​ประสบการณ์ดูงาน ณ รพ. กรุงเทพฯ และ รพ. มนารมย์

ดิฉันนักศึกษากิจกรรมบำบัดปีที่สาม ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานโรงพยาบาลที่เกี่ยวของกับฝ่ายจิตและเป็นโรงพยาบาลเอกชนเป็นครั้ง(S= โรงพยาบาลกรุงเทพ และ รพ. มนารมย์)

สิ่งที่ดิฉันได้รับและได้เห็นคือระบบการทำงาน รพ. กรุงเทพฯและ รพ. มนารมย์นั้นมีระบบการจัดการผู้รับบริการที่น่าสนใจดังนี้

  • การรักษาผลประโยชน์ของผู้รับการบำบัดถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ผู้รับบริการตัดสินใจเข้ารับการบำบัดได้ง่ายไม่ต้องกังวลกับข้อมูลของตนจะรั่วไหลหรือไม่ (M=Motivationโดยใช้ปัจจัยด้านความปลอดภัย มั่นคง มาช่วยสร้างแรงจูงใจ)
  • สภาพแวดล้อมของทั้งสองโรงพยาบาลจัดรูปแบบมีความสวยงามและสะดวกสบายไม่เหมือนโรงพยาบาล ให้ความรู้สึกอบอุ่นคล้ายมาพักผ่อน ดิฉันได้มีโอกาสเข้าชมลักษณะห้องพักของ รพ.กรุงเทพฯพบว่าภายในห้องพักมีรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น การใช้กระจกนิรภัย การทำลูกบิดประตูที่เปิดได้ทั้งสองฝั่ง รวมถึงการนำตู้เย็นและโทรทัศน์ไว้ด้านนอกเพื่อกระตุ้นทักษะ Social participation นับว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจเช่นกัน
  • ทั้งสองโรงพยาบาลนั้นมีการจัดกิจกรรมและการรักษาร่วมกับสหวิชาชีพ (A=Ability ของบุคลากร) เพื่อให้การรักษาออกมาดีที่สุด ส่วนของ รพ.มนารมย์มีการใช้การบำบัดที่หลากหลายนอกเหนือจากกิจกรรมบำบัด เช่น Art therapy , Drama therapy , Music therapy เป็นต้น

การปรับรูปแบบการรักษาและการร่วมรับการรักษาที่หลากหลายก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้รับบริการเกิด Role transformation โดยการสามารถควบคุมตนเองให้สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เพื่อลดภาระของผู้ดูแล หรือ การทำบทบาทอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งสองโรงพยาบาลมีสิ่งที่น่าประทับใจเหมือนกันดังนี้

1. TR (Therapeutic Relationship) การที่ทีมรักษาให้การรักษาอย่างเต็มที่เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดกับคนไข้

2. TE (Therapeutic Environment) การปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการบำบัด

3. Empathy การให้ความเข้าอกเข้าใจ ความใส่ใจในการบำบัดรักษา

4. Skills บุคลากรของทีมการรักษาล้วนแต่นำความรู้ความสามารถร่วมใจกันบำบัดตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดกับการจัดการภาวะกลัวการล้มและการล้ม (Occupational Therapy in Management of Fear of Falling and Falling)



ความเห็น (0)