สวัสดีครับชาว FB
ภารกิจสำหรับของผมในวันนี้ คือ งานต่อเนื่องโดยความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ สำนักนโยบายและแผนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาด้านการบริหารจัดการเชิงบูรณาการเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน สำหรับเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันของตัวละครสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬา
กิจกรรมนี้จัดระหว่างวันที่ 27 - 29 มกราคม 2559 ณ ห้องประชุมรอยัล ฮอลล์ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น รอยัล บุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
ผมจึงขอเปิด Blog นี้ เป็นคลังความรู้ของพวกเรา และแบ่งปันความรู้ไปสู่สาธารณชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า Blog นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
......................................................................................................
บรรยากาศในช่วงพิธีเปิดโครงการฯ
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศพิธีเปิดเพิ่มเติมในวันที่ 27 มกราคม 2559
https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297551583603628
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ และชี้แจงการแบ่งกลุ่ม Workshop
การบรรยายเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ และภาวะผู้นำด้านการท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสู่อาเซียน
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
ในวันที่ 27 มกราคม 2559
https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297642966927823
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการบรรยายพิเศษเรื่อง เทคนิคการสร้างเครือข่าย (Networking) ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดย นายวิศาล พูลสง่า กรรมการผู้จัดการ Wellmanagement & Solution
ในวันที่ 27 มกราคม 2559
https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297717376920382
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศ
การอภิปราย เรื่อง ท่องเที่ยวและกีฬากับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน
-กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชน โดย นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์
- กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดย นาวาเอกปารัช รัตนไชยพันธ์
- กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ดำเนินรายการโดย อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ
ในวันที่ 27 มกราคม 2559
https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1297719050253548
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศ
การบรรยายพิเศษเรื่อง การตลาดอย่างสร้างสรรค์ (Creative Marketing) สร้างมูลค่าท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน
โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์
ประธานบริหารด้านการเรียนรู้ (CLO: Chief Learning Officer)
บริษัท 37.5 องศาเซลเซียส จำกัด
ในวันที่ 28 มกราคม 2559
https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1298236363535150
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศ
ทัศนศึกษาดูงานกรณีศึกษาชุมชนบ้านสายยาว
ในวันที่ 28 มกราคม 2559
https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1298336283525158
https://www.facebook.com/kapongpangbabymild/posts/10207470015261907
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการศึกษาดูงานกรณีศึกษาบ้านสนวนนอก
https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/posts/1298394570185996
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อความเห็นของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
https://www.facebook.com/sutthinun.pratchayapruet/posts/1058730657483640
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการศึกษาดูงานกรณีศึกษาชุมชนบ้านสายยาวและบ้านสนวนนอกเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1198963590131985.1073741838.265425160152504&type=3&pnref=story
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อดูภาพบรรยากาศการนำเสนอโครงการของ 4 กลุ่ม
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1198993390129005.1073741839.265425160152504&type=3&uploaded=45&pnref=story
วันที่ 27 มกราคม 2559
สรุปเนื้อหา
การอภิปรายเรื่องท่องเที่ยวและกีฬากับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน
กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชนกับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน
โดย นายชูชาติ ราชจันทร์ วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์
จากมุมมองนักวัฒนธรรมที่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอีสานใต้ ที่มหาสารคามมีลุ่มแม่น้ำชีกั้น สะท้อนความเป็นล้านช้าง พอมาที่สตึก ก็เป็นเรื่องของอารยธรรมขอมมีความยิ่งใหญ่มาก
ข้าวสวยที่คนไทยบริโภคเรียกว่า ข้าวเจ้า เพราะเป็นข้าวของเจ้าขุนมูลนายจริง แต่ข้าวเหนียวเป็นเรื่องเกี่ยวกับการประกอบพิธี เป็นเรื่องของล้านช้าง
อารยธรรมขอมแผ่ขยายไปถึงเชียงใหม่ ภาคกลางเกือบทั้งหมด แล้วครอบคลุมไปเกือบทุกพื้นที่ เป็นเส้นทางเส้นตรงทั้งหมด มีธรรมศาลา มีศาลาไฟเหมือนกับที่พักผู้โดยสาร มีจุดบัญชาการอยู่ที่พิมาย มีศูนย์พลังสุริยะเทพอยู่ที่เขาพนมรุ้ง มีจ้าวโลกคือศิวลึงค์ มีเรื่องเทพก่อเกิดจากต้นน้ำที่มาจากพราหมณ์ เพราะฉะนั้นความเป็นขอมเป็นความยิ่งใหญ่ และยังคงเหลืออยู่ เช่น ในชุมชน เหลือดนตรีไทย นุ่งโจงกระเบน ภาษาอยุธยา ถูกใช้ที่นี่นานแล้วเพราะต้นน้ำอยู่ที่อินเดีย สมมติเทพอยู่ที่พราหมณ์ เมื่อมีการขยายอำนาจการปกครอง ก็มาแลกเรื่องวัฒนธรรมไป ที่อีสานใต้โดยเฉพาะบุรีรัมย์มีคำขวัญว่า เป็นเมืองภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม
บุรีรัมย์ตำน้ำกิน ที่มหาสารคาม ก็มีการตำน้ำ แต่ตำแล้วน้ำไม่ออกมา เพราะที่บุรีรัมย์มีภูเขาไฟ ลาวาแข็งตัวแล้วกลายเป็นหินลอยน้ำมีรูพรุน ตรงนั้นมีหิมะและสารอินทรีย์มากมายมหาศาล หลังบ้านพัก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีพันธุ์กล้วยสมเด็จพระเทพ แสดงว่า ดินมีความชุ่มน้ำในตัว จึงสามารถตำดินให้น้ำออกมาได้
ช่วงที่ตนมาทำงานเดือนแรกคือ เดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงออกพรรษา ที่บุรีรัมย์ทำพิธีกวนข้าวทิพย์ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญทางวัฒนธรรมเป็นอู่
เวลาเข้าไปชุมชน ก็เหมือนกับเดินทางไปต่างประเทศ เวลาพูดกับคนต่างถิ่น ก็ใช้ภาษาไทยกลาง แต่เวลาสื่อสารในกลุ่มก็ใช้ภาษาขะแมร์ นอกจากนี้มีชนชาติต่างๆเช่น ส่วย กุย ลาว เยอในทุกพื้นที่ เป็นความร่ำรวยวัฒนธรรมของบุรีรัมย์
กระทรวงวัฒนธรรมกำหนดแผนงานไว้ 3 ระดับคือ
1.วิถีถิ่น วิถีไทย กวนข้าวทิพย์ บุญกฐินเดือน 12 กระทรวงควรช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อให้มากขึ้นเกี่ยวกับบุญกฐินเดือน 12 ให้นักท่องเที่ยวซื้อ จะเกิดเป็นเม็ดเงินมหาศาล กฐินอำเภอใน 23 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท เป็นตัวเงินที่ออกไปสร้างการกุศล ยอดนี้ยังไม่รวมยอดที่ชาวบ้านไปซื้อผ้าและสังฆทานที่ไม่สามารถเก็บเป็นตัวเลขได้ เป็นตัวอย่างที่สร้างรายได้แต่คนในกระทรวงยังมองไม่เห็นว่าสร้างเศรษฐกิจได้
2.วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียนที่ขายคือ ยิ้มสวย ไหว้งาม นวดแผนไทย สปา มวยไทย ที่บุรีรัมย์มีการนวดแผนไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เมื่อพิมพ์คำว่า “นวดโบราณ” ก็จะพบว่า มีนักบินจากยุโรปบินมาที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วต่อไปยังเมียนมา นั่งรถมาลงที่สตึกแล้วมานวดที่บุรีรัมย์ มีผู้สูงอายุมานวดเชิงรักษากับอาจารย์โบราณ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงทำให้เห็นคุณค่าความเป็นไทย ภูมิปัญญาไทยสามารถคลายกล้ามเนื้อได้อย่างแท้จริง ในเรื่องวิถีถิ่น วิถีไทยก็ทำเรื่องแบบนี้ ในเรื่องวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียน Service Mind ของไทยโดดเด่นกว่าประเทศอื่นในอาเซียน อาหารไทยโดดเด่นกว่า แต่สิงคโปร์โจมตีไทยว่า เป็นค้ามนุษย์ ความเป็นวัฒนธรรมของไทยยังมีอยู่ แต่สงกรานต์ก็มีในหลากหลายประเทศ แต่มีจุดเริ่มของพุทธศาสนาจากอินเดียจึงเหมือนกัน
3.มรดกไทย มรดกโลก เป็นวัฒนธรรมที่กว้างกว่า ปีนี้ ทางกระทรวงเสนอภูพระบาทที่อุดรธานีเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เขาพนมรุ้งยังไม่ได้รับการเสนอชื่อ มีแค่การเตรียมการ ที่ปราสาทเมืองต่ำ ก็มีป้ายแต่การรับรู้ของเมืองยังไม่ถึง ปัจจุบันนี้ จะเห็นรถจากทั่วทุกสารทิศมาจอดที่สนามไอโมบาย พวกนักท่องเที่ยวเห็นเขาพนมรุ้งในสภาพทรุดโทรม แต่เมื่อมาสนามไอโมบาย ก็เกิดความตื่นเต้นกับสนาม บุรีรัมย์จึงเป็นเมือง 2 ยุค เขาพนมรุ้งสร้างขึ้นในยุคพระเจ้าชัยวรมัน ส่วนที่อื่นก็เป็นรุ่นลูกหลานเป็นคนสร้าง ยุคที่คนปัจจุบันสร้าง ใช้เวลาไม่กี่วัน
จากการที่ได้ฟังสัมมนาจัดโดยฐานเศรษฐกิจที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งเน้นเรื่อง “Next Step บุรีรัมย์” วางตำแหน่งไว้เป็นเมืองกีฬา เมืองสุขภาพ มีโฮมสเตย์ สถานปฏิบัติธรรม คอร์สกีฬา ภาคเอกชนใช้เรื่องคนบุรีรัมย์ขึ้นมาสร้างเมืองทำให้ดำเนินการได้เร็ว แต่ภาครัฐก็ต้องช่วยเหลือด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์จึงได้ทำเรื่อง 9 ดีขึ้นมา ครอบคลุมทุกส่วน ตนเองรับผิดชอบเรื่องคนดี นำศีล 5 มาขับเคลื่อนงาน ประเพณีบุญข้าวสารท เดือน 10 ก็เหมือนกับแซนโฏนตา คล้ายกับสงกรานต์ที่ทุกคนกลับมาบ้าน
ในช่วงนโยบายทั้งสามข้อ จะนำมาทำเป็นเชิงท่องเที่ยว ที่อีสานใต้ มีศิลปะการแสดง หมอลำหมู่ กันตรึม
สามารถดาวน์โหลดได้ผ่านเว็บไซต์ เยาวชนยังขาดความรู้เรื่องรากเหง้าทางวัฒนธรรม
เกาหลีสร้างวัฒนธรรม ไทยควรนำแบบอย่างมาสร้างวัฒนธรรม ตอนนี้ก็ได้ทำ CPOT ขึ้นมา จะนำกระแสไอโมบายขึ้นมาช่วยให้คนรู้จักศิลปวัฒนธรรมบุรีรัมย์
อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ
นายชูชาติเริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวถึงภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมลุ่มน้ำชี-มูล ฮีตสิบสอง คองสิบสี่
ฮีตคือจารีตประเพณีทั้ง 12 เดือน คองคือ กฎเกณฑ์ในการครองบ้าน ครองเรือน ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ครอบคลุมทุกอย่าง เช่น ทำขวัญข้าว บุญผะเหวด สามารถนำไปทำการตลาดได้ทั้งหมด การทำท่องเที่ยวแบบนี้ยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรม สร้างความเข้มแข็ง เชื่อมต่อให้คนรุ่นหลังได้
เมื่อนายชูชาติกล่าวถึงวิถีถิ่น วิถีอีสานแล้ว ยังได้ให้แนวทางเกี่ยวกับอารยธรรมขอม โดยเน้นความเชื่อมโยง ประสาทพระวิหารต่อยอดมาในประเทศไทย มีกองบัญชาการที่พิมาย มีโอสถศาลา ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเพราะมีทั้งในกัมพูชาและไทย นอกจากนี้ยังมีปราสาทแบบนี้ในลาว จึงควรจะคิดเชื่อมโยงต่อ นายชูชาติยังได้นำเสนอการเชื่อมโยงเรื่องคน ถิ่นที่อยู่ เส้นทางการเดินทาง ซึ่งมีทั้งเหมืองหลัก เมืองรอง จุดพัก จุดรักษาพยาบาลคือโอสถศาลา
นายชูชาติได้เสนอว่า ไม่ควรขาดการเชื่อมโยงและประชาสัมพันธ์ บางครั้งไอทีก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับคนไทยได้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงวิถีเกษตรสมัยใหม่ เช่น กาแฟภูเขาไฟบุรีรัมย์ การแสดงต่างๆ
เมื่อได้กล่าวถึงเรื่องวัฒนธรรมแล้ว ก็จะไปกล่าวถึงเรื่องกีฬาและการเชื่อมโยงไปสู่อาเซียน
กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงกีฬากับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน
โดย นาวาเอกปารัช รัตนไชยพันธ์ รองเลขาธิการสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย
เริ่มที่อาเซียน อันดับแรกต้องตระหนักรู้อาเซียนว่าสำคัญ
เมื่อเปรียบเทียบจำนวนประชากร จีนมีประชากรมากที่สุด อินเดียรองลงมา อาเซียนมีประชากรประมาณ 625 ล้านคน อาเซียนมี GDP 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรองประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เมื่อประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมตัวกันจะมีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอย มีอัตราขยายตัว 2.5%
อาเซียนมี 3 เสาหลักคือ Political-security (การเมืองความมั่นคง) เศรษฐกิจ และ Socio-cultural (สังคมวัฒนธรรม)
ประชาคมอาเซียนมีความเชื่อมโยงด้านกีฬา แสดงถึงความสำคัญ
ผลกระทบจากการรวมตัวของอาเซียน ประชากรของอาเซียนประมาณ 625 ล้านคนจะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น ไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดีคืออยู่ตรงกลาง ควรจะสร้างความเชื่อมโยงในด้านการคมนาคมขนส่ง และอาหาร เป็นโอกาสที่ไทยจะคว้าความได้เปรียบมา นอกจากนี้ ไทยจะมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น แต่ก็จะพบกับการแข่งขันสูงขึ้น ไม่ควรกังวลด้านการแข่งขัน แต่สามารถเป็นพันธมิตรกับคู่แข่ง ทำให้เข้มแข็งขึ้นและมีโอกาสร่วมกัน รวมถึงอำนาจในการเจรจาต่อรองมีมากขึ้น
กีฬาในบริบทประเทศไทย ต้องทำให้กีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจังหวัดและประเทศ
ตัวแผนพัฒนาที่เป็นแผนแม่บทเรื่องกีฬาในฉบับปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริบทของประเทศไทยคือทำให้กีฬาเป็นแหล่งสร้างรายได้ สร้างอาชีพและการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ต้องมีส่วนราชการมารับผิดชอบ นอกจากนี้ ภาคเอกชนและชุมชนก็มีส่วนร่วมแสวงหาประโยชน์จากกีฬาได้ตามอัตภาพ
กีฬาในประเทศไทยแบ่งเป็นประเภทหลักๆ เป็น 4 เสาหลักของกีฬา ซึ่งปรากฏในยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติคือ
ในแง่มิติการพัฒนากีฬา สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่ากีฬาคือเครื่องมือ ปัจจุบันมีการใช้กีฬาเพื่อเหตุผลทางสังคม เช่น นำเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาเล่นกีฬา
กีฬาเพื่อความมั่นคง เช่น กีฬาใน 3 จังหวัดชายแดนเป็นการดึงเยาวชนออกมาด้วยกีฬา
กีฬาเพื่อเศรษฐกิจ อย่างที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์กล่าวถึง Sport Marketing
การท่องเที่ยวเชิงกีฬา คือ กิจกรรมที่ทำให้คนต่างถิ่นมาจับจ่ายใช้สอยในอีกท้องถิ่นโดยมีกีฬาเป็นเป้าประสงค์ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามามีประสบการณ์ตรงกับกีฬาโดยสัมผัส เข้าร่วมหรือการเข้าไปสังเกตการณ์ การเข้าชม
การแบ่งประเภทกลุ่มเป้าหมายของกีฬามีดังนี้
การแบ่งประเภทกีฬาตามสถานที่
แนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงกีฬาสมัยใหม่
จากบทวิเคราะห์ที่คัดออกมาจากบทความต่างๆ พบว่า กระแสนิยมในเรื่องของการดูกีฬา การเล่นกีฬา
การออกกำลังกายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แม้แต่ในแผนแม่บทพัฒนากีฬาแห่งชาติก็ระบุไว้ว่า สถิติการออกกำลังกายของคนไทยอยู่ที่ 20% กว่า เพิ่มขึ้นทุกปี แต่เพิ่มในลักษณะเป็นจุดทศนิยม แสดงว่า จำนวนคนออกกำลังกายเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำ
บริบทของกีฬาในประเทศไทยคือ ความสนใจของคนไทยในด้านกีฬามีน้อย แต่กระแสความสนใจสุขภาพมีมาก การตื่นตัวของผู้สูงอายุในเรื่องสุขภาพก็มีความสำคัญ
บริบทในอาเซียน คือ ความนิยมในการออกกำลังกายในอาเซียนอยู่ในระดับที่ดี บางประเทศอาจจะมีกระแสความนิยมด้านนี้สูงกว่าประเทศไทย
สภาพเศรษฐกิจและสังคมมีผลต่อการเล่นกีฬา คนที่จะเล่นกีฬาได้ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีก่อน ควรจะค้นหาชนิดกีฬาที่เหมาะสมกับคนอาเซียน
โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ในแต่ละท้องถิ่นมีกีฬาที่เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น เพราะวัฒนธรรม ภูมิประเทศ ภูมิอากาศต่างกัน เชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน
กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ ต้องดูว่าอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มใดบ้าง กลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจคือ RCEP คือ ASEAN+6 หมายถึงเป็นกลุ่มที่มีการติดต่อค้าขาย ก็จะมีโอกาสเข้ามาในอาเซียน ส่วนที่เหลือก็คือนักท่องเที่ยวที่มีการติดต่อค้าขายทั่วๆไป เช่น ยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง
กิจกรรมกีฬา Sport Tourism ที่จะเลือกจัดให้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องเหมาะสมกับจริตของคนไทยและต้องเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้
สิ่งอำนวยความสะดวกในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงกีฬา ควรมีความแปลกตาและสวยงามกว่าที่อื่น
ความแตกต่างที่ซื้อไม่ได้คือ ภูมิอากาศและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เช่น สนามกอล์ฟ Pebble Beach ที่อยู่ริมทะเลในแคลิฟอร์เนีย มีคนไปจองคิดเป็นเดือนเพราะมีความสวยงาม
ผลิตภัณฑ์และบริการที่จะเกิดขึ้นในชนิดกีฬาต้องมีอัตลักษณ์และทันสมัย สนามกีฬาต่างๆมีชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของตนเองบ่งบอกถึงความเป็นกีฬาแต่ละชนิด เช่น เวลากล่าวถึงฟุตบอลอังกฤษ คนจะคิดถึงสนามเวมบลีย์ที่เป็นสนามเหย้าของทีมชาติ ถ้ากล่าวถึงกอล์ฟ ก็จะคิดถึงสนามกอล์ฟ Pebble Beachหรือ St. Andrews ควรจะทำให้ผลิตผลิตภัณฑ์และบริการกีฬาของไทยเป็นที่น่าจดจำเหมือนตัวอย่างข้างต้น
การจัด Sport Tourism อาจนำกีฬาไปพ่วงวัฒนธรรม เกษตรและอื่นๆ ไม่ได้แตกต่างแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเชื่อมโยงกันอย่างไร
สิ่งสำคัญคือจริตของแต่ละกิจกรรมกีฬา คนที่ชอบเล่นกีฬากลางแจ้งมักไม่กลัวแดด ชาวยุโรปหนีหนาวมาเล่นกีฬากลางแจ้งที่ประเทศไทย ถ้าจัดกิจกรรมกลางแจ้งไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกีฬาหรือวัฒนธรรม ชาวยุโรปก็จะสนใจร่วมกิจกรรม
เนื่องจากคนที่อยู่ในแวดวงกีฬามีหลายประเภท คนที่มา Chang International Circuit ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักแข่งรถ ผู้ชมเป็นคนมีเงิน มีบารมี คนซื้อบัตรให้ มีโอกาสใช้จ่ายสูง ควรจัดกิจกรรมหรือบริการให้เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้ ผู้ชมการแข่งรถที่ Chang International Circuit กับผู้ชมการแข่งขันฟุตบอลที่ i-mobile Stadium ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน การจัด Sport Tourism ไม่ใช่จัดแบบ Mass หรือสินค้าแบบเดียวแต่ขายให้ได้แก่ลูกค้าทุกประเภท ต้องมีการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าด้วย
เทคโนโลยีสมัยใหม่มีความจำเป็นในการให้บริการ บุรีรัมย์มีของดีอยู่แล้ว เช่น ปราสาทหินพนมรุ้ง แต่เรื่องราวก็สำคัญ ต้องหาวิธีให้คนสามารถเสพวัฒนธรรมได้ ถ้านำเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นภาพ 3 มิติ มัลติมีเดียเข้ามาให้กลมกลืน เดินไปมีเพลงฟัง กล่อมเกลาอารมณ์ มีร่มเงา ทำให้ขายได้มากขึ้น แม้แต่ในกีฬา
เทคโนโลยีก็มีความสำคัญ
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ 10 ปีผ่านไป ของอยู่ในสภาพเดิม ตอนนี้มีเทคโนโลยีนำเสนอพิพิธภัณฑ์มีหลากหลาย คนทำงานด้านการท่องเที่ยวต้องศึกษาเทคโนโลยีแล้วนำมาใช้
ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายเฉลียว อยู่วิทยาบริจาคเงินให้ 50 ล้านบาท ทำพิพิธภัณฑ์เรื่องฟัน มีการนำเทคโนโลยีมัลติมีเดียมาใช้ดึงดูดคน ต้องทำให้น่าสนใจ มีการสร้างปากขนาดใหญ่ให้เด็กเข้าไปนั่งถอดฟันดูได้ มีแปรงเล็กเข้าไปถู เป็นการเสพความรู้ด้วยวิธีการแปรงฟันใหม่ๆ
ในเรื่องการบริหารจัดการธุรกิจกีฬา อีกปัจจัยสำคัญคือ บุคลากร ต้องมีคนมีความรู้ เชี่ยวชาญสูง ต้องไม่ปฏิเสธการรวมกลุ่มทางธุรกิจ รวมไปถึงการเชื่อมโยง ประเทศไทยมีความวิเศษกว่าประเทศอื่นที่มีดินแดนที่ใหญ่กว่า เพราะใช้เวลาเดินทางในประเทศน้อยกว่า จากสุรินทร์ไปบุรีรัมย์ระยะทาง 50 กิโลเมตร จัดกลุ่มไปด้วยกันได้ เช้าอยู่ที่หนึ่ง เย็นอยู่อีกที่หนึ่ง ศรีสะเกษกับอุบลราชธานีก็ไม่ไกลกัน นครราชสีมาอาจจะไกลกว่า แต่ถ้ามีการคมนาคมขนส่งที่เร็ว ก็จะช่วยประหยัดเวลาสำหรับนักท่องเที่ยวได้ อาจจะทำเป็นสถานีท่องเที่ยว ก็จะมีความน่าสนใจ กลุ่มจังหวัดควรจะเติบโตพร้อมกัน ดูจริตจังหวัดแล้วต่อไปยังด้านวัฒนธรรมแล้วไปเกษตร แล้วจัดเป็นแพคเกจไปด้วยกันได้ ดังที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์เรียกว่า “เขาวงกต” คือ กระตุ้นให้คนใช้เงินให้หมดในจังหวัดก่อนกลับ
ในเรื่องการจัดกิจกรรมกีฬา (Sport Events) มีจังหวัดอื่นที่มีความก้าวหน้า เช่น นครนายกมีวิสัยทัศน์คือสนใจกีฬาผจญภัย (Adventure Sport) ได้แก่ ปีนหน้าผา ขี่เอทีวี ขี่จักรยาน เมื่อปี 2551 สมาคมเรือพายเคยไปเสนอโครงการต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ใช้เงินครั้งแรกทำแก่งเทียมเป็นระยะทาง 300 เมตรหน้ารีสอร์ท ตรงแม่น้ำนครนายก ลงทุนโดยงบอบจ. 15 ล้านบาท ตอนนั้นถูกต่อต้านจากธุรกิจล่องแก่งมากเพราะไปปิดลำน้ำ เพราะพวกนี้ทำมาหากินไม่ได้ ต่อมาธุรกิจเจริญเติบโตขึ้น ปัจจุบันนี้ คนเล่นกีฬาล่องแก่ง และพายเรือแคนูจะสนุกขึ้นเพราะแก่งเทียม จึงเกิดการขยายเส้นทางให้ยาวขึ้น ทั้งนี้อยู่บนวิสัยทัศน์ ไม่ได้ออกนอกกรอบเพราะยังคงเป็นกีฬาผจญภัย
บุรีรัมย์มีแม่เหล็กอยู่ 2 จุดหลัก คือ 2 สนาม ควรคิดว่ายังขาดอะไร จะนำคนจาก 2 สนามนี้ไปเที่ยวที่อื่นด้วยได้อย่างไร อาจมีการสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆด้วยได้ ในช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน
อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ
นาวาเอกปารัชได้นำเสนอรายละเอียดที่ชัดเจนมาก และได้เสนอแนะให้เลือกสิ่งที่ถูกต้อง อาศัยจังหวะ อัตราเร่งที่เหมาะสม ก็ตรงกับที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้กล่าวไป นอกจากนี้ ต้องเลือกการประชาสัมพันธ์ให้ถูกต้อง รวมกลุ่มทางธุรกิจให้มีการรวมพลัง สิ่งสำคัญก็คือต้องก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรค ในการสร้างแก่ง ถ้าถูกคัดค้านจะทำอย่างไร ต้อง bypass ให้ 300 เมตร ทำเสมือนว่าชีวิตนี้ไม่มีอุปสรรค
วิทยากรท่านสุดท้าย ได้กล่าวแล้วว่า ผู้ป่วยเที่ยวไม่ได้ เล่นกีฬาก็ไม่ได้ ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์จะกล่าวถึงมุมมองกรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน
กรณีศึกษาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับแนวทางการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงสู่อาเซียน
โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ต้องเริ่มจากความสำคัญการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อดูวิถีชีวิตชาวอีสานในปีนี้ อ้อยยาวแค่ 1 เมตร ต้นเล็ก มันต้นเล็ก ข้าวราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท ควรมีทางออกและข้อเสนอแนะที่ดีจะเป็นประโยชน์ต่อการประชุมครั้งนี้ ควรเริ่มจากทำเรื่องใกล้ตัวก่อน คืออาหารและสุขภาพ
จากการประชุมครั้งที่แล้ว ก็ได้ทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่น ไปศึกษาดูงานที่อุบลราชธานี อุทัยธานี กำแพงเพชร และได้เห็นกรณีตัวอย่างที่ดีมากมายมาทำงานต่อ ตนเองมีเครือข่ายมากมาย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2559 ได้ลง Facebook เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ก็มีคนมาให้ข้อเสนอแนะมากมาย มีคนแนะนำว่า ที่ชีวาศรมมีเศรษฐีมาอยู่ 15-30 วัน สามารถจัดคอร์สวันละเป็นหมื่นบาทได้
ตอนที่ไปอุบลราชธานี ได้ไปศึกษาดูงานหลายแห่ง ไปสามพันโบก ก็ต้องมีเครือข่าย เวลาที่ดีสุดคือไปตี 4 แล้วนั่งรถมาที่ลงเรือตี 5 นั่งเรือไปถึงสามพันโบก อาทิตย์อุทัยสว่าง เป็นภาพที่สวยงามที่สุด อากาศเย็นสบาย ได้ออกกำลังกายแล้วถ่ายคลิปลง Facebook
ส่วนเรื่องของอาหาร ในอีสาน จุดที่ทำและสามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้คือ หมู่บ้านราชธานีอโศกซึ่งทำด้านเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง นำผลผลิตมาบริโภคและใช้ในชีวิตประจำวัน มีกระบวนการพัฒนาไม่หยุดนิ่งและ พัฒนางานต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทำแบบวิถีชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งทำได้ดีและครบวงจรอยู่แล้ว นำมาพัฒนาให้ก้าวหน้า
ในการลงมือทำ ควรจะไปดูงานจากกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จแล้วค่อยนำมาทำ
ต่อมา ได้ไปวัดหลวงปู่ชา เป็นการส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ ได้ไปดูว่ามรดกที่หลวงปู่ชาทิ้งไว้ให้ชาวอีสาน ทำให้ได้ความรู้มากมาย
เมื่อไปที่อุทัยธานี มีอาจารย์เกษียณแล้วเป็นศึกษานิเทศก์ออกมาทำโฮมสเตย์ 4 หลังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะเป็นโฮมสเตย์ที่มีชีวิตชีวาที่พัฒนา บรรยากาศและอาหารดี อาจารย์ท่านนี้กล่าวว่า ควรทำกิจกรรมเพื่อเอื้ออำนวยให้คนถ่ายรูปให้ได้ มีเศรษฐีมาพักในบรรยากาศเงียบสงบ บริโภคอาหารสุขภาพ นั่งคุยกัน ทำให้ได้บทเรียนว่า ควรทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ ทำเรื่องต่างๆให้มีชีวิตชีวาและน่าตื่นเต้น
ตอนที่ทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผัก มีตัวลิ้นหมากับตัวทากมากิน คนที่ปลูกมากๆ ก็ใช้ยาฉีด แต่ถ้าเป็นคนทำเกษตรอินทรีย์ ก็นำไฟฉายมาส่องเก็บตัวลิ้นหมาซึ่งเหนียวยิ่งกว่ากาวตราช้าง ต่อมาได้ส่งเมือกลิ้นหมาไปให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีให้วิจัย แล้วก็ได้นำไปทำเครื่องสำอาง ถ้าขายได้ราคาแพง ก็ปลูกผักเลี้ยงตัวลิ้นหมา
แม้ว่าไม่มีความรู้ แต่มีเพื่อนเป็นนักวิจัยก็สามารถทำได้โดยไปขูดผิวแล้วสกัดเป็นน้ำมันออกมา
ในเรื่องธรรมดา ถ้าทุกคนเป็นผู้เรียน ก็จะอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง
เมื่อฤดูหนาวปี 2558 มีแพทย์หญิงและวิศวกรแต่งงานกัน แล้วมาฮันนีมูนเพราะมาชมผักที่มีเอกลักษณ์ เกิดความประทับใจ สิ่งสำคัญคือทำเรื่องให้ปรากฏให้ได้ แล้วทำให้มีชีวิตชีวา
ควรหาคนที่มีความพร้อมมาทำโดยประกาศทาง Facebook จัดการอบรม 2 วัน ราคา 1,500 บาท คัดเลือก 30 คนเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนอายุประมาณ 40 ปี มีความรู้ ความตั้งใจ และได้เคยศึกษามาจากทั่วประเทศก่อนเข้าอบรม เมื่อเข้าอบรม ก็มาหารือกัน มีรายหนึ่ง เป็นผู้จัดการเจ้าของสวนทุเรียนสดที่อยากทำแต่บิดามารดาคัดค้าน และเป็นสวนอินทรีย์พันธุ์ดี เคยเป็นพนักงานลาออกมาทำสวน แต่บิดามารดาคัดค้าน หลังจากการอบรมครั้งนั้น ก็ใจสู้ ทำเกษตรอินทรีย์ แล้วนำไปขาย ผลิตจนขายไม่ทัน
สังคมอยู่ได้ก็จะต้องเป็นสังคมการเรียนรู้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรที่มีศักยภาพความพร้อมมากที่สุดในโลก เพียงแต่คิดที่ยกระดับอย่างไร จีนส่งของมาขายที่ไทย ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศเกษตร ไทยควรคิดว่าจะขายสินค้าอะไรให้จีน จีนขนไม้ไผ่กับวัว ควายไปจากไทย เนื้อวัวควายขายที่จีนกิโลกรัมละ 700 บาท พอไปถึงเวียดนาม ราคาขายเนื้อวัวควายกิโลกรัมละ 500 บาท พอมาถึงไทย ราคาขายเนื้อวัวควายกิโลกรัมละ 300 บาท
เกษตรกรขายสินค้าผิดที่ เพราะไม่มีคนเลี้ยง แต่คิดจะปลูกยางพารา
คนที่จะทำงานต้องมีความรู้ และองค์ความรู้เก่าใช้ไม่ได้ ต้องมีฐานความรู้ใหม่ คนอีสานควรเลี้ยงแพะเพราะกินน้อย ปีหนึ่งออกลูก 2 ครั้ง ครั้งละ 4 ตัว กินใบไม้ หญ้า ครูบาสุทธินันท์ก็ได้รีดนม ทำสบู่และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่กำแพงเพชรมีผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงแพะ ครูบาสุทธินันท์มีแพะ 20 ตัว
เกษตรกรควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยลงมือหาข้อมูล ต้องลองของก่อน ทำให้เห็นปัญหามาเล่า
จากการประชุมโครงการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้) ครั้งที่แล้ว ก็ได้มองเรื่องผลไม้ ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย กล่าวว่า โค้กและเป๊ปซี่ขายลดลงแต่ปลูกมะพร้าวทั่วโลก ครูบาสุทธินันท์จึงได้เล็งเห็นว่าผลไม้ที่มีอนาคตต้องเป็นผลไม้ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น หม่อน มะพร้าว ทุเรียน กล้วย คนที่ปลูกแล้วทำที่เพชรบุรี
ที่อุทัยธานี ครูบาสุทธินันท์ก็ปลูกต้นไม้ใหญ่ จะสร้างบ้าน แล้วประกาศทาง Facebook เพื่อหาคนออกแบบ ก็มีผู้จัดการแลนด์แอนด์เฮ้าส์มาออกแบบให้ คนเป็นเจ้าของเฟอร์นิเจอร์อยู่ที่ชลบุรี นำตัวอย่างไม้มาให้ครูบาสุทธินันท์ดู แสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าทำจริง ความจริงมีอานุภาพจะนำไปสู่สิ่งต่างๆมากมาย
ปรากฏการณ์ควรเริ่มจากจุดเล็กๆก่อน คิดให้ชัด ทำให้ออก จะจุดประกายได้ดี
ควรทำสวนผักสุขภาพ มีหินวาง เวลาเข้าต้องถอดรองเท้า เหมือนเดินนวดเท้า เข้าไปเก็บผักมาประกอบอาหาร หุงข้าวด้วยหม้อดิน มีเครือข่ายส่งข้าว อาหารแห้งและอาหารทะเลมาให้ครูบาสุทธินันท์ชิม แสดงให้เห็นว่า มิตรภาพและไมตรีมีในไทย ต้องร่วมทุกข์และสุขกัน ครูบาสุทธินันท์เขียน Facebook ทุกวัน วันใดที่ไม่ได้เขียนก็จะมีคนอื่นโทรศัพท์มาถามถึง ครูบาสุทธินันท์ต้องเริ่มเขียน Facebook ตอนตี 3 เพราะเครือข่ายที่อื่นเริ่มทำงานแล้ว Facebook ทำให้ทราบผลงานและรู้จักเครือข่ายของครูบาสุทธินันท์ ทำให้มีความสุขในการทำงาน
อาจารย์พิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ
ครูบาสุทธินันท์ กล่าวว่า ต้องอยู่รอด อยู่ได้และต้องอยู่ดี ประเด็นที่น่าสนใจคือความจำเป็นที่จะต้องก้าวข้ามผ่านจุดเดิมๆ ตลาดต้องการอ้อยมาก แต่ก็ผลิตไม่พอ ส่วนภาคใต้ ก็ตัดยางพาราทิ้งไปแล้วปลูกกาแฟขึ้น
ขั้นตอนของครูบาสุทธินันท์ ขั้นแรกคือคิดให้ชัด ต่อมา ลงมือทำ โดยแสวงหาเครือข่าย เลือกของดีมีอยู่แล้วพัฒนา ต้องมีข้อมูลใหม่ตลอด นักวิจัยต้องช่วย มีข้อมูลมาทาง Facebook ตลอด คิดกิจกรรมที่ดี ทุกอย่างที่ทำต้องมีชีวิตชีวาตื่นเต้น ไม่มีเซ็ง
วันที่ 28 มกราคม 2559
การบรรยายพิเศษเรื่อง การตลาดอย่างสร้างสรรค์ (Creative Marketing) สร้างมูลค่าท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน
โดย อาจารย์ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์
ประธานบริหารด้านการเรียนรู้ (CLO: Chief Learning Officer)
บริษัท 37.5 องศาเซลเซียส จำกัด
วันที่ 28 มกราคม 2559
เสวนาเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนบ้านสนวนนอก”
ร่วมเสวนาโดย
1. นางสำเริง โกติรัมย์ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านสนวนนอก
2. นางพงศ์ศรี แก้วพรหม ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านสนวนนอก
3. นายบุญทิพย์ กะรัมย์ ผู้ใหญ่บ้าน
ดำเนินการเสวนาโดย ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
(จากซ้าย) นางพงศ์ศรี แก้วพรหม นางสำเริง โกติรัมย์และนายบุญทิพย์ กะรัมย์ ร่วมอภิปรายในเสวนาเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนบ้านสนวนนอก” ดำเนินการเสวนาโดย ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
นางสาววิมล ชอบสุข ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์
บุรีรัมย์เป็นจังหวัดนำร่องที่ทำท่องเที่ยววิถีเกษตรแล้วที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ไปลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว หมู่บ้านสนวนนอกเป็น 1 ใน 6 หมู่บ้านที่ทำการท่องเที่ยววิถีเกษตร
ทั้ง 6 หมู่บ้านการท่องเที่ยววิถีเกษตรที่ได้ดำเนินการ ก็จะมีการให้หมู่บ้านได้ค้นหาของดีของหมู่บ้านเพื่อนำเสนอขายต่อนักท่องเที่ยว
หมู่บ้านสนวนนอกมีวัฒนธรรมความเป็นเขมรอยู่ คำว่า “เขมร” คือ ลออ ที่หมู่บ้านนี้มีกระบวนการทำผ้าไหมที่สมบูรณ์ที่สุด มีโฮมสเตย์ที่ผ่านการประเมินมาตรฐาน หมู่บ้านนี้ขายคำว่า “สะนูเกา ซบลออ”
ส่วนชุมชนบ้านสายยาว เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนที่ยาวที่สุดในโลก เพราะบ้านนั้นเป็นถนนที่ยาวมาก
ทั้ง 6 หมู่บ้านการท่องเที่ยววิถีเกษตรมีกระบวนการที่จะขายต่อนักท่องเที่ยวได้ และอยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดอยู่แล้ว จังหวัดได้ตั้งเป้าหมายให้หมู่บ้านสนวนนอกเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่มายังสนามไอโมบายและสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต หรือตัวจังหวัดก็มาที่หมู่บ้านนี้ได้เพราะว่าห่างจากตัวจังหวัดแค่ 12 กิโลเมตร เข้ามาได้ 2 ทาง เมื่อเข้ามาหมู่บ้านนี้ ก็จะซึมซับวัฒนธรรมกัมพูชา
บ้านโคกเมืองอยู่ที่ปราสาทเมืองต่ำก็เป็นอารยธรรมอีกแบบหนึ่ง บ้านสนวนในก็เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ละที่จะไม่เหมือนกัน ที่ชุมชนบ้านสายยาว จะได้ประโยชน์เพราะอยู่ในเส้นทางไปไทลาเพลิง แต่ละหมู่บ้านที่ทำก็อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวและมีเครือข่ายอยู่แล้ว ตอนนี้จังหวัดบุรีรัมย์กำลังทำให้หมู่บ้านท่องเที่ยวทุกหมู่บ้านนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เกิดให้นักท่องเที่ยวได้มาตลอดเวลา ปัญหาที่พบคือ หมู่บ้านท่องเที่ยวยังเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวรองรับข้าราชการ C8 อยู่ ถ้ามีการประสานมา ก็จะมีการจัดกิจกรรมให้เห็นอย่างเต็มรูปแบบ ถ้าไม่มีการแจ้งมาก่อน อาจจะได้เห็นกิจกรรมน้อย ช่วงนี้กำลังทำให้หมู่บ้านเหล่านี้เปิดตลอด ก็เริ่มเปิดมากขึ้นแล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาได้ตลอดเวลา ที่จัดการทั้งหมดเป็นเรื่องที่หมู่บ้านจัดการเอง
หน่วยราชการหลักที่เกี่ยวข้องอีกหน่วยงานหนึ่งคือพัฒนาชุมชน ฝ่ายการจัดการก็จัดการเองทุกอย่าง และพยายามเน้นให้เกิดความยั่งยืน หน่วยราชการจะไม่มาจัดการให้ แต่คอยติดตามดูและให้กำลังใจ รวมทั้งให้คำแนะนำ ก็จะเกิดการเรียนรู้ ตอนแรก หมู่บ้านเหล่านี้ไม่กล้าต้อนรับแขก แต่ตอนหลังมีความกล้ามากขึ้น และรู้ว่าจะดูแลแขกอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่าย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ก่อนการเสวนา คณะผู้เข้าร่วมโครงการได้ชมกิจกรรมของหมู่บ้านแล้ว ขอให้วิทยากรทั้ง 3 ท่าน อธิบายถึงความเป็นมาของหมู่บ้านสนวนนอก
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ขอบคุณดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ความเป็นมาของหมู่บ้านสนวน ในสมัยก่อน มีต้นสนวนซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่มีใบมาก ต่อมามีนายดำที่ย้ายถิ่นฐานมาจากร้อยเอ็ด มาดูสถานที่ เมื่อมาแล้ว ทางทิศตะวันออกมีหนองน้ำใหญ่ ตรงศูนย์เรียนรู้การทอผ้าไหม ทางทิศตะวันตกมีห้วยตลาด สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทางทิศใต้ (หมู่ 3) มีสระ เพราะฉะนั้นความอุดมสมบูรณ์ตรงนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า ต้นหม่อนที่ขึ้นมาจะเป็นหนึ่ง เมื่อก่อนนี้ เส้นทางลึกมาก แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยความเจริญ ขุดดินมาถมทาง ถือว่าเป็นชุมชนโบราณ ในอดีตชาวบ้านอยู่กันแออัดมาก มีโจรมาปล้นบ่อยครั้ง ชาวบ้านก็ต้องอาศัยอยู่ใกล้กัน เพื่อให้ช่วยเหลือกันได้ในยามเกิดภัย เมื่อมีโจรน้อยลง ต่างคนต่างก็ย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นเพื่อมาทำมาหากิน
หมู่บ้านสนวนเกิดขึ้นมาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวใหม่ เนื่องจากอาชีพหลักคือการทำนา อาชีพเสริมคือ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวจากการทำนา ชาวบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งในสวนหน้าบ้านและสวนหลังบ้าน ปัจจุบันกลายเป็นอาชีพหลักแล้ว มีการทอผ้าตามความต้องการของตลาด
หมู่บ้านสนวนนอก สมัยก่อนผ้าไหมเป็นลายหางกระรอกคู่ ใช้เส้นไหมควบกันในการทอ
ชุมชนมีความสามัคคี มีกำแพงคูเมืองกั้นรอบหมู่บ้าน 2 ชั้น สร้างขึ้นในสมัยโบราณเพื่อดักคู่ต่อสู้ มีตะกรันเหล็กจากการถลุงเหล็กเป็นเนินยาวมาก แต่ถูกทำลายเพราะนำไปใส่ถนนลูกรัง เหลือไว้เพียงบางส่วน ก็จะเป็นกำแพงชั้นใน
หมู่บ้านสนวนแบ่งการปกครองเป็น 2 ส่วน คือ บ้านสนวนใน กับบ้านสนวนนอก คือส่วนที่อยู่นอกกำแพงและในกำแพง
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ชุมชนบ้านสนวนอยู่กันมานานมาก ถือเป็นชุมชนโบราณ คนกลุ่มแรกที่มาคือคนเขมรที่เรียกว่า เขมรสูง แล้วตั้งรกรากผสมกลมกลืนไปกับคนไทยหรือส่วนใหญ่เป็นชาวเขมร
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ประชากรส่วนใหญ่ของชุมชนบ้านสนวนเป็นชาวเขมร เพราะอยู่ใกล้กับประเทศกัมพูชา คนในหมู่บ้านใช้ภาษาเขมรกัน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ชาวบ้านยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้หรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ชาวบ้านยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้อยู่
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ผ้าไหมที่ทำใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิมหรือไม่
นางสำเริง โกติรัมย์
ส่วนใหญ่ที่ทำเป็นไหมบ้านทั้งหมด ถ้าเป็นไหมเส้นยืน ก็ใช้ไหมของกำนันจุลจากเพชรบูรณ์ ถ้าใช้ไหมในหมู่บ้านก็จะติดตะกอแล้วทำให้ไหมขาด
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ลายผ้าน่าสนใจมาก
นางสำเริง โกติรัมย์
ลายที่ทอคือลายยกขิตช้างม้า เป็นเอกลักษณ์ของบ้านสนวนโดยเฉพาะ
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
มีความหมายอย่างไร
นางสำเริง โกติรัมย์
ลายยกขิตช้างม้า มีที่มาคือ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รบกันโดยใช้ช้าง ส่วนม้าเป็นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ถือว่าเป็นการผนวกเอาความคิดของชนเผ่าทั้งหลาย
นางสำเริง โกติรัมย์
เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีผ้าที่ไม่ใช่ลายยกขิตช้างม้า เช่น ลายเชิงเทียน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
บ้านสนวนมีประชากรเท่าไร
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
บ้านสนวนนอกหมู่เดียวมี 148 หลังคาเรือน ประชากร 610 คน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หมู่บ้านเล็กกว่าในปัจจุบันนี้มาก มีคนนอกเข้ามาอยู่หรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีแค่ 110 หลังคาเรือน ตอนหลัง ก็มีชาวบ้านแต่งงานกับชาวต่างชาติ บางประเทศก็มาอยู่แบบถาวร ส่วนใหญ่จะรู้จักกันนอกหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยมาแต่งงานกัน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
เมื่อชาวต่างชาติมาที่หมู่บ้าน ชาวต่างชาติเหล่านี้มีความคิดอย่างไร
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ชาวต่างชาติมองหมู่บ้านว่าเป็นแหล่งดินดำน้ำชุ่ม อยู่ในประเทศไทยก็มีความสุข
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ในการขยายชุมชน ก็มีการเคลื่อนย้ายประชาชนเข้ามา สิ่งที่แปลกคือรับเอาแนวคิดของต่างชาติเข้ามา การศึกษาของเยาวชนในหมู่บ้านเป็นอย่างไร
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
มีโรงเรียนวัดบ้านสนวนให้นักเรียนเรียน มีนักเรียนอยู่ประมาณ 500 กว่าคน ซึ่งโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ม.3 นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนห้วยราชพิทยาคม สำหรับนักเรียนไปศึกษาต่อในเมือง
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
มีนักเรียนไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยบ้างหรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ก็มีเรียนจบระดับปริญญาเอกหลายคน คนหนึ่งสอนอยู่ที่กรุงเทพ อีกคนหนึ่งก็อยู่ในบุรีรัมย์
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
มีคนไทยเข้ามาตั้งรกรากในหมู่บ้านนี้หรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ไม่มีคนไทย ยกเว้นคนไทยที่มาแต่งงานกับชาวบ้านของหมู่บ้านนี้
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
จุดเด่นของผ้าไหมหมู่บ้านนี้คืออะไร
นางพงศ์ศรี แก้วพรหม
จุดเด่นคือ ตีนหางกระรอก ใช้ไหมเส้นเล็ก
นางสำเริง โกติรัมย์
จุดเด่นอีกข้อคือ การสาวไหมด้วยมือ สาวเป็นเส้นเล็ก แล้วต้องตีเกลียวเป็น 2 เส้นคือ หางกระรอก ต้องใช้สีเหลืองและสีแดงตีเกลียว ถ้าไหมไม่เสมอกัน จะตีเกลียวออกมาไม่สวย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ตอนแรกที่ให้ข้อมูลว่า เส้นยืนเป็นไหม แล้วตอนหลัง นำมาจากที่ไหน
นางสำเริง โกติรัมย์
นำมาจากเพชรบูรณ์ เป็นของกำนันจุล เวลาไปทอกี่กระตุก ต้องใช้ไหมจากกำนันจุลเพราะเวลาทอ เหยียบตะกอจะมีความเร็ว ถ้าใช้ไหมในหมู่บ้านทอ ก็จะติด และตีเกลียวไม่ได้ ที่หมู่บ้านนี้ ทอมือเหมือนสมัยโบราณ เวลาทอต้องให้น้ำข้าวด้วย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ต้นหม่อนที่ปลูก มีกี่พันธุ์ มาจากที่ไหนบ้าง
นางพงศ์ศรี แก้วพรหม
มีพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ผลกินได้มีรสหวาน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ผลผลิตของหม่อนนำไปเลี้ยงตัวหนอนไหม ต้องใช้ใบหม่อนเท่าไร
นางสำเริง โกติรัมย์
ต้องใช้ใบจำนวนมากในการเลี้ยง ต้องหันใบให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เพราะในระยะแรกจะเป็นตัวอ่อนเล็กๆ ถ้าเป็นไหมกลางใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ถ้าเป็นไหมเกษตร ใช้เวลา 25 วัน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
รายได้จากการเลี้ยงไหมเป็นอย่างไร
นางสำเริง โกติรัมย์
รายได้อยู่ในระดับที่พออยู่ได้เพราะส่วนใหญ่ทำเป็นผ้าไหม ถ้าเป็นในปัจจุบันนี้ ขายไหมอยู่กิโลกรัมละ 2,300-2,500 บาท
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
สีที่ใช้เป็นสีทำจากอะไร
นางสำเริง โกติรัมย์
มีทั้งสีเคมีและสีธรรมชาติ ถ้าเป็นสีธรรมชาติจะมาจากประดู่ ขี้เหล็ก หว้า แก่นขนุน เพกา มะยม แก่นฝาง (ให้สีแดง ชมพูเข้ม) ครั่ง (ให้สีแดง)
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
สรุปแล้ววัตถุดิบไม่ต้องนำเข้ามาเลย
นางสำเริง โกติรัมย์
ถ้าไม่ใช่เคมี หมู่บ้านนี้มีทุกอย่าง
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ใช้สีเคมีย้อมผ้าบ้างหรือไม่
นางสำเริง โกติรัมย์
ใช้ย้อมจีวรพระสีเหลืองกับสีเขียว
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ทำไมจึงตั้งโฮมสเตย์
นางสำเริง โกติรัมย์
ตอนแรก เปิดหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม จึงมีแนวคิดว่า เปิดแล้วต้องมีโฮมสเตย์เพราะคาดว่ามีนักท่องเที่ยวมาพักด้วย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
รับนักท่องเที่ยวได้เต็มที่กี่คน
นางสำเริง โกติรัมย์
รับนักท่องเที่ยวได้เต็มที่ 160-170 คน แยกพักตามบ้านต่างๆและรีสอร์ทด้วย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
คิดราคาเท่าไร
นางสำเริง โกติรัมย์
เฉพาะค่าที่พักโฮมสเตย์ 150 บาท ถ้าเป็นราคาที่รวมอาหาร 3 มื้อด้วย 370 บาทต่อวัน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
นักท่องเที่ยวชอบหรือไม่
นางสำเริง โกติรัมย์
นักท่องเที่ยวชอบแล้วกลับมาอีก มีการให้นักท่องเที่ยวเสนอแนะว่าควรจะปรับปรุงอะไร
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
เมื่อมีโฮมสเตย์หรือรีสอร์ท มีอะไรให้นักท่องเที่ยวดูบ้าง
นางสำเริง โกติรัมย์
มีฐานเรียนรู้ 5 ฐาน มีฐานไร่นาสวนผสม ฐานเฟอร์นิเจอร์และฐานเศรษฐกิจพอเพียง ฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม ฐานทอผ้า ฐานฟอกย้อม
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
อาหารจานเด่นของที่หมู่บ้านนี้มีอะไรบ้าง
นางสำเริง โกติรัมย์
แกงกล้วย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ได้ทราบว่า ที่หมู่บ้านนี้ค่อนข้างจะแล้ง ฤดูฝน มีฝนตกหนักหรือไม่
นางสำเริง โกติรัมย์
บางครั้งมีฝนตกมากและน้ำท่วม บางครั้งนาโคกและนาดอนแล้ง
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ความแห้งแล้งสร้างปัญหาให้ต้นหม่อนหรือไม่
นางสำเริง โกติรัมย์
ตอนนี้ มีระบบน้ำประปา มีการเจาะน้ำบาดาลมาใช้
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ในปี 2558 ทางชุมชนได้รับงบ 1 ล้านบาท จึงได้เสนอแผนพลังงานแสงอาทิตย์ เจาะบาดาลนำน้ำใต้ดินมาใช้กับใบหม่อน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ในอนาคต ถ้ามีนักท่องเที่ยวมาเพิ่มขึ้น ก็ต้องมีร้านค้ามารองรับ หรือจะคงรักษาสภาพนี้ไว้ เหมือนกับวัฒนธรรมอยู่กับที่ ให้คนมาเที่ยว จำเป็นต้องมีร้านสะดวกซื้อหรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะคงความเป็นชุมชนไว้ สนามไอโมบายในตัวเมืองบุรีรัมย์ก็เป็นอีกโลกหนึ่ง ส่วนหมู่บ้านนี้ก็เป็นอีกโลกหนึ่ง วิถีชุมชนอยู่ในหมู่บ้าน มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบโบราณ
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
คนที่มาเที่ยวมาจากการบอกเล่า หรือทางชุมชนมีเว็บไซต์หรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
มีแต่เป็นของพัฒนาชุมชน ทางชุมชนก็มีวัฒนธรรมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ก็คือ บายศรีสู่ขวัญ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ในการเพิ่มมูลค่าของธุรกิจ รายได้จากโฮมสเตย์ต่อปีคิดเป็นเงินเท่าไร
นางสำเริง โกติรัมย์
รายได้จากโฮมสเตย์เดือนละ 60,000 บาท ถ้ารวมค่าจำหน่ายสินค้าจะได้ 100,000 บาท แต่ก็ยังไม่พอ ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
จะพัฒนาในรูปแบบใด
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ต้องก้าวให้ทันโลก อย่างเช่นพัฒนาผ้าไหมให้เป็นที่ต้องการของตลาด ในการอนุรักษ์ประเพณี ชุมชนดูแลกันเอง จัดการขยะไม่ให้เกลื่อนถนน นักท่องเที่ยวประทับใจการต้อนรับและนิสัยใจคอของคนในชุมชน น่าจะเป็นวัฒนธรรมดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาดูและศึกษาเรียนรู้
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2558 มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ปีนี้มีนักท่องเที่ยวมามาก เดือนมกราคม 2559 มีกลุ่มนักท่องเที่ยวมาเรื่อยๆ มาพักที่หมู่บ้าน 2-3 วัน ตอนนี้มีหลายหน่วยงานมามาจอง เช่น กระทรวงพาณิชย์จะมาอบรมเพิ่มความรู้ด้านการตลาดให้หมู่บ้านเป็นจุดศูนย์กลาง
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ในแนวคิดว่า ถ้ามีคนมากขึ้น ถ้ามากเกินจุด จะรับได้หรือไม่
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ชุมชนสามารถรับนักท่องเที่ยวมากขึ้นได้ เพราะอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชน ผู้นำ ผู้อาวุโส และกลุ่มแม่บ้าน เพราะฉะนั้นความสามัคคีทำให้มีความพร้อม
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ถ้านักท่องเที่ยวมาอย่างล้นหลาม อย่างที่ลำพูน คนจีนมาถ่ายทำภาพยนตร์ “ฉันหลงที่เมืองไทย” หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ฉาย นักท่องเที่ยวจีนไปยังลำพูนจนกระทั่งเจ้าของโฮมสเตย์ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะทำภารกิจส่วนตัว ถ้าถึงจุดนั้น ก็จะเริ่มถึงจุดอิ่มตัว คิดถึงการขยายตัวหรือไม่ว่าจะต้องขยายไปหมู่บ้านข้างเคียง หรือว่าจะหาคนมาทำงานเพิ่ม
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
ต้องมีการขยายแน่นอน ทางชุมชนก็ได้ดึงชุมชนอื่นในภาคอีสานมาเรียนรู้ด้วย แล้วก็จะพัฒนาไปด้วยกัน ตอนนี้ ทางชุมชนนี้ทอผ้าไหมไม่ทัน ก็ต้องอาศัยชุมชนอื่น นำผ้าไหมมาฝากทางชุมชนนี้ขาย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ในกรรมวิธีการผลิต ถ้าผลิตและทำเป็นผืนเดียวมันต้องสิ้นเปลือง ถ้าแบ่งแยกการผลิตได้หรือไม่ เช่น ชุมชนนี้ปลูกต้นหม่อน แล้วเลี้ยงไหมอีกที่หนึ่ง อีกที่หนึ่งก็เอาไหมออกจากตัว แล้วส่งไปให้หมู่บ้านอื่นทอ
นางสำเริง โกติรัมย์
จากการเลี้ยงตั้งแต่แรก จนถึงขั้นสุดท้าย ที่ศูนย์ของหมู่บ้านมีเทคโนโลยีช่วย ทำให้ทำได้เร็ว และหมู่บ้านนี้เป็นศูนย์สินค้าระดับอำเภอที่หมู่บ้านอื่นจะนำสินค้ามาฝากขายได้ แต่ทางหมู่บ้านก็เคยส่งไปให้ที่อื่นทอ แต่ก็ส่งไปน้อย
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
ถ้าเกิดธุรกิจที่ดีขึ้นจริง ต้องมีความพร้อมรับการขยายตัว
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
คนรุ่นก่อนล้มหายตายจาก ประกอบกับเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น คนอายุมากก็จะบอกได้ว่าใครมีความเชี่ยวชาญอะไรแล้วก็ถ่ายทอดให้ลูกหลาน ผู้ว่าราชการจังหวัดมาทำธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี ทำดี ละชั่ว กลัวบาป
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
เป็นแนวทางที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวค่อนข้างจะชัดเจน เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้ยินจากชาวบ้าน ที่ชุมชนนี้ค่อนข้างจะคัดสรรคนเข้ามาเที่ยว จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือในระดับหมู่บ้านค่อนข้างจะโดดเด่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขยจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ควรจะขอให้คนเหล่านี้ขยายตลาดต่อ เช่น ขายผ้าไหม งานจะเปลี่ยนจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นการทอผ้าไหมเป็นงานหลัก หมู่บ้านใกล้เคียงอาจจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แล้วชุมชนนี้ก็จะเป็นแหล่งผลิตลายไหมที่มีคุณภาพ
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอขอบคุณผู้แทนชุมชนทั้ง 3 ท่าน ที่ได้มาต้อนรับคณะ และขอบคุณทีมงาน
เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานกับคลัสเตอร์อื่นๆ เป็นคำถามที่ตรงประเด็น ถ้าจะช่วยให้ชุมชนนี้พัฒนา
จากระดับปัจจุบันไปสู่มาตรฐานโลก ดร.จีระเดช ดิสกะประกายก็ได้ย้ำอีกครั้งว่าต้องพัฒนาไอที การตลาด วิทยากรทั้ง 3 ท่านก็เข้าใจ ในปัจจุบันนี้ ชุมชนนี้อาจจะมีรายได้เดือนละ 100,000 บาท แต่ก็ต้องเฉลี่ยให้ร้อยครอบครัว ถ้าจะไปเป็น 200,000 บาทก็ตรงกับเป้าหมายของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ในอนาคตข้างหน้า การต่อสู้ทางเศรษฐกิจ การทำเกษตรแบบเดิม เป็นการเกษตรแบบพึ่งพาน้ำฝน เมื่อมีภัยแล้งมา ก็มีปัญหา ถ้าเกษตรมีทางออกที่ดี เช่น ในปัจจุบันนี้มีการทำการท่องเที่ยว มีการปลูกหม่อน อุตสาหกรรม ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ก็เป็นลูกค้าซื้อผ้าขาวม้าเพียงแต่อยากให้ผ้าขาวม้าสะท้อนวัฒนธรรมของชุมชนนี้มากขึ้น นอกจากจะนำช้างกับม้าเป็นเพราะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจจะผสมกันระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมกัมพูชา แม้จะเป็นวัฒนธรรมกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย ก็มีความสุข
ขอให้ดร.จีระเดช ดิสกะประกายดูแลเรื่องการออกแบบ จากการที่ได้หารือกับผศ.ชัยธนัตถ์กร ภวิศพิริยะกฤติ ก็ทราบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกรมหม่อนไหมแล้ว ภรรยาท่านนเรเป็นรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่กระทรวงเกษตรก็ทำเรื่องวัตถุดิบ ดีที่มีกระทรวงพาณิชย์มาช่วยทำสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ว่าหน่วยราชการเป็นทำเป็นหน้าที่ แต่คณะผู้จัดงานไม่มีหน้าที่โดยตรงแต่มีความบ้าคลั่ง และทำอย่างต่อเนื่อง จะทำหน้าที่เป็นตัวประสาน แม้ไม่มีงบประมาณมาก แต่มี Wisdom (ความฉลาดเฉลียว) การเชื่อมโยงกันทั้งด้าน Supply และ Demand ถ้ามีวัตถุดิบแล้วออกแบบแบบนี้ วันหนึ่งถ้าลูกค้ามีความต้องการมากขึ้น ชุมชนก็จะปรับตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นคำถามที่ดร.จีระเดช ดิสกะประกายถามตรงประเด็นมาก ผู้ฟังในครั้งนี้มาจาก 4 กลุ่ม ไม่ได้มาจากผู้นำภาคเกษตรอย่างเดียว แต่มีภาควิชาการด้วย จะทำให้ภาควิชาการเข้าใจและมีโอกาสมาช่วยชุมชนได้มากกว่า เพราะต้นทุนถูกกว่า แทนที่จะมาทำแบบวิชาการ ก็ต้องมาช่วยเป็นที่ปรึกษา ให้นักศึกษามาลงพื้นที่แล้วทำอย่างต่อเนื่อง แล้วจะเกิดเป็นมูลค่าเพิ่ม ขอชื่นชม ครั้งนี้เป็นการพัฒนาศักยภาพการทำงานไปสู่การเอาชนะอุปสรรค อุปสรรคแรกผ่านไปแล้วคือเป็นท่องเที่ยวชุมชน รัฐบาลจะจับมือกับเกษตร กระทรวงเกษตรกับท่องเที่ยวมารวมกัน แต่ติดตรงที่ว่า พอขึ้นไปถึง 150,000 บาทก็ขาดไอที ดิจิตอล การตลาด การดูแลมากขึ้น อำนวยความสะดวก นักท่องเที่ยวไม่มาใช้บริการ 150 บาท เพราะคนที่มาก็อยากมีความสะดวกสบาย ในอนาคตข้างหน้า อาจจะเลือกชุมชนแบบนี้ทุกแห่ง แต่เป็นชุมชนที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า แทนที่รัฐบาลภายใต้ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า 1 ตำบล 1 ท่องเที่ยว แล้วมั่วไปหมด แล้วให้เงินมาทำในจุดที่ผิด ถ้ารัฐบาลให้เงินแก่ชุมชนนี้ ก็มีโอกาสต่อยอดได้สูง
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้เขียนบทความไปแล้วว่า ถ้าไม่นำกรณีศึกษาในชุมพร ระนอง เชียงรายและเชียงใหม่มาศึกษาแล้วลงทุนในจุดนั้นให้มากหน่อย คนที่ไม่พร้อมก็อาจจะรอได้ การกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอดจาก 100,000 บาท ไปสู่ 150,000 บาท ก็ได้เปรียบกว่าเริ่มจากศูนย์ เพราะนวัตกรรมหรือ Value Creation แม้จะดีในบางครั้ง แต่ต้องใช้เวลา
ขอบคุณนางสาววิมล ชอบสุขที่ได้กรุณาเลือกและศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้เห็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 28 มกราคม 2559
การศึกษาดูงาน ณ ฐานกลุ่มกระถาง ชุมชนบ้านสายยาว
บรรยาย โดย ผู้ช่วย วุฒิพงษ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
ที่บ้านสายยาวทำกระถางปูนซีเมนต์ ทำมาจนถึงปี 2559 รวมแล้วเป็นเวลา 11 ปี ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เลียนแบบมาจากการทำบัวบ้าน ดัดแปลงเป็นกระถาง
ผู้ริเริ่มของกลุ่มได้แก่
1.นายพรหมา อดีตผู้ใหญ่บ้าน
2.ศอบต. ถวายเกียรติ ผลฤทธิ์
3.ผู้ช่วย วุฒิพงษ์
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำกระถาง
อุปกรณ์หลักคือ พิมพ์ กระถางทุกขนาดใช้พิมพ์ 2 ตัวคือ พิมพ์ด้านนอก กับพิมพ์ด้านใน
พิมพ์ด้านในมีขนาดแคบกว่า ใช้ขึ้นรูปทราย ส่วนพิมพ์ด้านนอกมีขนาดกว้างกว่า สำหรับงานปูน
พิมพ์
อุปกรณ์เสริม มีลักษณะกลม ทำโดยหยอดน้ำปูนลงไปในจานระบายสี เสียบตะปูไว้ เมื่อแห้งแล้ว จึงแกะออกมา แล้วนำมาแตกต่างในกระถางสวยงาม ถ้าเป็นลูกขนาดใหญ่ ก็ทำมาจากลูกปิงปอง โดยนำมาผ่าครึ่งแล้วหยอดน้ำปูนลงไป เมื่อแห้งแล้วจึงแกะออก
ต้นทุน
ปูน 1 ถุง ทำกระถางขนาด 50 เซนติเมตรได้ 10 ชุด โดยรวมขาตั้งแล้ว
ใช้ทรายประมาณ 12 พลุ
ปูน 1 ถุง ตักใส่พลุได้ประมาณ 1 พลุ ต้องใช้ประมาณ 6 พลุเต็ม อัตราส่วนในการผสมใช้ปูน 1 ส่วนต่อทราย 2 ส่วน
สีที่นำมาต่อกระถาง 1 ชุดใช้สีประมาณ 1 ลิตรครึ่ง ต้นทุนปูนคิดเป็นเงินประมาณ 200 บาท ถ้าเป็นราคาระดับกลาง ทราย 12 พลุคิดเป็นเงิน 20-30 บาท ปูนราคาถุงละประมาณ 120 บาท ราคาขายกระถางชุดละ 200 บาท 10 ชุดเท่ากับ 2,000 บาท เมื่อได้หักต้นทุนแล้ว ที่เหลือก็จะเป็นค่าแรง
วิธีทำกระถาง
ใช้อุปกรณ์ล็อคพิมพ์เป็นแกนกลางของกองทรายที่จะขึ้นรูปกระถาง ลักษณะอุปกรณ์คล้ายวงเวียน สามารถหมุนโดยรอบได้ ถ้าไม่มีอุปกรณ์นี้จะทำให้กระถางไม่กลม
นำอุปกรณ์ล็อคพิมพ์มาตั้งบนโต๊ะเป็นแกน แล้วนำน้ำมาใส่ทรายละเอียดให้มีความชื้นพอประมาณ อย่าให้แห้งหรือเปียกจนเกินไป นำทรายดังกล่าวมาหุ้มอุปกรณ์ล็อคพิมพ์ ใช้มือตบอัดให้แน่น หลังจากนั้นใช้พิมพ์ด้านในหมุนโดยรอบก่อน จนทรายได้รูปเป็นกระถางกลม ต่อมาผสมปูนในภาชนะอัตราส่วน ปูน 1 ส่วน ต่อทราย 2 ส่วน ใช้ปูนที่ค่อนข้างเหลว เทรอบแรก อย่าให้ปูนจับตัวกันเป็นก้อน วิธีเทปูน ต้องเทจากด้านบนให้ไหลลงมาด้านล่าง
แต่ไม่ต้องเทให้เต็มเพราะจะไม่มีที่ระบายอากาสออก ทำให้กระถางมีรอยแตกร้าว หลังจากเทปูนรอบแรกผ่านไปแล้ว ก็ใส่ลวดบริเวณขอบปากกระถาง ใส่ลวดเส้นเดียวสำหรับกระถางเล็ก แต่สามารถใส่หลายเส้นให้กับกระถางใหญ่ได้ หลังจากที่ใส่ลวดเสร็จแล้วก็เทปูนที่ข้นกว่ารอบแรกทับอีกครั้ง
ต่อมาใช้พิมพ์ด้านนอกเสียบที่แกนอุปกรณ์ล็อคพิมพ์ หมุนโดยรอบ วิธีจับพิมพ์ ต้องจับทั้งบนและล่างโดยให้ตั้งแนวตรงตลอด
ในการทำกระถาง ควรใช้โต๊ะเฉพาะตัวที่หมุนโดยรอบได้ง่าย ถ้าปูนไม่เต็ม ควรใช้เกรียงเกลี่ยแล้วใช้พิมพ์กลึงหมุนอีกหลายๆรอบจนเรียบ ปูนจะข้นหรือเหนียวขึ้นอยู่กับชิ้นงานที่ทำ คนที่เพิ่งเริ่มทำควรใช้ปูนอ่อน เช่นปูนตราเสือ เมื่อมีความชำนาญแล้ว สามารถใช้ปูนโครงสร้างทำได้เพราะจะทำให้ปูนแข็งตัวเร็วขึ้น ปูนทุกยี่ห้อสามารถใช้ทำกระถางได้ เมื่อปูนเรียบแล้ว ก็ต้องขัดมันโดยใช้ปูนผสมน้ำ แยกใส่ภาชนะไว้ต่างหาก แล้วเทคราดจากบนลงล่าง ตกแต่งด้วยอุปกรณ์เสริมครั้งละ 2 อันจนรอบ หลังจากทำเสร็จแล้ว ก็ทิ้งไว้ 1 คืน จึงจะสามารถแกะออกจากพิมพ์ได้ ใช้ค้อนเคาะเล็กน้อย ให้นิ้วสอดเข้าไปได้ แล้วจึงยกขึ้น เวลาออก ก็จะออกมาเฉพาะเนื้อปูน แต่ทรายก็ยังเหลืออยู่ข้างใน ก็สามารถนำมาขึ้นรูปทำกระถางใบต่อไปได้ ต่อมาทำกระถางไปทำความสะอาด ตากแดดและตากลมให้แห้ง ทาสีเพื่อนำไปจำหน่าย
ที่ชุมชนบ้านสายยาวมีพิมพ์ทำกระถางจำหน่ายราคาชุดละ 1,500 บาท ทั้งชุดประกอบด้วยขาตั้งและกระถาง ในการทำเอง สามารถทำพิมพ์ทำกระถางได้ง่าย โดยใช้ท่อพีวีซีลนไฟ ใช้ภาชนะทับบนโต๊ะรีดให้เป็นแผ่นเรียบแล้วก็ตัด
กระถางมีหลายรูปทรง ทั้งทรงกลม ทรงรี มีกระถางที่ใช้ยางพาราเป็นพิมพ์
ช่วงคำถาม
1. ทำกระถางได้กำไร 1,765 บาท ในเงินจำนวนนี้ยังไม่มีค่าแรงใช่หรือไม่
ตอบ คิดค่าน้ำแล้วต่อปูน 1 ถุง
2. วันหนึ่งผลิตได้กี่กระถาง
ตอบ ไม่ได้กำหนด แต่ส่วนมากจะไม่ทำเต็มวัน ตอนเช้าก็แต่งขอบปากกระถางใบใหญ่ขนาด 1 เมตรครึ่งแล้วก็ทาสี กระถางใบใหญ่ชุดละ 1,000 บาท แต่ถ้าชุดที่ใหญ่กว่า ราคาชุดละ 2,500 บาท
ถ้าไม่ซื้อฐานกระถาง ราคาก็ลดลงครึ่งหนึ่งของชุด มีพิมพ์ใหม่ที่คุณพ่อพรหมาทำขึ้นมาขยายจากพิมพ์เล็ก ราคาชุดละ 400 บาท
3. ถ้าส่งไปขายที่กรุงเทพ ราคาจะเป็นเท่าไร
ตอบ ยังไม่เคยไปขายที่กรุงเทพ ทำเฉพาะในชุมชนนี้ แล้วไปส่งขายแถวประโคนชัย และอีก 5-6 แห่ง แต่ตอนนี้ผลิตงานไม่ทันขาย จึงไปส่งไม่ได้ ทำให้เสียลูกค้าไปมากหลายล้านบาท เคยไปส่งขายที่สหกรณ์ในบริเวณใกล้เคียง คือ สหกรณ์ที่อยู่ระหว่างทางไปสตึก
4. เป็นห่วงเรื่องค่าแรง ทำไปสักระยะหนึ่งจะเหนื่อย
ตอบ รายได้ไม่มาก แต่พออยู่ได้
5. มีลูกจ้างมาช่วยผลิตหรือไม่
ตอบ ไม่มี มีแต่ลูกหลานมาช่วย ทำในช่วงเวลาว่าง เป็นรายได้เสริม คุณพ่อพรหมาทำแล้วได้เดือนละหลายหมื่นบาท คนที่มาดูงานแล้วมาซื้อก็บอกว่าราคาถูก
6. ในอนาคตจะมีพ่อค้าคนกลาง ในที่สุดฝีมือจากท้องถิ่นนี้จะหายไปเพราะไม่มีลูกหลานมาทำ ควรจะตั้งราคาให้สูงขึ้น
ตอบ สมัยก่อนขายกระถางราคาชุดละ 150 บาท แต่ปูน 1 กระสอบยังมีราคาไม่ถึง 100 บาท ทำมาจนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 11 ปีแล้ว
7. ควรคิดบวกค่าแรงเข้าไปในราคากระถาง ลูกๆนำส่ง ก็ต้องมีค่าแรง
ตอบ จะปรับขึ้นมาก แต่ก็ได้หารือกับคุณพ่อพรหมา
8. ควรใส่ยี่ห้อเข้าไปด้วย
ตอบ เป็นความคิดที่ดี
9. มีสีเคลือบหรือไม่ ถ้าเคลือบสีให้เป็นเงา ราคาจะขึ้นอีก 100 บาท
10. ถ้ามีการนำเรื่องราวมาประกอบการนำเสนอขายกระถาง เช่น ความเป็นถลุงเหล็กมาขาย จะทำให้ขายได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น
ตอบ ขอบคุณที่แนะนำ
11. ถ้าไม่ทำ ก็จะถูกนายทุนเอาเปรียบ
ตอบ ทั้งพิมพ์และกระถาง พี่ชายก็ส่งภาคอีสานแทบทุกจังหวัด มีส่งไปทางไปรษณีย์ด้วย มีร้านผลิตที่อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์
12. ใช้เวลาทำกระถางแต่ละชุดนานเท่าไร
ตอบ วันหนึ่ง ใช้เวลาทำ 1 ชุดประกอบด้วยกระถางและขาตั้งเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง เป็นการทำที่ไม่ค่อยง่าย เวลาทำเสร็จต้องไปจ้างเด็กวัยรุ่นไปยกครั้งละ 100 บาท
13. ราคาขายตอนที่เพิ่งเริ่มทำเป็นเท่าไร
ตอบ ราคา 2,000 บาท เมื่อบวกค่าแรงแล้ว กำไรแทบจะไม่เหลือ จึงปรับราคาขึ้นเป็น 2,500 บาทในปัจจุบัน
(13.54)
14. คิดจะทำโลโก้หรือไม่
ตอบ ได้หารือกับคุณพ่อพรหมาว่าจะทำโลโก้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ยังไม่ได้ทำ
15. เคยส่งพิมพ์ไปขายที่อื่นหรือไม่
ตอบ ส่งไปขายหลายที่
16. จดสิทธิบัตรแล้วหรือยัง
ตอบ ยังไม่ได้จดสิทธิบัตร เพราะคุณพ่อพรหมาเคยไปดำเนินการหลายครั้ง แต่ประสบปัญหายุ่งยากมาก
17. มีกี่ครัวเรือนทำกระถาง
ตอบ ในกลุ่มนี้ มี 9 คน แต่ไม่ได้ทำทุกคน ตอนแรกมีคนทำกันมาก ตอนนี้มีคนทำน้อยลง
วันที่ 28 มกราคม 2559
การศึกษาดูงาน ณ จุดเรียนรู้การผลิตปุ๋ยน้ำหมัก ชุมชนบ้านสายยาว
จุดเรียนรู้นี้เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลปึก มีแม่พิมพ์ เตาเคี่ยวสำหรับต้มเคี่ยวหลังจากรีดน้ำอ้อยออกแล้ว
วิธีการทำน้ำตาล
1.นำต้นอ้อยไปรีดเอาน้ำออก โดยนำต้นอ้อยเอียงเข้าเครื่อง จะทำให้เข้าได้ง่าย
2.ใส่ฟืน นำน้ำตาลใส่กระทะ เคี่ยวต้ม 3 ชั่วโมงจึงจะได้น้ำตาลปึกที่เป็นก้อน
น้ำตาล 1 แว่น ราคา 3 บาท 1 กระทะทำน้ำตาลได้ 150 ก้อน ราคาเท่ากับ 150 x 3 = 450 บาท 1 วันสามารถเคี่ยวน้ำตาลได้ 3 รอบ 9 กระทะ คิดเป็นเงิน 4,000-5,000 บาทต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับการส่งไปที่โรงงานวันหนึ่งได้ 900 บาท ถ้าให้ค่าแรงพนักงานคนละ 300 บาท ก็ยังเหลือเงินอีก ใช้พนักงานต้มไม่เกิน 3 คน
สามารถหาฟืนได้ง่าย คือเคี่ยวน้ำตาลเสร็จแล้ว ก็นำไปตากแห้ง แล้วนำมาทำเป็นเชื้อเพลิง สำหรับใบอ้อย ก็สามารถนำมาห่อเป็นบรรจุภัณฑ์ของน้ำตาล สรุปแล้วตั้งแต่ลำต้นจนถึงใบอ้อยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่าง
นอกจากนี้ สามารถนำกากน้ำตาลมาใส่ถังแล้วใส่น้ำ นำไปทำปุ๋ยน้ำหมัก ส่วนมากไม่ค่อยมีคนจะทำกันเพราะต้องตื่นแต่เช้า
บรรยายสรุปความเป็นมาและกิจกรรม โดย ผู้ช่วย ปาน ประธานกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก
ความเป็นมาของการจัดตั้งกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก
กลุ่มปุ๋ยน้ำหมักตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 เนื่องจากทางธกส.ได้นำจุดเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าพักชำระหนี้มาดูงานเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิต ในเรื่องของเกษตรกร
เมื่อปี 2558 กรมพัฒนาที่ดิน ตั้งให้กลุ่มปุ๋ยน้ำหมักเป็นธนาคารกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก
ปลายปี 2558 ทางเกษตรจังหวัดตั้งธนาคารกลุ่มปุ๋ยน้ำหมักนี้เป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มผลิตภาพเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รายได้จากการทำการเกษตรไม่ได้เกิดจากการขายให้พ่อค้าอย่างเดียว มีการแปรรูปข้าวสารเพิ่มมูลค่าเหมือนน้ำตาลที่ส่งโรงงาน เนื่องจากการเล็งเห็นว่ามูลค่าตกต่ำ ถ้าจะทำให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ ต้องผันแปรทำให้แปรรูปข้าวและอ้อยเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของซึ่งเป็นจุดนัดหมาย
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ทางเกษตรจังหวัดจะนำลูกค้า 332 หมู่บ้าน 600 กว่าคน มาอบรมในเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ของกลุ่มนี้ อาจจะมาด้วยกันคนละ 15 วัน แบ่งเป็น 6 รุ่น รุ่นละ 100 คน
เดิมที ทำเป็นจุดเล็กๆ เป็นเครือข่ายของกลุ่มใหญ่ที่ได้ไปศึกษาดูงาน แต่ละฐานก็มีแหล่งเรียนรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรมาศึกษาแนวทาง จะมีการลดต้นทุนได้
การบรรยายจาก นายวันชัย มงคลเพชร หมอดินและผู้อำนวยการโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ หนองบึง จังหวัดสุรินทร์
“การสนใจไขว่คว้าหาความรู้ ให้เป็นผู้แก่เรียนเพียรศึกษา
มีศีล มีสติมั่น เกิดปัญญา ย่อมนำพาตัวรอดเป็นยอดดี”
ในเรื่องหมอดินอาสา แรกเริ่ม ตนเองได้เข้าไปเป็นหมอดินอาสา ปี 2538 ในระยะนั้น ผู้อำนวยการของสถานีพัฒนาที่ดินชื่อ นายวิเชียร บุญประทีป เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 ก็ได้ให้ตนไปเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความรู้เรื่องการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ ไปเรียนอยู่ 3 วัน 2 คืน หลังจากนั้นจึงนำแปลงนาของตนเป็นแปลงนาสาธิตมาเก็บตัวอย่าง หาค่า pH ค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ต่ำหมด พัฒนาที่ดินจึงสนับสนุนปัจจัยการปรับปรุงบำรุงดิน มีนวัตกรรมใหม่ๆของพัฒนาที่ดิน ก็มีพด.12 ตนได้อ่านหนังสือทั้งหมด หลังจากนั้นแปลงนาของตนไฟไหม้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ก็ไถกลบ เพราะช่วงนั้น ดินยังชุ่มอุ้มน้ำอยู่
การหว่านปุ๋ยพืชสด ราชการให้การสนับสนุนช้า ตนจึงเก็บทำเอง เพราะยังไม่มีการแจก 2-3 ปีที่ผ่านมาจึงเก็บพันธุ์เอง ไถด้วยรถไถนา 10 ไร่
หลังจากค่า pH และสารอาหารในดินต่ำ เพราะปลูกข้าวมาตลอด จึงได้ไปเล่าให้ประชาชนแต่ละหมู่บ้านฟัง ต่อมาได้ขยายผลมาเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน แปลงนาอาสาจึงเกิดกิจกรรมหลากหลาย มีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้จัดการธกส.มาเกี่ยวข้าว เดิน ปลูกข้าวในแปลงนา
ประชาชนในชุมชนเห็นว่า การทำเกษตรอินทรีย์มีความยั่งยืนทำให้พึ่งตนเองได้ ปัจจุบันนี้ ทำให้พึ่งพาตนเองได้ ขายกิโลกรัมละ 50 บาท
แต่มีปัญหาติดขัดเรื่องมาตรฐานรับรอง ใบรับรองมาตรฐาน แต่มาตรฐานผลผลิตจริงเต็มร้อยเพราะไม่มีสารเคมีเจือปน อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
วิธีทำนาก็ยากพอสมควร ต้นข้าวธรรมชาติใบยืนต้นสีเขียวเหลือง ถ้าใส่ปุ๋ยยูเรีย จะทำให้เป็นสีเขียวอ่อน แล้วลำต้นโค้งลง
ปัญหาคือมีเงินน้อย จะหาต้นแบบที่เป็นการเรียนรู้ว่าอาหารในดินได้อย่างไรว่ามีมีคุณภาพดีพอหรือไม่ ต้องคอยให้ออกผลก่อน
อัตราส่วนเก็บเกี่ยวเสร็จ นา 10 ไร่ ได้ข้าว 60 กระสอบ ขายกระสอบละ 1,000 บาท ต้นทุนการผลิต 1 ไร่ลงทุนแค่ 1,000 บาท จ้างรถไปปั่น 2 เที่ยว 400 บาท ข้าว 1 ไร่ได้ 480 กิโลกรัม คิดแล้วได้กิโลกรัมละ 2 บาท แต่ไม่มีใครเชื่อว่าต้นทุนการผลิตต่ำ
กรมส่งเสริมโดยเกษตรตำบลช่วยเหลือด้านภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม มีมาตรฐานคือให้แค่ 480 กิโลกรัม ชาวนาจึงได้รับการชดเชยแล้ว 480 กิโลกรัม ที่ขาดหายไปหรือที่ได้เพิ่มมา ทางกรมส่งเสริมก็ให้เงินช่วยเหลือมาไร่ละ 1,000 บาท
นอกจากนี้มีการควบคุมรายจ่ายด้วยบัญชีครัวเรือน บัญชีฟาร์ม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ใช้จ่ายวันละ 137 บาท เป็นเวลา 1 ปี คิดเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท
ในปี 2558 ก็ได้แสวงหาใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (PGS, GAP) ถ้าได้ใบรับรองก็จะขายข้าวได้ง่ายขึ้น เช่น บ้านโคกเมืองนำของไปขายที่กรุงเทพก็เสนอขายของแต่ถูกถามเกี่ยวกับใบรับรอง ตนเองก็เสนอชื่อสมาชิก 10 คนที่ต้องการใบรับรองไปยังพัฒนาที่ดินบุรีรัมย์
ตอนนี้หมู่บ้านของตนเองรับรองมาตรฐานกันเอง
ในเรื่องพืชไร้สารพิษ ก็มีศูนย์กสิกรรมอยู่ที่วังน้ำเขียว และก็ได้มีโอกาสไปเรียน 3-4 วัน ไร้สารพิษคือไม่มีสารพิษลงในดินเลย ส่วนปลอดสารพิษ ก่อนจะปลูกก็ใส่สาร ก่อนจะเก็บไปขายก็ต้องรอให้สารหมดก่อน อ้อยไม่ได้ใส่สารเคมียกเว้นแต่ใส่ปุ๋ยในแปลง
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่ออ่านข่าวโครงการ
http://www.gotoknow.org/posts/600646
ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์ ประจำวันที่ 9-24 กุมภาพันธ์ 2559
วันที่ 28 มกราคม 2559
เสวนาเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนบ้านสนวนนอก”
ช่วงถาม-ตอบ
คำถามที่ 1 จาก ว่าที่ร้อยตรี ภูษิต สิงคนิภา รองประธานชมรมกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุจังหวัดสุรินทร์
ขอถามว่า มีความคิดในเรื่องที่จะกล่าวหรือไม่ ในปัจจุบันนี้ ราคาข้าวตกต่ำ แต่ว่าการทอผ้าไหมทำไม่ทัน ถ้าจะทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้มาดูฐานการทอผ้าไหม ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขยาย แล้วก็ปลูกหม่อนกินผลสด ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการรักษาสุขภาพในปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่ไร่กำนันจุล ปลูกหม่อนกินผลสดเป็นหลัก มีเทศกาลกินหม่อนผลสด ขายราคากิโลกรัมละประมาณ 200 บาท มีต้นหม่อนเล็กๆ จำหน่ายให้นำไปปลูกด้วย มีบ้านโบราณหายากปลูกเมื่อ 100 ปีมาแล้ว วัฒนธรรมพื้นบ้านเขมร อาหารพื้นบ้าน เช่น แกงกล้วย ซึ่งหารับประทานยากมาก ถ้าทำแบบนี้ แล้วลดพื้นที่ในการทำนา ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้านเคยคิดแบบนี้บ้างหรือไม่
นางสำเริง โกติรัมย์
เคยคิดที่จะทำแบบนี้ ได้มีการหารือการดำเนินการกับมหาวิทยาลัยราชมงคลสุรินทร์ เกี่ยวกับการปลูกต้นหม่อน ได้มีการไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยราชมงคลสุรินทร์ ตอนนี้กำลังประสานงานศูนย์บริหารพืชผลในการปลูกหม่อน และกำลังจะขยายพื้นที่ปลูก
คำถามที่ 2 จาก นางวราพร ชูภักดี
ถ้าชุมชนจะพัฒนาต่อจากนี้ จะพัฒนาอะไร
นายบุญทิพย์ กะรัมย์
สิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปก็คือถนน การสัญจรยังไม่สะดวก ชุมชนบ้านสนวนนอกยังไม่มีรางน้ำ 2 ข้างทาง นี่คือสิ่งที่ต้องพัฒนา อีกสิ่งหนึ่งคือ ไฟ แสงสว่าง โครงสร้างพื้นฐาน ถ้าชุมชนบ้านสนวนนอกขายผ้าไหมอย่างเดียว ก็เป็นไปได้ยาก ก็ขายวัฒนธรรมด้วยให้ลูกหลายได้เรียนรู้ สืบทอดศิลปะพื้นบ้านต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวมาชม
วิถีชีวิตของชุมชน สมัยก่อนกับสมัยปัจจุบัน ก็เปลี่ยนแปลงใหม่จากเทคโนโลยี มีประเพณีวัฒนธรรมชาวต่างชาติเข้ามามาก แต่ชุมชนบ้านสนวนนอกยังคงความเป็นชุมชนเกือบสมบูรณ์
ดร.จีระเดช ดิสกะประกาย
อันที่จริงแล้ว กลอง กระบุง บุ้งกี๋เป็นงานฝีมือซึ่งต่างชาติเลิกทำไปแล้ว งานฝีมือของประเทศไทยยังเป็นที่ 1 ของโลก ก็สามารถที่จะนำไปพัฒนาต่อยอด คนซื้อของเหล่านี้ไปตกแต่ง สิ่งเหล่านี้ขายได้หมด
ขอขอบคุณทางชุมชนที่ให้โอกาสคณะผู้เข้าร่วมโครงการได้มาศึกษาดูงาน ขอบคุณวิทยากรทุกท่าน
วันที่ 28 มกราคม 2559
การศึกษาดูงาน ณ ฐานเรียนรู้บัญชีครัวเรือน ชุมชนบ้านสายยาว
บรรยาย โดย นางบุษบา สอนสีดา ครูบัญชี
การทำบัญชีครัวเรือนเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดในชีวิต
“ทำบัญชีครัวเรือนไม่มีเงินเดือนให้ ทำด้วยใจใฝ่ความคิดจิตอาสา
ทำด้วยจิตคิดตั้งใจเสมอมา สิ่งล้ำค่าที่ได้มาคือเงินทุน
ทำให้รู้รายรับรู้รายจ่ายรู้ใช้สอย มีเงินน้อยใช้เงินน้อยไม่ขัดสน
ทำบัญชีครัวเรือนไว้เตือนใจตน ความยากจนก็จะหลุดพ้นเพราะบัญชี
ทำบัญชีครัวเรือนไว้เตือนจิต เป็นแนวคิดแนวทางไม่สร้างหนี้
เป็นแผนการรายรับรายจ่ายได้อย่างดี เรื่องของบัญชีมีแนวทางเป็นคุณเอย”
การทำบัญชีครัวเรือนสืบเนื่องมาจากบิดาของตนเป็นครูให้เงินไปโรงเรียน
เริ่มทำบัญชีตั้งแต่ปี 2531
ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ครอบครัวทำไร่อ้อยขาดทุน จึงจดบันทึกตลอด จนถึงปี 2550 ได้รับตำแหน่งครูอาสาเกษตรกรด้านบัญชีดีเด่น ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในเรื่องบัญชีครัวเรือน ณ พระราชวังสวนจิตรลดา
ในช่วงปี 2557-2559 ก็เป็นเกษตรกรที่ได้ก้าวสู่พระราชวัง ต่อมาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทุกปี เป็นความประทับใจ
การทำบัญชีครัวเรือนมาจนถึงทุกวันนี้ทำให้รู้รายรับรายจ่ายตนเอง สิ่งที่ชุมชนทำคือ บัญชีครัวเรือน บัญชีการประกอบอาชีพ
ปี 2559 เป็นอีกปีที่ได้รับรางวัลครูบัญชีดีเด่นบุรีรัมย์ และชนะการแข่งขันระดับภาค 3 มี 5 จังหวัดคือ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษและสุรินทร์ และจะนำเสนอระดับประเทศต่อไป
ขอรับใช้เบื้องพระยุคลบาทด้วยการสอนบัญชีครัวเรือนให้เกษตรกร และนักเรียน
ปี 2559 เกิดวิกฤติ พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ แต่ตนไม่ขาดทุนเพราะรู้จักปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต บันทึกต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ชีวิตชุมชนขึ้นอยู่กับคนในชุมชน ชุมชนสามารถทำกิจกรรมได้ ถ้าตนเองไปรอด ชีวิตก็ไปรอด การที่จะอยู่รอดปลอดภัยต้องเริ่มจากตนเอง
นอกจากนี้ได้ปฏิบัติตามธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี จากข้อ 3 รายได้สมดุล ตรงกับบัญชีครัวเรือน 90% ของคนในชุมชนนี้ทำบัญชีครัวเรือน แล้วนำมาวิเคราะห์เป็นเหตุเป็นผลเพื่อการประกอบอาชีพ เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้
ประทับใจพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯว่า ถ้าโกหกตนเอง ก็สามารถโกหกผู้อื่นได้
ทำความดี มีคุณธรรม จดจำผู้มีพระคุณ
วันที่ 28 มกราคม 2559
ศึกษาดูงานกรณีศึกษา (สถานที่ดูงานที่สองบ้านสนวนนอก)
เรียนรู้นวัตกรรมทอผ้าไหม“กี่กระตุก” บ้านสนวนนอก
กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มก่อตั้งกลุ่มเมื่อปี 2547 ชาวบ้านมีภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษมาแล้วสืบทอดต่อมา มีการจัดโครงการทอผ้าตลอดมา แต่เดิม เริ่มตั้งกลุ่มทอเป็นผ้าพื้น ผ้าขาวม้า ผ้าโสร่ง กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน ได้รับการสนับสนุนโครงการจากองค์การบริหารส่วนตำบลสนวน ที่ต้องการให้ประชาชนในท้องถิ่นมีรายได้เสริมหลังจากการทำอาชีพหลักคือ เกษตรกรรม โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลสนวนได้สนับสนุนงบประมาณการจัดฝึกอบรมการทอผ้าไหมให้มีความทันสมัย มีลวดลายที่สวยงามตามยุคตามสมัย โดยได้เชิญวิทยากรที่มีฝีมือเรื่องผ้าไหมมาให้การแนะนำเทคนิคต่างๆ เช่น การย้อมไหมโดยการนำวัตถุดิบทางธรรมชาติมาใช้ การฟอกไหม การกรอไหม การขึ้นเส้นไหม และการให้ข้าวไหมเส้นยืนเป็นต้น
ในปัจจุบัน กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน มีสมาชิก 40 คน มีการบริหารจัดการคือ คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่จะมีการรวมหุ้นกัน หุ้นละ 10 บาท คนละ 10 หุ้น เป็นเงิน 100 บาท จะมีการออมทรัพย์ปีหนึ่ง 120 บาท สมาชิกที่ทำงานจะมีค่าตอบแทนกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นการทำงานเช่น การย้อมไหม การกรอไหม การเดินเส้นม้วนไหมทอผ้า ถ้าเดินเส้นหัวหนึ่ง 250 บาท ถ้าม้วนไหมหัวหนึ่งก็ 300 บาท เพราะต้องใช้คน 2 คน ถ้าคนที่ทำทุกวันจะมีรายได้มาก หัวหนึ่ง 100 เมตร ก็อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าบาท คนที่ทอเร็ว 20 วันก็ทอได้แล้ว 100 เมตร ถ้าเป็นผ้าด้าย จะได้เมตรละ 35 บาท ถ้าเป็นผ้าไหม จะได้เมตรละ 40 บาท คนที่ขยันทำงานจะมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว เฉลี่ยคนละ 3,000 บาทต่อเดือน
กระบวนการผลิต
ในการย้อมสี สีที่ใช้มีทั้งสีธรรมชาติและสีเคมี สีธรรมชาติมาจาก ลูกหมากสุก ลูกหว้า ต้องใช้เวลาทั้งวันในการย้อมไหมเพราะต้องมีการลอกกาว กระตุก ขึ้นล้างน้ำแล้วกระตุก ลอกกาวเสร็จแล้วจึงค่อยมาย้อมสี แล้วนำมาฟอกสี ตากจนสีที่เส้นไหมแห้งแล้ว จากนั้น ตั้งตะกอ เดินเส้น มาขึ้นม้วน ต้องนำเส้นไหมที่จะนำไปทอกรอใส่หลอดตามจำนวนที่ต้องการ เพื่อนำมาขึงดึงเส้นเดิน นำมาทอเป็นผืนต่อไป อุปกรณ์สำคัญคือ เครื่องสืบไหมช่วยในการเรียงเส้นไหมไปขึ้นหัวม้วนเป็นเส้นยืน ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากเครื่องแบบโบราณที่ต้องนั่ง สำหรับการทอผ้าไหมเป็นผืน ที่ชุมชนนี้ได้มีการประยุกต์เครื่องทอผ้าแบบกี่กระตุกมาเป็นเครื่องทอผ้าที่ทันสมัย โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาช่วย ทำหลายขั้นตอนก่อนจะเริ่มการทอ
ผ้าที่ทอคือผ้าพื้นเรียบ ผ้าหางกระรอกโบราณ ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ผ้ามัดหมี่ ผ้าโสร่ง
ผ้าไหมสนวนที่มีเอกลักษณ์ขึ้นชื่อและมีการส่งขายทำรายได้ให้กับครัวเรือนมากที่สุดคือ ผ้าไหมหาง
กระรอกคู่ตีนแดง เป็นผ้าไหมของชาวไทยเขมรดั้งเดิมสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการทอผ้าโสร่ง ผ้าสไบ ผ้าพื้น ผ้ามัดหมี่ เป็นต้น
ผ้าหางกระรอกมีเส้นยืนและเส้นพุ่ง เส้นพุ่งคือสีเหลืองกับแดง และสีเหลืองกับเขียว ถ้าเป็นของโบราณ ผ้าโสร่งก็มีการใช้เทคนิคผ้าหางกระรอกในการทอ มีการตีเกลียวเส้นไหมให้ได้เส้นเล็กและเรียบเนียน
ผ้าที่มีชื่อเสียงของอำเภอห้วยราชและระดับจังหวัดคือ ผ้ายกขิตช้างม้า มีเทคนิคผ้าหางกระรอกปนไปด้วย มีขั้นตอนมากในการผลิต ต้องมีการเก็บตะกอโยง เก็บตะกอธรรมดา มีการยกขิตช้างม้า ใช้เวลานานในการทอ แต่คนที่มีความชำนาญใช้เวลาทอแค่ 1 วัน มีการทออยู่ที่หมู่ 7 ทอเสร็จก็มาส่งให้ทางกลุ่มที่หมู่บ้านนี้ ที่นี่จะเป็นจุดจำหน่ายสินค้าระดับอำเภอ นอกจากนี้ ยังมีผ้าด้าย ไม่ใช่ไหม แต่ทอเป็นผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง ซึ่งที่อื่นสั่งทำ
กลุ่มทอผ้าไหมพื้นเมืองตำบลสนวน ได้รับใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม (มปช.) และจะเป็นของศูนย์หม่อนไหม และได้รับรางวัลโอทอป 5 ดาวปี 2556
มีการสืบทอดให้กับเยาวชนคือ มีนักเรียนมาฝึกอบรมการทอไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น จากโรงเรียนสนวน ลูกหลานรุ่นหลังก็กำลังฝึกทออยู่ ฝึกทอใช้เวลาไม่กี่วัน แต่ถ้าเรียนทุกกระบวนการต้องใช้เวลาเป็นเดือน
ถ้าออกไปฝึกอบรมนอกสถานที่ จะคิดค่าใช้จ่ายวันละ 400 บาท แล้วแต่ความยาก สำหรับคนนอกที่ต้องการมาเรียนคิดค่าเรียนวันละ 500 บาท
วันที่ 28 มกราคม 2559
เรียนรู้บริบทในพื้นที่และกรณีศึกษาที่น่าสนใจของชุมชนบ้านสายยาว
บรรยายโดย นายวชิรพงศ์ ยืนสุข
ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสายยาว
ชุมชนสายยาว ก็มี บ้านหมู่ที่ 8 บ้านเสม็ดราษฎร์ หมู่ที่ 7 บ้านสำราญราษฎร์ หมู่ที่ 16 บ้านโนนสำราญ หมู่ที่ 10 บ้านหนองเครือ (เป็นสถานที่ที่นั่งฟังบรรยายสรุป) หมู่ที่ 3 บ้านโนนศิลา รวมเป็นชุมชนสายยาว ถือเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่ยาวที่สุดในโลกมีระยะทางรวม 3 กิโลเมตร
วิสัยทัศน์ของชุมชนสายยาว “เป็นสังคมแห่งสันติสุข พัฒนาทุกภารกิจโดยหลักบูรณาการ สืบสานวัฒนธรรมของชาติ ส่งเสริมศาสตร์เทคโนโลยี สนับสนุนเกษตรอินทรีย์เพื่อการผลิต วิสาหกิจชุมชนสู่หนึ่งชุมชนหนึ่งผลิตภัณฑ์”
ศักยภาพของชุมชน เป็นศูนย์เรียนรู้ มีฐานเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของประชาชนแล้วมาจัดเป็นวิสาหกิจชุมชน
ชุมชนสายยาวมีประชากร 1,300 คน ประชากรอพยพมาจากสุรินทร์และศรีสะเกษ เป็นชนเผ่าไทยอีสาน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาพื้นบ้าน ถ้าเป็นหมู่บ้านที่อยู่ถัดออกไปจะใช้ภาษาเขมร ภาษาไทยโคราช
อาชีพคือ ทำนา และปลูกอ้อย ตอนนี้มีโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ ทำงานเพื่อส่งโรงงาน จำหน่ายและเพื่อแปรรูปไว้สำหรับครัวเรือน
การแต่งกาย เป็นเสื้อพื้นบ้านสีแดงซึ่งชาวบ้านทอเองและแปรรูปเอง ใช้สวมใส่ทุกงาน
มีการปลูกไม้ประดับและไม้ประแดะคือพืชที่กินได้ นำไปใช้สอยในด้านต่างๆได้
แรงงานทำงานด้านเกษตร หมุนเวียนตามฤดูกาลของพืชแต่ละชนิด จึงไม่มีโอกาสได้ไปทำงานที่อื่น
การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง
ฐานบัญชีครัวเรือน มีครูอาสาเข้ามาสอน วัตถุประสงค์คือสำรวจตัวเอง บันทึกรายรับรายจ่ายแล้วนำมาวิเคราะห์ แก้ปัญหาเศรษฐกิจในหมู่บ้าน เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน
ฐานน้ำยาอเนกประสงค์ เป็นการลดรายข่ายเพิ่มรายได้จากการทำน้ำยาล้างจานและซักผ้า
ฐานเตาถ่าน พลังงานทดแทน พลังงานนับวันใช้แล้วจะหมดไป พลังงานที่นำมาทดแทนได้คือพลังงานสีเขียว ทำให้มีการปลูกป่า และเกิดธนาคารต้นไม้
ฐานทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ก็กลายมาเป็นโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ และธนาคารปุ๋ย
ทุกปี ชุมชนสายยาวจะทูลเกล้าฯ ถวายข้าวต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ปีนี้ ถวาย 1 ตัน มีการแปรรูปเป็นข้าวสารส่งให้ผู้ประสบภัยด้วย
ฐานทำกระถาง ลงทุนไม่มาก มียอดสั่งซื้อตลอด ทำให้ชาวบ้านอยู่ได้สบาย
ฐานไม้ดัด ทำไม้ดัดและไม้แคระเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม
การจำหน่ายสินค้าเป็นการสร้างรายได้
ในกระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีกระบวนการ การเตรียมเนื้อที่ ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ทอเป็นผืน ทำเป็นผลิตภัณฑ์
ฐานบ้านอาสา โฮมสเตย์ มีชาวบ้านเข้ามาศึกษาเรียนรู้ จึงให้ชาวบ้านที่มีความพร้อมเปิดเป็นโฮมสเตย์คือมีบ้าน หารือกับข้าวของบ้านและได้รับการอนุญาต บ้านดังกล่าวก็ต้องยอมรับกฎของกลุ่มได้ ต้องใช้ 5 ส. (สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย)
เรื่องอาหารการกิน ก็นำสิ่งที่ปลูกมาแปรรูป
ในการต้อนรับ ชาวบ้านที่มาตั้งแถวยกมือไหว้ได้คนละ 10 บาท