อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์
เมื่อผ่านกระบวนการ Project Risk Assessment ที่ทำการค้นหา ระบุ วิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงได้แล้ว ซึ่งหากผู้ที่ทำการประเมินเป็นผู้มีประสบการณ์สูงและผ่านโครงการมามากมาย จะมีความสามารถในการทำ Project Risk Assessment ไม่ยากนัก
แต่ผลที่ได้จากข้อมูลความเสี่ยงจะต้องนำเข้าสู่กระบวนการตอบโต้ จัดการความเสี่ยง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำแผนสำรองเผื่อฉุกเฉินรายกิจกรรมหรือกระบวนการเสี่ยงของโครงการ ที่จะทำให้มั่นใจว่า จะมีระบบ วิธีการที่จะดำเนินการและจัดการ ตั้งแต่นาทีแรกที่รับรู้ว่าได้เกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงและอาจจะกระทบต่อการดำเนินงานของโครงการ และทำให้โครงการไม่บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายในที่สุด
ประการที่ 1
ผลที่ได้จากการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของโครงการจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
- ผลการวิเคราะห์ในเชิงคุณภาพ ที่เป็นการเรียงลำดับโอกาสเกิดและผลกระทบจากความเสี่ยง ที่พิจารณาร่วมกันแล้ว ออกมาเป็นระดับความเสี่ยง
- ผลการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ ที่สามารถระบุขนาดของความเสียหายได้ จากการบันทึกและเก็บสถิติที่เพียงพอและต่อเนื่องมาจากอดีต
ประการที่ 2
ในการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงของงานโครงการ กิจการควรจะพยายามจัดเก็บผลการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณให้ต่อเนื่อง เพราะจะทำให้ข้อมูลความเสี่ยงที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานโครงการมากกว่าข้อมูลในเชิงคุณภาพ
ซึ่งอาจจะเป็นภาระแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโครงการมากขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความคุ้นค่ามากกว่าและได้รับการยอมรับ รวมทั้งใช้ในการถ่ายทอดเป็นบทเรียนเพื่อการเรียนรู้มากกว่าในการปรับปรุงโครงการในระยะต่อไปและผลการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ จะมีการนับจำนวนการเกิดซ้ำ ซึ่งสามารถทำให้คำนวณรวมกันเป็นมูลค่าของความเสียหายโดยรวมได้ดีกว่า
ประการที่ 3
ผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงโครงการต้องนำมากำหนดเกณฑ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
เกณฑ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ต้องมาจากการประเมินข้อมูลหลายทาง
|
กิจกรรม |
เวลาที่ยอมรับได้ โครงการหยุดชะงักได้ |
เหตุการณ์เสี่ยงที่เกี่ยวข้อง |
เกณฑ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้(หากเกิดความเสี่ยง) |
||
|
ตามนโยบายและวัตถุ ประสงค์ขององค์กร |
ตามความคาด หวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย |
ตามแนวพึงปฏิบัติที่ดี บรรทัดฐาน มาตรฐาน |
|||
|
|
|||||
|
|
|||||
ประการที่ 4
การตอบโต้และจัดการความเสี่ยงอาจจะไม่ได้เป็นภาระของผู้จัดการโครงการแต่เพียงระดับเดียว หากแต่รวมถึงบทบาทและกิจกรรมในส่วนของผู้ที่เป็นสปอนเซอร์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
|
เหตุการณ์ความเสี่ยง |
กิจกรรมการจัดการความเสี่ยงโครงการ |
|||
|
วันแรก |
ส่วนที่ผู้จัดการโครงการดำเนินการ |
ส่วนที่ทีมงานโครงการดำ เนินการ |
ส่วนที่ผู้บริหารสปอนเซอร์ต้องดำเนินการ |
ส่วนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นต้องดำเนินการ |
|
สัปดาห์แรก |
||||
|
14 วันแรก |
||||
ประการที่ 5
ส่วนที่ผู้จัดการโครงการต้องดำเนินการและทีมงานในโครงการต้องดำเนินการ ที่ถือว่าเป็นการจัดการและตอบโต้ความเสี่ยงโครงการที่สำคัญ คือการจัดทำแผนสำรองเผื่อฉุกเฉิน เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ไม่ใช่รอจนเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงแล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร
และกิจกรรมในแผนสำรองเผื่อฉุกเฉิน คือแผนที่เริ่มตั้งแต่นาทีแรกที่เกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ทันท่วงที
ประการที่ 6
ส่วนที่ผู้บริหารระดับสูงในฐานะสปอนเซอร์ต้องดำเนินการในแผนการจัดการความเสี่ยงคือ
- การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ด้วยการให้ความเห็นชอบ หรือตัดสินใจให้เปลี่ยนกิจกรรมในโครงการเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงนั้นในระหว่างดำเนินโครงการ
- การประเมินความเสี่ยงจากภายนอก ต้องหาผู้ที่สามารถดำเนินการได้ ด้วยความมั่นใจมาดำเนินการแทนเพื่อประกันความเสี่ยง การหาที่ปรึกษาโครงการเพื่อสนับสนุน
- การลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการจัดหา ทรัพยากรให้เพียงพอ และจัดทีมงานมาดำเนินโครงการ ซึ่งอาจจะรวมถึงการจัดงบประมาณเพิ่มเติมเป็นต้นทุนการจัดการความเสี่ยง
ประการที่ 7
แนวความคิดตอบโต้ความเสี่ยงโครงการอาจจะเป็นรูปแบบ 3-Tier Approach to Risk Response
หลายโครงการไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงโครงการแต่แรก เพราะผู้บริหารระดับสูงมองว่าการดำเนินกระบวนการบริหารความเสี่ยงเสียเวลา เป็นการเพิ่มภาระงานด้านเอกสารที่ไม่คุ้มค่าซึ่งมีผลให้ผู้จัดการโครงการต้องเสียเวลา พลังงานไปกับการจัดการความเสี่ยงตลอดอายุโครงการในระหว่างการดำเนินโครงการ หรือทำไปแก้ไขไป
3-Tier Approach ประกอบด้วย
- โครงการนั้นเป็นโครงการภายในฝ่ายงาน ผู้จัดการโครงการเพียงแต่รายงานผลของโครงการและขอความเห็นเพื่อตัดสินใจเพิ่มเติมจากผู้บริหารสายงาน
- โครงการนั้นมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายงานอื่นข้ามสายงาน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ/ ธุรการ การดำเนินการจึงต้องอาศัยความร่วมมือ การดำเนินงานของฝ่ายงานอื่นด้วย
- โครงการนั้นริเริ่มมาจากการมอบหมาย/สั่งการเชิงนโยบายจากระดับล่าง และเป็นโครงการที่ต้องการการริเริ่มเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน แน่นอนไม่เปลี่ยนไป-มา และมีที่ปรึกษาโครงการเข้ามาสนับสนุนมีประเด็นทางเทคนิค ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพโดยเฉพาะ หรือบริการการบริหารโครงการจากภายนอกสนับสนุน
ประการที่ 8
ความเสี่ยงในโครงการเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย หมายความว่า ประเด็นที่คาดหมายได้ในปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดระหว่างการดำเนินโครงการจะต้องมีการพิจารณาล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมไว้แล้ว หากอยู่ในวิสัยที่จะประมาณการล่วงหน้าได้ ไม่รวมอยู่ในงานบริหารความเสี่ยง
ประการที่ 9
การพิจารณาเกณฑ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
เป็นการพิจารณาว่า หากเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยง ผลกระทบที่มักจะเกิดขึ้นคือ การหยุดชะงักของการดำเนินงานของโครงการช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้โครงการล่าช้า ซึ่งอาจจะล่าช้าไม่มาก จนถึงขั้นที่ทำให้โครงการหยุดและระงับไปในที่สุด
ประเด็นที่จะพิจารณาในส่วนของการจัดการและตอบโต้กับความเสี่ยงคือ
- ต้นทุนของการตอบโต้ความเสี่ยง สูงหรือต่ำกว่าที่ยอมรับได้ หากต้นทุนของการตอบโต้ความเสี่ยงสูงเกินไป อาจจะต้องยอมรับไม่จัดการเพราะไม่คุ้มค่า
- การหยุดชะงักของโครงการ ที่เกิดจากเหตุการณ์ความเสี่ยงบ่อยครั้งหรือถี่เกินไปหรือไม่ เพราะหากถี่หรือเกิดขึ้นหลายครั้ง ก็อาจจะทำให้ต้นทุนการจัดการและตอบโต้ความเสี่ยงสูงมากตามไปด้วย
- การจัดการและตอบโต้ความเสี่ยงจึงต้องพิจารณาขนาดของโครงการให้เหมาะสมด้วย เพื่อให้โครงการยังคงยอมรับการจัดการความเสี่ยง
ประการที่ 10
การบริหารโครงการในมุมมองของผู้จัดการโครงการ อาจจะแตกต่างจากแนวคิดทางทฤษฎี เพราะผู้จัดการโครงการมักเป็นนักปฏิบัติ การที่คาดหวังให้นักปฏิบัติมีการจัดการความเสี่ยงของโครงการล่วงหน้าและพร้อมมูลเป็นโลกในอุดมคติ
สิ่งที่อาจจะทำได้จึงอยู่ที่การวางกรอบแนวทาง การสร้างแบบแผน (format) หรือ Checklist ให้มีความเป็นรูปแบบการประเมินสำเร็จรูป ที่ตรวจสอบได้ง่ายสำหรับนักปฏิบัติเท่าที่จะทำได้ง่าย ไม่เสียเวลามากนัก
ประการที่ 11
สัดส่วนของเหตุการณ์ความเสี่ยงที่ควรจะใช้พิจารณาในการบริหารโครงการ
มีการเสนอแนะว่า ควรแยกออกเป็น 2 ส่วน
- ส่วนของเหตุการณ์ความเสี่ยงที่มาจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ควรมีคำอธิบายราว 5-10 ประเด็น
- ส่วนของเหตุการณ์ความเสี่ยงที่มาจากการวิเคราะห์เชิงปริมาณ2-3 ประเด็นที่มีตัวเลข สถิติหนุนหลังมูลค่าความเสียหายชัดเจน
ประการที่ 12
รูปแบบของการจัดการและตอบโต้ความเสี่ยง
ควรจะเป็นการจัดการที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ ได้ผลชัดเจน ในลักษณะของ Quick-win solution เท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่า โครงการจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ หลังจากผ่านแผนการจัดการความเสี่ยงแล้ว และไม่เกิดความวุ่นวายและสับสนในระยะต่อไป
ประการที่ 13
การจัดการและตอบโต้ความเสี่ยงควรจะยึดโยงกับ Business Case เบื้องหลังการเกิดโครงการนี้ตั้งแต่แรก และโครงการจะต้องคงคุณค่าในด้าน Business ไว้ให้ได้ มิฉะนั้นก็ต้องทำการทบทวน Business Case ที่ระบุไว้แต่แรกอีกครั้งว่ายินดีจะให้โครงการแบกรับความเสี่ยงต่อไปได้หรือไม่ และทำให้องค์กรพลาดโอกาสใดไป สูญเสียโอกาสใดหากไม่ได้ดำเนินโครงการดังกล่าว
ประการที่ 14
การจัดการและตอบโต้ความเสี่ยงโครงการควรจะอยู่บนวัฒนธรรมการตื่นตัวต่อความเสี่ยงที่เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างกันแล้วแต่จิตวิสันของผู้จัดการโครงการแต่ละคน
การเกิดวัฒนธรรมความเสี่ยงมาจากการที่องค์กรได้เปิดโอกาส เปิดกว้าง มีความโปร่งใสในการเปิดเวทีให้มีการพูดถึงความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน เพียงพอ และให้เกิดการรับข้อมูลเข้ามาจากทุกด้าน และทุกโครงการ
การปฏิเสธปิดกั้นการรับรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของโครงการไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงของโครงการหมดสิ้นไปได้ และทำให้โครงการขาดเครื่องมือและกลไกที่จะเปลี่ยนและพลิกวิกฤติเป็นโอกาสของกิจการ
ประการที่ 15
กลยุทธ์องค์กรด้านการตอบโต้และจัดการกับความเสี่ยงจะต้องมีความชัดเจน เพื่อให้องค์กรและโครงการมีกรอบแนวทางการจัดการที่สอดคล้องกันทั้งองค์กร หลังจากได้มีการประเมินความเสี่ยงออกมาแล้ว โดยกลยุทธ์ด้านการตอบโต้และจัดการความเสี่ยงจะระบุเกณฑ์ความเสี่ยงที่ยอมรับได้อย่างชัดเจน(Risk Appetite/Tolerance)
ผลกระทบความเสี่ยงที่ถือว่ารุนแรงในกรณีของงานโครงการคือ เวลาที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามตารางและต้นทุนการดำเนินงานโครงการ
ประการที่ 16
การจัดการและตอบโต้ความเสี่ยงโครงการอาจจะพิจารณาในมิติของ
- ระยะเวลาที่ดำเนินงานโครงการ ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละระยะตามวงจรชีวิตโครงการ
- ข้อมูลความเสี่ยงที่จัดหาได้ เพื่อให้สามารถหาข้อบ่งชี้ได้ตั้งแต่แรก
- ความยืดหยุ่นและความคล่องตัวที่แต่ละโครงการจะสามารถดำเนินการได้เอง และต้องขอความเห็นและขออนุมัติก่อนดำเนินการได้
ประการที่ 17
องค์ประกอบของแผนการจัดการความเสี่ยง
- วิธีการที่เลือกในการจัดการและตอบโต้กับความเสี่ยง
- บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบที่มีการมอบหมายให้ชัดเจนว่าใครคือผู้รับผิดชอบบ้าง
- งบประมาณ ทรัพยากรที่รองรับแผนอย่างชัดเจน
- เกณฑ์ที่ใช้ในการให้คะแนนและกำหนดระดับความเสี่ยง
- กรอบที่แยกระหว่างความเสี่ยงที่ยอมรับได้กับที่เกินกว่าระดับที่ยอมรับได้
- เกณฑ์ในการรายงานผลการดำเนินการตามแผน ติดตามกำกับความก้าวหน้า
- การบันทึกกิจกรรมการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจริง และบทเรียนที่ได้เรียนรู้
- เกณฑ์การชี้วัดความสำเร็จของการจัดการความเสี่ยง
|
รูปแบบความเสี่ยง |
เกณฑ์การชี้วัดความสำเร็จการจัดการความเสี่ยง |
กิจกรรมจัดการความเสี่ยงที่อยู่ในแผน |
กรอบเวลาสูงสุดที่หยุดชะงักโครงการ |
ผู้รับผิดชอบ |
|
1.ความเสี่ยงทางเทคนิค |
||||
|
2.ความเสี่ยงด้านเป้าหมายของโครงการที่คาดหวัง |
||||
|
3.ความเสี่ยงจากบรรทัดฐานมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง |
||||
|
4.ความเสี่ยงจากการตัดสินใจระดับองค์กร
|
||||
|
5.ความเสี่ยงด้านกระบวนการบริหารงานโครงการ
|
||||
|
6.ความเสี่ยงจากปัจจัยภานอก
|