ด้วยรัก แด่ มะลาเฮง

Nurse
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ด้วยรัก แด่ มะลาเฮง

นายอิลยาส สาและ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

โรงพยาบาลหนองจิก

ชายร่างผอม อายุราว 20 ปี ลักษณะรูปร่างผอมแห้ง หนังหุ้มกระดูก ผิวแห้งซีด มีแก้มและศีรษะโต ตาและปากเกือบปิดสนิท ซึ่งในช่องปากได้อัดใส่ผ้าก๊อซไว้ เพื่อซับน้ำเหลือง ที่ซึมตามรากฟันและเหงือก ไม่สามารถสื่อสารด้วยเสียงและคำพูดได้ ยังมีน้ำลายและน้ำเหลืองซึมบริเวณแก้มที่พร้อมจะแตกไหลลงมาตามคางและยังส่งกลิ่นเหม็นมาก ส่งผลต่อเตียงผู้ป่วยที่อยู่ใกล้เคียงและญาติผู้ป่วยที่มาเยี่ยม บางคนก็พูดออกมาว่า “ ดูน่าสงสาร จัง ” แต่บางคนบอกว่า “ น่ารังเกลียด กลิ่นเหม็นเน่า ไม่กล้าเข้าใกล้หรอก ” ผู้ป่วยมีเจาะรูที่คอเพื่อดูดเสมหะและสายยางผ่านทางช่องท้องเพื่อให้อาหาร

สำหรับเช้านี้ มะลาเฮงยังคงฟุบอยู่ที่โต๊ะเมโยที่วางคร่อมบนเตียง ก้มหน้าโดยไม่เงยหน้า ตั้งแต่เช้า หลังจากที่ได้รับการดูแล ทำความสะอาด แปรงฟัน เช็ดตัวจากน้องพยาบาลเวรดึก ดูเหมือนว่าอาหารเช้าไม่ใช่เรื่องที่มะลาเฮง สนใจเพราะเป็นสารอาหารที่ได้รับทางหน้าท้อง ซึ่งมะลาเฮงไม่รู้รสชาติของอาหารมาหลายเดือนแล้วนับจากวันที่มะลาเฮงต้องให้อาหารผ่านทางหน้าท้องอันเนื่องมาจาก ไม่สามารถกลืนอาหารทางลำคอได้มะลาเฮง " ปวดแผลมากไหม " เสียงใสๆ ของน้องพยาบาลเวรดึก ชวนมะลาเฮง พุดคุย พร้อมกับก้มลงเตรียมชุดทำแผลเพราะรู้ว่า มะลาเฮงจะไม่เงยหน้ามาตอบ จนกว่าจะจัดชุดทำแผลเสร็จ พร้อมที่จะทำแผลให้มะลาเฮงแผลที่บริเวณคางของมะลาเฮง บวมโตและอักเสบ จนทำให้ดูรูปหน้าของมะลาเฮง ผิดรูปไปมากมาย หากใครที่เคยรู้จัก มะลาเฮง ก็จะรู้ว่า มะลาเฮง เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดี ที่มีรูปร่างเล็ก ใบหน้าเรียว พร้อมกับลักยิ้มเล็กๆที่แก้มทั้งสองข้างยิ่งเป็นการเพิ่มเสน่ห์ ในความเป็นคนหน้าตาดีของมะลาเฮง สำหรับวันนี้ มะลาเฮงไม่ได้เสียใจกับรูปหน้าที่เปลี่ยนไป แต่ กำลังทุกข์ใจกับความเจ็บปวดของแผล ที่มีอยู่บนใบหน้าต่างหาก

มะลาเฮงนอนที่ตึกผู้ป่วยใน มาหลายวัน ได้รับการดูแลเช็ดตัวและทำความสะอาดแผล จนกลิ่นที่เหม็นเน่าโชยจางลงมากมาย ทุกๆครั้งที่พวกเราได้ทำการพยาบาลให้ มะลาเฮง เราก็จะมีการสื่อสารกับมะลาเฮงโดยใช้ภาษากาย พวกเราทีมพยาบาลอยากให้การดูแลที่ใกล้ชิดและเข้าถึงมะลาเฮงให้มากกว่านี้ จึงได้เข้าไปพูดคุย ถามถึงความต้องการของมะลาเฮง โดยผ่านการเขียนข้อความบนกระดาษ A4 มะลาเฮง เขียนว่า “ มะลาเฮง อยากมาหาหมอ " เพราะอยู่บ้านแล้ว ปวดแผลมาก ทรมาน แผลที่คางก็บวมมากขึ้นเรื่อยๆ มะลาเฮง อยากให้แม่พามาโรงพยาบาล

ความจริงแล้ว น้องพยาบาล รพสต ไปทำแผลให้ มะลาเฮง ทุกวัน แต่แม่ก็ทนการรบเร้าของ มะลาเฮง ไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำให้มะลาเฮงได้มีโอกาสมาเห็นผู้ป่วยรายอื่นบ้าง แม้เขาเหล่านั้นจะไม่ทุกข์เหมือนมะลาเฮง แต่มันอาจจะทำให้มะลาเฮง ไม่รู้สึกว่าความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานรุมเร้า มะลาเฮง แต่เพียงผู้เดียว

มะลาเฮง มีโอกาสได้รับรู้ว่าไม่ได้อยู่ในโลกนี้พร้อมกับความทุกข์ที่อยู่รอบตัว อย่างโดดเดี่ยว แม้พวกเราไม่ได้มีโอกาสที่จะบอกให้มะลาเฮงฟังทุกวันว่าเรารักและเป็นห่วงมะลาเฮง แต่ทุกครั้งที่พวกเราได้มีโอกาสถ่ายทอดความรัก ความห่วงใยผ่านการพยาบาลด้วยใจของพวกเรา มันทำให้หัวใจของพวกเราพองโต พร้อมกับรอยยิ้มของมะลาเฮง ที่แม้ว่าจะมีเพียงน้อยนิด แต่มันเป็นรอยยิ้มที่พวกเราสัมผัสมันได้ด้วยความรัก ในที่สุด มะลาเฮง ก็เรียนรู้ได้ว่า โรงพยาบาล ไม่สามารถทำให้มะลาเฮง เดินผ่านความทุกข์ ความเจ็บปวดและความตาย ไปได้มะลาเฮง ยินยอมที่จะกลับบ้านอย่างมีความสุข และเรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่เหลืออยู่กับความสุขของแม่ ที่เต็มใจมอบให้มะลาเฮง ทุกวัน มะลาเฮงได้รับการช่วยเหลือในเรื่องของสารอาหารทางหน้าท้อง อุปกรณ์ทางการแพทย์,ออกซิเจน โดยน้องพยาบาล รพสต มาเบิกจากจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของโรงพยาบาลหนองจิก ทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายบางส่วน ก็มีน้องพยาบาล รพสต ทำโครงการ ฯ ผ่านระบบขององค์กรส่วนท้องถิ่น ในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย มะลาเฮงพอใจกับยาแก้ปวดที่พอช่วยคลายความปวดไปได้บ้าง, พอใจที่จะได้รับสารอาหารเพื่อที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงอีกวันเพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งของดวงใจรักของแม่ แม้ว่าทุกวันที่ผ่านไป จะเต็มไปด้วยความกลัว กลัวที่จะไม่มีมะลาเฮงอยู่เคียงข้างหัวใจดวงน้อยของแม่

มะลาเฮงได้เขียนจดหมายเป็นกระดาษ A4 อีกครั้งให้กับพวกเรา คนชุดสีขาว “ ขอบคุณทุกๆคนที่ให้ความช่วยเหลือดูแลผมและครอบครัว ผมรู้สึกหมดความกังวลใจและหายห่วงกับครอบครัวหากผมได้จากไป ต่อจากนี้เหลือแค่รอวันที่พระองค์ อัลลอฮ จะพิสูจน์ และผมพร้อมที่รับกับมัน ผมจะทำทุกวันให้มีความสุข ”และแล้ว วันนี้ก็มาถึง วันที่มะลาเฮง ได้เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านเกิดของตัวเอง มะลาเฮง ได้รับรู้ว่า การต้องจากไปสู่โลกใหม่มันไม่ได้โดดเดี่ยวเลย มะลาเฮงจากไปพร้อมกับการมีโอกาสที่ได้เห็นความรักของผู้คนรอบข้างที่เห็นมะลาเฮงเป็นส่วนหนึ่งการเติมเต็มของกันและกัน

มะลาเฮง ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า จิตวิญญาณของการดูแลผู้ป่วยกับวาระสุดท้ายของชีวิตที่เหลืออยู่ นอกเหนือจากการต้องเผชิญกับความเจ็บปวดของโรค ความกังวลใจแล้ว การได้รับการตอบรับและการเข้าใจในความจริงที่ต้องเผชิญคือความยากที่สุดยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางกาย หลายคนเมื่อได้พบความสุขในช่วงสุดท้ายของชีวิต และเมื่อตระหนักว่าความตายใกล้เข้ามา ได้ปล่อยวางสังขารอย่างสิ้นเชิง จะทำให้จิตเป็นอิสระขณะที่กำลังสิ้นลม และพร้อมจะจากไปอย่างสงบ ... ด้วยรักแด่ มะลาเฮง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ร้อยเรียง เรื่่องเล่า



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณทีมทำงานทุกๆๆท่านครับ