คริสตมาส : ความเชื่อในพระเจ้าที่มองไม่เห็น

จากงานวันคริสตมาส เราได้มีโอกาสบันทึกคำกล่าวของหนุ่ม ที่พูดในโบสถ์ ที่ผ่านมา

คริสตมาส : ความเชื่อในพระเจ้าที่มองไม่เห็น

(เรียบเรียง จาก คำกล่าวในงาน คริสตมาสเพื่อคุณ @ คริสตจักรบ้านดอน เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558)

เราทุกคนทราบดีและรับรู้ได้ว่า คริสตมาส เป็นเทศกาลแห่งความสุข สนุกสนาน รื่นเริง เมื่อเราไปตามที่ต่าง ๆ เราจะพบการตกแต่งประดับประดาด้วยต้นคริสตมาส ของขวัญ หรือแม้แต่ภาพของซานตาคลอส คุณลุงใจดี คนส่วนใหญ่สัมผัสได้ถึงความสุขในเทศกาลคริสตมาส ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่น่าเสียดายที่ความสุขแบบนี้ เป็นเพียงความรู้สึกชั่วคราวไม่สามารถตอบสนองความปรารถนาลึก ๆ ในใจของพวกเราได้ วันนี้ผมจะขอนำเสนอความหมายของคริสตมาส ที่ไม่ได้เป็นเพียงความสุขสนุกสนานชั่วคราวเท่านั้น แต่เป็นสันติสุขนิรันดร์ ที่สามารถเติมเต็มหัวใจของเราได้

เราจะเข้าใจความหมายของคริสตมาสที่แท้จริงได้อย่างซาบซึ้ง เราต้องรู้จักกับเจ้าของงานก่อน บางคนอาจจะเคยไปงานแต่งงานโดยไม่รู้จัก หรือคุ้นเคยกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว เราก็คงได้แต่กินดื่มอิ่มท้อง ฟังเพลงเพราะ ๆ ในงาน แล้วก็กลับบ้าน โดยไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งกับความรักของคู่บ่าวสาว เพราะเราไม่รู้จักหรือสนิทสนมกับเจ้าของงาน ผมจึงอยากแนะนำให้เราได้รู้จักกับเจ้าของงานคริสตมาส คือ “ องค์พระเยซูคริสต์” คริสตมาสเป็นเทศกาลที่ระลึกถึงการเสด็จมาบังเกิดขององค์พระเยซูคริสต์ในโลกนี้ เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว น่าสนใจว่าเรายังคงเฉลิมฉลองการบังเกิดของพระองค์ทุก ๆ ปี ซึ่งสะท้อนนัยที่สำคัญบางอย่างคือ เราเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับองค์พระเยซูคริสต์ที่ยังดำรงอยู่ หรือเป็นอยู่ เพราะคงไม่มีใครฉลองวันเกิดให้กับบุคคลที่ตายไปแล้ว หากเราจะระลึกถึงคุณงามความดีของบุคคลที่ไม่มีชีวิตแล้ว เราก็คงจัดงานรำลึกถึงเขา ไม่ใช่การฉลองวันเกิด เหมือนกับที่เราทำให้องค์พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญว่าพระองค์ยังคงเป็นอยู่ ดำรงอยู่กับเราในวันนี้ ผมจึงอยากแนะนำให้เราได้รู้จักกับองค์พระเยซูคริสต์ครับ

หากเรามองไปรอบ ๆ ที่ประขุม เราจะไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ คำถามที่ท้าทายความเชื่อของเราก็คือ หากเรามองไม่เห็นพระองค์ แสดงว่าพระเยซูคริสต์ ไม่มีอยู่จริง อย่างนั้นหรือ น่าแปลกใจว่ามีหลายคนในห้องประชุมนี้ที่มองไม่เห็นพระเยซูคริสต์ แต่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระองค์ ส่วนคนที่เหลือคงยากที่จะเชื่อว่าพระองค์ดำรงอยู่ ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่เราจะตัดสินใจเชื่อสิ่งใด เราต้องมีข้อมูลของสิ่งนั้นพอสมควร หากเราไม่มีข้อมูลที่เพียงพอเราก็คงจะเลือกไม่เชื่อเอาไว้ก่อน ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ หากก่อนหน้านี้มีคนบอกเราว่า คนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนต้องตัดขาได้ เราคงยากที่จะเชื่อ หรือตั้งข้อสงสัยกับคำพูดนี้ แต่เมื่อเราได้รับรู้ข้อมูลที่เกิดขึ้นกับดาราท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เราก็จะเลือกเชื่อในสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องขององค์พระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นพระเจ้าที่มองไม่เห็น และหากเราไม่เคยรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระองค์มาก่อน ก็คงเป็นการยากที่จะเชื่อได้ว่าพระองค์มีอยู่จริง

ผมมีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง (จากหนังสือ “พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์” โดย ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ) มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งประเทศรัสเซียยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่นั้น รัฐบาลต้องการล้มล้างความเชื่อทางศาสนา จึงจัดเวทีและเชิญนักบินอวกาศ นายแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์มาปราศรัยกับประชาชน

นักบินอวกาศพูดขึ้นว่า “ผมออกไปนอกโลกหลายครั้ง ไม่เคยเห็นสวรรค์หรือพระเจ้าเลย นี่ก็แสดงว่า จักรวาลนี้ไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง”

นายแพทย์กล่าวว่า “โลกนี้ไม่มีพระเจ้า คนวิวัฒนาการมาจากสัตว์ ไม่มีจิตวิญญาณ ผมผ่าตัดมนุษย์มามากมาย ไม่พบวิญญาณอะไรนั่นเลย”

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “อะไรที่มีอยู่ต้องพิสูจน์ได้ อะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ก็แปลว่า ไม่มีอยู่จริง ดังนั้น พระเจ้าไม่มีจริง”

เมื่อจบการปราศรัย โฆษกก็กล่าวว่า “มีผู้ใดจะโต้แย้งไหม เราให้โอกาสท่าน” เงียบกริบไม่มีผู้ใดกล่าวโต้แย้ง แต่ก็มีคุณป้าแก่ ๆ คนหนึ่งยกมือขึ้น “ขอป้าพูดหน่อยได้ไหมคะ” เมื่อได้รับอนุญาต คุณป้าก็พูดกับผู้มีปัญญาทั้งสามทีละคน

“คุณนักบินอวกาศคะ ที่บ้านฉันมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง มีกบตัวเล็ก ๆ อยู่ก้นบ่อ ทุกวันเจ้ากบมันแหงนดูท้องฟ้า และรำพันในใจว่า โลกนี้ ไม่มีแม่น้ำ ไม่มีทะเล เพราะถ้ามี ฉันก็น่าจะเห็นแล้ว”

“คุณหมอคะ คุณแม่รักคุณหมอไหมคะ ถ้าเอาคุณแม่ของคุณหมอไปผ่า คุณหมอคิดว่า จะเจอ ความรัก อยู่ตรงไหนของร่างกายคะ”

“คุณนักวิทยาศาสตร์คะ คุณใช้เครื่องมืออะไรตรวจวัดความดีใจ ความเสียใจ ความดี ความชั่วคะ หรือโลกนี้ไม่มีของทั้งหมดที่ดิฉันพูดมา”

อันที่จริงวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ดีครับ เพียงแต่วิทยาศาสตร์ก็มีข้อจำกัดโดยตัวมันเอง และไม่สามารถให้คำตอบกับทุกเรื่องได้ ผมยกตัวอย่าง เช่น วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ความเป็นแม่ลูกด้วยการตรวจ DNA ได้ แต่ไม่สามารถใช้พิสูจน์ความรักที่แม่มีต่อลูก หรือคุณค่าของลูกที่มีต่อพ่อแม่ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบในสิ่งเหล่านี้ได้

ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เราไม่สามารถมองเห็นแต่มีอยู่จริง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น อากาศที่เราหายใจ ลม หรือแม้แต่คลื่นโทรศัพท์ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นหลักการที่ว่า มองไม่เห็นคือไม่มี จึงไม่สามารถใช้ได้กับทุกกรณี และเป็นการบอกถึงความจำกัดของมนุษย์ เราไม่สามารถมองเห็นพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นเราจะรู้จักพระองค์ได้อย่างไร เราคงต้องใช้กระบวนการศึกษาหาความจริงของสิ่งที่มองไม่เห็นว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด อันที่จริงก็คล้ายกับกระบวนการยุติธรรมของศาลในการค้นหาความน่าเชื่อถือของเหตุการณ์ที่มองไม่เห็น คือเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว โดยศาลตัดสินว่าสิ่งนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยดูจากพยานและหลักฐาน ผมจึงขอเชิญชวนให้เราใช้หลักการนี้ในการค้นหาความจริงเรื่องพระเจ้า คือการค้นหาพยานและหลักฐานเกี่ยวกับพระองค์

พยาน ที่จะยืนยันเรื่องพระเจ้า ก็คือคนที่เคยรู้จักกับพระเจ้าและสัมผัสได้ว่าพระองค์มีอยู่จริง ซึ่งก็คือคริสเตียนนั่นเอง ดังนั้นเวลาคริสเตียน เล่าเรื่องพระเจ้า เราจึงมักเรียกว่า “การเป็นพยาน” ทุกท่านจึงสามารถพูดคุย สอบถามจากคริสเตียนที่ท่านรู้จักได้ว่า เขาเหล่านั้นรู้จักและสัมผัสกับพระเจ้าได้อย่างไร ซึ่งแต่ละคนก็มีประสบการณ์ส่วนตัวที่หลากหลายแตกต่างกันไปในการรู้จักพระเจ้า ผมเองก็สามารถเป็นพยานได้ถึงเรื่องของพระเจ้า ผมเกิดมาในครอบครัวที่คุณแม่เป็นคริสเตียนที่เชื่อมั่นในพระเจ้า ผมมีโอกาสไปโบสถ์ และได้ยินเรื่องของพระเจ้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ เรียกได้ว่ามีความเชื่อในพระเจ้าแต่ก็เป็นความเชื่อแบบผิวเผือน ไม่ได้จริงจังอะไรกับความเชื่อนี้ จนกระทั่งเมื่อผมมีโอกาสได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย มีอยู่ 2 วิชาที่ผมชอบที่จะอ่านหนังสือมากคือ กายวิภาคและสรีรวิทยา โดยเฉพาะวิชา สรีรวิทยา ที่อธิบายกลไกการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอย่างละเอียด ผมพบความมหัศจรรย์ในการทำงานอันซับซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ ที่มีการทำงานผ่านระบบฮอร์โมน สารสื่อนำประสาท ตลอดจนระบบไฟฟ้าเคมี ที่คอยรักษาสมดุลของร่างกายมนุษย์ ผมรู้สึกทึ่งในความเป็นระบบระเบียบอันซับซ้อนนี้จนเกิดคำถามว่า ร่างกายของมนุษย์อันมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีจุดกำเนิดของชีวิตมาจากไหน วิทยาศาสตร์ให้คำตอบกับเราว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาจากสัตว์และสัตว์เองก็วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการต่อเนื่องกันมาเรื่อย ๆ โดยจุดเริ่มต้นมาจากเซลล์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของโปรตีนและสารเคมีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถ้าเราศึกษาเซลล์ของสิ่งมีชีวิตโดยละเอียด เราจะพบว่าการเรียงตัวของสายโปรตีนและสารต่างๆในระดับเซลล์ มีการจัดเรียงตัวที่เป็นระบบระเบียบ เพื่อกำหนดชนิดต่างๆของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ได้รับการออกแบบมาอย่างดี จึงยากที่จะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ และปัจจุบันเราก็พบความผิดพลาดหลายอย่างของทฤษฎีวิวัฒนาการที่ขัดแย้งกันเอง นักวิทยาศาสตร์เองก็เคยพยายามสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจากสารเคมีที่มีองค์ประกอบเหมือนเซลล์ทุกอย่าง ก็พบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดจากการรวมตัวกันของสารเคมีที่ไม่มีชีวิต แม้โปรตีนเพียงสายสั้นๆและเซลล์เพียงหนึ่งเซลล์ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นเอง แล้วเป็นไปได้หรือที่สิ่งมีชีวิตชั้นสูงซึ่งสลับซับซ้อนกว่าโปรตีนจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ต้องมีผู้สร้างสรรค์และออกแบบสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาผมพบว่าสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ที่บอกกับเราว่า พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ชนิดต่างๆตามชนิดของมัน แล้วทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นให้เป็นชายและหญิง (ปฐมกาล 1 : 21,27) ผมจึงรู้สึกมั่นใจในพระเจ้าที่ผมเชื่อและได้ยินเรื่องราวการทรงสร้างของพระองค์มาตั้งแต่ตอนที่ผมเป็นเด็ก เมื่อผมเชื่อมั่นในพระเจ้ามากขึ้น ไม่ใช่ความเชื่อแบบผิวเผินอีกต่อไป ผมจึงเริ่มเอาจริงเอาจังในการมีปฏิสัมพันธ์กับพระองค์ผ่านการศึกษาพระคัมภีร์ การไปโบสถ์ร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสเตียนและการอธิษฐานส่วนตัวกับพระองค์ ทำให้ผมมีประสบการณ์กับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น พระองค์ให้คำตอบหลายอย่างกับผมในคำอธิษฐาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีความมั่นใจในการดำรงอยู่และสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า เรียกได้ว่าพระเจ้าเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาแต่สัมผัสได้ด้วยใจและจิตวิญญาณของเรา ถ้าถามผมว่า เชื่อพระเจ้าแล้วได้อะไร ผมมีชีวิตที่สุขสบายมากขึ้นหรือ ? ผมร่ำรวยมากขึ้นหรือไม่เจ็บป่วยหรือ ? คำตอบคือ ปล่าวเลยครับ ชีวิตผมยังคงพบเจอปัญหาต่างๆ แต่การเชื่อมั่นในพระเจ้าทำให้จิตวิญญาณของผมมีรากที่มั่นคง ผมพบคำตอบชีวิตที่เป็นสันติสุขนิรันดร์ ผมรู้ว่าตัวเองมาจากไหน จะดำเนินชีวิตอย่างไรในโลกนี้อย่างมีความหมายและสันติสุข ตายแล้วจิตวิญญาณของผมจะไปอยู่ที่ไหน เหล่านี่เป็นคำตอบที่ทำให้ผมมีสันติสุขสงบในใจ เป็นไปได้ว่าเพราะจิตวิญญาณของผมได้พบพระผู้สร้างที่แท้จริง ผมจึงไม่ต้องแสวงหาสิ่งอื่นเพื่อมาเติมเต็มจิตวิญญาณอีกต่อไป

ประเด็นที่สองในการค้นหาความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าที่มองไม่เห็น นอกจากพยานแล้วก็คือหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดคือพระคริสตธรรมคัมภีร์ พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือที่ถูกต่อต้านและถูกทำลายมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำลายความจริงในพระคัมภีร์เล่มนี้ได้ ตรงกันข้ามพระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ได้ถูกสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเนื้อหาที่บันทึกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ ยิ่งกว่านั้นคำพยากรณ์หลายอย่างก็เกิดขึ้นจริงในโลกปัจจุบันอย่างปราศจากข้อผิดพลาด (ท่านที่สนใจสามารถศึกษาเรื่องคำพยากรณ์ที่เป็นจริงตามพระคัมภีร์ได้จากข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับประเทศอิสราเอล) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พระคัมภีร์ได้บอกกับเราก็คือ มนุษย์สามารถรู้จักพระเจ้าได้ โดยดูจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระธรรมโรม 1:19-20 บอกกับเราว่า “เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย” หากเรามองไปรอบรอบห้องประชุมในขณะนี้ เราจะเห็นดอกไม้ประดับประดาอย่างสวยงาม เราคงรู้สึกแปลกใจหากมีใครบอกกับเราว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเอง เพราะโดยสามัญสำนึกของเราเรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ต้องมีผู้สร้างสรรค์ขึ้นมา หากเราหันมาพิจารณาโลกที่เราอาศัยอยู่ และระบบสุริยะจักรวาลที่ค้ำจุนโลกเอาไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ ยกตัวอย่างเช่น แกนของโลกที่เอียงอย่างได้องศาพอดี การหมุนรอบตัวเองของโลก การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ตลอดจนการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และระยะห่างระหว่างโลกและดวงอาทิตย์อย่างพอดี เพื่อช่วยควบคุมสภาพภูมิอากาศ ฤดูกาล และสภาพแวดล้อมเพื่อเกื้อกูลให้สิ่งมีชีวิตบนโลกดำรงอยู่ได้ และยังมีอีกหลายอย่างในระบบกาล็กซี่ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างอัศจรรย์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ถือกำเนิดหลังการระเบิดครั้งใหญ่ในอวกาศ (ทฤษฎีบิ๊กแบง) ซึ่งเป็นการระเบิดอย่างสมดุลเกิดในตำแหน่งเวลาสถานที่ที่พอเหมาะพอดีอย่างบังเอิญ จึงทำให้เกิดระบบกาแล็กซีและระบบสุริยะจักรวาลที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

หากมีคนบอกเราว่าสิ่งก่อสร้างที่สวยงามเกิดขึ้นหลังการระเบิดอย่างรุนแรง จะมีใครเชื่อบ้างครับ คงยากที่จะเชื่อ โลกและสรรพสิ่งที่มีความเป็นระบบระเบียบเหมือนถูกออกแบบมาอย่างดีจะเกิดขึ้นเพียงเพราะการระเบิดโดยบังเอิญได้หรือ พระเจ้าได้บอกเรื่องราวการทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งที่สวยงามให้เราได้รับรู้ผ่านทางพระคัมภีร์ และสรรพสิ่งเหล่านี้นี่เองที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าพระผู้สร้าง แต่มนุษย์กลับหลงคิดไปว่าสรรพสิ่งในโลกและจักรวาลเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติไม่มีพระผู้สร้าง

พี่น้องในห้องประชุมอาจมีคำถามว่าจากพยานหลักฐานเท่าที่ผมกล่าวมาจะให้เชื่อเลยหรือ ผมขอบอกว่าผมไม่สนับสนุนให้เราเชื่อโดยไม่ศึกษาหาข้อมูลและทำความรู้จักพระเจ้าให้ดีก่อนตัดสินใจ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่สนับสนุนให้เราด่วนปฏิเสธหรือตัดสินว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงโดยที่ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลเช่นเดียวกัน

หากเราลองนึกย้อนกลับไปดู มีคนบอกกับเราว่าโลกหมุนรอบตัวเอง เราเชื่อโดยไม่เคยเห็น โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เราก็เชื่อโดยไม่เคยเห็นเช่นกัน สาเหตุที่เราเชื่อก็เพราะเราได้รับข้อมูลเรื่องเหล่านี้มาพอสมควรและเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกับธรรมชาติที่เราเห็นและมีประสบการณ์ เราจึงเลือกที่จะเชื่อโดยไม่สงสัย การที่เราจะรู้จักและเชื่อในพระเจ้าก็คล้ายกัน คือเมื่อเราศึกษาหาข้อมูลจากพยานหลักฐานที่มีอยู่ และเราพบว่าเป็นข้อมูลที่สมเหตุสมผล เราจึงตัดสินใจเชื่อในพระเจ้า และเมื่อเราเชื่อและต้อนรับพระเจ้า เราก็จะมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระองค์ ซึ่งทำให้เราเกิดความมั่นใจในสิ่งที่เราเชื่อมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นหลักการหรือตรรกะที่ว่า ต้องเห็นก่อนถึงจะเชื่อ หรือต้องพิสูจน์ก่อนถึงจะเชื่อ จึงไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง เพราะทุกวันมนุษย์ดำรงชีวิตและตัดสินใจด้วยความเชื่ออยู่แล้วโดยอาจไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเจ็บป่วยไม่สบาย เราจะไปหาหมอเราก็จะหาข้อมูลว่าหมอคนไหนที่รักษาคนไข้ได้ดี และเราก็ตัดสินใจไปหาหมอคนนั้น เมื่อหมอวินิจฉัยและสั่งจ่ายยา คงไม่มีคนไข้คนไหนบอกหมอว่า “หมอต้องพิสูจน์ให้ผมเห็นก่อนว่าสามารถรักษาผมให้หายได้ ผมจึงจะเชื่อและยอมกินยา” เราทุกคนก็ยอมกินยาด้วยความเชื่อ เราจึงจะมีประสบการณ์ตรงกับหมอคนนั้นว่ารักษาเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าผลการรักษาดีเราก็จะมั่นใจในหมอคนนั้นมากขึ้น ถ้าผลการรักษาไม่ดีเราก็อาจจะไม่ไปหาหมอคนนั้นอีก หรืออีกตัวอย่างในชีวิตประจำวันเช่น เราจะตัดสินใจซื้อโทรศัพท์มือถือเราก็จะดูข้อมูลจากการโฆษณา ถามข้อมูลจากคนที่เคยใช้ แล้วเราก็ตัดสินใจซื้อ เราไม่เคยบอกกับร้านขายโทรศัพท์ว่า คุณต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่าโทรศัพท์รุ่นนี้ดีจริง เหมาะกับเราเราจึงจะซื้อ เพราะประสบการณ์ตรงไม่สามารถพิสูจน์ล่วงหน้าได้ มีแต่เราว่าจะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ เรื่องของการรู้จักพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราได้ข้อมูลจากพยานหลักฐาน แล้วเราตัดสินใจเชื่อเราก็จะมีประสบการณ์ตรงกับพระเจ้า สัจธรรมก็คือความจริงเรื่องพระเจ้าก็ยังคงเป็นความจริง ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าสิ่งที่เราเชื่อเป็นความจริง ประสบการณ์ตรงของเราเองก็จะทำให้เรามั่นใจในพระเจ้า เหมือนกับที่ผมและคริสเตียนทุกคนมั่นใจ ไม่มีใครมีประสบการณ์แทนเราได้ และไม่มีใครสามารถหลอกสามัญสำนึกของเราได้ในประสบการณ์นั้น

ในความเป็นแพทย์ผมได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น คนวัยทำงาน วัยกลางคน ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่คนที่ใกล้ตาย ไม่ว่าจะมีฐานะอย่างไร ผมพบว่ามนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน เราทุกคนล้วนต้องการความรัก ต้องการการยอมรับในคุณค่าของตัวเรา ต้องการคนให้อภัยเมื่อเราทำผิดพลาด ต้องการคนที่อยู่เคียงข้างในเวลาทุกข์ยากลำบาก ผมอยากบอกกับพี่น้องว่า “องค์พระเยซูคริสต์” คือคำตอบที่จะเติมเต็มความปรารถนาในใจนี้ของมนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงรักมนุษย์จึงได้เสด็จเข้ามาบังเกิดเพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาป พระเจ้ายอมรับในคุณค่าของเราไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม เพราะพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา เพียงแต่มนุษย์เองที่ได้หลงหายไปจากทางของพระเจ้า แล้วดำเนินชีวิตด้วยความทุกข์อยู่ในความบาป พระองค์ทรงให้อภัยในความผิดบาปของเราโดยยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อรับโทษบาปแทนเรา ขอเพียงแต่เรายอมรับการชำระนี้และเชื่อวางใจในพระองค์ ยิ่งกว่านั้นพระคัมภีร์ยังได้บันทึกไว้ว่าในวันที่สามหลังสิ้นพระชนม์พระองค์ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ดำรงอยู่ และพร้อมจะสถิตเคียงข้างเราในยามที่เราต้องเผชิญกับความทุกข์ และปัญหาต่างๆในโลกนี้ และสุดท้ายพระองค์ยังทรงสัญญาว่า เมื่อเราเชื่อวางใจในพระองค์และดำเนินชีวิตตามทางของพระองค์ เมื่อเราต้องจากโลกนี้ไปจิตวิญญาณของเราก็จะได้พักสงบอยู่ในบ้านนิรันดร์ร่วมกับพระองค์ตลอดไป

เทศกาลคริสต์มาสเรามักหยิบยื่นของขวัญให้กันและกัน คริสตมาสปีนี้ผมอยากเชิญชวนให้เราลองเปิดใจ ให้ของขวัญที่พิเศษกับตัวเราเอง เป็นของขวัญแจ๊คพอตที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถมีได้ คือการได้พบและต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์ไว้ในใจของเรา ผมเชื่อว่าของขวัญชิ้นนี้จะไม่ใช่เป็นแค่เพียงความสุขและความสนุกสนานชั่วคราว แต่จะเป็นของขวัญที่ทำให้จิตวิญญาณของเราได้พบกับสันติสุขนิรันดร์อย่างแท้จริง

ผมคิดว่าหลังจากที่พี่น้องได้รับฟังสิ่งที่ผมกล่าวแล้ว นอกจากคริสเตียนจะมีคนอยู่ 3 กลุ่ม คือ คนที่สนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม คนที่เฉย ๆ คิดว่าไม่รู้จักพระเจ้าก็ไม่เป็นไร และกลุ่มที่ 3 คือคนที่ฟังแล้วไม่เห็นด้วย เกิดคำถามและข้อสงสัยอยากถกเถียงพูดคุย ไม่ว่าท่านจะอยู่ในกลุ่มใดผมขอเรียนว่า คริสตจักรและพี่น้องคริสเตียนที่ท่านรู้จักยินดีที่จะพูดคุยถึงเรื่องพระเจ้ากับท่าน หรือหากท่านอยากศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือหรือพระคริสตธรรมคัมภีร์ ก็ขอให้ท่านติดต่อกับคริสตจักรใกล้บ้านท่าน

สุดท้าย ผมขอพระเจ้าทรงอวยพระพรพี่น้องทุกท่านให้มีสันติสุขในใจตลอดไป

นายแพทย์เจนศักดิ์ พนิตอังกูร

(ขอขอบคุณ หนังสือ “พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์” เขียนโดยผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกคำเทศนา



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อ่านจนจบเรย ดีจัง กะลังคิดว่าถ้าคนที่ยังไม่เชือ พระเจ้าได้ฟัง จะได้คิด อย่างมีเหตุมีผลทีเดียว ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของประทาน ทึพระเจ้าให้สติปัญญากะ หมอหนุ่มในการแบ่งปันอย่างน่าชื่นชม จอพระเจ้าอวยพรให้มีอย่างเพิมพูนมากขึ้นค่า