ผิดด้วยหรือ???ที่เคยบวชมา

ช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายปี ผมรู้สึกหวั่นไหวต่อถ้อยคำของหลายๆคน หลายๆกลุ่ม กับข้อความหลายๆข้อความเช่น "โล้นห่มเหลือง" "บวชกินอิ่มหมีพีพันมีเงินทองมากแล้วก็สึก" "พวกอาศัยผ้าเหลืองหากิน" "พวกหมดสิ้นหนทางในชีวิต" ฯลฯ อันที่จริง คำเหล่านี้เราไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวก็ได้ หากยึดในหลักคำสอนทางศาสนาที่เราศึกษาเรียนรู้มา แต่ความเป็นชีวิตหนึ่งในสังคม โปรแกรมคำสอนทางศาสนาที่บรรจุลงในสมอง มันไม่เหมือนโปรแกรมที่บรรจุลงในคอมพิวเตอร์ โปรแกรมทางศาสนาที่บรรจุลงมานั้น บางครั้งทำให้เราสำนึกได้ มีสติ แต่บางครั้งก็ขาดสติ ไม่มีจิตสำนึก ขึ้นๆ ลงๆ หาความแน่นอนตายตัวไม่ได้ ซึ่งมันก็สอดคล้องกับทฤษฎีอนิจจตา ในพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ชาวไทยจำนวนหนึ่งก็หวังสูงว่า "เมื่อใครก็ตามที่บวชแล้ว เขาจะต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง ออกไปหาความสงบ ไม่ยึดติดกับโลก (โลกในความหมายว่าทุกปรากฏการณ์รอบตัว)" ถ้าเป็นอย่างนี้ได้จะเป็นการดีไม่น้อย อรหันต์ ผู้ไกลจากกิเลสจะมีเต็มบ้านเต็มเมือง ปัญหาคือ บุคคลที่บวชเข้าไปแล้ว ไม่สามารถจะทำได้เบ็ดเสร็จอย่างนั้น ความประพฤติย่อหย่อนจากกฎที่คาดหวังไว้ ส่งผลต่อภาพรวมของวงการทั้งหมด และกลายสภาพเป็น "ศาสนาเสื่อมแล้ว"

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ระอาต่อบุคคลผู้ขาดความละอายใจในวงการนักบวช และรู้สึกได้ว่า ความประพฤติของเราที่เป็นฆราวาสผู้มีตราพุทธในบัตรประชาชนยังไม่สามารถยืนยันความเป็นส่วนหนึ่งของตรานั้นได้จริงๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความใฝ่ฝันในเรื่องดังกล่าว

ความเป็นชีวิตๆหนึ่ง ถูกหล่อหลอมมาจากเบ้าหลอมบางอย่าง จะให้ชีวิตนั้นเป็นอย่างอื่นจากเบ้าหลอมนั้นดูจะเป็นการยากอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะเป็นอย่างอื่นที่นอกเหนือจากเบ้าหลอมนั้นไม่ได้ มีฆราวาสหลายคนที่ผ่านการบวชมาหลายปี เมื่อสึกออกมามีเหย้ามีเรือน ไม่สามารถประคับประคองครอบครัวได้ตามที่สังคมมุ่งหวัง บางรายกินเหล้าเมายาตลอดทั้งวัน บางรายเป็นหัวหน้าในบ่อนการพนัน บางรายเป็นนักการเมืองท้องถิ่นผู้ไม่ซื่อตรงนัก ตัวอย่างนี้คือตัวอย่างของการไม่สามารถเป็นได้อย่างที่เบ้าหลอมได้หล่อหลอมชีวิตๆหนึ่งมา แต่บางรายเปลียนสถานภาพแล้ว ก็ยังพยายามรักษารูปแบบเดิมๆไว้ ขณะที่สิ่งรอบข้างมีรูปแบบอย่างหนึ่ง ตนใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งตามที่ตนเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

การใช้ชีวิตในผ้าเหลือง อย่าเข้าใจว่าเป็นการใช้ชีวิตที่สุขสบายเสมอเหมือนกันทุกๆชีวิต บางคนอาจอยู่อย่างสุขสบายจริงเพราะพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่บางคนอาจมีความหวังบางอย่าง เมื่อสิ่งที่คาดหวังไม่เป็นไปอย่างตั้งใจก็อาจจะอยู่อย่างยากลำบาก ขณะที่บางคนอาจอยู่อย่างลำเข็ญ และความเป็นอยู่ในผ้าเหลืองก็ไม่รู้ว่าอยู่เพื่ออะไร ครั้นจะออกจากผ้าเหลืองก็ไม่รู้ว่าจะออกมาทำอะไร ทั้งที่มันเป็นแค่ผ้าปกปิดร่างกายสีเหลืองเท่านั้น ชาวพุทธที่เป็นฆราวาสเองก็ไม่แตกต่างจากนักบวช "ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร" "ฉันอยู่ไปทำไม" "สนุกสนานแท้" "ทุกข์ยากเหลือเกิน" ฯลฯ

๑๕ ปี กับการมีชีวิตในผ้าเหลืองอันเป็นอุดมการณ์บางอย่างของชาวพุทธ หัวใจใสๆของเด็กน้อยๆ ไม่ได้รู้หรอกว่า ผู้คนคาดหวังการบรรลุธรรมไว้มากเพียงใด เพราะสิ่งแวดล้อมของชีวิตไม่ได้รับการเรียนรู้ในแบบเพื่อการบรรลุธรรม แบบแห่งการเรียนรู้ที่ครูบาอาจารย์สร้างไว้คือ ทำเพื่อพระศาสนา จึงถูกตีกรอบด้วยระเบียบวินัย ผิดพลาดจากระเบียบวินัยก็จะถูกอบรมเพิ่ม จากปกติจะถูกอบรมสั่งสอนตลอดเวลา แม้จะรู้สึกเบื่อหน่ายตามประสาจิตมนุษย์ที่มักแล่นไปโน้นไปนี้หาสิ่งที่จิตชอบ สมองที่ถูกปลูกฝังบางอย่างลงไป จึงกลายมาเป็นชีวิตๆหนึ่งที่มีรูปแบบบางอย่าง เมื่อหลุดออกมาจากกรอบแบบนั้น ได้รับประสบการณ์ใหม่ รักษาสิ่งเดิมไว้ได้บ้างไม่ได้บ้าง สนุกกับวิถีสังคม จนหาความเป็นของเดิมได้ยาก ส่งผลเป็นข้อสงสัยว่า "มันอะไรกันหนอชีวิต"

ในสังคมนักบวช ไม่ได้มีเฉพาะนักบวชเพาะกาย นักบวชสะสม นักบวชบ้ายศ นักบวชแสวงหาความร่ำรวย สมณศักดิ์ เกียรติยศ ชื่อเสียง แต่มีนักบวชที่หาความสงบในป่า นักบวชผู้มุ่งมั่นเผยแผ่ศาสนาด้วยความบริสุทธิ์ใจ นักบวชครูที่คอยสอนเด็กๆให้รู้ว่าศาสนาสอนอะไร นักบวชนักสังคมสงเคราะห์ นักบวชนักปกครอง ฯลฯ "ฉันเป็นเพียงคนหนึ่งที่เดินผ่านมา...ได้รับรู้สิ่งสูงค่าจึงสืบสาน...ไม่อาจรู้สิ่งสูงค่าที่ยึดมาช้านาน...คือความไร้ค่าเกินกว่าจะสานสืบต่ออีกยาวไกล..."

๑๕ ปีในชีวิตแบบนั้น ผมคิดว่าผมพยายามแล้วเท่าที่ครูบาอาจารย์จะวางแผนชีวิตไว้ให้ พยายามแล้วที่จะกินข้าวชาวบ้านโดยไม่ให้สูญเปล่า พยายามแล้วกับการศึกษาเล่าเรียนตามที่สังคมนักบวชเห็นว่าดี พยายามแล้วตามกรอบที่มีการวางเอาไว้ พยายามในการทำหน้าที่ครูสอนพระ สอนเณร สอนเด็กๆ แต่คงทำได้เท่านั้น สึกออกมา หามีเงินทุนสำรองชีวิตไม่ พีสาวซื้อเสื้อผ้าให้ หยิบยืมเงินแม่เพื่อใช้ชีวิตทางสังคมในระยะเริ่มต้น ดังนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่กินอิ่มหมีพีมัน มีทรัพย์สินมาก แล้วสึกออกมาเสมอไป....ย้อนไปถึงพุทธมณฑล...คนเหล่านั้นเป็นตัว..เห..ตัวตะกวดโล้น จริงหรือ?

ขอไว้อาลัยแด่ชีวิตที่ผิดปกติ

ดังนั้น ถ้าถามผมว่า หากมีสิทธิ์เลือกในการบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่? กรอบชีวิตที่สังคมรอบข้างเลือกให้จากที่ผ่านมา (และการไม่พยายามหนีออกจากกรอบนั้น) เป็นคำตอบในเวลานี้


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เป็นความอ่อนแอขององค์กรมส. ที่ล้มเหลว ที่ยึดติดในรูปอนุรักษ์นิยมเกินไป จนลืมโลกปัจจุบัน ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้หน้าตาพระพุทธศาสนาไทย เกิดภาพมัวๆ หมองๆ ขาดประสิทธิภาพ จนตกกระทบศาสนิกชนด้วย เมื่อพระไม่ทำหน้าที่ของตนอย่างมุ่งมั่น ความชินชาของเป้าหมายในการบวชก็จะเฉื่อยลง และหมดแรงดลในใจที่สุด ในขณะอีกส่วนแสวงหาประโยชน์จากศาสนา จากศรัทธาที่เชื่อแบบงมงายเก่าๆ จนทำให้ชาวบ้านติดในฤทธิ์ ในมนต์ไสย

เห็นทีเราต้องคิดร่วมกัน วิจารณ์ วิเคราะห์ร่วมกันให้ทันโลก ทันการดำรงชีวิตด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ผมเห็นใจอ. ที่แสดงเช่นนี้ เพราะบรรยากาศขององค์กรของพุทธกำลังเซ และกำลังถูกสังคมตำหนิ จนเลยไปถึงปรวิสัยธรรม ที่มีเนื้อหาสอดคล้องในการดำรงชีวิตแบบธรรมชาติที่สุด (มิใช่พระเจ้า หรืออำนาจลึกลับใดๆ) ทำให้เนื้อหานี้ถูกมองว่า ไม่เวิร์กหรือไปกับสังคมยุคใหม่ไม่ได้ เรื่องนี้ มันค้านกับสังคมต่างชาติที่พยายามแสวงหาเส้นทางพุทธวิถี เพื่อการคิดค้นสัจธรรมชาติกับจิตชาติของมนุษย์ ที่พวกเขาอิ่มเอมมาก่อน ในด้านความเจริญ ความคิด วิทยาศาสตร์ ฯ แต่ไม่พบบรมัตถะที่แท้จริง นอกจากวัฒนธรรมตะวันออก (พุทธ) เท่านั้น

อย่างไรก็เป็นกำลังใจและจงยืนยันในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ มากกว่า กฎของสังคมมนุษย์ครับ