การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ​ (เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้)

สวัสดีครับชาว FB

ภารกิจสำหรับของผมในวันนี้ คือ งานต่อเนื่องโดยความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ สำนักนโยบายและแผนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาด้านการบริหารจัดการเชิงบูรณาการเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน สำหรับเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันของตัวละครสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬา

กิจกรรมนี้จัดระหว่างวันที่ 27 - 29 มกราคม 2559 ณ ห้องประชุมรอยัล ฮอลล์ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น รอยัล บุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

ผมจึงขอเปิด Blog นี้ เป็นคลังความรู้ของพวกเรา และแบ่งปันความรู้ไปสู่สาธารณชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Blog นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านครับ

จีระ หงส์ลดารมภ์

......................................................................................................

บรรยากาศในช่วงพิธีเปิดโครงการฯ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (24)

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศพิธีเปิดเพิ่มเติมในวันที่ 27 มกราคม 2559

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297551583603628

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ และชี้แจงการแบ่งกลุ่ม Workshop

การบรรยายเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ และภาวะผู้นำด้านการท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสู่อาเซียน

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

ในวันที่ 27 มกราคม 2559

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297642966927823

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการบรรยายพิเศษเรื่อง เทคนิคการสร้างเครือข่าย (Networking) ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดย นายวิศาล พูลสง่า กรรมการผู้จัดการ Wellmanagement & Solution

ในวันที่ 27 มกราคม 2559

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297717376920382

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศ

การอภิปราย เรื่อง ท่องเที่ยวและกีฬากับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน

-กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชน โดย นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์

- กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดย นาวาเอกปารัช รัตนไชยพันธ์

- กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

ดำเนินรายการโดย อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ

ในวันที่ 27 มกราคม 2559

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297719050253548

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศ

การบรรยายพิเศษเรื่อง การตลาดอย่างสร้างสรรค์ (Creative Marketing) สร้างมูลค่าท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์

ประธานบริหารด้านการเรียนรู้ (CLO: Chief Learning Officer)

บริษัท 37.5 องศาเซลเซียส จำกัด

ในวันที่ 28 มกราคม 2559

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1298236363535150

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศ

ทัศนศึกษาดูงานกรณีศึกษาชุมชนบ้านสายยาว

ในวันที่ 28 มกราคม 2559

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1298336283525158

https://www.facebook.com/kapongpangbabymild/posts/10207470015261907

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการศึกษาดูงานกรณีศึกษาบ้านสนวนนอก

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1298394570185996

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อความเห็นของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

https://www.facebook.com/sutthinun.pratchayapruet/posts/1058730657483640

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการศึกษาดูงานกรณีศึกษาชุมชนบ้านสายยาวและบ้านสนวนนอกเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1198963590131985.1073741838.265425160152504&type=3&pnref=story

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการนำเสนอโครงการของ 4 กลุ่ม

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1198993390129005.1073741839.265425160152504&type=3&uploaded=45&pnref=story

วันที่ 27 มกราคม 2559

สรุปเนื้อหา

การอภิปรายเรื่องท่องเที่ยวและกีฬากับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน

กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชนกับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน

โดย นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์

จากมุมมองนักวัฒนธรรมที่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอีสานใต้ ที่มหาสารคามมีลุ่มแม่น้ำชีกั้น สะท้อนความเป็นล้านช้าง พอมาที่สตึก ก็เป็นเรื่องของอารยธรรมขอมมีความยิ่งใหญ่มาก

ข้าวสวยที่คนไทยบริโภคเรียกว่า ข้าวเจ้า เพราะเป็นข้าวของเจ้าขุนมูลนายจริง แต่ข้าวเหนียวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประกอบพิธี เป็นเรื่องของล้านช้าง

อารยธรรมขอมแผ่ขยายไปถึงเชียงใหม่ ภาคกลางเกือบทั้งหมด แล้วครอบคลุมไปเกือบทุกพื้นที่ เป็นเส้นทางเส้นตรงทั้งหมด มีธรรมศาลา มีศาลาไฟเหมือนกับที่พักผู้โดยสาร มีจุดบัญชาการอยู่ที่พิมาย มีศูนย์พลังสุริยะเทพอยู่ที่เขาพนมรุ้ง มีจ้าวโลกคือศิวลึงค์ มีเรื่องเทพก่อเกิดจากต้นน้ำที่มาจากพราหมณ์ เพราะฉะนั้นความเป็นขอมเป็นความยิ่งใหญ่ และยังคงเหลืออยู่ เช่น ในชุมชน เหลือดนตรีไทย นุ่งโจงกระเบน ภาษาอยุธยา ถูกใช้ที่นี่นานแล้วเพราะต้นน้ำอยู่ที่อินเดีย สมมติเทพอยู่ที่พราหมณ์ เมื่อมีการขยายอำนาจการปกครอง ก็มาแลกเรื่องวัฒนธรรมไป ที่อีสานใต้โดยเฉพาะบุรีรัมย์มีคำขวัญว่า เป็นเมืองภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม

บุรีรัมย์ตำน้ำกิน ที่มหาสารคาม ก็มีการตำน้ำ แต่ตำแล้วน้ำไม่ออกมา เพราะที่บุรีรัมย์มีภูเขาไฟ ลาวาแข็งตัวแล้วกลายเป็นหินลอยน้ำมีรูพรุน ตรงนั้นมีหิมะและสารอินทรีย์มากมายมหาศาล หลังบ้านพัก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีพันธุ์กล้วยสมเด็จพระเทพ แสดงว่า ดินมีความชุ่มน้ำในตัว จึงสามารถตำดินให้น้ำออกมาได้

ช่วงที่ตนมาทำงานเดือนแรกคือ เดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงออกพรรษา ที่บุรีรัมย์ทำพิธีกวนข้าวทิพย์ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญทางวัฒนธรรมเป็นอู่

เวลาเข้าไปชุมชน ก็เหมือนกับเดินทางไปต่างประเทศ เวลาพูดกับคนต่างถิ่น ก็ใช้ภาษาไทยกลาง แต่เวลาสื่อสารในกลุ่มก็ใช้ภาษาขะแมร์ นอกจากนี้มีชนชาติต่างๆเช่น ส่วย กุย ลาว เยอในทุกพื้นที่ เป็นความร่ำรวยวัฒนธรรมของบุรีรัมย์

กระทรวงวัฒนธรรมกำหนดแผนงานไว้ 3 ระดับคือ

1.วิถีถิ่น วิถีไทย กวนข้าวทิพย์ บุญกฐินเดือน 12 กระทรวงควรช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อให้มากขึ้นเกี่ยวกับบุญกฐินเดือน 12 ให้นักท่องเที่ยวซื้อ จะเกิดเป็นเม็ดเงินมหาศาล กฐินอำเภอใน 23 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท เป็นตัวเงินที่ออกไปสร้างการกุศล ยอดนี้ยังไม่รวมยอดที่ชาวบ้านไปซื้อผ้าและสังฆทานที่ไม่สามารถเก็บเป็นตัวเลขได้ เป็นตัวอย่างที่สร้างรายได้แต่คนในกระทรวงยังมองไม่เห็นว่าสร้างเศรษฐกิจได้

2.วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียนที่ขายคือ ยิ้มสวย ไหว้งาม นวดแผนไทย สปา มวยไทย ที่บุรีรัมย์มีการนวดแผนไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เมื่อพิมพ์คำว่า “นวดโบราณ” ก็จะพบว่า มีนักบินจากยุโรปบินมาที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วต่อไปยังเมียนมา นั่งรถมาลงที่สตึกแล้วมานวดที่บุรีรัมย์ มีผู้สูงอายุมานวดเชิงรักษากับอาจารย์โบราณ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงทำให้เห็นคุณค่าความเป็นไทย ภูมิปัญญาไทยสามารถคลายกล้ามเนื้อได้อย่างแท้จริง ในเรื่องวิถีถิ่น วิถีไทยก็ทำเรื่องแบบนี้ ในเรื่องวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียน Service Mind ของไทยโดดเด่นกว่าประเทศอื่นในอาเซียน อาหารไทยโดดเด่นกว่า แต่สิงคโปร์โจมตีไทยว่า เป็นค้ามนุษย์ ความเป็นวัฒนธรรมของไทยยังมีอยู่ แต่สงกรานต์ก็มีในหลากหลายประเทศ แต่มีจุดเริ่มของพุทธศาสนาจากอินเดียจึงเหมือนกัน

3.มรดกไทย มรดกโลก เป็นวัฒนธรรมที่กว้างกว่า ปีนี้ ทางกระทรวงเสนอภูพระบาทที่อุดรธานีเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เขาพนมรุ้งยังไม่ได้รับการเสนอชื่อ มีแค่การเตรียมการ ที่ปราสาทเมืองต่ำ ก็มีป้ายแต่การรับรู้ของเมืองยังไม่ถึง ปัจจุบันนี้ จะเห็นรถจากทั่วทุกสารทิศมาจอดที่สนามไอโมบาย พวกนักท่องเที่ยวเห็นเขาพนมรุ้งในสภาพทรุดโทรม แต่เมื่อมาสนามไอโมบาย ก็เกิดความตื่นเต้นกับสนาม บุรีรัมย์จึงเป็นเมือง 2 ยุค เขาพนมรุ้งสร้างขึ้นในยุคพระเจ้าชัยวรมัน ส่วนที่อื่นก็เป็นรุ่นลูกหลานเป็นคนสร้าง ยุคที่คนปัจจุบันสร้าง ใช้เวลาไม่กี่วัน

จากการที่ได้ฟังสัมมนาจัดโดยฐานเศรษฐกิจที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งเน้นเรื่อง “Next Step บุรีรัมย์” วางตำแหน่งไว้เป็นเมืองกีฬา เมืองสุขภาพ มีโฮมสเตย์ สถานปฏิบัติธรรม คอร์สกีฬา ภาคเอกชนใช้เรื่องคนบุรีรัมย์ขึ้นมาสร้างเมืองทำให้ดำเนินการได้เร็ว แต่ภาครัฐก็ต้องช่วยเหลือด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์จึงได้ทำเรื่อง 9 ดีขึ้นมา ครอบคลุมทุกส่วน ตนเองรับผิดชอบเรื่องคนดี นำศีล 5 มาขับเคลื่อนงาน ประเพณีบุญข้าวสารท เดือน 10 ก็เหมือนกับแซนโฏนตา คล้ายกับสงกรานต์ที่ทุกคนกลับมาบ้าน

ในช่วงนโยบายทั้งสามข้อ จะนำมาทำเป็นเชิงท่องเที่ยว ที่อีสานใต้ มีศิลปะการแสดง หมอลำหมู่ กันตรึม

สามารถดาวน์โหลดได้ผ่านเว็บไซต์ เยาวชนยังขาดความรู้เรื่องรากเหง้าทางวัฒนธรรม

เกาหลีสร้างวัฒนธรรม ไทยควรนำแบบอย่างมาสร้างวัฒนธรรม ตอนนี้ก็ได้ทำ CPOT ขึ้นมา จะนำกระแสไอโมบายขึ้นมาช่วยให้คนรู้จักศิลปวัฒนธรรมบุรีรัมย์

อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ

นายชูชาติเริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวถึงภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมลุ่มน้ำชี-มูล ฮีตสิบสอง คองสิบสี่

ฮีตคือจารีตประเพณีทั้ง 12 เดือน คองคือ กฎเกณฑ์ในการครองบ้าน ครองเรือน ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ครอบคลุมทุกอย่าง เช่น ทำขวัญข้าว บุญผะเหวด สามารถนำไปทำการตลาดได้ทั้งหมด การทำท่องเที่ยวแบบนี้ยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรม สร้างความเข้มแข็ง เชื่อมต่อให้คนรุ่นหลังได้

เมื่อนายชูชาติกล่าวถึงวิถีถิ่น วิถีอีสานแล้ว ยังได้ให้แนวทางเกี่ยวกับอารยธรรมขอม โดยเน้นความเชื่อมโยง ประสาทพระวิหารต่อยอดมาในประเทศไทย มีกองบัญชาการที่พิมาย มีโอสถศาลา ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเพราะมีทั้งในกัมพูชาและไทย นอกจากนี้ยังมีปราสาทแบบนี้ในลาว จึงควรจะคิดเชื่อมโยงต่อ นายชูชาติยังได้นำเสนอการเชื่อมโยงเรื่องคน ถิ่นที่อยู่ เส้นทางการเดินทาง ซึ่งมีทั้งเหมืองหลัก เมืองรอง จุดพัก จุดรักษาพยาบาลคือโอสถศาลา

นายชูชาติได้เสนอว่า ไม่ควรขาดการเชื่อมโยงและประชาสัมพันธ์ บางครั้งไอทีก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับคนไทยได้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงวิถีเกษตรสมัยใหม่ เช่น กาแฟภูเขาไฟบุรีรัมย์ การแสดงต่างๆ

เมื่อได้กล่าวถึงเรื่องวัฒนธรรมแล้ว ก็จะไปกล่าวถึงเรื่องกีฬาและการเชื่อมโยงไปสู่อาเซียน

กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงกีฬากับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน

โดย นาวาเอกปารัช รัตนไชยพันธ์ รองเลขาธิการสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย

เริ่มที่อาเซียน อันดับแรกต้องตระหนักรู้อาเซียนว่าสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบจำนวนประชากร จีนมีประชากรมากที่สุด อินเดียรองลงมา อาเซียนมีประชากรประมาณ 625 ล้านคน อาเซียนมี GDP 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรองประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เมื่อประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมตัวกันจะมีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอย มีอัตราขยายตัว 2.5%

อาเซียนมี 3 เสาหลักคือ Political-security (การเมืองความมั่นคง) เศรษฐกิจ และ Socio-cultural (สังคมวัฒนธรรม)

ประชาคมอาเซียนมีความเชื่อมโยงด้านกีฬา แสดงถึงความสำคัญ

ผลกระทบจากการรวมตัวของอาเซียน ประชากรของอาเซียนประมาณ 625 ล้านคนจะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น ไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดีคืออยู่ตรงกลาง ควรจะสร้างความเชื่อมโยงในด้านการคมนาคมขนส่ง และอาหาร เป็นโอกาสที่ไทยจะคว้าความได้เปรียบมา นอกจากนี้ ไทยจะมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น แต่ก็จะพบกับการแข่งขันสูงขึ้น ไม่ควรกังวลด้านการแข่งขัน แต่สามารถเป็นพันธมิตรกับคู่แข่ง ทำให้เข้มแข็งขึ้นและมีโอกาสร่วมกัน รวมถึงอำนาจในการเจรจาต่อรองมีมากขึ้น

กีฬาในบริบทประเทศไทย ต้องทำให้กีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจังหวัดและประเทศ

ตัวแผนพัฒนาที่เป็นแผนแม่บทเรื่องกีฬาในฉบับปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริบทของประเทศไทยคือทำให้กีฬาเป็นแหล่งสร้างรายได้ สร้างอาชีพและการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ต้องมีส่วนราชการมารับผิดชอบ นอกจากนี้ ภาคเอกชนและชุมชนก็มีส่วนร่วมแสวงหาประโยชน์จากกีฬาได้ตามอัตภาพ

กีฬาในประเทศไทยแบ่งเป็นประเภทหลักๆ เป็น 4 เสาหลักของกีฬา ซึ่งปรากฏในยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติคือ

  • กีฬาขั้นพื้นฐาน คือ กีฬานำไปใช้พัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ เป็นการพัฒนาร่างกาย
  • กีฬาเพื่อมวลชน คือ เมื่อคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็ใช้กีฬาเพื่อการผ่อนคลาย สันทนาการและนันทนาการ
  • กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ เช่น เวลาที่ประเทศไทยส่งนักกีฬาไปแข่งกีฬาในระดับนานาชาติ เมื่อชนะแล้วประเทศไทยได้ชื่อเสียง ประเทศแคเมอรูนเป็นที่รู้จักเมื่อมีทีมฟุตบอลเข้ารอบการแข่งขันฟุตบอลโลก
  • กีฬาอาชีพ เป็นกีฬาที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เข้ามาส่งเสริม คือ ทำกีฬาให้เป็นอาชีพสร้างรายได้ ต้องขึ้นอยู่กับโครงสร้างกีฬาอาชีพที่มีสหพันธ์กีฬานานาชาติกำหนด ตอนนี้มี 10-11 ชนิดกีฬาที่เป็นกีฬาอาชีพ ตัวอย่าง เช่น ฟุตบอล มวย วอลเล่ย์บอล เทนนิส ตะกร้อ เป็นต้น

ในแง่มิติการพัฒนากีฬา สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่ากีฬาคือเครื่องมือ ปัจจุบันมีการใช้กีฬาเพื่อเหตุผลทางสังคม เช่น นำเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาเล่นกีฬา

กีฬาเพื่อความมั่นคง เช่น กีฬาใน 3 จังหวัดชายแดนเป็นการดึงเยาวชนออกมาด้วยกีฬา

กีฬาเพื่อเศรษฐกิจ อย่างที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์กล่าวถึง Sport Marketing

การท่องเที่ยวเชิงกีฬา คือ กิจกรรมที่ทำให้คนต่างถิ่นมาจับจ่ายใช้สอยในอีกท้องถิ่นโดยมีกีฬาเป็นเป้าประสงค์ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามามีประสบการณ์ตรงกับกีฬาโดยสัมผัส เข้าร่วมหรือการเข้าไปสังเกตการณ์ การเข้าชม

การแบ่งประเภทกลุ่มเป้าหมายของกีฬามีดังนี้

  • High Performance คือ กลุ่มนักกีฬาอาชีพ เป็นกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว
  • Mass Sport คือ คนเล่นกีฬาเป็นประจำเพื่อสุขภาพหรือนันทนาการ เช่น การจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนมีนักกีฬาต่างชาติเข้ามาร่วมแข่งขัน
  • Occasional Sport คือ กลุ่มคนที่เล่นกีฬาเป็นบางโอกาสเพื่อนันทนาการ เช่น ชาวเกาหลีหรือญี่ปุ่นที่เข้ามาท่องเที่ยว ตีกอล์ฟแล้วกลับ
  • นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ผู้เล่นกีฬา คือ ผู้ที่ต้องการประสบการณ์การชม การสัมผัส เข้ามาดูกีฬา คล้ายกับที่ฮ่องกงจัดการแข่งขัน World Rugby รักบี้ซีรีส์ แม้จะเป็นทีมที่ไม่เก่ง แต่เวลาจัด บัตรเต็ม ต้องจองล่วงหน้า

การแบ่งประเภทกีฬาตามสถานที่

  • การเล่นกีฬาที่ศูนย์กีฬา เช่น สนามไอโมบาย สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต
  • การเล่นกีฬาในสถานที่ที่ไม่ใช่สนามกีฬา ควรจะคิดว่าในกลุ่มอีสานใต้ มีสถานที่ใดที่ใช้เล่นกีฬาได้บ้าง

แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงกีฬาสมัยใหม่

จากบทวิเคราะห์ที่คัดออกมาจากบทความต่างๆ พบว่า กระแสนิยมในเรื่องของการดูกีฬา การเล่นกีฬา

การออกกำลังกายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แม้แต่ในแผนแม่บทพัฒนากีฬาแห่งชาติก็ระบุไว้ว่า สถิติการออกกำลังกายของคนไทยอยู่ที่ 20% กว่า เพิ่มขึ้นทุกปี แต่เพิ่มในลักษณะเป็นจุดทศนิยม แสดงว่า จำนวนคนออกกำลังกายเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำ

บริบทของกีฬาในประเทศไทยคือ ความสนใจของคนไทยในด้านกีฬามีน้อย แต่กระแสความสนใจสุขภาพมีมาก การตื่นตัวของผู้สูงอายุในเรื่องสุขภาพก็มีความสำคัญ

บริบทในอาเซียน คือ ความนิยมในการออกกำลังกายในอาเซียนอยู่ในระดับที่ดี บางประเทศอาจจะมีกระแสความนิยมด้านนี้สูงกว่าประเทศไทย

สภาพเศรษฐกิจและสังคมมีผลต่อการเล่นกีฬา คนที่จะเล่นกีฬาได้ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีก่อน ควรจะค้นหาชนิดกีฬาที่เหมาะสมกับคนอาเซียน

โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในแต่ละท้องถิ่นมีกีฬาที่เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น เพราะวัฒนธรรม ภูมิประเทศ ภูมิอากาศต่างกัน เชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน

กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ ต้องดูว่าอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มใดบ้าง กลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจคือ RCEP คือ ASEAN+6 หมายถึงเป็นกลุ่มที่มีการติดต่อค้าขาย ก็จะมีโอกาสเข้ามาในอาเซียน ส่วนที่เหลือก็คือนักท่องเที่ยวที่มีการติดต่อค้าขายทั่วๆไป เช่น ยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง

กิจกรรมกีฬา Sport Tourism ที่จะเลือกจัดให้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องเหมาะสมกับจริตของคนไทยและต้องเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

สิ่งอำนวยความสะดวกในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงกีฬา ควรมีความแปลกตาและสวยงามกว่าที่อื่น

ความแตกต่างที่ซื้อไม่ได้คือ ภูมิอากาศและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น สนามกอล์ฟ Pebble Beach ที่อยู่ริมทะเลในแคลิฟอร์เนีย มีคนไปจองคิดเป็นเดือนเพราะมีความสวยงาม

ผลิตภัณฑ์และบริการที่จะเกิดขึ้นในชนิดกีฬาต้องมีอัตลักษณ์และทันสมัย สนามกีฬาต่างๆมีชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของตนเองบ่งบอกถึงความเป็นกีฬาแต่ละชนิด เช่น เวลากล่าวถึงฟุตบอลอังกฤษ คนจะคิดถึงสนามเวมบลีย์ที่เป็นสนามเหย้าของทีมชาติ ถ้ากล่าวถึงกอล์ฟ ก็จะคิดถึงสนามกอล์ฟ Pebble Beachหรือ St. Andrews ควรจะทำให้ผลิตผลิตภัณฑ์และบริการกีฬาของไทยเป็นที่น่าจดจำเหมือนตัวอย่างข้างต้น

การจัด Sport Tourism อาจนำกีฬาไปพ่วงวัฒนธรรม เกษตรและอื่นๆ ไม่ได้แตกต่างแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเชื่อมโยงกันอย่างไร

สิ่งสำคัญคือจริตของแต่ละกิจกรรมกีฬา คนที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้งมักไม่กลัวแดด ชาวยุโรปหนีหนาวมาเล่นกีฬากลางแจ้งที่ประเทศไทย ถ้าจัดกิจกรรมกลางแจ้งไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกีฬาหรือวัฒนธรรม ชาวยุโรปก็จะสนใจร่วมกิจกรรม

เนื่องจากคนที่อยู่ในแวดวงกีฬามีหลายประเภท คนที่มา Chang International Circuit ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักแข่งรถ ผู้ชมเป็นคนมีเงิน มีบารมี คนซื้อบัตรให้ มีโอกาสใช้จ่ายสูง ควรจัดกิจกรรมหรือบริการให้เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้ ผู้ชมการแข่งรถที่ Chang International Circuit กับผู้ชมการแข่งขันฟุตบอลที่ i-mobile Stadium ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน การจัด Sport Tourism ไม่ใช่จัดแบบ Mass หรือสินค้าแบบเดียวแต่ขายให้ได้แก่ลูกค้าทุกประเภท ต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าด้วย

เทคโนโลยีสมัยใหม่มีความจำเป็นในการให้บริการ บุรีรัมย์มีของดีอยู่แล้ว เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง แต่เรื่องราวก็สำคัญ ต้องหาวิธีให้คนสามารถเสพวัฒนธรรมได้ ถ้านำเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นภาพ 3 มิติ มัลติมีเดียเข้ามาให้กลมกลืน เดินไปมีเพลงฟัง กล่อมเกลาอารมณ์ มีร่มเงา ทำให้ขายได้มากขึ้น แม้แต่ในกีฬา

เทคโนโลยีก็มีความสำคัญ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ 10 ปีผ่านไป ของอยู่ในสภาพเดิม ตอนนี้มีเทคโนโลยีนำเสนอพิพิธภัณฑ์มีหลากหลาย คนทำงานด้านการท่องเที่ยวต้องศึกษาเทคโนโลยีแล้วนำมาใช้

ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายเฉลียว อยู่วิทยาบริจาคเงินให้ 50 ล้านบาท ทำพิพิธภัณฑ์เรื่องฟัน มีการนำเทคโนโลยีมัลติมีเดียมาใช้ดึงดูดคน ต้องทำให้น่าสนใจ มีการสร้างปากขนาดใหญ่ให้เด็กเข้าไปนั่งถอดฟันดูได้ มีแปรงเล็กเข้าไปถู เป็นการเสพความรู้ด้วยวิธีการแปรงฟันใหม่ๆ

ในเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจกีฬา อีกปัจจัยสำคัญคือ บุคลากร ต้องมีคนมีความรู้ เชี่ยวชาญสูง ต้องไม่ปฏิเสธการรวมกลุ่มทางธุรกิจ รวมไปถึงการเชื่อมโยง ประเทศไทยมีความวิเศษกว่าประเทศอื่นที่มีดินแดนที่ใหญ่กว่า เพราะใช้เวลาเดินทางในประเทศน้อยกว่า จากสุรินทร์ไปบุรีรัมย์ระยะทาง 50 กิโลเมตร จัดกลุ่มไปด้วยกันได้ เช้าอยู่ที่หนึ่ง เย็นอยู่อีกที่หนึ่ง ศรีสะเกษกับอุบลราชธานีก็ไม่ไกลกัน นครราชสีมาอาจจะไกลกว่า แต่ถ้ามีการคมนาคมขนส่งที่เร็ว ก็จะช่วยประหยัดเวลาสำหรับนักท่องเที่ยวได้ อาจจะทำเป็นสถานีท่องเที่ยว ก็จะมีความน่าสนใจ กลุ่มจังหวัดควรจะเติบโตพร้อมกัน ดูจริตจังหวัดแล้วต่อไปยังด้านวัฒนธรรมแล้วไปเกษตร แล้วจัดเป็นแพคเกจไปด้วยกันได้ ดังที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เรียกว่า “เขาวงกต” คือ กระตุ้นให้คนใช้เงินให้หมดในจังหวัดก่อนกลับ

ในเรื่องการจัดกิจกรรมกีฬา (Sport Events) มีจังหวัดอื่นที่มีความก้าวหน้า เช่น นครนายกมีวิสัยทัศน์คือสนใจกีฬาผจญภัย (Adventure Sport) ได้แก่ ปีนหน้าผา ขี่เอทีวี ขี่จักรยาน เมื่อปี 2551 สมาคมเรือพายเคยไปเสนอโครงการต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ใช้เงินครั้งแรกทำแก่งเทียมเป็นระยะทาง 300 เมตรหน้ารีสอร์ท ตรงแม่น้ำนครนายก ลงทุนโดยงบอบจ. 15 ล้านบาท ตอนนั้นถูกต่อต้านจากธุรกิจล่องแก่งมากเพราะไปปิดลำน้ำ เพราะพวกนี้ทำมาหากินไม่ได้ ต่อมาธุรกิจเจริญเติบโตขึ้น ปัจจุบันนี้ คนเล่นกีฬาล่องแก่ง และพายเรือแคนูจะสนุกขึ้นเพราะแก่งเทียม จึงเกิดการขยายเส้นทางให้ยาวขึ้น ทั้งนี้อยู่บนวิสัยทัศน์ ไม่ได้ออกนอกกรอบเพราะยังคงเป็นกีฬาผจญภัย

บุรีรัมย์มีแม่เหล็กอยู่ 2 จุดหลัก คือ 2 สนาม ควรคิดว่ายังขาดอะไร จะนำคนจาก 2 สนามนี้ไปเที่ยวที่อื่นด้วยได้อย่างไร อาจมีการสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆด้วยได้ ในช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน

อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ

นาวาเอกปารัชได้นำเสนอรายละเอียดที่ชัดเจนมาก และได้เสนอแนะให้เลือกสิ่งที่ถูกต้อง อาศัยจังหวะ อัตราเร่งที่เหมาะสม ก็ตรงกับที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้กล่าวไป นอกจากนี้ ต้องเลือกการประชาสัมพันธ์ให้ถูกต้อง รวมกลุ่มทางธุรกิจให้มีการรวมพลัง สิ่งสำคัญก็คือต้องก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรค ในการสร้างแก่ง ถ้าถูกคัดค้านจะทำอย่างไร ต้อง bypass ให้ 300 เมตร ทำเสมือนว่าชีวิตนี้ไม่มีอุปสรรค

วิทยากรท่านสุดท้าย ได้กล่าวแล้วว่า ผู้ป่วยเที่ยวไม่ได้ เล่นกีฬาก็ไม่ได้ ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์จะกล่าวถึงมุมมองกรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน

กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน

โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

ต้องเริ่มจากความสำคัญการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อดูวิถีชีวิตชาวอีสานในปีนี้ อ้อยยาวแค่ 1 เมตร ต้นเล็ก มันต้นเล็ก ข้าวราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท ควรมีทางออกและข้อเสนอแนะที่ดีจะเป็นประโยชน์ต่อการประชุมครั้งนี้ ควรเริ่มจากทำเรื่องใกล้ตัวก่อน คืออาหารและสุขภาพ

จากการประชุมครั้งที่แล้ว ก็ได้ทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่น ไปศึกษาดูงานที่อุบลราชธานี อุทัยธานี กำแพงเพชร และได้เห็นกรณีตัวอย่างที่ดีมากมายมาทำงานต่อ ตนเองมีเครือข่ายมากมาย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2559 ได้ลง Facebook เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ก็มีคนมาให้ข้อเสนอแนะมากมาย มีคนแนะนำว่า ที่ชีวาศรมมีเศรษฐีมาอยู่ 15-30 วัน สามารถจัดคอร์สวันละเป็นหมื่นบาทได้

ตอนที่ไปอุบลราชธานี ได้ไปศึกษาดูงานหลายแห่ง ไปสามพันโบก ก็ต้องมีเครือข่าย เวลาที่ดีสุดคือไปตี 4 แล้วนั่งรถมาที่ลงเรือตี 5 นั่งเรือไปถึงสามพันโบก อาทิตย์อุทัยสว่าง เป็นภาพที่สวยงามที่สุด อากาศเย็นสบาย ได้ออกกำลังกายแล้วถ่ายคลิปลง Facebook

ส่วนเรื่องของอาหาร ในอีสาน จุดที่ทำและสามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้คือ หมู่บ้านราชธานีอโศกซึ่งทำด้านเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง นำผลผลิตมาบริโภคและใช้ในชีวิตประจำวัน มีกระบวนการพัฒนาไม่หยุดนิ่งและ พัฒนางานต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทำแบบวิถีชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งทำได้ดีและครบวงจรอยู่แล้ว นำมาพัฒนาให้ก้าวหน้า

ในการลงมือทำ ควรจะไปดูงานจากกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จแล้วค่อยนำมาทำ

ต่อมา ได้ไปวัดหลวงปู่ชา เป็นการส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ ได้ไปดูว่ามรดกที่หลวงปู่ชาทิ้งไว้ให้ชาวอีสาน ทำให้ได้ความรู้มากมาย

เมื่อไปที่อุทัยธานี มีอาจารย์เกษียณแล้วเป็นศึกษานิเทศก์ออกมาทำโฮมสเตย์ 4 หลังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะเป็นโฮมสเตย์ที่มีชีวิตชีวาที่พัฒนา บรรยากาศและอาหารดี อาจารย์ท่านนี้กล่าวว่า ควรทำกิจกรรมเพื่อเอื้ออำนวยให้คนถ่ายรูปให้ได้ มีเศรษฐีมาพักในบรรยากาศเงียบสงบ บริโภคอาหารสุขภาพ นั่งคุยกัน ทำให้ได้บทเรียนว่า ควรทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ ทำเรื่องต่างๆให้มีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้น

ตอนที่ทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผัก มีตัวลิ้นหมากับตัวทากมากิน คนที่ปลูกมากๆ ก็ใช้ยาฉีด แต่ถ้าเป็นคนทำเกษตรอินทรีย์ ก็นำไฟฉายมาส่องเก็บตัวลิ้นหมาซึ่งเหนียวยิ่งกว่ากาวตราช้าง ต่อมาได้ส่งเมือกลิ้นหมาไปให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีให้วิจัย แล้วก็ได้นำไปทำเครื่องสำอาง ถ้าขายได้ราคาแพง ก็ปลูกผักเลี้ยงตัวลิ้นหมา

แม้ว่าไม่มีความรู้ แต่มีเพื่อนเป็นนักวิจัยก็สามารถทำได้โดยไปขูดผิวแล้วสกัดเป็นน้ำมันออกมา

ในเรื่องธรรมดา ถ้าทุกคนเป็นผู้เรียน ก็จะอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง

เมื่อฤดูหนาวปี 2558 มีแพทย์หญิงและวิศวกรแต่งงานกัน แล้วมาฮันนีมูนเพราะมาชมผักที่มีเอกลักษณ์ เกิดความประทับใจ สิ่งสำคัญคือทำเรื่องให้ปรากฏให้ได้ แล้วทำให้มีชีวิตชีวา

ควรหาคนที่มีความพร้อมมาทำโดยประกาศทาง Facebook จัดการอบรม 2 วัน ราคา 1,500 บาท คัดเลือก 30 คนเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนอายุประมาณ 40 ปี มีความรู้ ความตั้งใจ และได้เคยศึกษามาจากทั่วประเทศก่อนเข้าอบรม เมื่อเข้าอบรม ก็มาหารือกัน มีรายหนึ่ง เป็นผู้จัดการเจ้าของสวนทุเรียนสดที่อยากทำแต่บิดามารดาคัดค้าน และเป็นสวนอินทรีย์พันธุ์ดี เคยเป็นพนักงานลาออกมาทำสวน แต่บิดามารดาคัดค้าน หลังจากการอบรมครั้งนั้น ก็ใจสู้ ทำเกษตรอินทรีย์ แล้วนำไปขาย ผลิตจนขายไม่ทัน

สังคมอยู่ได้ก็จะต้องเป็นสังคมการเรียนรู้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรที่มีศักยภาพความพร้อมมากที่สุดในโลก เพียงแต่คิดที่ยกระดับอย่างไร จีนส่งของมาขายที่ไทย ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศเกษตร ไทยควรคิดว่าจะขายสินค้าอะไรให้จีน จีนขนไม้ไผ่กับวัว ควายไปจากไทย เนื้อวัวควายขายที่จีนกิโลกรัมละ 700 บาท พอไปถึงเวียดนาม ราคาขายเนื้อวัวควายกิโลกรัมละ 500 บาท พอมาถึงไทย ราคาขายเนื้อวัวควายกิโลกรัมละ 300 บาท

เกษตรกรขายสินค้าผิดที่ เพราะไม่มีคนเลี้ยง แต่คิดจะปลูกยางพารา

คนที่จะทำงานต้องมีความรู้ และองค์ความรู้เก่าใช้ไม่ได้ ต้องมีฐานความรู้ใหม่ คนอีสานควรเลี้ยงแพะเพราะกินน้อย ปีหนึ่งออกลูก 2 ครั้ง ครั้งละ 4 ตัว กินใบไม้ หญ้า ครูบาสุทธินันท์ก็ได้รีดนม ทำสบู่และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่กำแพงเพชรมีผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงแพะ ครูบาสุทธินันท์มีแพะ 20 ตัว

เกษตรกรควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยลงมือหาข้อมูล ต้องลองของก่อน ทำให้เห็นปัญหามาเล่า

จากการประชุมโครงการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้) ครั้งที่แล้ว ก็ได้มองเรื่องผลไม้ ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย กล่าวว่า โค้กและเป๊ปซี่ขายลดลงแต่ปลูกมะพร้าวทั่วโลก ครูบาสุทธินันท์จึงได้เล็งเห็นว่าผลไม้ที่มีอนาคตต้องเป็นผลไม้ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น หม่อน มะพร้าว ทุเรียน กล้วย คนที่ปลูกแล้วทำที่เพชรบุรี

ที่อุทัยธานี ครูบาสุทธินันท์ก็ปลูกต้นไม้ใหญ่ จะสร้างบ้าน แล้วประกาศทาง Facebook เพื่อหาคนออกแบบ ก็มีผู้จัดการแลนด์แอนด์เฮ้าส์มาออกแบบให้ คนเป็นเจ้าของเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่ชลบุรี นำตัวอย่างไม้มาให้ครูบาสุทธินันท์ดู แสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าทำจริง ความจริงมีอานุภาพจะนำไปสู่สิ่งต่างๆมากมาย

ปรากฏการณ์ควรเริ่มจากจุดเล็กๆก่อน คิดให้ชัด ทำให้ออก จะจุดประกายได้ดี

ควรทำสวนผักสุขภาพ มีหินวาง เวลาเข้าต้องถอดรองเท้า เหมือนเดินนวดเท้า เข้าไปเก็บผักมาประกอบอาหาร หุงข้าวด้วยหม้อดิน มีเครือข่ายส่งข้าว อาหารแห้งและอาหารทะเลมาให้ครูบาสุทธินันท์ชิม แสดงให้เห็นว่า มิตรภาพและไมตรีมีในไทย ต้องร่วมทุกข์และสุขกัน ครูบาสุทธินันท์เขียน Facebook ทุกวัน วันใดที่ไม่ได้เขียนก็จะมีคนอื่นโทรศัพท์มาถามถึง ครูบาสุทธินันท์ต้องเริ่มเขียน Facebook ตอนตี 3 เพราะเครือข่ายที่อื่นเริ่มทำงานแล้ว Facebook ทำให้ทราบผลงานและรู้จักเครือข่ายของครูบาสุทธินันท์ ทำให้มีความสุขในการทำงาน

อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ

ครูบาสุทธินันท์ กล่าวว่า ต้องอยู่รอด อยู่ได้และต้องอยู่ดี ประเด็นที่น่าสนใจคือความจำเป็นที่จะต้องก้าวข้ามผ่านจุดเดิมๆ ตลาดต้องการอ้อยมาก แต่ก็ผลิตไม่พอ ส่วนภาคใต้ ก็ตัดยางพาราทิ้งไปแล้วปลูกกาแฟขึ้น

ขั้นตอนของครูบาสุทธินันท์ ขั้นแรกคือคิดให้ชัด ต่อมา ลงมือทำ โดยแสวงหาเครือข่าย เลือกของดีมีอยู่แล้วพัฒนา ต้องมีข้อมูลใหม่ตลอด นักวิจัยต้องช่วย มีข้อมูลมาทาง Facebook ตลอด คิดกิจกรรมที่ดี ทุกอย่างที่ทำต้องมีชีวิตชีวาตื่นเต้น ไม่มีเซ็ง

วันที่ 28 มกราคม 2559

การบรรยายพิเศษเรื่อง การตลาดอย่างสร้างสรรค์ (Creative Marketing) สร้างมูลค่าท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์

ประธานบริหารด้านการเรียนรู้ (CLO: Chief Learning Officer)
บริษัท 37.5 องศาเซลเซียส จำกัด

วันที่ 28 มกราคม 2559

เสวนาเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนบ้านสนวนนอก”

ร่วมเสวนาโดย

1. นางสำเริง โกติรัมย์ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านสนวนนอก

2. นางพงศ์ศรี แก้วพรหม ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านสนวนนอก

3. นายบุญทิพย์ กะรัมย์ ผู้ใหญ่บ้าน

ดำเนินการเสวนาโดย ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

(จากซ้าย) นางพงศ์ศรี แก้วพรหม นางสำเริง โกติรัมย์และนายบุญทิพย์ กะรัมย์ ร่วมอภิปรายในเสวนาเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนบ้านสนวนนอก” ดำเนินการเสวนาโดย ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

นางสาววิมล ชอบสุข ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์

บุรีรัมย์เป็นจังหวัดนำร่องที่ทำท่องเที่ยววิถีเกษตรแล้วที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ไปลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว หมู่บ้านสนวนนอกเป็น 1 ใน 6 หมู่บ้านที่ทำการท่องเที่ยววิถีเกษตร

ทั้ง 6 หมู่บ้านการท่องเที่ยววิถีเกษตรที่ได้ดำเนินการ ก็จะมีการให้หมู่บ้านได้ค้นหาของดีของหมู่บ้านเพื่อนำเสนอขายต่อนักท่องเที่ยว

หมู่บ้านสนวนนอกมีวัฒนธรรมความเป็นเขมรอยู่ คำว่า “เขมร” คือ ลออ ที่หมู่บ้านนี้มีกระบวนการทำผ้าไหมที่สมบูรณ์ที่สุด มีโฮมสเตย์ที่ผ่านการประเมินมาตรฐาน หมู่บ้านนี้ขายคำว่า “สะนูเกา ซบลออ”

ส่วนชุมชนบ้านสายยาว เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนที่ยาวที่สุดในโลก เพราะบ้านนั้นเป็นถนนที่ยาวมาก

ทั้ง 6 หมู่บ้านการท่องเที่ยววิถีเกษตรมีกระบวนการที่จะขายต่อนักท่องเที่ยวได้ และอยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดอยู่แล้ว จังหวัดได้ตั้งเป้าหมายให้หมู่บ้านสนวนนอกเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่มายังสนามไอโมบายและสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต หรือตัวจังหวัดก็มาที่หมู่บ้านนี้ได้เพราะว่าห่างจากตัวจังหวัดแค่ 12 กิโลเมตร เข้ามาได้ 2 ทาง เมื่อเข้ามาหมู่บ้านนี้ ก็จะซึมซับวัฒนธรรมกัมพูชา

บ้านโคกเมืองอยู่ที่ปราสาทเมืองต่ำก็เป็นอารยธรรมอีกแบบหนึ่ง บ้านสนวนในก็เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ละที่จะไม่เหมือนกัน ที่ชุมชนบ้านสายยาว จะได้ประโยชน์เพราะอยู่ในเส้นทางไปไทลาเพลิง แต่ละหมู่บ้านที่ทำก็อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวและมีเครือข่ายอยู่แล้ว ตอนนี้จังหวัดบุรีรัมย์กำลังทำให้หมู่บ้านท่องเที่ยวทุกหมู่บ้านนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เกิดให้นักท่องเที่ยวได้มาตลอดเวลา ปัญหาที่พบคือ หมู่บ้านท่องเที่ยวยังเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวรองรับข้าราชการ C8 อยู่ ถ้ามีการประสานมา ก็จะมีการจัดกิจกรรมให้เห็นอย่างเต็มรูปแบบ ถ้าไม่มีการแจ้งมาก่อน อาจจะได้เห็นกิจกรรมน้อย ช่วงนี้กำลังทำให้หมู่บ้านเหล่านี้เปิดตลอด ก็เริ่มเปิดมากขึ้นแล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาได้ตลอดเวลา ที่จัดการทั้งหมดเป็นเรื่องที่หมู่บ้านจัดการเอง

หน่วยราชการหลักที่เกี่ยวข้องอีกหน่วยงานหนึ่งคือพัฒนาชุมชน ฝ่ายการจัดการก็จัดการเองทุกอย่าง และพยายามเน้นให้เกิดความยั่งยืน หน่วยราชการจะไม่มาจัดการให้ แต่คอยติดตามดูและให้กำลังใจ รวมทั้งให้คำแนะนำ ก็จะเกิดการเรียนรู้ ตอนแรก หมู่บ้านเหล่านี้ไม่กล้าต้อนรับแขก แต่ตอนหลังมีความกล้ามากขึ้น และรู้ว่าจะดูแลแขกอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่าย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ก่อนการเสวนา คณะผู้เข้าร่วมโครงการได้ชมกิจกรรมของหมู่บ้านแล้ว ขอให้วิทยากรทั้ง 3 ท่าน อธิบายถึงความเป็นมาของหมู่บ้านสนวนนอก

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ขอบคุณดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ความเป็นมาของหมู่บ้านสนวน ในสมัยก่อน มีต้นสนวนซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่มีใบมาก ต่อมามีนายดำที่ย้ายถิ่นฐานมาจากร้อยเอ็ด มาดูสถานที่ เมื่อมาแล้ว ทางทิศตะวันออกมีหนองน้ำใหญ่ ตรงศูนย์เรียนรู้การทอผ้าไหม ทางทิศตะวันตกมีห้วยตลาด สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทางทิศใต้ (หมู่ 3) มีสระ เพราะฉะนั้นความอุดมสมบูรณ์ตรงนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า ต้นหม่อนที่ขึ้นมาจะเป็นหนึ่ง เมื่อก่อนนี้ เส้นทางลึกมาก แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยความเจริญ ขุดดินมาถมทาง ถือว่าเป็นชุมชนโบราณ ในอดีตชาวบ้านอยู่กันแออัดมาก มีโจรมาปล้นบ่อยครั้ง ชาวบ้านก็ต้องอาศัยอยู่ใกล้กัน เพื่อให้ช่วยเหลือกันได้ในยามเกิดภัย เมื่อมีโจรน้อยลง ต่างคนต่างก็ย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นเพื่อมาทำมาหากิน

หมู่บ้านสนวนเกิดขึ้นมาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวใหม่ เนื่องจากอาชีพหลักคือการทำนา อาชีพเสริมคือ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวจากการทำนา ชาวบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งในสวนหน้าบ้านและสวนหลังบ้าน ปัจจุบันกลายเป็นอาชีพหลักแล้ว มีการทอผ้าตามความต้องการของตลาด

หมู่บ้านสนวนนอก สมัยก่อนผ้าไหมเป็นลายหางกระรอกคู่ ใช้เส้นไหมควบกันในการทอ

ชุมชนมีความสามัคคี มีกำแพงคูเมืองกั้นรอบหมู่บ้าน 2 ชั้น สร้างขึ้นในสมัยโบราณเพื่อดักคู่ต่อสู้ มีตะกรันเหล็กจากการถลุงเหล็กเป็นเนินยาวมาก แต่ถูกทำลายเพราะนำไปใส่ถนนลูกรัง เหลือไว้เพียงบางส่วน ก็จะเป็นกำแพงชั้นใน

หมู่บ้านสนวนแบ่งการปกครองเป็น 2 ส่วน คือ บ้านสนวนใน กับบ้านสนวนนอก คือส่วนที่อยู่นอกกำแพงและในกำแพง

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ชุมชนบ้านสนวนอยู่กันมานานมาก ถือเป็นชุมชนโบราณ คนกลุ่มแรกที่มาคือคนเขมรที่เรียกว่า เขมรสูง แล้วตั้งรกรากผสมกลมกลืนไปกับคนไทยหรือส่วนใหญ่เป็นชาวเขมร

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ประชากรส่วนใหญ่ของชุมชนบ้านสนวนเป็นชาวเขมร เพราะอยู่ใกล้กับประเทศกัมพูชา คนในหมู่บ้านใช้ภาษาเขมรกัน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ชาวบ้านยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้หรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ชาวบ้านยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้อยู่

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ผ้าไหมที่ทำใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิมหรือไม่

นางสำเริง โกติรัมย์

ส่วนใหญ่ที่ทำเป็นไหมบ้านทั้งหมด ถ้าเป็นไหมเส้นยืน ก็ใช้ไหมของกำนันจุลจากเพชรบูรณ์ ถ้าใช้ไหมในหมู่บ้านก็จะติดตะกอแล้วทำให้ไหมขาด

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ลายผ้าน่าสนใจมาก

นางสำเริง โกติรัมย์

ลายที่ทอคือลายยกขิตช้างม้า เป็นเอกลักษณ์ของบ้านสนวนโดยเฉพาะ

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

มีความหมายอย่างไร

นางสำเริง โกติรัมย์

ลายยกขิตช้างม้า มีที่มาคือ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รบกันโดยใช้ช้าง ส่วนม้าเป็นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ถือว่าเป็นการผนวกเอาความคิดของชนเผ่าทั้งหลาย

นางสำเริง โกติรัมย์

เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีผ้าที่ไม่ใช่ลายยกขิตช้างม้า เช่น ลายเชิงเทียน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

บ้านสนวนมีประชากรเท่าไร

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

บ้านสนวนนอกหมู่เดียวมี 148 หลังคาเรือน ประชากร 610 คน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หมู่บ้านเล็กกว่าในปัจจุบันนี้มาก มีคนนอกเข้ามาอยู่หรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีแค่ 110 หลังคาเรือน ตอนหลัง ก็มีชาวบ้านแต่งงานกับชาวต่างชาติ บางประเทศก็มาอยู่แบบถาวร ส่วนใหญ่จะรู้จักกันนอกหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยมาแต่งงานกัน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

เมื่อชาวต่างชาติมาที่หมู่บ้าน ชาวต่างชาติเหล่านี้มีความคิดอย่างไร

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ชาวต่างชาติมองหมู่บ้านว่าเป็นแหล่งดินดำน้ำชุ่ม อยู่ในประเทศไทยก็มีความสุข

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ในการขยายชุมชน ก็มีการเคลื่อนย้ายประชาชนเข้ามา สิ่งที่แปลกคือรับเอาแนวคิดของต่างชาติเข้ามา การศึกษาของเยาวชนในหมู่บ้านเป็นอย่างไร

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

มีโรงเรียนวัดบ้านสนวนให้นักเรียนเรียน มีนักเรียนอยู่ประมาณ 500 กว่าคน ซึ่งโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ม.3 นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนห้วยราชพิทยาคม สำหรับนักเรียนไปศึกษาต่อในเมือง

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

มีนักเรียนไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยบ้างหรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ก็มีเรียนจบระดับปริญญาเอกหลายคน คนหนึ่งสอนอยู่ที่กรุงเทพ อีกคนหนึ่งก็อยู่ในบุรีรัมย์

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

มีคนไทยเข้ามาตั้งรกรากในหมู่บ้านนี้หรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ไม่มีคนไทย ยกเว้นคนไทยที่มาแต่งงานกับชาวบ้านของหมู่บ้านนี้

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

จุดเด่นของผ้าไหมหมู่บ้านนี้คืออะไร

นางพงศ์ศรี แก้วพรหม

จุดเด่นคือ ตีนหางกระรอก ใช้ไหมเส้นเล็ก

นางสำเริง โกติรัมย์

จุดเด่นอีกข้อคือ การสาวไหมด้วยมือ สาวเป็นเส้นเล็ก แล้วต้องตีเกลียวเป็น 2 เส้นคือ หางกระรอก ต้องใช้สีเหลืองและสีแดงตีเกลียว ถ้าไหมไม่เสมอกัน จะตีเกลียวออกมาไม่สวย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ตอนแรกที่ให้ข้อมูลว่า เส้นยืนเป็นไหม แล้วตอนหลัง นำมาจากที่ไหน

นางสำเริง โกติรัมย์

นำมาจากเพชรบูรณ์ เป็นของกำนันจุล เวลาไปทอกี่กระตุก ต้องใช้ไหมจากกำนันจุลเพราะเวลาทอ เหยียบตะกอจะมีความเร็ว ถ้าใช้ไหมในหมู่บ้านทอ ก็จะติด และตีเกลียวไม่ได้ ที่หมู่บ้านนี้ ทอมือเหมือนสมัยโบราณ เวลาทอต้องให้น้ำข้าวด้วย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ต้นหม่อนที่ปลูก มีกี่พันธุ์ มาจากที่ไหนบ้าง

นางพงศ์ศรี แก้วพรหม

มีพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ผลกินได้มีรสหวาน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ผลผลิตของหม่อนนำไปเลี้ยงตัวหนอนไหม ต้องใช้ใบหม่อนเท่าไร

นางสำเริง โกติรัมย์

ต้องใช้ใบจำนวนมากในการเลี้ยง ต้องหันใบให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เพราะในระยะแรกจะเป็นตัวอ่อนเล็กๆ ถ้าเป็นไหมกลางใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ถ้าเป็นไหมเกษตร ใช้เวลา 25 วัน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

รายได้จากการเลี้ยงไหมเป็นอย่างไร

นางสำเริง โกติรัมย์

รายได้อยู่ในระดับที่พออยู่ได้เพราะส่วนใหญ่ทำเป็นผ้าไหม ถ้าเป็นในปัจจุบันนี้ ขายไหมอยู่กิโลกรัมละ 2,300-2,500 บาท

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

สีที่ใช้เป็นสีทำจากอะไร

นางสำเริง โกติรัมย์

มีทั้งสีเคมีและสีธรรมชาติ ถ้าเป็นสีธรรมชาติจะมาจากประดู่ ขี้เหล็ก หว้า แก่นขนุน เพกา มะยม แก่นฝาง (ให้สีแดง ชมพูเข้ม) ครั่ง (ให้สีแดง)

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

สรุปแล้ววัตถุดิบไม่ต้องนำเข้ามาเลย

นางสำเริง โกติรัมย์

ถ้าไม่ใช่เคมี หมู่บ้านนี้มีทุกอย่าง

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ใช้สีเคมีย้อมผ้าบ้างหรือไม่

นางสำเริง โกติรัมย์

ใช้ย้อมจีวรพระสีเหลืองกับสีเขียว

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ทำไมจึงตั้งโฮมสเตย์

นางสำเริง โกติรัมย์

ตอนแรก เปิดหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม จึงมีแนวคิดว่า เปิดแล้วต้องมีโฮมสเตย์เพราะคาดว่ามีนักท่องเที่ยวมาพักด้วย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

รับนักท่องเที่ยวได้เต็มที่กี่คน

นางสำเริง โกติรัมย์

รับนักท่องเที่ยวได้เต็มที่ 160-170 คน แยกพักตามบ้านต่างๆและรีสอร์ทด้วย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

คิดราคาเท่าไร

นางสำเริง โกติรัมย์

เฉพาะค่าที่พักโฮมสเตย์ 150 บาท ถ้าเป็นราคาที่รวมอาหาร 3 มื้อด้วย 370 บาทต่อวัน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

นักท่องเที่ยวชอบหรือไม่

นางสำเริง โกติรัมย์

นักท่องเที่ยวชอบแล้วกลับมาอีก มีการให้นักท่องเที่ยวเสนอแนะว่าควรจะปรับปรุงอะไร

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

เมื่อมีโฮมสเตย์หรือรีสอร์ท มีอะไรให้นักท่องเที่ยวดูบ้าง

นางสำเริง โกติรัมย์

มีฐานเรียนรู้ 5 ฐาน มีฐานไร่นาสวนผสม ฐานเฟอร์นิเจอร์และฐานเศรษฐกิจพอเพียง ฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม ฐานทอผ้า ฐานฟอกย้อม

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

อาหารจานเด่นของที่หมู่บ้านนี้มีอะไรบ้าง

นางสำเริง โกติรัมย์

แกงกล้วย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ได้ทราบว่า ที่หมู่บ้านนี้ค่อนข้างจะแล้ง ฤดูฝน มีฝนตกหนักหรือไม่

นางสำเริง โกติรัมย์

บางครั้งมีฝนตกมากและน้ำท่วม บางครั้งนาโคกและนาดอนแล้ง

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ความแห้งแล้งสร้างปัญหาให้ต้นหม่อนหรือไม่

นางสำเริง โกติรัมย์

ตอนนี้ มีระบบน้ำประปา มีการเจาะน้ำบาดาลมาใช้

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ในปี 2558 ทางชุมชนได้รับงบ 1 ล้านบาท จึงได้เสนอแผนพลังงานแสงอาทิตย์ เจาะบาดาลนำน้ำใต้ดินมาใช้กับใบหม่อน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ในอนาคต ถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีร้านค้ามารองรับ หรือจะคงรักษาสภาพนี้ไว้ เหมือนกับวัฒนธรรมอยู่กับที่ ให้คนมาเที่ยว จำเป็นต้องมีร้านสะดวกซื้อหรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะคงความเป็นชุมชนไว้ สนามไอโมบายในตัวเมืองบุรีรัมย์ก็เป็นอีกโลกหนึ่ง ส่วนหมู่บ้านนี้ก็เป็นอีกโลกหนึ่ง วิถีชุมชนอยู่ในหมู่บ้าน มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบโบราณ

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

คนที่มาเที่ยวมาจากการบอกเล่า หรือทางชุมชนมีเว็บไซต์หรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

มีแต่เป็นของพัฒนาชุมชน ทางชุมชนก็มีวัฒนธรรมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ก็คือ บายศรีสู่ขวัญ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ในการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจ รายได้จากโฮมสเตย์ต่อปีคิดเป็นเงินเท่าไร

นางสำเริง โกติรัมย์

รายได้จากโฮมสเตย์เดือนละ 60,000 บาท ถ้ารวมค่าจำหน่ายสินค้าจะได้ 100,000 บาท แต่ก็ยังไม่พอ ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

จะพัฒนาในรูปแบบใด

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ต้องก้าวให้ทันโลก อย่างเช่นพัฒนาผ้าไหมให้เป็นที่ต้องการของตลาด ในการอนุรักษ์ประเพณี ชุมชนดูแลกันเอง จัดการขยะไม่ให้เกลื่อนถนน นักท่องเที่ยวประทับใจการต้อนรับและนิสัยใจคอของคนในชุมชน น่าจะเป็นวัฒนธรรมดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาดูและศึกษาเรียนรู้

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2558 มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ปีนี้มีนักท่องเที่ยวมามาก เดือนมกราคม 2559 มีกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเรื่อยๆ มาพักที่หมู่บ้าน 2-3 วัน ตอนนี้มีหลายหน่วยงานมามาจอง เช่น กระทรวงพาณิชย์จะมาอบรมเพิ่มความรู้ด้านการตลาดให้หมู่บ้านเป็นจุดศูนย์กลาง

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ในแนวคิดว่า ถ้ามีคนมากขึ้น ถ้ามากเกินจุด จะรับได้หรือไม่

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ชุมชนสามารถรับนักท่องเที่ยวมากขึ้นได้ เพราะอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชน ผู้นำ ผู้อาวุโส และกลุ่มแม่บ้าน เพราะฉะนั้นความสามัคคีทำให้มีความพร้อม

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ถ้านักท่องเที่ยวมาอย่างล้นหลาม อย่างที่ลำพูน คนจีนมาถ่ายทำภาพยนตร์ “ฉันหลงที่เมืองไทย” หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ฉาย นักท่องเที่ยวจีนไปยังลำพูนจนกระทั่งเจ้าของโฮมสเตย์ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะทำภารกิจส่วนตัว ถ้าถึงจุดนั้น ก็จะเริ่มถึงจุดอิ่มตัว คิดถึงการขยายตัวหรือไม่ว่าจะต้องขยายไปหมู่บ้านข้างเคียง หรือว่าจะหาคนมาทำงานเพิ่ม

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

ต้องมีการขยายแน่นอน ทางชุมชนก็ได้ดึงชุมชนอื่นในภาคอีสานมาเรียนรู้ด้วย แล้วก็จะพัฒนาไปด้วยกัน ตอนนี้ ทางชุมชนนี้ทอผ้าไหมไม่ทัน ก็ต้องอาศัยชุมชนอื่น นำผ้าไหมมาฝากทางชุมชนนี้ขาย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ในกรรมวิธีการผลิต ถ้าผลิตและทำเป็นผืนเดียวมันต้องสิ้นเปลือง ถ้าแบ่งแยกการผลิตได้หรือไม่ เช่น ชุมชนนี้ปลูกต้นหม่อน แล้วเลี้ยงไหมอีกที่หนึ่ง อีกที่หนึ่งก็เอาไหมออกจากตัว แล้วส่งไปให้หมู่บ้านอื่นทอ

นางสำเริง โกติรัมย์

จากการเลี้ยงตั้งแต่แรก จนถึงขั้นสุดท้าย ที่ศูนย์ของหมู่บ้านมีเทคโนโลยีช่วย ทำให้ทำได้เร็ว และหมู่บ้านนี้เป็นศูนย์สินค้าระดับอำเภอที่หมู่บ้านอื่นจะนำสินค้ามาฝากขายได้ แต่ทางหมู่บ้านก็เคยส่งไปให้ที่อื่นทอ แต่ก็ส่งไปน้อย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

ถ้าเกิดธุรกิจที่ดีขึ้นจริง ต้องมีความพร้อมรับการขยายตัว

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

คนรุ่นก่อนล้มหายตายจาก ประกอบกับเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น คนอายุมากก็จะบอกได้ว่าใครมีความเชี่ยวชาญอะไรแล้วก็ถ่ายทอดให้ลูกหลาน ผู้ว่าราชการจังหวัดมาทำธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี ทำดี ละชั่ว กลัวบาป

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

เป็นแนวทางที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวค่อนข้างจะชัดเจน เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้ยินจากชาวบ้าน ที่ชุมชนนี้ค่อนข้างจะคัดสรรคนเข้ามาเที่ยว จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือในระดับหมู่บ้านค่อนข้างจะโดดเด่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขยจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ควรจะขอให้คนเหล่านี้ขยายตลาดต่อ เช่น ขายผ้าไหม งานจะเปลี่ยนจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นการทอผ้าไหมเป็นงานหลัก หมู่บ้านใกล้เคียงอาจจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แล้วชุมชนนี้ก็จะเป็นแหล่งผลิตลายไหมที่มีคุณภาพ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอขอบคุณผู้แทนชุมชนทั้ง 3 ท่าน ที่ได้มาต้อนรับคณะ และขอบคุณทีมงาน

เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานกับคลัสเตอร์อื่นๆ เป็นคำถามที่ตรงประเด็น ถ้าจะช่วยให้ชุมชนนี้พัฒนา

จากระดับปัจจุบันไปสู่มาตรฐานโลก ดร.จีระเดช ดิสกะประกายก็ได้ย้ำอีกครั้งว่าต้องพัฒนาไอที การตลาด วิทยากรทั้ง 3 ท่านก็เข้าใจ ในปัจจุบันนี้ ชุมชนนี้อาจจะมีรายได้เดือนละ 100,000 บาท แต่ก็ต้องเฉลี่ยให้ร้อยครอบครัว ถ้าจะไปเป็น 200,000 บาทก็ตรงกับเป้าหมายของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในอนาคตข้างหน้า การต่อสู้ทางเศรษฐกิจ การทำเกษตรแบบเดิม เป็นการเกษตรแบบพึ่งพาน้ำฝน เมื่อมีภัยแล้งมา ก็มีปัญหา ถ้าเกษตรมีทางออกที่ดี เช่น ในปัจจุบันนี้มีการทำการท่องเที่ยว มีการปลูกหม่อน อุตสาหกรรม ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ก็เป็นลูกค้าซื้อผ้าขาวม้าเพียงแต่อยากให้ผ้าขาวม้าสะท้อนวัฒนธรรมของชุมชนนี้มากขึ้น นอกจากจะนำช้างกับม้าเป็นเพราะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจจะผสมกันระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมกัมพูชา แม้จะเป็นวัฒนธรรมกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย ก็มีความสุข

ขอให้ดร.จีระเดช ดิสกะประกายดูแลเรื่องการออกแบบ จากการที่ได้หารือกับผศ.ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ ก็ทราบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกรมหม่อนไหมแล้ว ภรรยาท่านนเรเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่กระทรวงเกษตรก็ทำเรื่องวัตถุดิบ ดีที่มีกระทรวงพาณิชย์มาช่วยทำสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ว่าหน่วยราชการเป็นทำเป็นหน้าที่ แต่คณะผู้จัดงานไม่มีหน้าที่โดยตรงแต่มีความบ้าคลั่ง และทำอย่างต่อเนื่อง จะทำหน้าที่เป็นตัวประสาน แม้ไม่มีงบประมาณมาก แต่มี Wisdom (ความฉลาดเฉลียว) การเชื่อมโยงกันทั้งด้าน Supply และ Demand ถ้ามีวัตถุดิบแล้วออกแบบแบบนี้ วันหนึ่งถ้าลูกค้ามีความต้องการมากขึ้น ชุมชนก็จะปรับตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นคำถามที่ดร.จีระเดช ดิสกะประกายถามตรงประเด็นมาก ผู้ฟังในครั้งนี้มาจาก 4 กลุ่ม ไม่ได้มาจากผู้นำภาคเกษตรอย่างเดียว แต่มีภาควิชาการด้วย จะทำให้ภาควิชาการเข้าใจและมีโอกาสมาช่วยชุมชนได้มากกว่า เพราะต้นทุนถูกกว่า แทนที่จะมาทำแบบวิชาการ ก็ต้องมาช่วยเป็นที่ปรึกษา ให้นักศึกษามาลงพื้นที่แล้วทำอย่างต่อเนื่อง แล้วจะเกิดเป็นมูลค่าเพิ่ม ขอชื่นชม ครั้งนี้เป็นการพัฒนาศักยภาพการทำงานไปสู่การเอาชนะอุปสรรค อุปสรรคแรกผ่านไปแล้วคือเป็นท่องเที่ยวชุมชน รัฐบาลจะจับมือกับเกษตร กระทรวงเกษตรกับท่องเที่ยวมารวมกัน แต่ติดตรงที่ว่า พอขึ้นไปถึง 150,000 บาทก็ขาดไอที ดิจิตอล การตลาด การดูแลมากขึ้น อำนวยความสะดวก นักท่องเที่ยวไม่มาใช้บริการ 150 บาท เพราะคนที่มาก็อยากมีความสะดวกสบาย ในอนาคตข้างหน้า อาจจะเลือกชุมชนแบบนี้ทุกแห่ง แต่เป็นชุมชนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า แทนที่รัฐบาลภายใต้ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า 1 ตำบล 1 ท่องเที่ยว แล้วมั่วไปหมด แล้วให้เงินมาทำในจุดที่ผิด ถ้ารัฐบาลให้เงินแก่ชุมชนนี้ ก็มีโอกาสต่อยอดได้สูง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้เขียนบทความไปแล้วว่า ถ้าไม่นำกรณีศึกษาในชุมพร ระนอง เชียงรายและเชียงใหม่มาศึกษาแล้วลงทุนในจุดนั้นให้มากหน่อย คนที่ไม่พร้อมก็อาจจะรอได้ การกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอดจาก 100,000 บาท ไปสู่ 150,000 บาท ก็ได้เปรียบกว่าเริ่มจากศูนย์ เพราะนวัตกรรมหรือ Value Creation แม้จะดีในบางครั้ง แต่ต้องใช้เวลา

ขอบคุณนางสาววิมล ชอบสุขที่ได้กรุณาเลือกและศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้เห็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 28 มกราคม 2559

การศึกษาดูงาน ณ ฐานกลุ่มกระถาง ชุมชนบ้านสายยาว

บรรยาย โดย ผู้ช่วย วุฒิพงษ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

ที่บ้านสายยาวทำกระถางปูนซีเมนต์ ทำมาจนถึงปี 2559 รวมแล้วเป็นเวลา 11 ปี ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เลียนแบบมาจากการทำบัวบ้าน ดัดแปลงเป็นกระถาง

ผู้ริเริ่มของกลุ่มได้แก่

1.นายพรหมา อดีตผู้ใหญ่บ้าน

2.ศอบต. ถวายเกียรติ ผลฤทธิ์

3.ผู้ช่วย วุฒิพงษ์

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำกระถาง

อุปกรณ์หลักคือ พิมพ์ กระถางทุกขนาดใช้พิมพ์ 2 ตัวคือ พิมพ์ด้านนอก กับพิมพ์ด้านใน

พิมพ์ด้านในมีขนาดแคบกว่า ใช้ขึ้นรูปทราย ส่วนพิมพ์ด้านนอกมีขนาดกว้างกว่า สำหรับงานปูน

พิมพ์

อุปกรณ์เสริม มีลักษณะกลม ทำโดยหยอดน้ำปูนลงไปในจานระบายสี เสียบตะปูไว้ เมื่อแห้งแล้ว จึงแกะออกมา แล้วนำมาแตกต่างในกระถางสวยงาม ถ้าเป็นลูกขนาดใหญ่ ก็ทำมาจากลูกปิงปอง โดยนำมาผ่าครึ่งแล้วหยอดน้ำปูนลงไป เมื่อแห้งแล้วจึงแกะออก

ต้นทุน

ปูน 1 ถุง ทำกระถางขนาด 50 เซนติเมตรได้ 10 ชุด โดยรวมขาตั้งแล้ว

ใช้ทรายประมาณ 12 พลุ

ปูน 1 ถุง ตักใส่พลุได้ประมาณ 1 พลุ ต้องใช้ประมาณ 6 พลุเต็ม อัตราส่วนในการผสมใช้ปูน 1 ส่วนต่อทราย 2 ส่วน

สีที่นำมาต่อกระถาง 1 ชุดใช้สีประมาณ 1 ลิตรครึ่ง ต้นทุนปูนคิดเป็นเงินประมาณ 200 บาท ถ้าเป็นราคาระดับกลาง ทราย 12 พลุคิดเป็นเงิน 20-30 บาท ปูนราคาถุงละประมาณ 120 บาท ราคาขายกระถางชุดละ 200 บาท 10 ชุดเท่ากับ 2,000 บาท เมื่อได้หักต้นทุนแล้ว ที่เหลือก็จะเป็นค่าแรง

วิธีทำกระถาง

ใช้อุปกรณ์ล็อคพิมพ์เป็นแกนกลางของกองทรายที่จะขึ้นรูปกระถาง ลักษณะอุปกรณ์คล้ายวงเวียน สามารถหมุนโดยรอบได้ ถ้าไม่มีอุปกรณ์นี้จะทำให้กระถางไม่กลม

นำอุปกรณ์ล็อคพิมพ์มาตั้งบนโต๊ะเป็นแกน แล้วนำน้ำมาใส่ทรายละเอียดให้มีความชื้นพอประมาณ อย่าให้แห้งหรือเปียกจนเกินไป นำทรายดังกล่าวมาหุ้มอุปกรณ์ล็อคพิมพ์ ใช้มือตบอัดให้แน่น หลังจากนั้นใช้พิมพ์ด้านในหมุนโดยรอบก่อน จนทรายได้รูปเป็นกระถางกลม ต่อมาผสมปูนในภาชนะอัตราส่วน ปูน 1 ส่วน ต่อทราย 2 ส่วน ใช้ปูนที่ค่อนข้างเหลว เทรอบแรก อย่าให้ปูนจับตัวกันเป็นก้อน วิธีเทปูน ต้องเทจากด้านบนให้ไหลลงมาด้านล่าง

แต่ไม่ต้องเทให้เต็มเพราะจะไม่มีที่ระบายอากาสออก ทำให้กระถางมีรอยแตกร้าว หลังจากเทปูนรอบแรกผ่านไปแล้ว ก็ใส่ลวดบริเวณขอบปากกระถาง ใส่ลวดเส้นเดียวสำหรับกระถางเล็ก แต่สามารถใส่หลายเส้นให้กับกระถางใหญ่ได้ หลังจากที่ใส่ลวดเสร็จแล้วก็เทปูนที่ข้นกว่ารอบแรกทับอีกครั้ง

ต่อมาใช้พิมพ์ด้านนอกเสียบที่แกนอุปกรณ์ล็อคพิมพ์ หมุนโดยรอบ วิธีจับพิมพ์ ต้องจับทั้งบนและล่างโดยให้ตั้งแนวตรงตลอด

ในการทำกระถาง ควรใช้โต๊ะเฉพาะตัวที่หมุนโดยรอบได้ง่าย ถ้าปูนไม่เต็ม ควรใช้เกรียงเกลี่ยแล้วใช้พิมพ์กลึงหมุนอีกหลายๆรอบจนเรียบ ปูนจะข้นหรือเหนียวขึ้นอยู่กับชิ้นงานที่ทำ คนที่เพิ่งเริ่มทำควรใช้ปูนอ่อน เช่นปูนตราเสือ เมื่อมีความชำนาญแล้ว สามารถใช้ปูนโครงสร้างทำได้เพราะจะทำให้ปูนแข็งตัวเร็วขึ้น ปูนทุกยี่ห้อสามารถใช้ทำกระถางได้ เมื่อปูนเรียบแล้ว ก็ต้องขัดมันโดยใช้ปูนผสมน้ำ แยกใส่ภาชนะไว้ต่างหาก แล้วเทคราดจากบนลงล่าง ตกแต่งด้วยอุปกรณ์เสริมครั้งละ 2 อันจนรอบ หลังจากทำเสร็จแล้ว ก็ทิ้งไว้ 1 คืน จึงจะสามารถแกะออกจากพิมพ์ได้ ใช้ค้อนเคาะเล็กน้อย ให้นิ้วสอดเข้าไปได้ แล้วจึงยกขึ้น เวลาออก ก็จะออกมาเฉพาะเนื้อปูน แต่ทรายก็ยังเหลืออยู่ข้างใน ก็สามารถนำมาขึ้นรูปทำกระถางใบต่อไปได้ ต่อมาทำกระถางไปทำความสะอาด ตากแดดและตากลมให้แห้ง ทาสีเพื่อนำไปจำหน่าย

ที่ชุมชนบ้านสายยาวมีพิมพ์ทำกระถางจำหน่ายราคาชุดละ 1,500 บาท ทั้งชุดประกอบด้วยขาตั้งและกระถาง ในการทำเอง สามารถทำพิมพ์ทำกระถางได้ง่าย โดยใช้ท่อพีวีซีลนไฟ ใช้ภาชนะทับบนโต๊ะรีดให้เป็นแผ่นเรียบแล้วก็ตัด

กระถางมีหลายรูปทรง ทั้งทรงกลม ทรงรี มีกระถางที่ใช้ยางพาราเป็นพิมพ์

ช่วงคำถาม

1. ทำกระถางได้กำไร 1,765 บาท ในเงินจำนวนนี้ยังไม่มีค่าแรงใช่หรือไม่

ตอบ คิดค่าน้ำแล้วต่อปูน 1 ถุง

2. วันหนึ่งผลิตได้กี่กระถาง

ตอบ ไม่ได้กำหนด แต่ส่วนมากจะไม่ทำเต็มวัน ตอนเช้าก็แต่งขอบปากกระถางใบใหญ่ขนาด 1 เมตรครึ่งแล้วก็ทาสี กระถางใบใหญ่ชุดละ 1,000 บาท แต่ถ้าชุดที่ใหญ่กว่า ราคาชุดละ 2,500 บาท

ถ้าไม่ซื้อฐานกระถาง ราคาก็ลดลงครึ่งหนึ่งของชุด มีพิมพ์ใหม่ที่คุณพ่อพรหมาทำขึ้นมาขยายจากพิมพ์เล็ก ราคาชุดละ 400 บาท

3. ถ้าส่งไปขายที่กรุงเทพ ราคาจะเป็นเท่าไร

ตอบ ยังไม่เคยไปขายที่กรุงเทพ ทำเฉพาะในชุมชนนี้ แล้วไปส่งขายแถวประโคนชัย และอีก 5-6 แห่ง แต่ตอนนี้ผลิตงานไม่ทันขาย จึงไปส่งไม่ได้ ทำให้เสียลูกค้าไปมากหลายล้านบาท เคยไปส่งขายที่สหกรณ์ในบริเวณใกล้เคียง คือ สหกรณ์ที่อยู่ระหว่างทางไปสตึก

4. เป็นห่วงเรื่องค่าแรง ทำไปสักระยะหนึ่งจะเหนื่อย

ตอบ รายได้ไม่มาก แต่พออยู่ได้

5. มีลูกจ้างมาช่วยผลิตหรือไม่

ตอบ ไม่มี มีแต่ลูกหลานมาช่วย ทำในช่วงเวลาว่าง เป็นรายได้เสริม คุณพ่อพรหมาทำแล้วได้เดือนละหลายหมื่นบาท คนที่มาดูงานแล้วมาซื้อก็บอกว่าราคาถูก

6. ในอนาคตจะมีพ่อค้าคนกลาง ในที่สุดฝีมือจากท้องถิ่นนี้จะหายไปเพราะไม่มีลูกหลานมาทำ ควรจะตั้งราคาให้สูงขึ้น

ตอบ สมัยก่อนขายกระถางราคาชุดละ 150 บาท แต่ปูน 1 กระสอบยังมีราคาไม่ถึง 100 บาท ทำมาจนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 11 ปีแล้ว

7. ควรคิดบวกค่าแรงเข้าไปในราคากระถาง ลูกๆนำส่ง ก็ต้องมีค่าแรง

ตอบ จะปรับขึ้นมาก แต่ก็ได้หารือกับคุณพ่อพรหมา

8. ควรใส่ยี่ห้อเข้าไปด้วย

ตอบ เป็นความคิดที่ดี

9. มีสีเคลือบหรือไม่ ถ้าเคลือบสีให้เป็นเงา ราคาจะขึ้นอีก 100 บาท

10. ถ้ามีการนำเรื่องราวมาประกอบการนำเสนอขายกระถาง เช่น ความเป็นถลุงเหล็กมาขาย จะทำให้ขายได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น

ตอบ ขอบคุณที่แนะนำ

11. ถ้าไม่ทำ ก็จะถูกนายทุนเอาเปรียบ

ตอบ ทั้งพิมพ์และกระถาง พี่ชายก็ส่งภาคอีสานแทบทุกจังหวัด มีส่งไปทางไปรษณีย์ด้วย มีร้านผลิตที่อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

12. ใช้เวลาทำกระถางแต่ละชุดนานเท่าไร

ตอบ วันหนึ่ง ใช้เวลาทำ 1 ชุดประกอบด้วยกระถางและขาตั้งเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง เป็นการทำที่ไม่ค่อยง่าย เวลาทำเสร็จต้องไปจ้างเด็กวัยรุ่นไปยกครั้งละ 100 บาท

13. ราคาขายตอนที่เพิ่งเริ่มทำเป็นเท่าไร

ตอบ ราคา 2,000 บาท เมื่อบวกค่าแรงแล้ว กำไรแทบจะไม่เหลือ จึงปรับราคาขึ้นเป็น 2,500 บาทในปัจจุบัน

(13.54)

14. คิดจะทำโลโก้หรือไม่

ตอบ ได้หารือกับคุณพ่อพรหมาว่าจะทำโลโก้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ยังไม่ได้ทำ

15. เคยส่งพิมพ์ไปขายที่อื่นหรือไม่

ตอบ ส่งไปขายหลายที่

16. จดสิทธิบัตรแล้วหรือยัง

ตอบ ยังไม่ได้จดสิทธิบัตร เพราะคุณพ่อพรหมาเคยไปดำเนินการหลายครั้ง แต่ประสบปัญหายุ่งยากมาก

17. มีกี่ครัวเรือนทำกระถาง

ตอบ ในกลุ่มนี้ มี 9 คน แต่ไม่ได้ทำทุกคน ตอนแรกมีคนทำกันมาก ตอนนี้มีคนทำน้อยลง

วันที่ 28 มกราคม 2559

การศึกษาดูงาน ณ จุดเรียนรู้การผลิตปุ๋ยน้ำหมัก ชุมชนบ้านสายยาว

จุดเรียนรู้นี้เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลปึก มีแม่พิมพ์ เตาเคี่ยวสำหรับต้มเคี่ยวหลังจากรีดน้ำอ้อยออกแล้ว

วิธีการทำน้ำตาล

1.นำต้นอ้อยไปรีดเอาน้ำออก โดยนำต้นอ้อยเอียงเข้าเครื่อง จะทำให้เข้าได้ง่าย

2.ใส่ฟืน นำน้ำตาลใส่กระทะ เคี่ยวต้ม 3 ชั่วโมงจึงจะได้น้ำตาลปึกที่เป็นก้อน

น้ำตาล 1 แว่น ราคา 3 บาท 1 กระทะทำน้ำตาลได้ 150 ก้อน ราคาเท่ากับ 150 x 3 = 450 บาท 1 วันสามารถเคี่ยวน้ำตาลได้ 3 รอบ 9 กระทะ คิดเป็นเงิน 4,000-5,000 บาทต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับการส่งไปที่โรงงานวันหนึ่งได้ 900 บาท ถ้าให้ค่าแรงพนักงานคนละ 300 บาท ก็ยังเหลือเงินอีก ใช้พนักงานต้มไม่เกิน 3 คน

สามารถหาฟืนได้ง่าย คือเคี่ยวน้ำตาลเสร็จแล้ว ก็นำไปตากแห้ง แล้วนำมาทำเป็นเชื้อเพลิง สำหรับใบอ้อย ก็สามารถนำมาห่อเป็นบรรจุภัณฑ์ของน้ำตาล สรุปแล้วตั้งแต่ลำต้นจนถึงใบอ้อยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่าง

นอกจากนี้ สามารถนำกากน้ำตาลมาใส่ถังแล้วใส่น้ำ นำไปทำปุ๋ยน้ำหมัก ส่วนมากไม่ค่อยมีคนจะทำกันเพราะต้องตื่นแต่เช้า

บรรยายสรุปความเป็นมาและกิจกรรม โดย ผู้ช่วย ปาน ประธานกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก

ความเป็นมาของการจัดตั้งกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก

กลุ่มปุ๋ยน้ำหมักตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 เนื่องจากทางธกส.ได้นำจุดเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าพักชำระหนี้มาดูงานเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิต ในเรื่องของเกษตรกร

เมื่อปี 2558 กรมพัฒนาที่ดิน ตั้งให้กลุ่มปุ๋ยน้ำหมักเป็นธนาคารกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก

ปลายปี 2558 ทางเกษตรจังหวัดตั้งธนาคารกลุ่มปุ๋ยน้ำหมักนี้เป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มผลิตภาพเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รายได้จากการทำการเกษตรไม่ได้เกิดจากการขายให้พ่อค้าอย่างเดียว มีการแปรรูปข้าวสารเพิ่มมูลค่าเหมือนน้ำตาลที่ส่งโรงงาน เนื่องจากการเล็งเห็นว่ามูลค่าตกต่ำ ถ้าจะทำให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ ต้องผันแปรทำให้แปรรูปข้าวและอ้อยเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของซึ่งเป็นจุดนัดหมาย

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ทางเกษตรจังหวัดจะนำลูกค้า 332 หมู่บ้าน 600 กว่าคน มาอบรมในเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ของกลุ่มนี้ อาจจะมาด้วยกันคนละ 15 วัน แบ่งเป็น 6 รุ่น รุ่นละ 100 คน

เดิมที ทำเป็นจุดเล็กๆ เป็นเครือข่ายของกลุ่มใหญ่ที่ได้ไปศึกษาดูงาน แต่ละฐานก็มีแหล่งเรียนรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรมาศึกษาแนวทาง จะมีการลดต้นทุนได้

การบรรยายจาก นายวันชัย มงคลเพชร หมอดินและผู้อำนวยการโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ หนองบึง จังหวัดสุรินทร์

“การสนใจไขว่คว้าหาความรู้ ให้เป็นผู้แก่เรียนเพียรศึกษา

มีศีล มีสติมั่น เกิดปัญญา ย่อมนำพาตัวรอดเป็นยอดดี”

ในเรื่องหมอดินอาสา แรกเริ่ม ตนเองได้เข้าไปเป็นหมอดินอาสา ปี 2538 ในระยะนั้น ผู้อำนวยการของสถานีพัฒนาที่ดินชื่อ นายวิเชียร บุญประทีป เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 ก็ได้ให้ตนไปเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความรู้เรื่องการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ ไปเรียนอยู่ 3 วัน 2 คืน หลังจากนั้นจึงนำแปลงนาของตนเป็นแปลงนาสาธิตมาเก็บตัวอย่าง หาค่า pH ค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ต่ำหมด พัฒนาที่ดินจึงสนับสนุนปัจจัยการปรับปรุงบำรุงดิน มีนวัตกรรมใหม่ๆของพัฒนาที่ดิน ก็มีพด.12 ตนได้อ่านหนังสือทั้งหมด หลังจากนั้นแปลงนาของตนไฟไหม้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ก็ไถกลบ เพราะช่วงนั้น ดินยังชุ่มอุ้มน้ำอยู่

การหว่านปุ๋ยพืชสด ราชการให้การสนับสนุนช้า ตนจึงเก็บทำเอง เพราะยังไม่มีการแจก 2-3 ปีที่ผ่านมาจึงเก็บพันธุ์เอง ไถด้วยรถไถนา 10 ไร่

หลังจากค่า pH และสารอาหารในดินต่ำ เพราะปลูกข้าวมาตลอด จึงได้ไปเล่าให้ประชาชนแต่ละหมู่บ้านฟัง ต่อมาได้ขยายผลมาเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน แปลงนาอาสาจึงเกิดกิจกรรมหลากหลาย มีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้จัดการธกส.มาเกี่ยวข้าว เดิน ปลูกข้าวในแปลงนา

ประชาชนในชุมชนเห็นว่า การทำเกษตรอินทรีย์มีความยั่งยืนทำให้พึ่งตนเองได้ ปัจจุบันนี้ ทำให้พึ่งพาตนเองได้ ขายกิโลกรัมละ 50 บาท

แต่มีปัญหาติดขัดเรื่องมาตรฐานรับรอง ใบรับรองมาตรฐาน แต่มาตรฐานผลผลิตจริงเต็มร้อยเพราะไม่มีสารเคมีเจือปน อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

วิธีทำนาก็ยากพอสมควร ต้นข้าวธรรมชาติใบยืนต้นสีเขียวเหลือง ถ้าใส่ปุ๋ยยูเรีย จะทำให้เป็นสีเขียวอ่อน แล้วลำต้นโค้งลง

ปัญหาคือมีเงินน้อย จะหาต้นแบบที่เป็นการเรียนรู้ว่าอาหารในดินได้อย่างไรว่ามีมีคุณภาพดีพอหรือไม่ ต้องคอยให้ออกผลก่อน

อัตราส่วนเก็บเกี่ยวเสร็จ นา 10 ไร่ ได้ข้าว 60 กระสอบ ขายกระสอบละ 1,000 บาท ต้นทุนการผลิต 1 ไร่ลงทุนแค่ 1,000 บาท จ้างรถไปปั่น 2 เที่ยว 400 บาท ข้าว 1 ไร่ได้ 480 กิโลกรัม คิดแล้วได้กิโลกรัมละ 2 บาท แต่ไม่มีใครเชื่อว่าต้นทุนการผลิตต่ำ

กรมส่งเสริมโดยเกษตรตำบลช่วยเหลือด้านภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม มีมาตรฐานคือให้แค่ 480 กิโลกรัม ชาวนาจึงได้รับการชดเชยแล้ว 480 กิโลกรัม ที่ขาดหายไปหรือที่ได้เพิ่มมา ทางกรมส่งเสริมก็ให้เงินช่วยเหลือมาไร่ละ 1,000 บาท

นอกจากนี้มีการควบคุมรายจ่ายด้วยบัญชีครัวเรือน บัญชีฟาร์ม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ใช้จ่ายวันละ 137 บาท เป็นเวลา 1 ปี คิดเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท

ในปี 2558 ก็ได้แสวงหาใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (PGS, GAP) ถ้าได้ใบรับรองก็จะขายข้าวได้ง่ายขึ้น เช่น บ้านโคกเมืองนำของไปขายที่กรุงเทพก็เสนอขายของแต่ถูกถามเกี่ยวกับใบรับรอง ตนเองก็เสนอชื่อสมาชิก 10 คนที่ต้องการใบรับรองไปยังพัฒนาที่ดินบุรีรัมย์

ตอนนี้หมู่บ้านของตนเองรับรองมาตรฐานกันเอง

ในเรื่องพืชไร้สารพิษ ก็มีศูนย์กสิกรรมอยู่ที่วังน้ำเขียว และก็ได้มีโอกาสไปเรียน 3-4 วัน ไร้สารพิษคือไม่มีสารพิษลงในดินเลย ส่วนปลอดสารพิษ ก่อนจะปลูกก็ใส่สาร ก่อนจะเก็บไปขายก็ต้องรอให้สารหมดก่อน อ้อยไม่ได้ใส่สารเคมียกเว้นแต่ใส่ปุ๋ยในแปลง

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่ออ่านข่าวโครงการ

http://www.gotoknow.org/posts/600646

ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์ ประจำวันที่ 9-24 กุมภาพันธ์ 2559

วันที่ 28 มกราคม 2559

เสวนาเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนบ้านสนวนนอก”

ช่วงถาม-ตอบ

คำถามที่ 1 จาก ว่าที่ร้อยตรี ภูษิต สิงคนิภา รองประธานชมรมกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุจังหวัดสุรินทร์

ขอถามว่า มีความคิดในเรื่องที่จะกล่าวหรือไม่ ในปัจจุบันนี้ ราคาข้าวตกต่ำ แต่ว่าการทอผ้าไหมทำไม่ทัน ถ้าจะทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้มาดูฐานการทอผ้าไหม ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขยาย แล้วก็ปลูกหม่อนกินผลสด ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการรักษาสุขภาพในปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่ไร่กำนันจุล ปลูกหม่อนกินผลสดเป็นหลัก มีเทศกาลกินหม่อนผลสด ขายราคากิโลกรัมละประมาณ 200 บาท มีต้นหม่อนเล็กๆ จำหน่ายให้นำไปปลูกด้วย มีบ้านโบราณหายากปลูกเมื่อ 100 ปีมาแล้ว วัฒนธรรมพื้นบ้านเขมร อาหารพื้นบ้าน เช่น แกงกล้วย ซึ่งหารับประทานยากมาก ถ้าทำแบบนี้ แล้วลดพื้นที่ในการทำนา ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านเคยคิดแบบนี้บ้างหรือไม่

นางสำเริง โกติรัมย์

เคยคิดที่จะทำแบบนี้ ได้มีการหารือการดำเนินการกับมหาวิทยาลัยราชมงคลสุรินทร์ เกี่ยวกับการปลูกต้นหม่อน ได้มีการไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยราชมงคลสุรินทร์ ตอนนี้กำลังประสานงานศูนย์บริหารพืชผลในการปลูกหม่อน และกำลังจะขยายพื้นที่ปลูก

คำถามที่ 2 จาก นางวราพร ชูภักดี

ถ้าชุมชนจะพัฒนาต่อจากนี้ จะพัฒนาอะไร

นายบุญทิพย์ กะรัมย์

สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปก็คือถนน การสัญจรยังไม่สะดวก ชุมชนบ้านสนวนนอกยังไม่มีรางน้ำ 2 ข้างทาง นี่คือสิ่งที่ต้องพัฒนา อีกสิ่งหนึ่งคือ ไฟ แสงสว่าง โครงสร้างพื้นฐาน ถ้าชุมชนบ้านสนวนนอกขายผ้าไหมอย่างเดียว ก็เป็นไปได้ยาก ก็ขายวัฒนธรรมด้วยให้ลูกหลายได้เรียนรู้ สืบทอดศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวมาชม

วิถีชีวิตของชุมชน สมัยก่อนกับสมัยปัจจุบัน ก็เปลี่ยนแปลงใหม่จากเทคโนโลยี มีประเพณีวัฒนธรรมชาวต่างชาติเข้ามามาก แต่ชุมชนบ้านสนวนนอกยังคงความเป็นชุมชนเกือบสมบูรณ์

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

อันที่จริงแล้ว กลอง กระบุง บุ้งกี๋เป็นงานฝีมือซึ่งต่างชาติเลิกทำไปแล้ว งานฝีมือของประเทศไทยยังเป็นที่ 1 ของโลก ก็สามารถที่จะนำไปพัฒนาต่อยอด คนซื้อของเหล่านี้ไปตกแต่ง สิ่งเหล่านี้ขายได้หมด

ขอขอบคุณทางชุมชนที่ให้โอกาสคณะผู้เข้าร่วมโครงการได้มาศึกษาดูงาน ขอบคุณวิทยากรทุกท่าน

วันที่ 28 มกราคม 2559

การศึกษาดูงาน ณ ฐานเรียนรู้บัญชีครัวเรือน ชุมชนบ้านสายยาว

บรรยาย โดย นางบุษบา สอนสีดา ครูบัญชี

การทำบัญชีครัวเรือนเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดในชีวิต

“ทำบัญชีครัวเรือนไม่มีเงินเดือนให้ ทำด้วยใจใฝ่ความคิดจิตอาสา

ทำด้วยจิตคิดตั้งใจเสมอมา สิ่งล้ำค่าที่ได้มาคือเงินทุน

ทำให้รู้รายรับรู้รายจ่ายรู้ใช้สอย มีเงินน้อยใช้เงินน้อยไม่ขัดสน

ทำบัญชีครัวเรือนไว้เตือนใจตน ความยากจนก็จะหลุดพ้นเพราะบัญชี

ทำบัญชีครัวเรือนไว้เตือนจิต เป็นแนวคิดแนวทางไม่สร้างหนี้

เป็นแผนการรายรับรายจ่ายได้อย่างดี เรื่องของบัญชีมีแนวทางเป็นคุณเอย”

การทำบัญชีครัวเรือนสืบเนื่องมาจากบิดาของตนเป็นครูให้เงินไปโรงเรียน

เริ่มทำบัญชีตั้งแต่ปี 2531

ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ครอบครัวทำไร่อ้อยขาดทุน จึงจดบันทึกตลอด จนถึงปี 2550 ได้รับตำแหน่งครูอาสาเกษตรกรด้านบัญชีดีเด่น ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในเรื่องบัญชีครัวเรือน ณ พระราชวังสวนจิตรลดา

ในช่วงปี 2557-2559 ก็เป็นเกษตรกรที่ได้ก้าวสู่พระราชวัง ต่อมาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทุกปี เป็นความประทับใจ

การทำบัญชีครัวเรือนมาจนถึงทุกวันนี้ทำให้รู้รายรับรายจ่ายตนเอง สิ่งที่ชุมชนทำคือ บัญชีครัวเรือน บัญชีการประกอบอาชีพ

ปี 2559 เป็นอีกปีที่ได้รับรางวัลครูบัญชีดีเด่นบุรีรัมย์ และชนะการแข่งขันระดับภาค 3 มี 5 จังหวัดคือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษและสุรินทร์ และจะนำเสนอระดับประเทศต่อไป

ขอรับใช้เบื้องพระยุคลบาทด้วยการสอนบัญชีครัวเรือนให้เกษตรกร และนักเรียน

ปี 2559 เกิดวิกฤติ พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ แต่ตนไม่ขาดทุนเพราะรู้จักปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต บันทึกต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ชีวิตชุมชนขึ้นอยู่กับคนในชุมชน ชุมชนสามารถทำกิจกรรมได้ ถ้าตนเองไปรอด ชีวิตก็ไปรอด การที่จะอยู่รอดปลอดภัยต้องเริ่มจากตนเอง

นอกจากนี้ได้ปฏิบัติตามธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี จากข้อ 3 รายได้สมดุล ตรงกับบัญชีครัวเรือน 90% ของคนในชุมชนนี้ทำบัญชีครัวเรือน แล้วนำมาวิเคราะห์เป็นเหตุเป็นผลเพื่อการประกอบอาชีพ เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้

ประทับใจพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯว่า ถ้าโกหกตนเอง ก็สามารถโกหกผู้อื่นได้

ทำความดี มีคุณธรรม จดจำผู้มีพระคุณ

วันที่ 28 มกราคม 2559

ศึกษาดูงานกรณีศึกษา (สถานที่ดูงานที่สองบ้านสนวนนอก)

เรียนรู้นวัตกรรมทอผ้าไหม“กี่กระตุก” บ้านสนวนนอก

กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มก่อตั้งกลุ่มเมื่อปี 2547 ชาวบ้านมีภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษมาแล้วสืบทอดต่อมา มีการจัดโครงการทอผ้าตลอดมา แต่เดิม เริ่มตั้งกลุ่มทอเป็นผ้าพื้น ผ้าขาวม้า ผ้าโสร่ง กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน ได้รับการสนับสนุนโครงการจากองค์การบริหารส่วนตำบลสนวน ที่ต้องการให้ประชาชนในท้องถิ่นมีรายได้เสริมหลังจากการทำอาชีพหลักคือ เกษตรกรรม โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลสนวนได้สนับสนุนงบประมาณการจัดฝึกอบรมการทอผ้าไหมให้มีความทันสมัย มีลวดลายที่สวยงามตามยุคตามสมัย โดยได้เชิญวิทยากรที่มีฝีมือเรื่องผ้าไหมมาให้การแนะนำเทคนิคต่างๆ เช่น การย้อมไหมโดยการนำวัตถุดิบทางธรรมชาติมาใช้ การฟอกไหม การกรอไหม การขึ้นเส้นไหม และการให้ข้าวไหมเส้นยืนเป็นต้น

ในปัจจุบัน กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน มีสมาชิก 40 คน มีการบริหารจัดการคือ คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่จะมีการรวมหุ้นกัน หุ้นละ 10 บาท คนละ 10 หุ้น เป็นเงิน 100 บาท จะมีการออมทรัพย์ปีหนึ่ง 120 บาท สมาชิกที่ทำงานจะมีค่าตอบแทนกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นการทำงานเช่น การย้อมไหม การกรอไหม การเดินเส้นม้วนไหมทอผ้า ถ้าเดินเส้นหัวหนึ่ง 250 บาท ถ้าม้วนไหมหัวหนึ่งก็ 300 บาท เพราะต้องใช้คน 2 คน ถ้าคนที่ทำทุกวันจะมีรายได้มาก หัวหนึ่ง 100 เมตร ก็อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าบาท คนที่ทอเร็ว 20 วันก็ทอได้แล้ว 100 เมตร ถ้าเป็นผ้าด้าย จะได้เมตรละ 35 บาท ถ้าเป็นผ้าไหม จะได้เมตรละ 40 บาท คนที่ขยันทำงานจะมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว เฉลี่ยคนละ 3,000 บาทต่อเดือน

กระบวนการผลิต

ในการย้อมสี สีที่ใช้มีทั้งสีธรรมชาติและสีเคมี สีธรรมชาติมาจาก ลูกหมากสุก ลูกหว้า ต้องใช้เวลาทั้งวันในการย้อมไหมเพราะต้องมีการลอกกาว กระตุก ขึ้นล้างน้ำแล้วกระตุก ลอกกาวเสร็จแล้วจึงค่อยมาย้อมสี แล้วนำมาฟอกสี ตากจนสีที่เส้นไหมแห้งแล้ว จากนั้น ตั้งตะกอ เดินเส้น มาขึ้นม้วน ต้องนำเส้นไหมที่จะนำไปทอกรอใส่หลอดตามจำนวนที่ต้องการ เพื่อนำมาขึงดึงเส้นเดิน นำมาทอเป็นผืนต่อไป อุปกรณ์สำคัญคือ เครื่องสืบไหมช่วยในการเรียงเส้นไหมไปขึ้นหัวม้วนเป็นเส้นยืน ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากเครื่องแบบโบราณที่ต้องนั่ง สำหรับการทอผ้าไหมเป็นผืน ที่ชุมชนนี้ได้มีการประยุกต์เครื่องทอผ้าแบบกี่กระตุกมาเป็นเครื่องทอผ้าที่ทันสมัย โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาช่วย ทำหลายขั้นตอนก่อนจะเริ่มการทอ

ผ้าที่ทอคือผ้าพื้นเรียบ ผ้าหางกระรอกโบราณ ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ผ้ามัดหมี่ ผ้าโสร่ง

ผ้าไหมสนวนที่มีเอกลักษณ์ขึ้นชื่อและมีการส่งขายทำรายได้ให้กับครัวเรือนมากที่สุดคือ ผ้าไหมหาง

กระรอกคู่ตีนแดง เป็นผ้าไหมของชาวไทยเขมรดั้งเดิมสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการทอผ้าโสร่ง ผ้าสไบ ผ้าพื้น ผ้ามัดหมี่ เป็นต้น

ผ้าหางกระรอกมีเส้นยืนและเส้นพุ่ง เส้นพุ่งคือสีเหลืองกับแดง และสีเหลืองกับเขียว ถ้าเป็นของโบราณ ผ้าโสร่งก็มีการใช้เทคนิคผ้าหางกระรอกในการทอ มีการตีเกลียวเส้นไหมให้ได้เส้นเล็กและเรียบเนียน

ผ้าที่มีชื่อเสียงของอำเภอห้วยราชและระดับจังหวัดคือ ผ้ายกขิตช้างม้า มีเทคนิคผ้าหางกระรอกปนไปด้วย มีขั้นตอนมากในการผลิต ต้องมีการเก็บตะกอโยง เก็บตะกอธรรมดา มีการยกขิตช้างม้า ใช้เวลานานในการทอ แต่คนที่มีความชำนาญใช้เวลาทอแค่ 1 วัน มีการทออยู่ที่หมู่ 7 ทอเสร็จก็มาส่งให้ทางกลุ่มที่หมู่บ้านนี้ ที่นี่จะเป็นจุดจำหน่ายสินค้าระดับอำเภอ นอกจากนี้ ยังมีผ้าด้าย ไม่ใช่ไหม แต่ทอเป็นผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ซึ่งที่อื่นสั่งทำ

กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน ได้รับใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม (มปช.) และจะเป็นของศูนย์หม่อนไหม และได้รับรางวัลโอทอป 5 ดาวปี 2556

มีการสืบทอดให้กับเยาวชนคือ มีนักเรียนมาฝึกอบรมการทอไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น จากโรงเรียนสนวน ลูกหลานรุ่นหลังก็กำลังฝึกทออยู่ ฝึกทอใช้เวลาไม่กี่วัน แต่ถ้าเรียนทุกกระบวนการต้องใช้เวลาเป็นเดือน

ถ้าออกไปฝึกอบรมนอกสถานที่ จะคิดค่าใช้จ่ายวันละ 400 บาท แล้วแต่ความยาก สำหรับคนนอกที่ต้องการมาเรียนคิดค่าเรียนวันละ 500 บาท

วันที่ 28 มกราคม 2559

เรียนรู้บริบทในพื้นที่และกรณีศึกษาที่น่าสนใจของชุมชนบ้านสายยาว

บรรยายโดย นายวชิรพงศ์ ยืนสุข
ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสายยาว

ชุมชนสายยาว ก็มี บ้านหมู่ที่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ หมู่ที่ 7 บ้านสำราญราษฎร์ หมู่ที่ 16 บ้านโนนสำราญ หมู่ที่ 10 บ้านหนองเครือ (เป็นสถานที่ที่นั่งฟังบรรยายสรุป) หมู่ที่ 3 บ้านโนนศิลา รวมเป็นชุมชนสายยาว ถือเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่ยาวที่สุดในโลกมีระยะทางรวม 3 กิโลเมตร

วิสัยทัศน์ของชุมชนสายยาว “เป็นสังคมแห่งสันติสุข พัฒนาทุกภารกิจโดยหลักบูรณาการ สืบสานวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมศาสตร์เทคโนโลยี สนับสนุนเกษตรอินทรีย์เพื่อการผลิต วิสาหกิจชุมชนสู่หนึ่งชุมชนหนึ่งผลิตภัณฑ์”

ศักยภาพของชุมชน เป็นศูนย์เรียนรู้ มีฐานเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของประชาชนแล้วมาจัดเป็นวิสาหกิจชุมชน

ชุมชนสายยาวมีประชากร 1,300 คน ประชากรอพยพมาจากสุรินทร์และศรีสะเกษ เป็นชนเผ่าไทยอีสาน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาพื้นบ้าน ถ้าเป็นหมู่บ้านที่อยู่ถัดออกไปจะใช้ภาษาเขมร ภาษาไทยโคราช

อาชีพคือ ทำนา และปลูกอ้อย ตอนนี้มีโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ ทำงานเพื่อส่งโรงงาน จำหน่ายและเพื่อแปรรูปไว้สำหรับครัวเรือน

การแต่งกาย เป็นเสื้อพื้นบ้านสีแดงซึ่งชาวบ้านทอเองและแปรรูปเอง ใช้สวมใส่ทุกงาน

มีการปลูกไม้ประดับและไม้ประแดะคือพืชที่กินได้ นำไปใช้สอยในด้านต่างๆได้

แรงงานทำงานด้านเกษตร หมุนเวียนตามฤดูกาลของพืชแต่ละชนิด จึงไม่มีโอกาสได้ไปทำงานที่อื่น

การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง

ฐานบัญชีครัวเรือน มีครูอาสาเข้ามาสอน วัตถุประสงค์คือสำรวจตัวเอง บันทึกรายรับรายจ่ายแล้วนำมาวิเคราะห์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจในหมู่บ้าน เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน

ฐานน้ำยาอเนกประสงค์ เป็นการลดรายข่ายเพิ่มรายได้จากการทำน้ำยาล้างจานและซักผ้า

ฐานเตาถ่าน พลังงานทดแทน พลังงานนับวันใช้แล้วจะหมดไป พลังงานที่นำมาทดแทนได้คือพลังงานสีเขียว ทำให้มีการปลูกป่า และเกิดธนาคารต้นไม้

ฐานทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ก็กลายมาเป็นโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ และธนาคารปุ๋ย

ทุกปี ชุมชนสายยาวจะทูลเกล้าฯ ถวายข้าวต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ปีนี้ ถวาย 1 ตัน มีการแปรรูปเป็นข้าวสารส่งให้ผู้ประสบภัยด้วย

ฐานทำกระถาง ลงทุนไม่มาก มียอดสั่งซื้อตลอด ทำให้ชาวบ้านอยู่ได้สบาย

ฐานไม้ดัด ทำไม้ดัดและไม้แคระเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม

การจำหน่ายสินค้าเป็นการสร้างรายได้

ในกระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีกระบวนการ การเตรียมเนื้อที่ ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ทอเป็นผืน ทำเป็นผลิตภัณฑ์

ฐานบ้านอาสา โฮมสเตย์ มีชาวบ้านเข้ามาศึกษาเรียนรู้ จึงให้ชาวบ้านที่มีความพร้อมเปิดเป็นโฮมสเตย์คือมีบ้าน หารือกับข้าวของบ้านและได้รับการอนุญาต บ้านดังกล่าวก็ต้องยอมรับกฎของกลุ่มได้ ต้องใช้ 5 ส. (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย)

เรื่องอาหารการกิน ก็นำสิ่งที่ปลูกมาแปรรูป

ในการต้อนรับ ชาวบ้านที่มาตั้งแถวยกมือไหว้ได้คนละ 10 บาท

วันที่ 29 มกราคม 2559

การนำเสนอความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน

กลุ่ม 4 นำเสนอโดย นายกฤต อุไรรัมย์

ตนเป็นบุรีรัมย์ และสนใจการเกษตร เพราะมีพื้นฐานครอบครัวเป็นลูกชาวนาจึงคุ้นเคยกับการเกษตรมาตลอด ตอนนี้ได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนในพื้นที่ ที่จะพัฒนาเป็นแนวเชิงเกษตรพอเพียง

ก่อนหน้านี้ ก็ได้เคยมีประสบการณ์ไปศึกษาดูงานหมู่บ้าน 9 ดีที่บุรีรัมย์เป็นต้นแบบอยู่ จากการที่ได้ไปศึกษาดูงานเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 ก็รู้สึกชื่นชมในความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านมีอย่างหนักแน่น ประสบความสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน ทุกคนช่วยเหลือกันและ ดึงจุดเด่นของชุมชนเข้ามา

สิ่งที่ควรปรับปรุงเพิ่มเติมคือเรื่องความสะอาดของห้องน้ำ ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามา อาจไม่สะดวกที่จะใช้ส้วมนั่งยองๆ จะนำจุดด้อยตรงนี้ไปพัฒนาชุมชนของตน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

3-4 ปีก่อน ได้มีโอกาสไปที่ประเทศจีน ได้ไปเมืองที่เจริญมากเช่น ปักกิ่ง และได้ออกไปชานเมือง พบว่าห้องน้ำไม่มีประตู มีการทำที่กั้นสูงขึ้นมาแค่เหนือเข่าเล็กน้อย ทำให้คนเห็นหน้ากันชัดเจน ห้องน้ำไม่มีชักโครก แต่เป็นร่องเพื่อให้น้ำไหลระบาย จึงได้ถามคนจีน และได้รับคำตอบว่า จะได้นำสิ่งปฏิกูลไปเลี้ยงสัตว์ต่อ

จากนั้น ก็ได้ไปทำงานที่จีนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ได้ไปที่เมืองกวางเจา และได้ไปเข้าห้องน้ำซึ่งเป็นวันที่อากาศเย็น อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส พบว่า ห้องน้ำมีฝากั้นอย่างดีแต่ไม่มีโถ แต่มีการสร้างทางเดินจากฝั่งที่เป็นบ่อลอยอยู่สูง แล้วเจาะรูพื้นไว้

แสดงให้เห็นว่า ประเทศจีนเจริญแต่มองข้ามบางเรื่อง

สิ่งแรกที่มักจะทำเมื่อไปที่ใดก็ตาม ก็คือไปดูห้องน้ำ คนต่างชาติที่เคยอยุ่เมืองสะอาดแล้วมาพบห้องน้ำสกปรกก็ถอย ดังนั้นถ้าจะทำโฮมสเตย์ ห้องน้ำสำคัญที่สุด ห้องนอนไม่ใช่ปัจจัย ถ้ามีเตียงและที่นอนสะอาด นักท่องเที่ยวชาติตะวันตกสามารถอยู่ได้

หมู่บ้านที่ได้ไปดูงานเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 พบว่า มีลูกสาวสวยมีสามีเป็นชาวต่างชาติ น่าจะมีรายได้จากประเทศของสามีกลับเข้ามาในหมู่บ้าน ชุมชนก็ต้องพัฒนาแต่ต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้ เพื่อให้คนต่างถิ่นทราบวิถีชุมชน หมู่บ้านนี้ก็มีความสมบูรณ์พูนสุข มีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร

กลุ่ม 3 นำเสนอโดย นายภูวดล งามมาก

หลังจากที่ได้ไปศึกษาเส้นทาง 2 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 ได้วิเคราะห์ภายในกลุ่มแล้วพบว่า ข้อดีคือชุมชนเข้มแข็ง ทุกคนสามัคคี มีเสน่ห์ มีการยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ปัญหาคือขาดแหล่งท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวยังไม่มีความน่าสนใจ การท่องเที่ยวต้องการการเชื่อมโยง แต่ได้ไปศึกษาดูงานแค่ 3 จุดในชุมชนสายยาวคือ ศูนย์การเรียนรู้ ฐานทำกระถาง และฐานเกษตรอินทรีย์

ชุมชนสายยาวน่าจะได้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจเกษตรอินทรีย์และผ้าไหมเท่านั้น แต่ถ้านักท่องเที่ยวเพื่อมาชมการทำกระถาง ก็ถือเป็นเรื่องที่ธรรมดาเกินไป เพราะกระถางยังขาดอัตลักษณ์ วิทยากรได้กล่าวว่า จากกระถางที่ทำสามารถนำไปสอนที่อื่นได้ และได้รับค่าจ้างครั้งละ 3,000 บาทเท่านั้น ดังนั้น ในอนาคต ชาวบ้านในชุมชนสายยาวก็อาจจะตกงาน เพราะไปสอนที่อื่น แต่ก่อน ต้องนำกระถางจากที่ชุมชนนี้ไป ไปสอนที่นครปฐม ชาวบ้านชุมชนสายยาวก็จะขาดรายได้ ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในชุมชนตามมา

ในการพัฒนากระถางให้มีความน่าสนใจเป็นเอกลักษณ์ชุมชน ควรวาดลวดลายเป็นหนึ่งเดียวในชุมชน ก็จะสามารถขายได้

ส่วนการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว บางครั้งชุมชนยังมีของดี เช่น การทำนา เป็นรายได้หลักของชุมชน ควรสาธิตวิธีการทำนาให้นักท่องเที่ยวได้ชมในแต่ละจุดแบบเชื่อมโยงกัน นอกจากนั้นควรนำเสนอความเป็นอยู่ของคนในชุมชน โฮมสเตย์ ที่พักอาศัยให้สอดคล้องกัน เป็นการเล่าเรื่องไปด้วยกัน

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

จากการนำเสนอของกลุ่ม 3 ทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นไปอีก

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 ก็ได้ไปสังเกตว่า ในที่สุด ศิลปะการทำกระถางก็จะสูญหายไป เพราะเป็นวัฏจักรในโลกคือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พอเกิด ก็เกิดเร็ว จึงรีบทำเร็ว แต่ที่จะตาย ก็คือการมีพ่อค้าคนกลาง ได้มีโอกาสถามวิทยากรเกี่ยวกับราคาขายกระถางที่สาธิตกระบวนการทำ ได้รับคำตอบว่า ราคาขาย 200 บาท ปูน 1 ถุง ทำกระถางได้ 10 ใบ ต้นทุน 475 บาท กำไร 1,750 บาทต่อ 10 ลูก แต่ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าแรง ค่าน้ำ ค่าเสียเวลา

เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทชาติตะวันตกที่ขายสินค้า ขายแบรนด์ราคาเป็นหมื่นบาท ค่าแรงเมื่อมองจากมุมการตลาดแล้วถือเป็นสิ่งสำคัญ

จากการที่ได้สนทนากับชาวนา ได้ทราบว่า ชาวนาไทยน้อยลงเพราะส่งลูกไปเรียนวิชาการทั้งหมด ควรจะให้ลูกชาวนาสืบทอดอาชีพตามรอยบรรพบุรุษจนมีความชำนาญแล้วไปเรียนต่อยอดด้านบัญชี การค้า การตลาด

สิ่งที่ได้พบจากการดูงานในชุมชนคือ การขาดช่วงระหว่างความร่วมมือของแต่ละจุด โดยเฉพาะชุมชนสายยาวควรนำความยาวที่สุดของชุมชนมาเป็นจุดเด่น เริ่มจากต้นถึงปลาย วิธีการเข้าไปท่องเที่ยวภายในชุมชนสามารถใช้เวลาเที่ยวได้ทั้งวัน

ชุมชนที่ได้ไปดูงานพยายามที่ทำสิ่งต่างๆเพื่อดึงดูดคน การทำน้ำอ้อยให้คณะดูงานเป็นสิ่งจูงใจ แต่ต้องกลับมาคิดถึงความยั่งยืนของกิจกรรมที่ชุมชนนำเสนอ รวมถึงการที่นักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมชุมชนอีกครั้ง หรือนำไปบอกต่อ ชุมชนได้พยายามนำเสนอวัฒนธรรมชุมชน ควรจะค้นหาความเหมือนกับชุมชนของตนและชุมชนที่ได้ไปศึกษาดูงาน และควรสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้น

ถ้าหมู่บ้านปลูกต้นหม่อนอย่างเดียว อีกหมู่บ้านหนึ่งนำหม่อนไปเลี้ยงไหม ส่วนอีกหมู่บ้านหนึ่งเอาไหมออกจากหนอน และอีกหมู่บ้านหนึ่งก็ทอ อาจจะสามารถนำนักท่องเที่ยวไปชมตั้งแต่กระบวนการแรกจนกระบวนการสุดท้าย

สิ่งที่ได้รับจากการดูงานคือลูกหม่อน มีผลผลิตเพิ่มขึ้นที่เป็นผลพลอยได้ ตรงกับทฤษฎีของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ คือแทนที่จะนำต้นหม่อนไปเลี้ยงไหมอย่างเดียว แต่ควรนำผลิตผลลูกหม่อนซึ่งทางกรุงเทพเรียกว่า มัลเบอร์รี่ มาเรียงให้สวยงามในกล่องเล็กที่ออกแบบสวยงามให้ลูกหม่อนอยู่ในสภาพดี แล้วส่งมาขายในกรุงเทพ จะขายได้หลายกล่อง และมีราคาดี

กลุ่ม 2 นำเสนอโดย ว่าที่ร้อยตรี ภูษิต สิงคนิภา

จากการศึกษาดูงาน 2 แห่ง

1. ชุมชนบ้านสายยาว ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

เป็นชุมชนที่มีความรักความสามัคคี ร่วมกันทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีความตั้งใจที่จะทำกิจกรรมต่างๆ และก็มีความใฝ่รู้ในเรื่องใหม่ๆอยู่เสมอ มีศูนย์การเรียนรู้ถึง 12 แห่งในปัจจุบันนี้ อาทิ ศูนย์การเรียนรู้ฐานประสานงานจำหน่ายชุมชน ฐานเกษตรอินทรีย์ ฐานเฟอร์นิเจอร์ ฐานทอเสื่อกก ฐานบัญชีครัวเรือนซึ่งได้มีหัวหน้าบัญชีครัวเรือนได้มาอธิบายให้ฟังว่า บัญชีครัวเรือนทำให้ทราบรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือน เพื่อเป็นประโยชน์ในการเก็บออมเงินในชีวิตต่อไปได้ ฐานการเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา ฐานพลังงานทดแทน ปลูกป่า ทำฟืน ฐานปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพ มีธนาคารปุ๋ย ฐานการทำกระถาง ผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม้ดัด บ้านอาสาโฮมสเตย์ แสดงให้เห็นว่า ชุมชนนี้มีฐานเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงครบถ้วน ชุมชนนี้จะสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆต่อไปได้อย่างดีเพียงแต่ว่าควรมีประชาสัมพันธ์ให้คนไปเที่ยวเพื่อให้มีรายได้เข้าชุมชน มีแนวร่วม ติดต่อกับโรงแรมเพื่อให้นักท่องเที่ยวไปดูการเกษตร เศรษฐกิจพอเพียงที่ชุมชนบ้านสายยาวได้

2.ชุมชนบ้านสนวนนอก ตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์

ตั้งอยู่ไปทางสุรินทร์ ชุมชนบ้านสนวนนอกเป็นศูนย์ทอผ้าไหมมีฐานเรียนรู้ครบวงจร มีการปั่นกระสวย มีกระบวนการทอผ้าครบวงจร ตั้งแต่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ทอผ้าไหม จำหน่ายผ้าไหม ตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป ทำผ้าขาวม้าลายยกขิตช้างม้า มีการแสดงฟ้อนรำพื้นบ้านเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวเขมรบุรีรัมย์ เช่น เรือมตรดในช่วงตรุษสงกรานต์ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่แปลกจากท้องถิ่นอื่นและเป็นสิ่งที่ดีของบ้านสนวนนอก ผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า ผลิตเสื้อผ้าไหมไม่ทัน จึงได้เสนอ ในช่วงที่ข้าวราคาตกต่ำ ควรขยายพื้นที่สำหรับปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อให้ได้รังไหมไปสาวเป็นเส้นไหม ทอผ้าไหมให้ผลิตทัน รวมทั้งวัฒนธรรมต่างๆก็เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนอยู่แล้ว จึงควรอนุรักษ์ไว้ เรือมตรด เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากนี้ ต้นมัลเบอร์รี่เป็นการปลูกหม่อนเพื่อกินผลสด ได้มีการวิจัยไว้แล้วว่า หม่อนเพื่อกินผลสดช่วยบำรุงสุขภาพ ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน จึงได้เสนอให้ปลูกหม่อนกินผลสดซึ่งไม่ใช่พันธุ์เดียวกับกับพันธุ์เลี้ยงไหม ถ้าไปที่ไร่กำนันจุล เขาค้อ ที่เพชรบูรณ์ มีไร่หม่อนกินผลสดหลายไร่ มีการเก็บผลหม่อนมาให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อ เมื่อตอนที่ไป ราคากิโลกรัมละ 200 บาท มีพันธุ์หม่อนกินผลสดใส่ถุงพลาสติกเพื่อนำไปปลูกเป็นทั้งไม้ผลและไม้ประดับได้ ทางหมู่บ้านก็มีความคิดเช่นเดียวกัน ในการต่อยอดให้มีต้นหม่อนสำหรับนำใบไปเลี้ยงไหม และมีหม่อนกินผลสดเพื่อจำหน่ายในงานด้วย

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

สิ่งดีๆมักมาจากผู้อาวุโส จากที่ได้ไปที่ระนองเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้และได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานหมู่บ้านที่มีลักษณะคล้ายทั้งสองหมู่บ้านนี้ ระยะทาง 60 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง เพราะเส้นทางเป็นภูเขาคดเคี้ยว เมื่อเข้าไปถึง ก็พบกับหมู่บ้านในวงซึ่งแยกเป็นหมู่บ้านย่อยๆได้แก่ หมู่บ้านบุรีรัมย์ หมู่บ้านสุรินทร์ คนที่ออกมาต้อนรับคณะดูงานเป็นคนนุ่งโสร่งบุรีรัมย์ คนทั้งหมู่บ้านนั้นเป็นคนบุรีรัมย์ย้ายไปอยู่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะมีเพื่อนไปปลูกกาแฟขาย ปรากฏว่ากาแฟภาคใต้เข้มกว่ากาแฟภาคเหนือ มีคาเฟอีนมากกว่าประมาณ 0.4% คนที่ดื่มกาแฟโรบัสต้าแล้วจะไม่กลับไปดื่มกาแฟอารบิกา เพราะมีรสชาติแรงกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนในหมู่บ้านนั้นจึงชวนเพื่อนจากบุรีรัมย์และจังหวัดในอีสานใต้ และกลายเป็นหมู่บ้านอีสานภายในภาคใต้ มีดินที่สามารถปลูกกาแฟโรบัสต้าแล้วให้ผลิตผลดีที่สุด อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 240 เมตร ซึ่งถือว่าสูงมาก ตอนที่ไปดูงาน ก็เข้าไปในโฮมสเตย์ ขอดูห้องน้ำ แม้จะเปิดมานานแล้ว แต่มีสภาพดูเหมือนยังไม่พร้อม เพราะการคมนาคมขาดตอน ที่หมู่บ้านในวงมีชาวต่างชาติไปค้างคืนและไปใช้ชีวิต เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขา จึงปลูกกาแฟ ขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท ตอนหลังราคาตกเหลือราคากิโลกรัมละ 8 บาท จึงมีคนแนะนำให้ชาวบ้านปลูกทุเรียนก้านยาว รายได้เข้าหมู่บ้านปีละ 100 กว่าล้านบาท ทำให้คนที่ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านในวงไม่อยากย้ายกลับ คนบุรีรัมย์อาจไปเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านในวงได้

กลุ่ม 1 นำเสนอโดย นางสาวสุรีย์วัลย์ เหิกขุนทด

กรณีบ้านสายยาวมีความเข้มแข็งของชุมชน ทุกคนให้ความร่วมมือ แต่สิ่งที่ต้องการจะเพิ่มให้คือ เรื่องการทำกระถาง ถ้าต้องการขายได้ กระถางควรมีแพ็คเกจและรูปลักษณ์ที่สวยงาม ดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มเติมจากนักวิชาการกลุ่มพื้นที่ได้

ในเรื่องหมอดิน เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญา แต่ชาวบ้านไม่ค่อยให้ความสำคัญในการปรึกษา ถ้าบ้านสายยาวเพิ่มเติมตรงนี้ได้ ที่ดินในหมู่บ้านก็จะมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นหมู่บ้านเกษตร มีนักท่องเที่ยวเชิงเกษตรและพักโฮมสเตย์

บ้านสนวนนอกมีดีทุกอย่าง แต่ควรพัฒนาสาธารณูปโภค ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านให้ข้อมูลว่า ไม่ได้ความร่วมมือจากท้องถิ่นแม้ว่าจะขอรับการสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคเช่น ถนน ไฟฟ้า ความสำคัญของการท่องเที่ยวคือสาธารณูปโภคต้องพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว ความยั่งยืนของหมู่บ้านท่องเที่ยวต้องพัฒนาต่อเนื่อง ตอนนี้ยังขาดความเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ควรมีการถ่ายทอดเชื่อมโยงกันแล้วหมู่บ้านท่องเที่ยวจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนยาวนาน

วันที่ 29 มกราคม 2559

ข้อเสนอแนะจากวิทยากรเกี่ยวกับการนำเสนอโครงการสร้างมูลค่าและคุณค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวและกีฬาสู่อาเซียน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อันดับแรกต้องขอขอบคุณ ตั้งแต่พิธีเปิด การเรียนรู้ดูงานและการนำเสนอโครงการในครั้งนี้

Process การทำงานของเครือข่ายอีสานใต้น่าจะเป็นจุดสำคัญ บางแห่งได้มีการใช้เวลาในช่วงนำเสนอโครงการเป็นจุดสำคัญ แต่สรุปแล้วความสำเร็จ คือทุกๆช่วงที่อยู่ด้วยกัน แม้กระทั่งพิธีเปิด ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ได้มาพบกัน และทำให้รู้สึกว่างานที่ทำ 3 เรื่อง ผู้เข้าร่วมสัมมนาทำได้ดีคือ

1.Where are we? จะไปทางไหน

2.ทำอย่างไร

3.ทำให้สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ทำเรื่องเดียวคือ เรื่องคน ซึ่งทำมาแล้ว 40 ปี คนไม่ควรรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องรู้บางเรื่อง เพราะฉะนั้น สรุปว่าสิ่งสำคัญที่สุดในวันที่ 29 มกราคม 2559 แก่นก็คือ Process หรือ Chira’s Way แก่นไม่ได้อยู่ที่ความรู้อย่างเดียว เพราะความรู้มีมากมาย เมื่อกลับไป ผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละกลุ่มต้องจับประเด็นสิ่งที่ได้รับอย่างแท้จริงคืออะไร

สิ่งที่ได้แน่นอนคือ

1. Informal Network ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มมีมหาศาล และมีอีกสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลคือ แต่ละกลุ่มก็จะเชื่อมโยงกัน ในปัจจุบันนี้ ถ้าท่องเที่ยวเกษตรไม่รวมกีฬาหรือวัฒนธรรมเข้าไป เกษตรก็จะเสียหาย การแบ่งกลุ่มในการประชุมครั้งนี้เป็นแบบ Artificial แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนี้ ดังนั้น แต่ละกลุ่มจึงควรเชื่อมโยงกัน อาจารย์พิสมัย ประชานันท์เรียนปริญญาเอกกับศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในการเรียน นักศึกษาได้รับการกระตุ้น วันแรกเรียน 2 ชั่วโมงกว่าก็ยังไม่พอ ถ้าอยู่กับศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ต้องตรงประเด็น เช่น พูดเรื่องอะไร จะทำอะไร ในระยะแรก ผู้เข้าร่วมประชุมยังไม่มีประสบการณ์ในการนำเสนอเพราะจับประเด็นไม่ถูก จึงพูดมากเกินไปแบบไร้สาระ

2. Input ที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้ขอทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไว้คือ ไอที ภาวะผู้นำ Creative Marketing เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว แต่ระยะเวลา 2 วันอาจจะไม่เพียงพอ ในระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นไป แต่ก็จะต้องจากกันช่วงบ่ายแล้ว เพราะฉะนั้น ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้มอบหมายให้ทีมงานไปทำที่จังหวัดตากอีก และขอให้ดร.จีระเดช ดิสกะประกายดูแลการติดต่อเชื่อมโยงเครือข่ายผ่าน Social Media ความสัมพันธ์ไม่ได้จบลงแค่ด้านกายภาพ (Physical) คือการพบกันอีก ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์กับศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ติดต่อกันทาง Spirit มีศิษย์เก่ามาจากประเทศกลุ่มอาเซียน เวลาศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ไปเยี่ยม คณะศิษย์เก่าเหล่านี้ดูแลทุกอย่าง จำคำพูดศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้ทุกอย่างรวมทั้ง Chira’s Way

เมื่อโครงการนี้จบลง ควรจะคิดทำกิจกรรมต่อเนื่อง ที่ภาคอีสาน การท่องเที่ยวมี Upside มหาศาล เพราะภาคใต้เช่นภูเก็ตและสมุยได้ทำมาแล้ว เม็ดเงินที่เข้ามาจากการท่องเที่ยวและกีฬาสู่ภาคอีสานยังมีมูลค่าน้อยอยู่ Rate of Growth อยู่ในมือของผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ งานนี้ก็มีนักท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยราชมงคลมาร่วม การเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ก็ต้องรู้จริง ทำจริงด้วย ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องเกินความจำเป็น ถ้าขาดวิทยากร ก็ควรเชิญผู้เชี่ยวชาญมาจากภายนอกแล้วทำอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้ทำอย่างต่อเนื่องมานาน ได้มาช่วยเหลืออาจารย์พิสมัย ประชานันท์เป็นวิทยากรให้มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ก็ได้รู้จักผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนแล้ว ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์รักลูกศิษย์ทุกคน โค้ชลูกศิษย์ได้ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ควรจะแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาให้ดีขึ้น ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้ทำโครงการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามาอย่างต่อเนื่อง เงินทุกบาทก็ได้คืนมาให้ชุมชน ถือเป็นผู้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง การที่รัฐบาลประกาศนโยบายให้มีท่องเที่ยวทุกตำบล แต่ควรจะมีการสร้างลูกค้าและรายได้ด้วย ไม่ใช่กระตุ้นแค่ครั้งเดียว ทุกคนควรร่วมมือกัน อาจารย์พิสมัย ประชานันท์จะช่วยประสานให้ได้ ในการประชุมครั้งนี้ก็ได้นำนักศึกษาเกือบ 10 คนมานั่งฟัง มีผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษและที่อื่นๆ เช่นกระทรวงเกษตรมาร่วมประชุม ถือว่ามีตัวละครหน้าใหม่ แต่ก็ควรจะเป็นคนเดิมด้วย ถ้ามาแค่ครั้งเดียว ก็จะไม่มีทางรอด ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์กับศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์รู้จักกันมา 10 ปี ดร.จีระเดช ดิสกะประกายรู้จักกับศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์มา 50 ปี ดร.สร้อยสุคนธ์ นิยมวาณิชเป็นลูกศิษย์ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ตอนเรียนปริญญาตรีและเรียนปริญญาเอก ผศ.ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติก็เป็นทั้งนักเรียนและผู้บริหารร่วมกัน แสดงให้เห็นว่าทุกคนยังเป็นเพื่อนทางปัญญากันอยู่ เมื่อมีความรู้ทางวิชาการแล้ว ควรทำให้สำเร็จ ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ได้ความรู้ Social Media ไปในระดับหนึ่ง ส่วนรุ่นก่อนหน้านี้ ได้เรียนกับศ.ดร.ยืน ภู่วรวรรณ ซึ่งอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์จะพยายามทำเรื่องดิจิตอล ถ้ามีจริยธรรม ปัญญา เครือข่าย ความยั่งยืน แต่ไม่มีดิจิตอล ก็จะทำลายความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้ไปดูงาน จึงมีความคิดว่า จะมาพร้อมทีมอยู่ที่บุรีรัมย์ 10 วัน จะช่วยให้ชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มได้แน่นอน เป้าหมายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในภาคอีสานไม่ใช่แค่หมื่นล้านบาท แต่เป็นแสนล้านบาท ในปัจจุบันนี้ โลกต้องค้นหาภูมิปัญญา บุรีรัมย์เป็นจังหวัดเดียวที่มีทั้งกัมพูชาและลาวอยู่ด้วยกัน ดร.จีระเดช ดิสกะประกายกล่าวว่า สิ่งที่คนไทยทำก็ลอกจากกัมพูชามามาก ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้เรียนรู้ว่า ไม่มีขอมแล้ว ขอมมีปราสาทพนมรุ้ง ในอดีต ขอมเคยเป็นชนชั้นปกครอง ประเทศจีนเคยมีจักรพรรดิ แต่ต่อมาเมาเซตุงปฏิวัติ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำของผู้เข้าร่วมประชุมจะเกิดขึ้นได้ทุกคนต้องปรับ Mindset สิ่งสำคัญคือแรงบันดาลใจ

นาวาเอกปารัช รัตนไชยพันธ์

กลุ่ม 3 เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จุดขายน่าจะอยู่ที่การเสนอขาย “เขาใหญ่แห่งกรุงเทพ” จากการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ในภาพรวม คนเลือกซื้อทางเลือกสุขภาพ ควรคิดที่จะทำให้เขาใหญ่แข่งกับกรุงเทพได้ กรุงเทพอาจจะมีจุดเด่นการบริการทาง Medical Service ที่มีมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช ต่อมาเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ในกระบวนการ สุขภาพ ความได้เปรียบคือ เขาใหญ่มีแหล่งผลิตอยู่รอบพื้นที่การให้บริการ เข้าถึงได้ง่ายกว่า กรุงเทพไม่น่าจะเสพผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การประคบด้วยสมุนไพรหรืออื่นๆ จึงดีกว่าที่จะส่งของให้กรุงเทพ นอกจากนี้ยังมีความเป็น Emotional มากกว่า แต่ยังไม่มีความเชื่อมโยงของชุมชน อาจจะมีในเรื่องภูมิปัญญา แต่ผลิตภัณฑ์ชุมชนเรื่องสุขภาพ นักท่องเที่ยวไม่สามารถไปเสพสิ่งเหล่านี้ได้ทุกคน ต้องทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย

กลุ่ม 4 การท่องเที่ยวเชิงเกษตร นาวาเอกปารัช รัตนไชยพันธ์ชอบที่กลุ่ม 4 มีการจับประเด็นการสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวซ้ำอีกอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นจุดคุ้มทุนในการสร้างผลิตภัณฑ์ ถ้าทำตรงนี้ได้ นักท่องเที่ยวจะมาแน่นอน เกษตรอินทรีย์อาจเป็นเรื่องที่คนเข้าใจแต่ยังไม่รู้สึกว่าทำไมต้องบริโภค คือไม่ดึงดูดพอให้คนมาเที่ยว ควรจะพยายามสื่อสารให้ไปถึงระดับ Emotional ถ้าประกาศว่า ทำเกษตรอินทรีย์ มีตลาดสีเขียว ก็ควรจะทำให้เจาะจงลงไปอีกว่า ชุมชนมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่น ในการขาย ต้องมีการเล่าเรื่อง (Story) เน้นว่าผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ อาจจะมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สร้างความแตกต่างให้สินค้าเพื่อให้แข่งขันได้ เกษตรอินทรีย์ควรมีตราสัญลักษณ์มาตรฐาน และควรขายความมีตราสัญลักษณ์ เพราะโลโก้และภาพแทนความหมายได้มากมาย ถ้ามีการนำการท่องเที่ยวเข้าไปผสมด้วย เทคโนโลยีสามารถช่วยได้ RFID, QR Code, บาร์โค้ด ซึ่งบรรจุข้อมูลเรื่องราวกระบวนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูดีมีคุณค่ามากขึ้น

กลุ่ม 1 เรื่อง วัฒนธรรม จากความคิดเห็นส่วนตัว วัฒนธรรมที่ดีในการขายวัฒนธรรม อาจขายโดยตรงไม่ได้ ต้องมีการจัดแพคเกจใหม่ เปลี่ยนวิธีการเสพ วิธีการเข้าถึง แต่ไม่ต้องดัดแปลงวัฒนธรรม

กลุ่ม 2 เป็นกลุ่มที่ได้เป็นโค้ชอยู่ด้วย กลุ่มเป้าหมายของกีฬา การท่องเที่ยวเชิงกีฬา กีฬาไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือที่จะนำไปใช้สร้างการท่องเที่ยว กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับกีฬามี 4 กลุ่ม

  • นักกีฬา คนที่เล่นกีฬา
  • ทีมงานที่มากับผู้เล่น
  • กองเชียร์ แฟนคลับเหนียวแน่น
  • ผู้ชม ไม่เชียร์ทีมใดเป็นพิเศษ แต่มาเพราะอยากดูกีฬา

กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ดีต้องขายได้ทั้ง 4 กลุ่ม แต่สัดส่วนอาจจะแตกต่างกัน ในการแข่งขันฟุตบอล มีผู้เล่น 22 คน มีผู้เล่นสำรองอีก 8-9 คน มีทีมงานไปด้วย กองเชียร์มีอิทธิพลมหาศาล กิจกรรมมาราธอนที่กลุ่มนี้นำเสนอ มีผู้เล่นจำนวนมาก แต่ไม่มีทีมงาน เช่น นักกายภาพ นักจิตวิทยา แต่อาจจะมีโค้ชมา สัดส่วนจึงแตกต่างกัน เวลาจัดการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ต้องคิดถึง 4 กลุ่มนี้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่สำคัญเท่ากับจำนวนทั้ง 4 กลุ่มรวมกัน เป็นการวัดความคุ้มค่าในการจัด ต่อมาเป็นสิ่งที่เป็น ไฮไลท์ ของกีฬา ต้องทำให้สามารถขายได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง ถ้าทำได้ จะเป็นเสน่ห์ อีกสิ่งที่สำคัญคือกระแสการออกกำลังกายต้องดีจึงจะสามารถดึงดูดคนมาท่องเที่ยวเชิงกีฬาได้ รัฐบาลควรแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

ภาคอีสานมีโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ของคนยุคนี้ แล้วชาวอีสานได้เรียนกันหรือไม่ อย่างไร โจทย์ในการหารือกัน ก็สามารถมองไปถึงรากเหง้าในอดีตซึ่งเป็นวิถีไทยซึ่งครบเครื่อง ในยุคนั้น ประชาชนพึ่งตนเองได้หมดทุกอย่าง เพราะนำวัฒนธรรม จารีตประเพณีมาใช้ แต่เมื่อมาถึงยุคใหม่ ก็เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ บางครั้งก็เชื่อมโยงกันไม่ได้ ทำให้ไม่รู้จักตนเอง เวลาที่จะทำอะไร ก็มีความรู้ไม่พอใช้ จึงมีความสับสน ถือเป็นบทชีวิตของคนยุคปัจจุบัน

ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีวาสนาดีมาก เพราะหัวใจคือการเรียนรู้ การพัฒนาชุดความรู้ใหม่ๆ วิธีการพึ่งตนเอง สิ่งนี้คือสิ่งที่สังคมไทยต้องการ การที่คนไทยมีความพอใช้ทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง เกษตรกรต้องละทิ้งถิ่นฐานเพราะไม่สามารถอยู่ในท้องถิ่นของตนได้ ทำงานมาครึ่งค่อนชีวิต แต่เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ชีวิตก็เปลี่ยน ในความเป็นจริงไม่มีใครต้องการทิ้งครอบครัว แต่วิกฤติต้อนให้เกษตรกรต้องทิ้งถิ่นฐาน โดยที่ไม่มีความสามารถที่จะต่อสู้ และปักหลักสร้างความเจริญให้อยู่ได้และอยู่รอดในท้องถิ่นของตนเอง

การมาประชุมกันครั้งนี้หมายถึงอนาคตของผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ได้รับความรู้มหาศาล มีการติดตาม วิเคราะห์ ถ่ายทอด ถ่ายเทและเชื่อมโยงความรู้ เป็นเครื่องมือของคนยุคปัจจุบัน ถ้าไม่รู้ ก็จะอยู่ไม่รอด ชาวไร่อ้อยเป็นหนี้ 10 ล้านบาท ตอนที่ราคาอ้อยดี ก็ซื้อรถ เมื่ออ้อยยางแค่ 1 เมตร ก็มีหนี้มหาศาล ต้องหนีหนี้ หลักการที่หารือกันคือคนจะอยู่อย่างไร

การท่องเที่ยวกระจายไปทั่วโลก และทุกภาคส่วน เมื่อกล่าวถึงแตงโม ก็ต้องสามารถปลูกแตงโมอินทรีย์ได้ อินทรีย์เกิดจากรากเหง้า ถ้าถามชาวอีสานว่าทำไมปลูกพืชไม่ดี ไม่เจริญ คำตอบคือ ปลูกพืชบนดินเสื่อมโทรม ชาวอีสานมีความรู้พอที่จะทำดินให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือไม่ ในความเป็นจริง เมื่อเปรียบเทียบทั่วโลกแล้ว ภาคอีสานเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกมากที่สุด แต่ขาดความรู้ในมหาวิทยาลัย วิจัย ควรจะมาทดลองร่วมกัน แล้วก็จะกลายเป็นการทำงานที่เป็นเครือข่าย สังคมต้องเรียนให้รู้ เรียนอย่างทุ่มเท ค้นหาคำตอบ เพราะทุกเรื่องสำคัญ ควรทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ ต้องผลิตสินค้าให้ได้ระดับมาตรฐาน

ผศ.ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ

ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพร่วมจัดงานในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โดย อธิการบดี รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย ติดงานภารกิจจึงได้มอบผศ.ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติมาร่วมงาน

ในการทำงานต้องพิจารณาเรื่องความเสี่ยง เพราะจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินได้ ขอขอบคุณกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้ให้โอกาสทางคณะมาจัดงาน และทำให้งานนี้ราบรื่นไปได้ด้วยดี รู้สึกดีใจแทนมหาวิทยาลัยที่ได้จัดงานแล้วประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง งานนี้ได้ผู้รู้ คนทำงานจริงในพื้นที่ แนวคิด และสิ่งต่างๆมากมาย อันที่จริงงานนี้ควรมีการต่อยอด ต้องการเครือข่าย ซึ่งก็มีแล้ว แต่ต้องมาสร้าง Synergy ร่วมกัน เรียกว่าเป็น พันธมิตรพันธุ์แท้ คือร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมสร้าง ร่วมแก้ปัญหา ร่วมผลประโยชน์ เมื่อเป็นพันธมิตรกัน ต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน ถ้าไม่ใช่พันธมิตรพันธุ์แท้ ก็จะได้ประโยชน์เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วพันธมิตรพันธุ์แท้ก็จะล้มหายตายจากไป เครือข่ายที่มีควรไปสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน ต่อเนื่องและเป็นพันธมิตรพันธุ์แท้

โครงการนี้มีปราชญ์ ผู้รู้มากมาย และผู้ร่วมสัมมนาก็เป็นปราชญ์ของหมู่บ้านตนเองได้ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ ประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งกันและกัน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และผู้ร่วมสัมมนาก็จะได้นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาแลก เพิ่มเติม แก้ไขจุดอ่อนของการให้ความรู้แบบเครือข่ายทุกแบบ ทุกมุม จะทำให้เครือข่ายเข้มแข็ง ยั่งยืนและเดินต่อๆกันไปด้วยตนเอง

กลุ่มที่ทำงานด้านการท่องเที่ยวและกีฬา คือ ข้าราชการ เอกชน ชุมชน หรือประชาชน และอีกกลุ่มที่สำคัญคือนักวิชาการ เพื่อประสานสัมพันธ์ สร้างวิทยาการ สร้างความก้าวหน้า สร้างความต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวและกีฬาให้เข้มแข็งในทุกๆมุม และที่สำคัญที่สุด คือ มีประสบการณ์ผ่านไปแล้วทำร่วมกับทีมงาน คนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็น Stakeholder หรือประชาชน ต้องต่อยอดช่วยกันทำ สร้างสรรค์ ผลิต คิด สิ่งใหม่ๆหรือเพิ่มเติมสิ่งเก่าๆ ให้ดีขึ้น สิ่งที่จะทำให้ดีขึ้นคือ Innovation หรือนวัตกรรม ต้องมีการเพิ่มเติมไปอย่างต่อเนื่อง

ในการมาประชุมครั้งนี้ ประเด็นสำคัญคือ ต้องการความเข้มแข็งของเครือข่ายและความรู้ที่เสริมให้เครือข่าย การประชุมครั้งนี้เสริมศักยภาพของเครือข่ายเต็มที่ทุกเรื่อง ทุกมุม เมื่อได้รับความรู้ไป ผู้เข้าร่วมประชุมก็พร้อมที่จะนำไปทำเพิ่มเติมเพื่อไปผลิตสินค้าและบริการ ไปสู่ผู้ใช้หรือผู้บริโภคให้ซื้อในอนาคต ปัญหาคือ ทุกตำบลผลิตผ้าแล้วแข่งกันเอง เพื่อจะขาย มีการลดราคาแข่งกัน ส่วนของต้นทุนก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ควรจะผนึกกำลังกันทำเป็นเครือข่ายจะดีกว่า

และที่สำคัญ เป็นยุคดิจิตอล Virtual เสมือนจริง ต้องสร้างตลาดเสมือนจริงของทุกเครือข่ายและทุกสินค้าและบริการให้สามารถขายให้แก่คนทั้งโลกได้ เพราะฉะนั้น ไอทีและการตลาดเชิงสร้างสรรค์สามารถตอบสนองคนทั้งโลก บทบาทผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยน Mindset จากเจ้านายเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่ชุมชน เพื่อไปสู่เป้าหมายปลายทาง

ขอขอบคุณกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ ชุมชน คนมีปัญญาของอีสานใต้ทุกท่านที่ได้ร่วมประชุมครั้งนี้

ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย

สิ่งที่แปลกใจคือชัยภูมิไปอยู่อีกเขตหนึ่ง อันที่จริงแล้วชัยภูมิมีส่วนอิทธิพลขอมเชื่อมโยงใกล้ชิดกับนครราชสีมา

สิ่งที่สรุปได้คือการกำลังทำการตลาดการท่องเที่ยวของอีสานใต้

1.สัมมามาร์เก็ตติ้งคือการทำการตลาดการท่องเที่ยวที่ถูกต้อง

2.มิจฉามาร์เก็ตติ้งคือการทำการตลาดหลอกลวง

ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวประสบกับมิจฉามาร์เก็ตติ้งมาก คือสร้างเรื่องขึ้นมา บางแห่ง เป็นถนนแล้วนำบ้านเก่าๆมาสร้าง จากนั้นประชาสัมพันธ์ว่าเป็นเมืองโบราณหรือตลาดร้อยปี ทำให้คนที่รู้ความจริงรู้สึกแสลงใจ ในที่สุดสิ่งเหล่านั้นก็เข้ากฎของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย

การทำการท่องเที่ยวควรขายของที่ผลิตในท้องถิ่น ไม่ใช่ไปนำเสื้อมาจากโบ๊เบ๊ที่ติดป้ายว่า มาที่บุรีรัมย์แล้ว แล้วกลับไปยังกรุงเทพ ถ้าสร้างการท่องเที่ยว ต้องสร้างจากสินค้าท้องถิ่นและนำรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ต้องลดอัตตา ต้องเพิ่มปรมัตอัตตา เพราะทุกคนไม่ใช่คนๆเดียวแล้ว แต่เป็นกลุ่มคน เพราะฉะนั้น ฮินดูได้กล่าวไว้ว่า อาตมันจะอยู่ได้เพราะปรมาตมัน สิบแคว้นไปอย่างไร ก็ต้องไปอย่างนั้น ขึ้นลง ตรงนี้สำคัญ อย่าคิดว่าของตนเองดีที่เดียว แต่ต้องรวมพลังเป็นอีสานใต้ จากอีทูอา จากอีสานใต้สู่อาเซียน

และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างสัญญาให้นักท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง

นางสาวพิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ

ใน Workshop 4 กลุ่มนี้

กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีความโดดเด่นมากเพราะยกโมเดลขึ้นมา ทำให้เห็นภาพชัด อาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับที่นี่ แต่ที่อื่นก็เคยทำแล้ว แต่ความเป็นโมเดลทำให้นำไปประยุกต์ใช้ได้

อีก 3 กลุ่มที่เหลือได้หัวข้อยาก แต่นำเสนอแบบไร้ชีวิตชีวา และจุดเด่น เพราะฉะนั้นสามารถปรับปรุงได้เวลาที่ไป ก็ไปดูตัวอย่าง

จากการสังเกต พบว่า เวลานักวิชาการนำเสนอ ก็เป็นหิน แต่หินก็ดีคือเวลากระเด้ง ก็ไปไกล เหมือนกำแพงที่ตั้งไว้ นักวิชาการอาจจะเคยชินกับการสอนลูกศิษย์ อาจจะยังไม่ได้โน้มลงสู่ชุมชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่วันแรก ก็ได้กล่าวไว้ว่า นักวิชาการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชุมชน ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชน แต่เห็นกศน. พัฒนาชุมชนก็ยังตามไป ในการศึกษาดูงานเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 ก็มีคนมาแลกเบอร์ติดต่อคือ นายวชิรพงศ์ ยืนสุข เป็นพัฒนาชุมชน และกศน. มาดูแลตลอด ที่ครูบาสุทธินันท์กล่าวถึง ก็ขอให้นักวิชาการ และวิจัย นำไปคิดต่อทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ จะดีมาก

ผู้เข้าร่วมประชุมาทำภารกิจร่วมกันคือเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องรองรับอาเซียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นหัวหน้าโครงการและได้คิดมาแล้ว ได้กล่าวว่ากุญแจสำคัญคือ

1.ต้องสร้างภาวะผู้นำ ซึ่งต้องสามารถนำได้ทั้งในภาวะวิกฤติและโอกาส ที่ครูบาสุทธินันท์กล่าวคือต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ซึ่งตรงกัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็นำแบบอย่างของผู้นำหลายแบบมาสอน ขอให้กลับไปทบทวน

2.Charisma คือเสน่ห์ น่าจะมีในผู้นำชุมชน เวลาที่ไปลงพื้นที่ เวลาที่มีการอภิปราย ผู้นำที่มาเป็นวิทยากรก็นั่งตัวตรง มาดดี นำเสนอโดยมีความมั่นใจจากสิ่งที่ทำมาแล้ว ซึ่งศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์นำมาเป็นกุญแจสำคัญ จะเห็นได้ว่า ผู้นำชุมชนอย่าง นายวชิรพงศ์ ยืนสุข มาจากฟาร์มแต่เก่งมาก ส่วนครูบาสุทธินันท์ ก็เป็นผู้ที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์เคารพยกย่องอย่างแท้จริง

กุญแจดอกที่ 1 คือผู้นำ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพก็ได้นำเสนอแล้วว่าต้องมีวิสัยทัศน์ กระบวนทัศน์ วิถีทัศน์ แต่ยังขาดความใหม่ ความสมาร์ทไม่มี ต้องไปฝึกกันต่อ

ข้อที่สองคือ ไอที ยังไม่มีกลุ่มใดนำเสนอเป็นรูปธรรมเลย เรื่องนี้เชื่อมโยงไปยัง Network คือการตลาดตัวที่สอง ในแง่การตลาด จากการไปศึกษาดูงานที่ชุมชนสายยาว มีโอกาสมาก แต่นำเสนอได้ไม่ชัด สิงที่เห็นได้ชัดคือ วิถีพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สามรถนำไปเชื่อมโยงได้ทั่วประเทศและทั่วโลกเพราะได้มีการนำไปใช้กันหมดแล้ว เช่น ภูฏาน แต่ยังโชคดีที่ชุมชนนี้มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ยังมีการเกษตรอินทรีย์ตามแบบ GAP ซึ่งเกษตรจังหวัดก็แนะนำให้ไปต่อยอด GAP สำคัญ กำหนดโดย FAO เป็นองค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับเกษตรและอาหารโลก นี่คือมาตรฐานแต่ยังไม่ได้ไปสนใจการต่อยอด

กลุ่มที่ 3 เก่งมากที่กล่าวถึงเกษตรน้ำน้อยซึ่งไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน ถ้าเรียนรู้เกษตรน้ำน้อย ประเทศที่มีน้ำน้อยก็ต้องมาเรียนด้วยที่อีสานใต้ นี่คืออัตลักษณ์ที่ต้องดึงออกมา ให้ทำได้จริง

จากการไปศึกษาดูงานทำให้ได้คำหนึ่งที่เหนือกว่า โฮมสเตย์ คือ โฮมสคูล ซึ่งสอนทั้งเรื่องเกษตร วิถีวัฒนธรรม จารีต สุขภาพ สามารถประกาศได้ว่า ถ้ามาอีสานใต้ ก็จะพบกับโฮมสคูลเป็นต้นแบบที่คิดขึ้นมา

มีเรื่องการตลาดหลอมรวมที่กลุ่มที่ 1 กล่าวถึง จากการที่ไปศึกษาดูงาน ผ้าหางกระรอกเท้าคู่ตีนแดง เป็น Co-creation หลอมรวมอารยธรรมลาวกับเขมร เป็นของใหม่ขึ้นมา แล้วก็ทำหีบห่อน้ำตาลได้อย่างมีเอกลักษณ์ ชาวต่างชาติอาจจะสนใจมาซื้อก็ได้ เรื่องวิถีอีสานเด่นมากอยู่แล้ว อยากให้มองเครือข่ายนี้เป็นเครือข่ายอารยธรรมขอม ลาว ไทยตามลำดับ ผสมผสานกันมาเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์กล่าวมา 2 ข้อ ได้ทำและก็ได้เห็นชัด

ส่วนเรื่องไอที จะแก้ปัญหาทุกอย่างที่มี สิ่งที่นาวาเอกปารัช รัตนไชยพันธ์กล่าว ก็ควรจะทำเว็บไซต์และ Facebook ของกลุ่มนี้ขึ้นมา แล้วนำข้อมูลไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และ Facebook นี้ ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ใครอยากเล่าเรื่อง ก็ถ่ายรูปให้สวยแล้ว เขียนเรื่องให้ดี

ในทั้งหมดทำให้เห็นกิจกรรมที่จะทำต่อยอด

นางสาววิมล ชอบสุข

เวทีนี้เป็นเวทีแห่งความรู้ เสียดายความรู้และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกลุ่มท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ในวันนี้มาก แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว ต้องช่วยกันนำเอาองค์ความรู้ในวันนี้ไปบรรจุให้ได้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประกาศเขตพัฒนาการท่องเที่ยวกลุ่มอารยธรรมอีสานใต้ ในราชกิจจานุเบกษาแบ่งเขตชัดเจน มีทั้งหมด 7 เขต แต่ทำไป 5 เขตแล้ว แล้วเขตต่างๆก็มีการจัดทำแผนงานโครงการที่จะทำเรื่องท่องเที่ยว คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ นี่คือโอกาส ถ้าผู้เข้าร่วมประชุมประสงค์ที่จะให้โครงการนี้และกิจกรรมนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เข้าไปเพื่อของบประมาณจากราชการในการสนับสนุนขับเคลื่อน ต้องหาวิธีการที่จะต้องนำกิจกรรมในครั้งนี้บรรจุในแผนให้ได้ ถ้ามีเวทีเกี่ยวกับการจัดทำแผนของเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ ขอให้ภาควิชาการเข้าไปนำความรู้เข้าไปในเวที เมื่อเวลาจัดทำแผน คนส่วนมากมักจะไม่ได้เข้าไปร่วม โอกาสของสิ่งที่ดีจะไม่ได้อยู่ในตรงนั้น ทุกจังหวะจะมี แต่ไม่ได้สาย ผู้เข้าประชุมทุกท่านก็เปรียบเสมือนลงเรือลำเดียวกันแล้วกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอให้นำสิ่งที่ดีๆเหล่านี้กลับไปยังจังหวัดของผู้เข้าประชุมแต่ละท่านขายเรื่องพวกนี้ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องให้รับรู้และช่วยกันผลักดันทั้งสองเรื่อง เพราะการท่องเที่ยวไม่สามารถประสบความสำเร็จได้โดยการทำงานของราชการฝ่ายเดียว ต้องทำร่วมกันทุกฝ่าย ขอให้นำไปกลับไปนำเสนอและทำให้สำเร็จ ขอให้ช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะทำเสร็จ ขอให้หาวิธีการทำ Car Pool ให้ด้วย เพราะการขอรับการสนับสนุนต้องมีรายละเอียดมาก ผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละท่านมีความรู้และสามารถเป็นที่ปรึกษาให้แก่ชุมชนได้ และน่าจะคิดวิธีการได้ ขอให้ช่วยกันคิดต่อ ถือว่าเป็นความภูมิใจ

ในการท่องเที่ยวนี้ มีการกำหนดอัตลักษณ์ขึ้นมาแล้วว่า แต่ละจังหวัดจะมีอัตลักษณ์อะไรบ้าง ถ้าจะทำให้สอดคล้อง ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่จะใช้ขับเคลื่อนต่อไป

จังหวัดนครราชสีมาเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางกิจกรรมการท่องเที่ยว

จังหวัดบุรีรัมย์เป็นเมืองกีฬา อารยธรรมขอมเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน

จังหวัดสุรินทร์เป็นเมืองวิถีช้าง วิถีกุย

จังหวัดศรีสะเกษเป็นเมืองเกษตร แห่งเกษตร (Green City)

จังหวัดอุบลราชธานีเป็นนครแห่งธรรม นครแห่งเทียน

แต่ละจังหวัดมีอัตลักษณ์ซึ่งในเวทีต่างๆ ได้คิดว่าจะเดินทางนี้ แต่อารยธรรมอีสานใต้ก็ยังไม่ได้หายไป ยังมีจุดแข็งและอย่างอื่นอีกมากมายที่พร้อมจะรองรับนักท่องเที่ยว แต่จะพัฒนาสิ่งพวกนี้ให้มีความโดดเด่นและช่วยกันดึงนักท่องเที่ยวกลับมาแล้วกลับมาอีกที่อีสานใต้ให้ได้

อีสานใต้มีอะไรให้ทำอีกมากมาย ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน เพราะไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยคนใดคนหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้กระบวนการในการคิดที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แล้ว ก็ขอให้เป็นกำลังสำคัญและก็จะเป็นกำลังสำคัญของเขตอารยธรรมอีสานใต้ บุรีรัมย์ก็มองในภาพอีสานใต้ นี่คือช่องทางพิเศษ อาจจะมองว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษการท่องเที่ยวและกีฬาของอีสานใต้

ขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์และคณะที่ได้ให้โอกาสคนอีสานใต้มาประชุมกัน ทำให้ได้รู้จัก แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดีมากมาย

คาดหวังว่า บุรีรัมย์จะได้ต้อนรับทุกท่านอีก

วันที่ 29 มกราคม 2559

คำกล่าวในนามผู้เข้าร่วมสัมมนา โดย ดร.ภาดล อามาตย์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และรองประธานรุ่น

ในนามผู้เข้ารับการอบรมประชุมเชิงปฏิบัติการฯ โครงการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้) ทางผู้เข้ารับการอบรมทุกคน ขอขอบคุณศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ คณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศเป็นอย่างสูง ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 วันของการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมมีความประทับใจในคณะวิทยากรที่ได้ให้ความรู้ และเราได้แลกเปลี่ยนความรู้ ปะทะสังสรรค์ และได้เครือข่ายเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ขอขอบคุณทีมงานของคณะวิทยากรทุกท่านที่อำนวยความสะดวก อยากให้มีกิจกรรมดีๆอย่างนี้อีก เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นการเรียนเรื่องการสร้างเครือข่าย จึงอยากให้เครือข่ายอยู่อย่างยั่งยืน ต่อเนื่อง ต่อเนื่องและต่อเนื่อง มี Line และ Facebook ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อแบ่งปันความรู้และกิจกรรม ถ้าผ่ายไปทางศรีสะเกษ ก็ยินดีต้อนรับ เชื่อมต่อไปยังกัมพูชาผ่านช่องสะงำ ไปลาว จำปาสัก ใกล้ๆกับเวียดนาม ทีมงานศรีสะเกษยินดีต้อนรับ

สุดท้าย ขอให้ผู้เข้ารับการอบรมทุกท่านปรบมือดังๆ เพื่อเป็นการขอบคุณคณะวิทยากร ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูข่าวโครงการ

https://www.youtube.com/watch?v=2aW5PMtd84A&feature=youtu.be

ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”.

ตอน : การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอี­สานใต้

ออกอากาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ทางสถานีโทรทัศน์ TGN