วันที่ 28 มกราคม 2559
การศึกษาดูงาน ณ จุดเรียนรู้การผลิตปุ๋ยน้ำหมัก ชุมชนบ้านสายยาว
จุดเรียนรู้นี้เป็นแหล่งผลิตน้ำตาลปึก มีแม่พิมพ์ เตาเคี่ยวสำหรับต้มเคี่ยวหลังจากรีดน้ำอ้อยออกแล้ว
วิธีการทำน้ำตาล
1.นำต้นอ้อยไปรีดเอาน้ำออก โดยนำต้นอ้อยเอียงเข้าเครื่อง จะทำให้เข้าได้ง่าย
2.ใส่ฟืน นำน้ำตาลใส่กระทะ เคี่ยวต้ม 3 ชั่วโมงจึงจะได้น้ำตาลปึกที่เป็นก้อน
น้ำตาล 1 แว่น ราคา 3 บาท 1 กระทะทำน้ำตาลได้ 150 ก้อน ราคาเท่ากับ 150 x 3 = 450 บาท 1 วันสามารถเคี่ยวน้ำตาลได้ 3 รอบ 9 กระทะ คิดเป็นเงิน 4,000-5,000 บาทต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับการส่งไปที่โรงงานวันหนึ่งได้ 900 บาท ถ้าให้ค่าแรงพนักงานคนละ 300 บาท ก็ยังเหลือเงินอีก ใช้พนักงานต้มไม่เกิน 3 คน
สามารถหาฟืนได้ง่าย คือเคี่ยวน้ำตาลเสร็จแล้ว ก็นำไปตากแห้ง แล้วนำมาทำเป็นเชื้อเพลิง สำหรับใบอ้อย ก็สามารถนำมาห่อเป็นบรรจุภัณฑ์ของน้ำตาล สรุปแล้วตั้งแต่ลำต้นจนถึงใบอ้อยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่าง
นอกจากนี้ สามารถนำกากน้ำตาลมาใส่ถังแล้วใส่น้ำ นำไปทำปุ๋ยน้ำหมัก ส่วนมากไม่ค่อยมีคนจะทำกันเพราะต้องตื่นแต่เช้า
บรรยายสรุปความเป็นมาและกิจกรรม โดย ผู้ช่วย ปาน ประธานกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก
ความเป็นมาของการจัดตั้งกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก
กลุ่มปุ๋ยน้ำหมักตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 เนื่องจากทางธกส.ได้นำจุดเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าพักชำระหนี้มาดูงานเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิต ในเรื่องของเกษตรกร
เมื่อปี 2558 กรมพัฒนาที่ดิน ตั้งให้กลุ่มปุ๋ยน้ำหมักเป็นธนาคารกลุ่มปุ๋ยน้ำหมัก
ปลายปี 2558 ทางเกษตรจังหวัดตั้งธนาคารกลุ่มปุ๋ยน้ำหมักนี้เป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มผลิตภาพเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รายได้จากการทำการเกษตรไม่ได้เกิดจากการขายให้พ่อค้าอย่างเดียว มีการแปรรูปข้าวสารเพิ่มมูลค่าเหมือนน้ำตาลที่ส่งโรงงาน เนื่องจากการเล็งเห็นว่ามูลค่าตกต่ำ ถ้าจะทำให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ ต้องผันแปรทำให้แปรรูปข้าวและอ้อยเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของซึ่งเป็นจุดนัดหมาย
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ทางเกษตรจังหวัดจะนำลูกค้า 332 หมู่บ้าน 600 กว่าคน มาอบรมในเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ของกลุ่มนี้ อาจจะมาด้วยกันคนละ 15 วัน แบ่งเป็น 6 รุ่น รุ่นละ 100 คน
เดิมที ทำเป็นจุดเล็กๆ เป็นเครือข่ายของกลุ่มใหญ่ที่ได้ไปศึกษาดูงาน แต่ละฐานก็มีแหล่งเรียนรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรมาศึกษาแนวทาง จะมีการลดต้นทุนได้
การบรรยายจาก นายวันชัย มงคลเพชร หมอดินและผู้อำนวยการโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ หนองบึง จังหวัดสุรินทร์
“การสนใจไขว่คว้าหาความรู้ ให้เป็นผู้แก่เรียนเพียรศึกษา
มีศีล มีสติมั่น เกิดปัญญา ย่อมนำพาตัวรอดเป็นยอดดี”
ในเรื่องหมอดินอาสา แรกเริ่ม ตนเองได้เข้าไปเป็นหมอดินอาสา ปี 2538 ในระยะนั้น ผู้อำนวยการของสถานีพัฒนาที่ดินชื่อ นายวิเชียร บุญประทีป เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 ก็ได้ให้ตนไปเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความรู้เรื่องการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ ไปเรียนอยู่ 3 วัน 2 คืน หลังจากนั้นจึงนำแปลงนาของตนเป็นแปลงนาสาธิตมาเก็บตัวอย่าง หาค่า pH ค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ต่ำหมด พัฒนาที่ดินจึงสนับสนุนปัจจัยการปรับปรุงบำรุงดิน มีนวัตกรรมใหม่ๆของพัฒนาที่ดิน ก็มีพด.12 ตนได้อ่านหนังสือทั้งหมด หลังจากนั้นแปลงนาของตนไฟไหม้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ก็ไถกลบ เพราะช่วงนั้น ดินยังชุ่มอุ้มน้ำอยู่
การหว่านปุ๋ยพืชสด ราชการให้การสนับสนุนช้า ตนจึงเก็บทำเอง เพราะยังไม่มีการแจก 2-3 ปีที่ผ่านมาจึงเก็บพันธุ์เอง ไถด้วยรถไถนา 10 ไร่
หลังจากค่า pH และสารอาหารในดินต่ำ เพราะปลูกข้าวมาตลอด จึงได้ไปเล่าให้ประชาชนแต่ละหมู่บ้านฟัง ต่อมาได้ขยายผลมาเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน แปลงนาอาสาจึงเกิดกิจกรรมหลากหลาย มีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้จัดการธกส.มาเกี่ยวข้าว เดิน ปลูกข้าวในแปลงนา
ประชาชนในชุมชนเห็นว่า การทำเกษตรอินทรีย์มีความยั่งยืนทำให้พึ่งตนเองได้ ปัจจุบันนี้ ทำให้พึ่งพาตนเองได้ ขายกิโลกรัมละ 50 บาท
แต่มีปัญหาติดขัดเรื่องมาตรฐานรับรอง ใบรับรองมาตรฐาน แต่มาตรฐานผลผลิตจริงเต็มร้อยเพราะไม่มีสารเคมีเจือปน อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
วิธีทำนาก็ยากพอสมควร ต้นข้าวธรรมชาติใบยืนต้นสีเขียวเหลือง ถ้าใส่ปุ๋ยยูเรีย จะทำให้เป็นสีเขียวอ่อน แล้วลำต้นโค้งลง
ปัญหาคือมีเงินน้อย จะหาต้นแบบที่เป็นการเรียนรู้ว่าอาหารในดินได้อย่างไรว่ามีมีคุณภาพดีพอหรือไม่ ต้องคอยให้ออกผลก่อน
อัตราส่วนเก็บเกี่ยวเสร็จ นา 10 ไร่ ได้ข้าว 60 กระสอบ ขายกระสอบละ 1,000 บาท ต้นทุนการผลิต 1 ไร่ลงทุนแค่ 1,000 บาท จ้างรถไปปั่น 2 เที่ยว 400 บาท ข้าว 1 ไร่ได้ 480 กิโลกรัม คิดแล้วได้กิโลกรัมละ 2 บาท แต่ไม่มีใครเชื่อว่าต้นทุนการผลิตต่ำ
กรมส่งเสริมโดยเกษตรตำบลช่วยเหลือด้านภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม มีมาตรฐานคือให้แค่ 480 กิโลกรัม ชาวนาจึงได้รับการชดเชยแล้ว 480 กิโลกรัม ที่ขาดหายไปหรือที่ได้เพิ่มมา ทางกรมส่งเสริมก็ให้เงินช่วยเหลือมาไร่ละ 1,000 บาท
นอกจากนี้มีการควบคุมรายจ่ายด้วยบัญชีครัวเรือน บัญชีฟาร์ม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ใช้จ่ายวันละ 137 บาท เป็นเวลา 1 ปี คิดเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท
ในปี 2558 ก็ได้แสวงหาใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (PGS, GAP) ถ้าได้ใบรับรองก็จะขายข้าวได้ง่ายขึ้น เช่น บ้านโคกเมืองนำของไปขายที่กรุงเทพก็เสนอขายของแต่ถูกถามเกี่ยวกับใบรับรอง ตนเองก็เสนอชื่อสมาชิก 10 คนที่ต้องการใบรับรองไปยังพัฒนาที่ดินบุรีรัมย์
ตอนนี้หมู่บ้านของตนเองรับรองมาตรฐานกันเอง
ในเรื่องพืชไร้สารพิษ ก็มีศูนย์กสิกรรมอยู่ที่วังน้ำเขียว และก็ได้มีโอกาสไปเรียน 3-4 วัน ไร้สารพิษคือไม่มีสารพิษลงในดินเลย ส่วนปลอดสารพิษ ก่อนจะปลูกก็ใส่สาร ก่อนจะเก็บไปขายก็ต้องรอให้สารหมดก่อน อ้อยไม่ได้ใส่สารเคมียกเว้นแต่ใส่ปุ๋ยในแปลง

