รังสิมา บุณยภูมิ : กว่าจะก้าวผ่านมาได้ถึงวันนี้

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ


เรื่องราวคุณแม่ของ ‘น้องอ๋อง’ เด็กวัย ๔ ขวบ ป่วยเป็นมะเร็งและรักษาอยู่ ๖ ปี จึงเสียชีวิต


ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะผ่านมาได้เช่นนี้ หากย้อนกลับไปตอนสูญเสียน้องอ๋องใหม่ๆ ต้องยอมรับว่า “แทบตาย” เหมือนกัน

๓ เดือนแรก ร้องไห้เกือบทุกคืน ทำงานบ้านไป คิดถึงขึ้นมา ก็น้ำตาร่วง

ทรมานแทบขาดใจจริงๆ คำถามต่างๆ นานาผุดขึ้นในสมอง มีแต่คำว่า “ทำไม”

“ทำไม น้องอ๋องต้องมาจากเราไป”

“ทำไม น้องอ๋องต้องป่วย”

“ทำไม ชะตาชีวิตเราต้องเป็นแบบนี้”

ฯลฯ

เฉียดบ้า เลยก็ว่าได้ เคยแม้กระทั่งโทรหาจิตเวช


อะไรทำให้ผ่านมาได้

คงต้องบอก คำเดียวคือ “สติ” เท่านั้น ที่ทำให้ผ่านมาได้จนถึงวันนี้ ด้วยวิถีชีวิตเป็นคนชอบเก็บตัว ไม่ชอบสังคม และต้องใช้ชีวิตคนเดียงหลังสูญเสียน้องอ๋อง เพราะเรามีกันแค่ ๒ คนแม่ลูกเท่านั้น หากตั้งสติไม่ได้ นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่า จะเป็นเช่นไร

โชคดี ที่เป็นคนค่อนข้างตั้งสติได้เร็ว (ในทุกเรื่อง) หลังจากจมอยู่กับความโศกเศร้า ตามปกติวิสัยของคนที่ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง ก็พยายามตั้งสติ และคิดว่า “เราจะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ไม่ได้ (มันทรมาน)”


“ชีวิตต้องดำเนินต่อไป”

คำนี้ต้องท่องไว้ จากนั้นเริ่มหาอะไรทำให้หลุดพ้นจากสภาพเดิมๆ เริ่มเปิดร้านอินเตอร์เน็ต เพราะเป็นงานที่ชอบ ไปเรียนต่อ หลังทิ้งการเรียนมา ๒ ปี เพราะเชื่อว่า ความรู้ต้องทำให้เราพัฒนาไปในสิ่งที่ดี แล้วมันก็ค่อยๆ ผ่านไป


ผ่านไป ๖ เดือน

ยังคิดถึงน้องอ๋องอยู่ตลอด แต่พยายามทำตัวให้วุ่นวายกับงาน กับการเรียน ความคิดถึงก็บรรเทาเบาบางลงบ้าง ลดอาการเจ็บปวดจากความคิดถึงได้พอสมควร แต่อย่างที่บอก “ชีวิตต้องดำเนินต่อไป” ต้องท่องคำนี้ไว้ตลอด

เคยได้คุยกับเพื่อนๆ ที่ต้องสูญเสียเช่นเดียวกัน อาการแต่ละคนไม่ต่างกัน ตอน ๓ เดือนแรก อาการสาหัสกันทุกคน (ที่ได้คุย) เช่น ยังทำใจยอมรับการจากไปไม่ได้ จนต้องคิดว่า เค้ายังอยู่ในบ้านกับเรา

อย่างตัวเองเมื่อจะออกไปนอกบ้าน ก็จะพูดขึ้นมาเสมือนน้องอ๋องยังอยู่กับเราว่า “ม่าม้าไปข้างนอกก่อนนะ เดี๋ยวม่าม้ามา” หรือเมื่อกลับเข้าบ้านแล้ว ก็จะพูดว่า “น้องอ๋อง ม่าม้ากับมาแล้ว” เมื่อกินของที่น้องอ๋องชอบ ก็จะชวนเค้ากินด้วย เป็นเช่นนี้อยู่ช่วงแรก

เพื่อนที่อาการสาหัสพอกัน ก็เล่าให้ฟัง ครอบครัวเค้ามีด้วยกัน ๔ คน เมื่อลูกชายจากไป ก็เหลือ ๓ คน แต่เวลาทางข้าว เค้าก็จะตักข้าว ๔ จานเหมือนเดิม และคอยเรียกลูกชายมาทานด้วยตลอด

ถามว่า บ้ามั้ย ที่ทำไปแบบนั้น คิดว่าไม่บ้าหรอก แต่ถ้าไม่ทำซิ อาจจะบ้าเอาง่ายๆ มาถึงวันนี้ ทำให้คิดได้ว่าบางครั้งเราต้องปลดปล่อยมันออกมาบ้าง อย่าไปกดดันหัวใจเราให้มากไปกว่านี้เลย “ความสูญเสียมันทำให้เราเสียศูนย์” พอสมควรแล้ว อะไรที่สามารถปลดปล่อยความทุกข์ที่มันท่วมท้นอยู่ในใจได้บ้าง ก็ทำไปเหอะ ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน เมื่อได้ปลดปล่อยออกมาเรื่อยๆ อีกไม่นาน มันก็ค่อยๆ หมดไปจากใจเอง แล้วหัวใจเราจะเข้มแข็งขึ้น

ก่อนหน้าที่จะเสียน้องอ๋อง เคยนั่งคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไรเมื่อไม่มีน้องอ๋อง คิดว่าตัวเองคงทนไม่ได้แน่ แล้วก็กลับมาถามตัวเองอีกเช่นกันว่า ถ้าทนไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร ตอนนั้นหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อมาถึงวันนี้ ต้องตอบว่า ชีวิตก็ดำเนินต่อไปเองตามครรลองของมัน มันไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิดไว้ ยังมีความสุขให้เราได้พบพานบ้าง หรืออาจจะเจอปัญหาบางอย่างให้เราต้องแก้ไข ตามวิถีชีวิตของคนทั่วไป


๑ ปี ผ่านไป

๒ ปี ผ่านไป

คงต้องบอกว่า ยังระลึกถึงอยู่ตลอด แต่ด้วยภาระงาน มีหน้าที่ต้องทำ มีปัญหาต้องแก้ จึงทำให้คืนวันค่อยๆ ผ่านไป สภาพจิตใจเข้มแข็งขึ้น ยังโชคดีที่เมื่อฝันเห็นน้องอ๋อง มักจะฝันเห็นในบรรยากาศดีๆ เช่น หลังสุดที่จำได้ ฝันว่าน้องมาหา โห ดีใจมากๆๆ กอดลูบเนื้อตัว ดูน้องอ๋องเป็นหนุ่มขึ้น ได้ถามน้องไปว่า “ไปอยู่ทางโน่นเป็นยังไงบ้าง”

น้องอ๋องตอบว่า “เค้าให้เรียนหนังสือ” (ตอนมีชีวิตอยู่ น้องอ๋องไม่ได้เรียนหนังสือ)

เลยบอกน้องอ๋องว่า “อืมม...ให้คิดซะว่า น้องเข้าโรงเรียนประจำนะ แล้วแวะมาหาม่าม้าบ้างนะ”

ฟังดูก็ตลกดี เพราะคิดเสมอว่า น้องอ๋องจะไปอยู่อย่างไร จะมีสภาพอย่างไร ทุกครั้งที่ฝันถึงน้องอ๋อง เค้าจะมาปรากฏในภาพที่ดีตลอด เป็นหนุ่ม สูงขึ้น โตขึ้น ทำให้เรารู้สึกดี คลายกังวล หายห่วงน้องอ๋องไปเยอะทีเดียว นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจ ข้ามผ่านมาได้ถึงทุกวันนี้

“สติ คือสิ่งที่ต้องมี ตั้งสติให้ได้ อยู่ในโลกของความจริง และชีวิตต้องดำเนินต่อไป”

ระลึกถึงน้องอ๋อง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know8: บันทึกเกี่ยวกับการดูแลความโศกเศร้า



ความเห็น (0)