับ
  • น้ำลายไหลในตอนนี้ จะกลายเป็นหยาดน้ำตาของวันพรุ่งนี้
  • สุนัขเรียนอย่างเท่าเทียมกัน สุภาพบุรุษเล่นอย่างเท่าเทียมกัน
  • วันนี้ไม่เดิน พรุ่งนี้ต้องวิ่ง
  • คนที่ลงทุนให้กับอนาคต คือคนที่ซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริง
  • ระดับการศึกษาที่ดี หมายถึงรายได้ที่ดี
  • หนึ่งวันที่ผ่านไป จะไม่หวนกลับมาอีก
  • แม้ในขณะนี้ คู่แข่งของคุณก็กำลังพลิกอ่านหนังสือไม่หยุด
  • ไม่มีความยากลำบาก ก็ไม่มีผลสำเร็จ

สุดท้ายผมควรฝึกสมาธิภาวนาในชั้นเรียนทุกครั้งให้เกิดความพร้อมทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง ผมต้องขอบพระคุณทีมอาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์ มศว.ที่จัดประกายให้ผมสนใจมรณานุสติศึกษา ผมจึงค้นพบคลิปเสียงบทภาวนาตายก่อนตายด้วยความคารวะนับถืออ้างอิงจากเครือข่ายพุทธิกา คลิกฟังอย่างสงบที่นี่

และผมได้ฝึกจิตภาวนาด้วยความขอบพระคุณพระอาจารย์มานพ อุปสโม ผู้ซึ่งเป็นพระอาจารย์เช่นเดียวกับนักกายภาพบำบัดชื่อน้องบี...เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมขอขอบพระคุณคุณต่อทีดูแลขับรถจากหัวหินมาคลินิก...ขอบพระคุณอจ.วรรณเพ็ญช่วยแนะนำคลินิก...ขอบพระคุณน้องบีนักกายภาพบำบัดทีผมเคยสอนและช่วยขยับกะบังลม หน้าอก และคอ ให้หายเกร็งภายในด้วยจิตและมือที่เป็นสมาธิ...ขณะบำบัดผมได้ทำสมาธิให้ลม หายใจนิ่งด้วย ไม่น่าเชื่อว่าการนั่งอ่านหนังสือ HARVARD 4.30 A.M. จนหมดเล่มแบบวางไม่ลงด้วยจิตมุ่งมั่นพัฒนากิจกรรมบำบัดศึกษาจะส่งผมให้กล้ามเนื้อภายในร่างกายของผมเกร็งและหายใจได้อย่างลำบากเช่นนี้

เมื่อวางหลังจากหายใจได้ดีขึ้น ผมต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์สุภาวดีและกัลยาณมิตรทุกท่านที่ริเริ่มจิตผ่องใสใจเบิก บาน...ฝึกสติสัมปชัญญะของผมให้เกิดปัญญาในการดูแลตนเองให้หัดปล่อยวางพร้อม ค่อยๆสุ จิ ปุ ลิ จนถึงพร้อมต่อการสะสมศักยภาพของการทำความดีอย่างพอดีใน 15 ปีข้างหน้าแห่งชีวิตที่มีความหมายและคุณค่าเพื่อกิจกรรมบำบัดศึกษาสุขภาวะ จิตวิญญาณ บทเรียนในครั้งนี้ผมได้ย้ำกับนศ.ในชั้นเรียนเสมอว่า "ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมบำบัดกับผม แต่ขอให้ใช้เวลาใส่ใจ ตั้งใจ เปิดใจ และจริงใจกับศาสตร์และศิลป์แห่งการดูแลตนเองและผู้อื่นๆด้วยทักษะเมตตา ดังนั้นจงทบทวนศีล สมาธิ และปัญญาของตนเองเสมอทั้งนศ.และอจ.ย่อมเกิดการเรียนรู้แบบกลุ่มพลวัติและหัวใจนักปราชญ์ (สุ จิ ปุ ลิ) แม้ว่าจะเกิดรูปแบบการเรียนรู้เนื้อหาที่ปิ้งแว๊ปเช่น SMART TREES ก็ถือว่าเป็นการต่อยอดความรู้สร้างสรรค์ กาลเวลาพิสูจน์คุณค่าและความหมายของชีวิตเราทุกคน สิ่งที่ผมสื่อสารไปเต็มไปด้วยหัวใจของผู้นำการเปลี่ยนแปลง หากมีอะไรที่ทำให้ใครทุกข์กายทุกข์ใจ ก็ขออโหสิกรรมด้วยกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม เมื่อใครทำไม่ดีกับผม ผมให้อภัยเสมอ เพราะถือว่า There is no failure, only feedback ไม่มีความล้มเหลวหรือผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นขณะผมทำกิจกรรมใดๆ เป็นเพียงการสื่อสารสะท้อนให้รู้คิดระหว่างผมกับคนอื่นๆ แล้วผมจะใช้เวลาให้คุ้มค่าในการคิดดี การพูดดี และการทำดี ให้เกิดความปล่อยวาง (รู้แจ้งในการขึ้นอยู่ดับไปของทุกข์กับสุข) ตลอดชีวิต" คลิกบทแผ่เมตตาที่นี่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (3)

OT#1
IP: xxx.229.99.16
เขียนเมื่อ 

เป็นกำลีงใจให้นะคะอาจารย์ บางครั้ง เขาต้องให้เวลาเป็นผู้สอนเขา :

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอ.ป๊อบมากนะคะสำหรับคำแนะนำ การสอน ความห่วงใยที่รับรู้ได้ และขอโทษสำหรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะได้กระทำด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพราะตนเองเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกระบวนการเรียนการสอนวิชานี้ (ความรู้สึกที่มีไม่ได้ต่างกันเลยนะคะ... เสียใจทุกครั้งและพยายามกลับเอามาเตือนตัวเองทุกครั้ง) แต่ด้วยรักในงานจิตเวช จะทำต่อไปถึงแม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบตามใครๆ หรือผู้ให้แรงบันดาลใจก็ตามค่ะ งานนี้มันยาก พวกเราทำเต็มที่แล้วค่ะ! เป็นห่วงนะคะ :)

ขอบพระคุณมากครับสำหรับกำลังใจจากคุณ OT#1 อ.แอน อ.ธวัชชัย พี่โอ๋ พี่นงนาท คุณวรท และอ.วินัย