สรุปเนื้อหาจากหนังสือ ช้าให้ชนะ

บทนำ

บุคลิกภาพ + หลักการ = ตัวตน ตัวตนที่แสดงถึงความดีงามของจิตใจนั้นประกอบด้วยบุคลิกที่ติดตัวมา หลักการที่เรายึดจะกำหนดตัวตนของเรา ถ้าหลักการนั้นไม่หยั่งรากลึกพอ ตัวตนของเราก็จะเหมือนต้นไม้ที่ไม่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

การไม่โกหก การไม่เบียดเบียนใคร ไม่โลภ และไม่เห็นแก่ตัวทั้งหมดนี้เป็นกฎง่ายๆที่พ่อแม่และครูบาอาจารย์พร่ำสอนมา ผมใช้เป็นนโยบายธุรกิจและเกณฑ์การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ

คิดอย่างไรได้อย่างนั้นคือกฎแห่งจักรวาล ในจักรวาลมีขุมทรัพย์ทางปัญญาซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่งและมันก็ช่วยให้เราเกิดแนวคิดใหม่ๆ มีแรงบันดาลใจ และเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ขุมทรัพย์นี้เก็บสะสมความรู้และข้อเท็จจริงอันเป็นสมบัติของพระเจ้าและจักรวาล ไม่ใช่สมบัติของมนุษย์คนใด ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความเจริญในด้านต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่เราหยิบยืมมาจากขุมทรัพย์นี้ทั้งสิ้น

ถึงแม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า แต่กลับหลงลืมความสำคัญของจิตสำนึกและจิตวิญญาณไปจนหมดซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น ความพินาศของสิ่งแวดล้อม

วิถีทางแห่งกษัตริย์ คือ การนำหลักศีลธรรมขั้นพื้นฐานอย่างความอุตสาหะ ความจริงใจ ความมุ่งมั่น และความซื่อสัตย์มาเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต

บทที่ 1 เปลี่ยนความปรารถนาให้กลายเป็นจริง

ผลลัพธ์ที่เราจดจ่อจะถูกดึงดูดเข้าหาเราโดยอัตโนมัติ และมีเพียงสิ่งที่ปรารถนาอย่างแรงกล้าเท่านั้นที่จะกลายเป็นจริง

ความปรารถนาอย่างครึ่งๆ กลางๆ จะไม่มีวันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คุณคาดหวัง คุณต้องมีความปรารถนาอันแรงกล้าอยู่ในใจตลอดเวลาไม่ว่าจะยามหลับและยามตื่น

ความสำเร็จทุกอย่างในชีวิตล้วนเริ่มจากการอยากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรง ผมจึงลองนึกถึงสิ่งที่อยากทำและจัดลำดับขั้นตอนในการทำให้สำเร็จ กระบวนการนี้คล้ายกับเทคนิคการฝึกด้วยจินตนาการในแวดวงกีฬา โดยภาพความคิดนั้นจะชัดเจนมากจนนักกีฬาเห็นมันเกิดขึ้นตรงหน้าจริงๆ

ในการเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นความจริง เราต้องเริ่มจากมองโลกในแง่ดี วางแผนด้วยการมองโลกในแง่ร้าย และลงมือทำด้วยการมองโลกในแง่ดี

ควรใช้ชีวิตแต่ะละวันอย่างช้าๆ และมั่นคงเหมือนกับเต่า การรีบก้าวเท้าไปสู่ความสำเร็จทำให้พวกเขาสะดุดล้มอยู่บ่อยครั้ง

ทำความฝันให้กลายเป็นจริงด้วยการลงมือทำไปทีละขั้นทุกวันโดยไม่มองหาทางลัด เราควรหาทางทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าเดิมและเพิ่มความพยายามให้มากขึ้นด้วย

ชีวิตจะไร้ความหมายหากปราศจากการรับรู้อย่างตั้งใจ สมาธิของเรามีอยู่อย่างจำกัด การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม หากพยายามจดจ่ออยู่กับมันไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆ สร้างนิสัยของการรับรู้อย่างตั้งใจและบ่มเพาะความสามารถในการเข้าใจแก่นแท้ของสรรพสิ่งแล้วเราก็จะมีวิจารณญาณที่แม่นยำมากขึ้นตามมา

บทที่ 2 คิดบนฐานของความจริงและหลักการ

"ผลลัพธ์ของชีวิตและการทำงาน = ทัศนคติ x ความพยายาม x ความสามารถ โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ทัศนคติ คนที่มีความพยายามมากกว่าจะทำงานได้มากกว่าคนที่ไม่พยายามถึงสองเท่า"

"จงใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างจริงจัง" (ชินเคน) ในศิลปะการยิงธนู ชินเคนหมายถึงการดึงสายธนูให้ตึง จดจ่อสมาธิไปที่เป้า แล้วปล่อยลูกธนูออกไป การใช้ชีวิตอย่างจริงจังจึงหมายถึง การทุ่มทำงานและใช้ชีวิตให้เต็มที่ทุกวน ถ้าเราทำได้เราก็จะมีชีวิตตามที่วาดฝันไว้

"จงให้คุณค่ากับประสบการณืมากกว่าความรู้ เพราะสิ่งที่คุณรู้ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่คุณทำได้"

"การอยู่กับปัจจุบันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าเป้าหมายจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ถ้าเราไม่พยายามทำแต่ละวันให้ดีและก้าวหน้าไปทีละขั้น เราคงไม่มีทางไปถึงเป้า"

"คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เป็นคนที่มีไฟด้วยตัวเอง ทั้งยังสามารถส่งต่อความกระตือรือร้นไปให้คนรอบตัวได้ด้วย คนเหล่านี้ไม่ใช่คนประเภทที่จะลงมือทำก็ต่อเมื่อมีคนบอกให้ทำ หรือต้องรอให้ใครมาสั่ง พวกเขาจะไล่ตามเป้าหมายก่อนที่จะได้รับคำสั่งเสียอีก"

"ถ้าออกเดินทางด้วยความรัก หนึ่งพันก้าวก็สั้นเหมือนก้าวเดียว" และ ความรักนำไปสู่ความชำนาญ เพราะถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เราจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันและพยายามทุ่มเทโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการพัฒนาตัวเอง เราจะตั้งหน้าต้งตารอทำงานนั้น แม้มันจะดูน่าเบื่อในสายตาคนอื่นก็ตาม

"ยิ่งปัญหาซับซ้อนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องกลับไปยังจุดเริ่มต้นแล้วนำหลักการที่เรียบง่ายมาตัดสินใจ เลือกแนวทางที่เหมาะสม และหากเผชิญกับปัญหาที่แก้ไม่ตกจนอยากยอมแพ้ วิธีที่ดีที่สุดคือให้ลองประเมินดูว่าอะไรถูกอะไรผิดด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่เห็นแก่ตัวและหลักการที่เรียบง่ายชัดเจนที่สุด"

"วัฒนธรรมมีความแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ แต่สุดท้ายแล้วหลักการทำธุรกิจและหลักการพื้นฐานในการดำเนินชีวิตล้วนเหมือนกันหมด นั่นคือพยายามทำงานให้บรรลุเป้าหมายและช่วยเหลือสังคม ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัฒนธรรมไหนหรือนับถือศาสนาใดก็ตาม"

บทที่ 3 ขัดเกลาและยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

"จงมอบหมายหน้าที่ระดับสูงให้แก่ผู้ที่มีคุณธรรม และจงมอบเงินให้แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จ"

"เราควรเลือกผู้นำจากนิสัยใจคอมากกว่าความสามารถต้องรู้จักควบคุมตัวเองไม่ให้ทะนงตนหรือใช้ความสามารถในทางที่ผิด นั่นล่ะครับคือ คุณธรรม"

"ถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญ นิสัยใจคอจะมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยความกล้าหาญ และความสามารถเป็นอันดับสาม"

"ตำราจีนโบราณสอนให้คนเราละทิ้งต้นตอของปัญหาทั้งสี่ ได้แก่ การหลอกลวง การยกตนข่มท่าน การทำตามอำเภอใจ และความหยิ่งยโส"

หลักปฏิบัติ 6 ประการที่จำเป็นเพื่อขัดเกลาจิตวิญญาณ 1. ทำงานและเรียนรู้ให้หนักกว่าคนอื่นด้วยใจที่แน่วแน่ 2.ถ่อมตัวและอย่าทะนงตน 3.ทบทวนสิ่งที่ทำทุกวัน ประเมินการกระทำและสภาพจิตใจของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบคำถามว่าคุณคิดถึงแต่ตัวเองหรือเปล่า คุณใจแคบและขี้ขลาดหรือไม่ 4.ซาบซึ้งที่มีชีวิตอยู่ จงเชื่อว่าคุณโชคดีที่ได้มาอยู่บนโลกใบนี้และฝึกฝนจิตใจให้รู้จักซาบซึ่งต่อสิ่งต่างๆ 5. เติมเต็มแต่ละวันด้วยการทำดีและช่วยเหลือผู้อื่น 6. อย่าบ่นหรือคิดแต่เรื่องไม่ดี ทำจิตใจให้สงบอยู่เสมอ อย่ากังวลกับสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของคุณ

นิทานเรื่องกิเลสตัณหาของมนุษย์ นักเดินทางผู้หนึ่งเดินทางฝ่าลมหนาว ระหว่างทางเจอเสือจึงตัดสินใจวิ่งหนีไปและหลงทางมาอยู่ริมหน้าผา เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นสนที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวริมหน้าผา แต่เจ้าเสือก็ปีนตามขึ้นมา เขาเห็นเถาวัลย์และฉวยใช้มันไต่ลงจากหน้าผา พอมองลงด้านล่างเห็นมังกรทะเลสีแดง สีดำและสีน้ำเงินแหวกว่ายอยู่ ทั้งสามตัวกำลังรอให้อาหารอันโอชะอย่างเขาตกลงไป ยิ่งแย่ไปกว่านั้นหนูสีดำกับสีขาวผลัดกันแทะเถาวัลย์ที่เขาเกาะอยู่ จู่ๆก็มีน้ำผึ้งหยดหนึ่งตกลงบนแก้มเขาลงมาทุกครั้งที่กระตุกเถาวัลย์ เขาเคลิ้มกับความหวานของน้ำผึ้งจึงลืมอันตรายที่กำลังเผชิญอยู่ นิทานเรื่องนี้เล่าอุปมาอุปไมย โดยให้เสือเป็นตัวแทนของความตายหรือความเจ็บป่วย ต้นสนแทนสถานะทรัพย์สิน และชื่อเสียงเกียรติยศ หนูสีขาวกับสีดำแทนกลางวันและกลางคืน ซึ่งหมายถึงวันเวลาที่ผ่านไป น้ำเปรีบได้กับกิเลสตัณหา มังกรสีแดงคือตัวแทนของความโกรธ สีดำคือควาโลภ สีน้ำเงินคือความอิจฉาริษยา

เราควรยับยั้งความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาไว้ก่อน จากนั้นหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามตัวเองว่าความคิดนั้นเกิดจากความเห็นแก่ตัวหรือเปล่า ถ้าเราไม่คิดถึงแต่ตัวเองและรู้จักอุทิศตัวเพื่อสังคม เราก็จะไม่ถูกพันธนาการด้วยกิเลสตัณหาอีกต่อไป

ชีวิตคุณมีดาบอยู่สองเล่ม เล่มหนึ่งคือ ดาบแห่งคุณธรรม อีกดาบแห่งความชั่วร้าย พระเจ้าจะคอยช่วยเหลือคุณเฉพาะตอนที่คุณใช้ดาบแห่งคุณธรรมเท่านั้น

ไม่มีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพตัวเองได้หากไม่พยายามแน่วแน่ เราจะรู้ความหมายและคุณค่าของชีวิตก็ต่อเมื่อรักในงานที่ทำและพยายามให้เต็มที่เท่านั้น

งานมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือขัดเกลาจิตวิญญาณ ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นและชาตือื่นๆ ในเอซียต่างยกย่องคุณค่าของการทำงาน เพราะเรามองว่ามันเป็นวิธีที่ดีในการสร้างความเป็นมนุษย์ในตัวเราทุกคน

บทที่ 4 ใช้ชีวิตด้วยใจที่เห็นแก่ผู้อื่น

คนฉลาดจะรู้ว่า เมื่อทำเพื่อให้ผู้อื่น ตัวเราเองก็จะได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน

สวรรค์กับนรกมีอยู่จริง แต่มันไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ ถ้ามองผ่านๆ อาจดูเหมือนสิ่งเดียวกันด้วยซ้ำ ที่ต่างกันคือหัวใจของคนที่อยู่ที่นั่น

ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้

ถึงแม้ว่าการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนกับการหาผลประโยชน์ใส่ตัวจะดูเหมือนอยู่คนละขั้วกัน แต่จริงๆแล้วมันก็เป็นแค่ด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน เวลาที่ทำบางอย่างเพื่อครอบครัวหรือบริษัท เรากำลังทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่เมื่อใดที่เริ่มทำเพื่อครอบครัวหรือบริษัทเพียงอย่างเดียวจนไม่สนใจคนอื่น เราจะกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวไปทันที

เด็กที่เรียนเก่งจะถูกแยกออกจากคนที่ไม่เก่งและได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ ส่งผลให้พวกเขามีมุมมองเกี่ยวกับการทำงานผิดเพื้ยนไป ผลการเรียนที่ดีและการได้ทำงานตำแหน่งสูงๆ ในรัฐบาลหรือบริษัทเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน ขณะที่ทักษะอื่นๆ อย่างมนุษยสัมพันธ์และความคล่องแคล่วในการทำงานถูกมองข้ามไป

คนที่รู้จักพอคือผู้มั่งคั่ง ความพอใจในสิ่งที่มีคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง ดังนั้นถ้าคุณไม่มีทางได้ในสิ่งที่ปรารถนา ก็จงปรารถนาในสิ่งที่คุณมีแทน

บทที่ 5 ปรับชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีแห่งจักรวาล

กฎของเหตุและผลแห่งจักรวาล อธิบายความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างเหตุและผลของการกระทำ คนทำดีมักได้สิ่งดีๆ ตอบแทน ส่วนคนทำเรื่องเลวร้ายมักจะประสบเคราะห์กรรมเสมอ

โชคชะตากับกฎของเหตุและผลคือปัจจัยสำคัญที่ควบคุมชีวิตเราอยู่ ลำพังโชคชะตาไม่สามารถลิขิตชีวิตเราได้เพราะยังมีกฎของเหตุและผลอยู่ สาเหตุที่บางคนทำดีแล้วไม่ได้ดีในทันทีก็เป็นเพราะโชคชะตายังไม่เอื้ออำนวย แต่เราต้องไม่ลืมว่ากฎของเหตุและผลนั้นมีอิทธิพลเหนือกว่าโชคชะตาอยู่เล็กน้อย ถ้าเราคิดและทำสิ่งที่ดี เราก็จะสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตและทำให้โชคชะตาเข้าข้างเราได้

วิวัฒนาการเป็นความตั้งใจของสวรรค์ เจตจำนงแห่งจักรวาลคือสิ่งที่ส่งเสริมกฎของเหตุและผล เป้าหมายสำคัญที่สุดของมนุษย์คือ การขัดเกลาจิตวิญญาณตามเจตจำนงแห่งจักรวาล

ความงดงามของตัวตนที่แท้จริง

1.สติปัญญา คือความรู้และการใช้เหตุผลที่ได้มาหลังจากลืมตาดูโลก 2. ความรู้สึก คือ ส่วนที่ควบคุมผลกระทบที่อมารณ์และประสาทสัมผัสทั้งห้าที่มีต่อจิตใจ 3. สัญชาตญาณ คือ ความต้องการและแรงกระตุ้นในการักษาร่างกายเอาไว้ 4.จิตวิญาณ (กรรม) คือเนื้อในของจิตใจที่ห่อหุ้มด้วยประสบการณ์ทางโลก ความคิดและการกระทำหลายชาติภพ 5. จิตแท้ (ชิเอะ) คือ แก่นแท้ของมนุษยที่เต็มไปด้วยความจริง ความดีและความงดงาม

ขณะที่เราแก่ตัวลงชั้นความคิดจิตใจก็จะค่อยๆหลุดออก เริ่มจากด้านนอก สติปัญญาและการใช้เหตุผลจะเสื่อมลง จนกระทั่งอารมณ์ความรู้สึกกลาเป็นตัวชักนำความคิดเหมือนเด็กๆ สัญชาตญาณก็จะปรากฎมาแทนที่ ก่อนจะค่อยๆ หายไปเมื่อเราใกล้ความตายมากขึ้น

เราควรยินดีกับเคราะห์กรรมเพราะความทุกข์ทรมานจะช่วยชำระล้างกรรมที่ติดมากับจิตวิญญาณ



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Hexagonal thinking การคิดแบบเชื่อมโยง



ความเห็น (0)