เมื่อคืนผมได้ดูหนังเรื่อง A Simple Life แค่เธอยิ้ม หัวใจก็อิ่มรัก โครงเรื่องเป็นความผูกพันระหว่างอาเตา ซึ่งเป็นหญิงรับใช้ตระกูลเหลียง มาชั่วชีวิต แต่บุคคลที่เป็นที่รักของอาเตามากก็คือ โรเจอร์ (หลิวเต๋อหัว ถ้าผมจำไม่ผิด เขาเคยแสดงเป็นเอี้ยก้วยด้วย อยากหากหลับมาดูใหม่ 555+) ถึงแม้บุคคลคนอื่นจะย้ายจากฮ่องกงไปตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาหมดแล้ว แต่โรเจอร์ยังตัดสินใจที่จะอยู่ที่ฮ่องกงเพื่อดูแลอาเตา แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็เกิดโรคเส้นสมองแตก ผลของโรคนี้ทำให้เธอต้องเกษียณตัวเองจากตระกูลเหลียงมาอยู่ในบ้านพักคนชรา เพื่อไม่ให้โรเจอร์ต้องดูแลเธอให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยที่โรเจอร์คอยมาแวะเวียนดูแลอาเตาเท่าที่เวลาที่พอจะมี (โรเจอร์เป็นนักสร้างหนัง) ระหว่างการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพักคนชรา เธอจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ในบ้านพักคนชรานั้นให้ได้

หากจะวิจารณ์หนังเรื่องนี้ ผมอยากจะบอกว่า A Simple Life เป็นหนังธรรมดาสุดๆ ไม่มีฉากให้เราต้องบีบน้ำตา หรือโศกเศร้าแต่ประการใด อย่างไรก็ตามระหว่างที่ดู ผมจะพบความซาบซึ้งกินใจ ระหว่างอาเตากับโรเจอร์ อาเตากับครอบครัวตระกูลเหลียง อาเตากันเพื่อนคนชรา ฯลฯ มาแทน กล่าวให้ง่ายก็คือ หนังเป็นการเล่าเรื่องชีวิตหญิงชราผู้หนึ่งที่ตลอดชีวิตของเธอไม่มีสีสันใดๆเลย

เมื่อพูดถึงบทบาทของอาเตา ผมเห็นว่าเธอมีสายตาที่อบอุ่นเมื่อเจอกับโรเจอร์ ตอนแรกเธอไม่อยากจะบอกว่าเธอเป็นหญิงรับใช้ เมื่อโรเจอร์เข้ามาหาเธอ เธอจะบอกว่าโรเจอร์เป็นลูกบุญธรรมและมีความสุขทุกครั้งที่ลูกบุญธรรมมาเยี่ยมเยียน พาไปเที่ยว นั่นเพราะทั้งชีวิตของเธอที่ต้องดูแลโรเจอร์ตั้งแต่เกิดจนโตเป็นหนุ่มใหญ่ ทำให้ชีวิตของเธอทุ่มเทให้กับโรเจอร์ และปรารถนาจะเห็นเขามีชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ต่างจากความรู้สึกของแม่ที่เฝ้ามองดูลูกชายเติบโต

เมื่อพูดถึงการแสดงของโรเจอร์ ผมพบว่าเฮียหลิว พลิกจากบทบาทที่เคยแสดง (เราจำกันได้ดีเรื่องผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ 555+) เมื่อต้องเจอกับอาเตา เราจะพบว่าเขาเป็นตัวของตัวเองมากกว่าตอนอยู่ที่แม่ของเขา ตอนอยู่กับแม่ของเขา เขาทำได้อย่างเดียวก็คือ พยักหน้า ยอมรับสิ่งที่แม่ของเขาพูดมาโดยดุษฎี (จริงๆแล้วก็มีความผิดพลาดทางโครงเรื่องอยู่ แต่ผมเห็นว่าไม่จำเป็นที่ต้องนำเสนอ) ส่วนหนึ่งมาจากมาจากการที่เขาต้องผ่าตัดหัวใจเมื่อหลายปีก่อน อาเตาเฝ้ามองเขาอย่างเป็นกำลังใจให้ ภาวนาให้เขาปลอดภัย ดังนั้นเขาจึงไม่มีทีท่าว่าจะรังเกียจอาเตาแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าคนที่เขาดูแลอยู่จะเป็นคนใช้ก็ตาม

ผมคิดว่าการใช้ชีวิตของคนชราในเรื่องเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแก่นเรื่องให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ภาพของคนชราที่มาอยู่ร่วมกัน ทำให้ผมรู้สึกถึงปัญหาที่คนพวกนี้ประสบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการหลงๆลืมๆ เจ็บป่วย การที่มีชายคนหนึ่งชอบยืมเงินอาเตาครั้ง 300 เหรียญ เพื่อไปเที่ยวผู้หญิง เป็นต้น โดยสรุปสะท้อนให้เห็นคนสูงวัยก็มีหัวใจ พวกเขาไม่ต้องการถูกลืมจากลูกหลาน อยากได้รับการดูแลแต่ก็ไม่อยากสร้างภาระให้แก่ลูกหลาน ดูแล้วนึกถึงคนสูงวัยที่อยู่ในชีวิตเรา ดูแล้วทำให้เราเข้าใจพวกเขามากขึ้น

ในวันหนึ่งเรานั้นต้องแก่ชรา มาแทนคนรุ่นก่อน ผมคิดว่าแก่นเรื่องในหนังก็คือ การแสดงออกถึงการตอบแทนต่อผู้มีพระคุณ แสดงความกตัญญูกตเวที ไม่สำคัญว่าบุคคลนั้นจะเป็นบุพการีหรือไม่ แต่เมื่อเขาได้อบรมเลี้ยงดูเรามาทั้งชีวิต เขาก็ไม่แตกต่างจากพ่อแม่ของเรา ยามเมื่อแก่ชราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องดูแล เอาใจใส่เขาเช่นเดียวกับเมื่อครั้งวัยเยาว์ที่เขาดูแลเรา (เห็นแล้วว่านอกจากทางวัดที่เราต้องไปทำบุญ ยังมีโรงพยาบาล โรงเรียน และบ้านพักคนชราจำนวนมากที่เราจำเป็นที่จะต้องดูแลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จริงๆครับ)