อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์
เมื่อกิจการมีกลยุทธ์ธุรกิจแล้ว อาจจะคิดว่า จะสามารถบรรลุผลสำเร็จทางธุรกิจแล้ว และเชื่อว่าผ่านกระบวนการวางแผนอย่างครบถ้วนแล้วจะเพียงพอ แต่ความเข้าใจที่ว่านี้ผิดพลาด หากไม่คิดว่าการบริหารบุคคลเป็นการบริหารความเสี่ยงกลยุทธ์ด้วย
กลยุทธ์ธุรกิจยังคงมีความเสี่ยงหากไม่ได้พิจารณากลยุทธ์การบริหารบุคลากรก่อน ที่จะนำออกประกาศใช้เพราะลำพังเพียงหัวหน้างานอาจจะไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ได้
|
Risk-based Information |
กระบวนการตัดสินใจ |
การบริหารกลยุทธ์ธุรกิจงานโครงการ |
ประเมินสมรรถนะความพร้อมของทรัพยากรบุคคล |
ประกาศใช้กลยุทธ์ธุรกิจ |
|
บริหารงานบุคคล |
||||
|
วิเคราะห์กิจกรรมหลักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกลยุทธ์ |
ประการที่ 1 - กิจกรรมหลักที่ใช้ขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคล
ในการบริหารความเสี่ยงกลยุทธ์ จากการที่ไม่ได้เชื่อมโยงการบริหารงานบุคคลกับกิจกรรมของกลยุทธ์ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน ก่อนการประกาศใช้กลยุทธ์ธุรกิจจริงในองค์กร งานวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงด้านบุคลากร จำเป็นต้องคำนึงถึง HR Effectiveness ให้รอบด้านใน 6 ด้าน
- ทบทวนโมเดลการส่งมอบผลงานของบุคลากร (HR Delivery Model Review)
- รวบรวมข้อมูลจากลูกค้าเจ้าของแผนและเจ้าของโครงการ ด้านความเห็นต่อกิจกรรมและพฤติกรรมของบุคลากร
- วิเคราะห์กิจกรรมภายในองค์กรที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
- ประเมินผลงานตามกระบวนการและห่วงโช่กิจกรรม และระบุช่องว่างสมรรถนะ
- พัฒนาและเสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนาบุคลากร และระบุช่องว่างสมรรถนะ
- กำหนดตัวชี้วัดผลงาน ที่เชื่อมถึงการส่งมอบ และประกันคุณภาพผลงานหลังการส่งมอบ เทียบมาตรฐาน บรรทัดฐาน Best Practice
- สร้างกระบวนการและกลไกการวัดผลด้วย HR Scorecard
ประการที่ 2 - ขั้นตอนที่ 1 ทบทวนโมเดลการส่งมอบผลงานของบุคลากร (HR Delivery Model Review)
เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเพื่อทำความเข้าใจกับลูกค้าภายใน
- ทบทวนทิศทางด้านกลยุทธ์ และแผนที่นำทางระยะยาว 3-5 ปี
- แยกองค์ประกอบทิศทางด้านกลยุทธ์และแผนที่นำทางกลยุทธ์ เป็น
- ที่มาของข้อมูลควรจะมาจากการสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล
- พิจารณาต้นทุนของการส่งมอบทั้งหมด
- Delivery Model แยกส่วนที่ส่วนกลางทำ พื้นที่ทำ ส่วนกิจกรรมร่วมและOutsourcing
- Structure Model แยกส่วนที่เป็นมาตรฐานและส่วนที่เป็นกิจกรรมซ้ำๆ
- Technology Model
- Alternative Sourcing Model ทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้
ประการที่ 3 - ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมข้อมูลจากลูกค้า เจ้าของแผน และเจ้าของโครงการ
สอบถามความเห็นเพื่อวัดการรับรู้ ความเข้าใจของลูกค้า เจ้าของแผน และเจ้าของโครงการ เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการทำกิจกรรมและพฤติกรรมของบุคลากรในการดำเนินงานที่ผ่านมา และการให้ความหมายคำว่า “HR Effective” ในการรับรู้ของแต่ละคน และให้ได้รับความเห็นเกี่ยวกับช่องว่างของ HR Effectiveหห Service
ข้อมูลเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นเสมือนการรวบรวมความต้องการ และการประเมินผลงานภายนอกจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ประเด็นที่ควรจะได้จากขั้นตอนนี้
|
ประสบการณ์ของลูกค้า การบริหารความรู้ ความสามารถ การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง การสรรหา จัดหาบุคลากร การพัฒนาสมรรถนะ การส่งมอบบริการ ผลงาน การประกันคุณภาพ(สม่ำเสมอ) |
ระดับความสำคัญ |
ระดับประสิทธิภาพ |
เทียบกับที่คาดหวัง |
ประการที่ 4 - ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์กิจกรรมภายในองค์กรที่อยู่ในปัจจุบัน
เป็นการจัดกลุ่มกิจกรรมและ Job Family เพื่อแยกประเภทและต้นทุนของกิจกรรมของบุคลากรแต่ละกิจกรรม โดยการ
- ทำความเข้าใจว่าบุคลากรใดที่ต้องรับผิดชอบกิจกรรมใด ในแต่ละกระบวนการ สายธุรกิจ รายกลยุทธ์
- แยกประเภทภาระงานและบทบาทบุคลากรเป็น
- แยกลักษณะของภาระงานออกเป็นกิจกรรมย่อยในแต่ละประเภท ที่อาจจะมีบทบาทและกิจกรรมรายบุคคลที่แตกต่างกัน
- เปรียบเทียบแฟ้มข้อมูล (Profile) ของกิจกรรมแต่ละกระบวนการ แต่ละสายธุรกิจ และแต่ละกลยุทธ์/แผนงาน/โครงการ
(ก) งานเกี่ยวข้องโดยตรงกับกลยุทธ์
(ข) งานปฏิบัติการประจำวัน
(ค) งานกำกับและให้คำปรึกษาแนะนำ
(ง) งานสนับสนุน
ประการที่ 5 – ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลงานตามกระบวนการและห่วงโซ่กิจกรรม
และระบุช่องว่างสมรรถนะเป็นการค้นหาผลประกอบการที่เกิดจริงในระหว่างที่บุคลากรดำเนินการ โดยเปรียบเทียบผลงานและต้นทุน โดยการ
- ทำแผนภาพ Current Process Mapping แสดงกระบวนการที่ดำเนินการจริงในปัจจุบัน
- ทำความเข้าใจใน
- สรุปประเด็น โอกาสที่จะปรับปรุงผลประกอบการ
- การไหลของงาน
- ระยะเวลาที่เกิด รับช่วง ดำเนินการ และส่งมอบ
- มาตรฐาน บรรทัดฐาน ความคาดหวัง
- การทำซ้ำ เกิดซ้ำๆ
- การควบคุมและกำกับการทำกิจกรรมและผลงาน
- การแก้ไข บริหารความเสี่ยงด้วยการเตรียมความพร้อมต่อความไม่แน่นอน
- ยกเลิกบางกิจกรรม
- จัดมาตรฐานผลงานจากกิจกรรม
- โอนย้ายไปให้บุคลากรตำแหน่งอื่นทำ
- โอนย้ายไปสู่การทำงานโดย IT แทน
ประการที่ 6 – การพัฒนาและเสริมสร้างกิจกรรมการพัฒนาบุคลากร
และประกันคุณภาพผลงานหลังการส่งมอบ การเทียบกับมาตรฐาน บนบรรทัดฐาน Best Practice เป็นการดำเนินเพื่อให้มั่นใจว่า บุคลากร แต่ละคนจะมีสมรรถนะที่เหมาะสม และมีศักยภาพและพร้อม ที่จะ
- ส่งมอบผลงานในปัจจุบัน
- ปรับเปลี่ยนอย่างสอดรับกับการปรับโมเดลธุรกิจ
- รองรับกลยุทธ์ในอนาคต
การดำเนินการในขั้นนี้จึงเป็นเรื่องของ
- การทบทวนช่องว่างสมรรถนะที่ต้องมีการปรับลด หรือเติมเต็มโดยเรียงตามความเร่งด่วน
- การพยากรณ์ความต้องการในอนาคตด้าน
- การพัฒนาแผนดำเนินงานเป็นรายบุคคล
- การพัฒนาเครื่องมือ สิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม
(ก) สมรรถนะ และ
(ข) การสืบทอดตำแหน่งที่เป็นภาระงานและกิจกรรมวิกฤติ
- ศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence)
- โปรแกรมการฝึกอบรม
- การทำ Workshop
- การโค๊ช (Coaching)
- การนิเทศและระบบพี่เลี้ยง (Mentor)
ประการที่ 7 - การพัฒนา HR Scorecard
แหล่งที่มาของข้อมูลในการทำ HR Scorecard
- ข้อมูลเชิงปริมาณ มาจาก
- ข้อมูลเชิงคุณภาพ
- แฟ้มประวัติบุคลากร
- Human Capital Metrics
- การวัดผลประกอบการทางธุรกิจ (KPIs)
- ผลการสำรวจระบบแรงจูงใจ ผลตอบแทน
- การสำรวจความพึงพอใจของบุคลากร
- ความคิดเห็นของลูกค้า เจ้าของแผนงาน/โครงการ
- การมีส่วนร่วมให้ความเห็นของบุคลากร
- การรวบรวมประมวล Best Practices
- การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
ประการที่ 8 - HR Scorecard ที่เชื่อมกับ Benchmarking
การใช้ Benchmarking มีส่วนสำคัญในการสร้างการยอมรับจากภายในกิจการและภายนอกกิจการและทำให้กิจกรรมของบุคลากรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะมีค่าเทียบเคียงที่มาจากค่ากลายของอุตสาหกรรม ของธุรกิจ และพัฒนาการประเมินผลบุคลากรไปถึงขั้นการเทียบเคียงกับกิจการอื่นได้
การประเมินผลด้วย HR Scorecard ที่อิง Benchmarking จะทำให้เห็นข้อมูลที่สะท้อนตำแหน่งทางการตลาดด้านการแข่งขัน หรือความแข็งแกร่งขอสมรรถนะบุคคลได้ชัดขึ้น ใช้เป็นหลักฐานของความได้เปรียบและสมรรถนะต่อภายนอกกิจการได้ และยังแสดงความเปลี่ยนแปลงหรือการปรับตัวดีขึ้น ของทรัพยากรบุคคลได้ด้วย
ประการที่ 9 - ผลที่ได้จาก HR Scorecard คือ Data base
เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมการวัดผลและการบันทึกผลดำเนินงานของบุคคลจากทุกตำแหน่งในกิจการ
เมื่อข้อมูลนี้สะสมติดต่อกันเป็นเวลานานเช่น 3-5 ปีจะใช้ในการประเมินพฤติกรรม และวางแผนที่นำทางในการพัฒนาบุคลากรได้
ประการที่ 10 ตัวอย่างของ HR Scorecard ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น Benchmarking
|
ตัววัดผลที่เป็นค่าหลัก |
||||||||
|
(1) ผลตอบแทนหรือรายรับต่อคน |
(2) ต้นทุนด้านบุคคลต่อคน |
(3) อัตราส่วนมูลค่าเพิ่มของบุคคล |
||||||
|
ค่าตัวแปรตามที่เกี่ยวข้อง |
||||||||
|
(1) อัตราการจ้าง Outsource ต่อบุคลากรทั้งหมด (4) รายจ่ายค่าตอบแทนต่อต้นทุนรวม (7) อัตราการลาออกเหนือความคาดหมาย |
(2) รายจ่ายค่าตอบแทนต่อรายรับรวม (5) อัตราการจ่ายค่าตอบแทนบุคคลเฉลี่ย (8) ต้นทุนการฝึกอบรมต่อคน |
(3) ผลประโยชน์ต่อการจ่ายค่าตอบแทน (6) อัตราการขาดงานและหยุดงาน |
||||||
|
ตัววัดในระดับกิจกรรมที่ทำ |
||||||||
|
(1) กิจกรรมตามภาระประจำหมุนเวียนทำได้ (4) กิจกรรมตามที่กำหนดไว้ในแผนงาน/โครงการ |
(2) กิจกรรม ทักษะ สมรรถนะ เฉพาะตัว (5) กิจกรรมแต่งตั้งมอบหมายเฉพาะตัวเฉพาะภารกิจ |
(3) กิจกรรมสนับสนุนแผนงาน/โครงการ (6) กิจกรรมอาสาสมัครและนอกกรอบภาระงานก |
||||||
|
ประการที่ 11 |
การกำหนดค่าคะแนนควรจะมี 4 ระดับขึ้นไป |
|||||||
|
ระดับค่าคะแนน |
1 ต่ำกว่าเกณฑ์ตามกว่าค่าคาดหวัง 2 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ยังทำได้ดีกว่านี้ได้ 3 ผ่านเกณฑ์ขั้นสูงของระดับเดียวกัน 4 ดีเกินกว่าเกณฑ์ ได้ Best Practice ภายนอก |
|||||||
|
ประการที่ 12 |
HR Effectiveness Roadmap แผนที่นำทางในการใช้ HR Scorecard ในการประเมินผลการปฏิบัติงานและประสิทธิผลของบุคลากร อาจจะแบ่งเป็น 3 ระยะ |
|||||||
|
ระยะที่1 As-is-Measurement |
ระยะที่2 Scenario Measurement |
ระยะที่3 Future Delivery Measurement Strategy Model |
||||||
|
เน้นสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (1) ใช้การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียปัจจุบัน (2) ใช้การประมวลผลสัมภาษณ์ เพื่อวิเคราะห์กิจกรรม(Activity Analysis) (3) ระบุตัวชี้วัดที่ยึดโยงกับ KPIs และBenchmark (4) ทำแผนภาพ Process Mapping (5) ทำกิจกรรมส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเอง |
เน้นการพัฒนาลดช่องว่างสมรรถนะลง (1) ค้นหาทางเลือกการส่งมอบผลงานที่ดีขึ้นในอนาคต (2) ทำการวิเคราะห์ Cost-Benefit Analysis (3) นำเสนอโครงการหรือแคมเปญเพื่อขออนุมัติ (4) พัฒนาตัวชี้วัดที่เน้นความเปลี่ยนแปลง (5) ทำการถ่ายโอนกิจกรรมแก่ Outsourcing |
เน้นการยกระดับศักยภาพและความพร้อมเพื่อการเติบโตและปรับโมเดลธุรกิจ (1) วางโมเดลการบริหารบุคลากรที่สอดรับกับโมเดลธุรกิจที่สร้างใหม่ (2) ออกแบบกิจกรรมที่แตกต่างจากอดีต และสร้างคุณลักษณะเพิ่มเติมในบุคคล (3) เปลี่ยนตัวชี้วัดให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น (4) แบ่งกลุ่มบุคลากรและบรรจุลงในแผนปฏิบัติการ (5) สร้างทีมบุคลากรใหม่พร้อมภาระงานถ่ายสู่ IT |
||||||
ประการที่ 13 - HR Scorecard ในระยะที่ 2 –Scenario Measurement
เมื่อกิจการเน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อลดช่องว่างด้านสมรรถนะรายบุคคล ก็ย่อมมีความจำเป็นต้องออกแบบโมเดลการบริหารงานบุคคลที่แตกต่างจากเดิม โดยเฉพาะ Outsourcing ค่าคะแนนที่ใช้วัด HR Scorecard ก็ย่อมแตกต่างออกไปจากเดิมด้วย
แนวทางที่กิจการอาจจะใช้ในการดำเนินการในระยะที่ 2 ได้แก่
- การกำหนดเป้าหมาย มักจะเน้นในประเด็นของ
- รูปแบบของการใช้ Outsourcing มี 3 รูปแบบหลัก
- ประเด็นความเสี่ยง
- การลดจำนวนอัตรากำลังตามลำดับจากปัจจุบัน
- การลดค่าใช้จ่ายทางอ้อม ค่าโสหุ้ยลงอย่างมีประสิทธิภาพ
- การให้ความสำคัญและให้ค่าเฉพาะกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่องค์กรเท่านั้น
- การเน้นที่คุณภาพที่เพิ่มขึ้น
- การปฏิบัติงานในส่วนของการอำนวยการและการบริหารทั่วไป
- การดำเนินกระบวนการจัดจ้าง สรรหา คัดเลือก ฝึกอบรม เตรียมความพร้อมและสมรรถนะตามที่ต้องการ และเติมเต็มจนไม่เกิดช่องว่างรองรับภาระงานในปัจจุบัน
- การให้บริการแก่ลูกค้าภายใต้แบรนด์ของกิจการ
- การมีอยู่ และความสามารถในการเข้าถึงตลาดซับพลายเออร์
- คุณภาพที่อาจจะไม่สม่ำเสมอ เพราะกำกับควบคุมไม่ทั่วถึง และไม่ได้ดำเนินการเอง
- มีต้นทุนการพัฒนาที่สูงจนไม่คุ้มค่าทางการเงิน
- ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและภาพลักษณ์
- เกิดความไม่สอดรับกับระหว่างกิจกรรมที่ใช้บุคลากรภายในดำเนินการเองกับใช้บุคลากรของ Outsourcing
- ไม่ได้ลงทุนในด้านระบบและสิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างพื้นฐานให้มีความทัดเทียมกัน
