ไปเยี่ยมโรงเรียนเดิม... เพิ่มเติมคืออะไร???


ไปเยี่ยมโรงเรียนเดิม... เพิ่มเติมคืออะไร???

สัปดาห์ที่ผ่านมา (2 ก.พ.59) ผมมีโอกาสเดินทางไปประโคนชัย บ้านเกิด พร้อมๆกับการเข้าไปคารวะและพบปะพูดคุยกับครูอาจารย์ผู้มีพระคุณเมื่อคราวที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์

เมืองตลุงพิทยาสรรพ์ ตั้งขึ้นมาไม่นานเพียงสองทศวรรษ เป็นโรงเรียนที่น่าสงสาร ตั้งอยู่ในตัวอำเภอ เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดรองจากประโคนชัยพิทยาคม ปัจจุบันมีนักเรียนร่วม 2,000 คน อยู่ในระดับขนาดใหญ่

ผมจบเป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 4 (ม.6 รุ่นที่ 3 ) รุ่นบุกเบิกของแท้ มาเรียน ม.1 มีอาคารเรียนไม้ 1 หลัง กำลังก่อสร้างอาคาร คสล. 3 ชั้น 1 หลัง นอกนั้นก็อาคารชั่วคราว ถนนลูกรัง โรงอาหารก็ใช้อาคารคหกรรม/ช่างที่หลงเหลือจากอดีต มีนักเรียนอยู่ ประมาณ 400 คน พวกเรารุ่นแรกๆจึงเป็นเสมือนรุ่นความหวังของแผ่นดิน Dream Team ของครูอาจารย์

จำได้ว่าตอนมัธยมต้น ม.1-2 ต้องหอบเสื้อกางเกงชุดกีฬา ไว้มาเปลี่ยนเวลาคาบเรียนพลศึกษา เพราะโรงเรียนยังไม่มีชุดวอร์ม หยุดเสาร์-อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์ ก็ต้องแบกจอบแบกพร้ามาพัฒนาโรงเรียน บางทีก็ต้องทำสวนหย่อม ห้อง 3/1 สมัยผม ยังมีสวนหย่อมประจำห้อง ที่ทั้งขุดดิน ทั้งปลูกหญ้า ทำสวนหย่อม (ปัจจุบันก็ยังเหลืออยู่) โรงเรียนมีพัฒนาการเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็แทบจะครบครันพร้อมสรรพ ที่สำคัญ 20 ปีที่ผ่านมา อาคาร ครู นักเรียน เพิ่มขึ้นโดยลำดับ

วันที่ผมไป ตรงกับวันที่โรงเรียนจัดให้ครู ติวเข้มนักเรียนชั้น ม.6 เพื่อเตรียมตัวสอบ O-NET ที่จะจัดสอบในวันที่ 6-7 ก.พ. 59

การเดินทางไปสวัสดีคุณครู ถือเป็นการไปย้อนวัยเพื่อรำลึกนึกถึงคุณความดีของเหล่าคุณครู ไปเติมไฟของตนเอง และผมก็เชื่อว่าทุกๆครั้งที่ลูกศิษย์ไปกราบ/ไปสวัสดี/ไปไถ่ถามทุกข์สุข ครู จะสุขมากเป็นพิเศษ จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม เพราะผมก็เป็นเช่นนั้น เมื่อศิษย์น้องจาก มข. ที่เรียนจบไปแล้ว กลับมา มข. แล้วแวะทักทาย ก็พลอยให้สุขใจเป็นพิเศษ

เวลามีโอกาสกลับบ้าน เกือบทุกครั้งจะแวะไปชื่นชมอาคารสถานที่ในโรงเรียน ไม่ได้มีโอกาสไปพบปะครูอาจารย์แบบเป็นทางการสักที ครานี้จึงไปพบปะเกือบทุกหมวด(กลุ่มสาระฯ) เดินไปทุกอาคาร ทุกชั้น เดินชมแม้กระทั่งห้องน้ำ(ชาย) การไปครั้งนี้มิได้ไปจับผิด (ผมทำหน้าที่เป็นอุปนายกสมาคมศิษย์เก่า มาได้ 2 ขวบปี) แต่ไปดูให้เห็น ให้เจนตา ให้ชัดใจ ว่า โรงเรียนขาดอะไร หรือมีแล้วแต่อยากหรือจะต้องพัฒนาอะไรต่อไปในอนาคต ไม่ได้หมายใจว่าจะต้องทัดเทียมใครอื่น ไม่ได้หวังให้ติดอันดับโลก แต่อยากเห็นพัฒนาการในทางวิชาการ (อยู่บ้าง)

การศึกษายุคปัจจุบัน (ยก case study เฉพาะที่ ม.ต.พ. นะครับ) จะต้องจัดการศึกษาตามนโยบายระดับสูง ไล่มาเรื่อยๆจนถึงผู้อำนวยการโรงเรียน เพราะฉะนั้น ปัจจัยแวดล้อมที่นะทำให้การศึกษาสำเร็จตามประสงค์จึงมีหลายองค์ประกอบ 1. อาคารสถานที่พร้อม? 2. ผู้สอนพร้อม? 3.ผู้เรียนพร้อม? 4.นโยบายหรือการวัดผลเป็นไปตามความเป็นจริง?

จากการไปเยี่ยมเยือนถิ่นเก่า ข้อ 1. ผมว่าผ่านในระดับดีมาก/ดีเยี่ยม ทั้งอาคาร สถานที่ และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อ 2. ผู้สอน ผมเห็นว่าศักยภาพของครูที่นี่สูงมาก อาจจะขาดอยู่บ้างสองประเด็นคือ ผู้สอนอาจจะต้องเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีที่มาช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ และเรื่องการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างวัยของผู้สอนและผู้เรียน ข้อ 3. ผู้เรียน เป็นเด็กกลุ่มที่หลากหลายทั้งหลากหลายจากพื้นฐานครอบครัว หลายหลายในเชิงพื้นที่/ภูมิศาสตร์ หลากหลายวัฒนธรรม และหลากหลายในฐานะทางการเงิน จึงเป็นสิ่งยากสักหน่อยสำหรับการจัดการศึกษาในภาพรวม ข้อ 4. นโยบายหรือการวัดผลสัมฤทธิ์ ที่มีหลายเรื่องทั้ง O-NET A-NET GAT PAT เยอะแยะมากมาย หรือแม้กระทั่งการประเมินสถาบันในรูปแบบต่างๆทั้งจากส่วนกลางหรือระดับเขตพื้นที่การศึกษา ที่ไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว "วัด" ไปเพื่ออะไร อย่างการสอบ O-NET สำหรับนักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 ที่ทุกๆโรงเรียนจะต้องทำให้ได้มาตรฐาน หรือที่เห็นโดยทั่วไปคือให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิมทุกๆปี โรงเรียนหรือครูจึงจะได้รับการยอมรับ... แล้วทีนี้นโยบายรัฐหรือรัฐมนตรีกระทรวง ก็ดูจะเปลี่ยนไปตามเจ้ากระทรวง ปัจจุบันก็เห็นพูดกันหนาหูเรื่อง "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้" คำนี้สวยงาม แต่การปฏิบัติ หากลงไปเห็นแล้วก็สงสารทั้งนักเรียนและครู จนครูท่านหนึ่งกล่าวติดตลกกับผมว่า "ลดเวลาเรียน เพิ่มภาระครู" มากกว่า

เรื่องสอบ O-NET จึงเกิดกระบวนการติวเข้ม สำหรับนักเรียน ก่อนสอบ ทุกๆโรงเรียนต้องจัดติวให้นักเรียน ทั้งให้ครูในโรงเรียนเป็นคนติวมห้หรือจ้างติวเตอร์ภายนอกมาเสริมทัพปรับกระบวนให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดแบบเร่งรัดตัดตอน นักเรียนจะได้ผลดีอะไรจากการสอบครั้งนี้ ผมยังมองไม่ออกครับ

การกลับไปโรงเรียนคราวนี้ ผมดีใจที่ได้ไปพบปะคณาจารย์หลายๆท่าน ได้พูดคุยด้วย แม้เวลาจำกัดจำเขี่ย แต่ก็ด้รับพลังงานแห่งความปีติสุขกลับมามากเหมือนกัน และมีแนวทางที่จะช่วยกลับไปพัฒนาโรงเรียนอยู่ในใจลึกๆสักสองสามอย่างในฐานะศิษย์เก่าที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบบการศึกษาขั้นอุดม

ได้พบครูประจำชั้น ท่านยังดูอ่อนวัยไม่แก่เลย ลูกศิษย์อย่างผมต่างหากที่หน้าตากลับดูมีอายุขึ้นมาก และก็ทบทวนดูตัวเองว่าผมดูกระด้างๆไปไม่อ่อนน้อมเหมือนตอนเด็กๆ ... การไปพบปะครู ทำให้คิดถึงวีรกรรมมากมายสมัยเรียน

ได้เข้าไปชั้น ม.5 ที่กำลังจะหมดชั่วโมงเรียนวิชาฟิสิกส์ เลยได้กล่าวคำสั้นๆทักทายน้องๆว่า "ผมเองไม่ได้เรียนเก่งเหมือนเพื่อนๆร่วมชั้นในคราวนั้น ผมเป็นคนเรียนหัวปานกลางทุกวิชา คราวสอบเรียนต่อหรือทดสอบระดับชาติ National Test ผมได้คะแนนรวมเยอะที่สุดในระดับชั้นของโรงเรียน คงเป็นเพราะผมไม่ได้เน้นแค่บางวิชาที่ถนัดหรือไม่ถนัด แต่ผมทำทุกๆวิชาตามที่ตนเองเรียนรู้มา เลยได้คะแนนรวมในระดับกลางๆทุกวิชา เมื่อรวมคะแนนแล้วจึงได้เยอะ"

ไว้ว่างๆจะมาเขียนเรื่องการศึกษาอีกนะครับ บันทึกนี้ไม่ค่อยมีสาระอะไรมาก เป็นบันทึกช่วยจำครับ

7 ก.พ.59

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ท่องไปในโลกกว้าง



ความเห็น (0)