เที่ยวสวรรค์สุดเขตแดนตะวันออกของอ่าวไทย "เกาะกูด"

ใครจะไปรู้ ว่าวันหนึ่งผมจะได้ไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกทางฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ประจวบคีรีขันธ์ เพียงแต่อยู่ในแนวเส้นรุ้งเดียวกัน งงล่ะสิ

ในสมัยที่เป็นวัยรุ่น ผมกับจิ๋มเริ่มรู้จักเกาะกูดผ่านการอ่านหนังสือท่องเที่ยวอนุสาร อสท. นั่นมันก็นานมาแล้ว เนื้อหาที่น่าสนใจที่สุดก็คือ มันเป็นเกาะที่น่าจะอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศเรา มันไกลจากแผ่นดินมากพอที่จะทำให้น้ำทะเลใสกิ๊ง และมันเดินทางยากมากในสมัยนั้น

เพียงแต่ในช่วงเวลาของการเรียนหนังสืออยู่ขณะนั้น การคิดจะไปเกาะกูดมันช่างเป็นความคิดที่สมปรารถนายากเหลือเกิน ไหนจะต้องนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพ หาโอกาสนั่งรถทัวร์เข้าตราด และจากตราดก็ต้องหาทางลงเรือไปเกาะกูดที่ว่ากันว่ามันอยู่ไกลจากแผ่นดินเสียหนักหนา

ครั้นพอมีลูกเล็กๆ การคิดจะเดินทางข้ามทะเลลงเกาะก็ยิ่งคิดว่าเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก

นั่นจึงเป็นเหตุที่เกาะกูดยังคงเป็นเพียงเกาะในฝัน ระหว่างนั้น เกาะตูดเมียไปพลางๆก่อน

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ผมเคยมาตราด

ใช่ครับ ถ้าจำไม่ผิดก็ราวปี ๒๕๓๔ หรือ ๓๕ ไม่แน่ใจนัก ผมมาเที่ยวบ้าน "อาสุข" ลูกลำดับที่ ๙ ของย่า ความทรงจำตอนนั้นจำได้เพียง อา อาสะใภ้ น้องชาย ๒ คน และการไปเที่ยวเขตชายแดนเขมรเพียงระยะเวลาสั้นๆ (แต่นั่งรถน้านนาน) จากนั้นมาผมก็ไม่ได้มาตราดอีกเลย ได้เจอน้องชายทั้งคู่ครั้งสุดท้ายก็ตอนนั้น ส่วนอา ได้เจอครั้งสุดท้ายก็ในช่วงตอนที่พ่อตายใหม่ๆ

และวันนี้ ผมจะได้มาตราดอีกหน ผมกำลังจะไปเที่ยวเกาะกูด ผมกำลังจะพาเจ้าเปี๊ยก ๒ คนไปเที่ยวสุดขอบประเทศไทย ออ...เกือบลืมไป คราวนี้ผมพาลูกสาวอีกคนมาเที่ยวด้วยกัน เธอชื่อน้องบัว ลูกสาวคนล่าสุดของบ้านเรา

เริ่มเดินทาง

เริ่มแรกเมื่อคิดว่าจะไปเที่ยวเกาะกูด เราจึงปรึกษาเพื่อนและน้องชายที่เคยไปเที่ยวมาก่อน และสรุปได้ว่า "กัปตันฮุก รีสอร์ท" น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ที่นั่นเขาจัดการการเข้าพักของแขกเป็นแบบ package จ่ายเป็นรายหัว เข้าพัก ๓ วัน ๒ คืน เพียงแค่เราเอาตัวและหัวใจไปให้ถึงท่าเรือ นอกเหนือจากนั้น ทางรีสอร์ทจะเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ตั้งแต่เรือสปีดโบ้ท โปรแกรมท่องเที่ยว ทั้งทะเล น้ำตก ดำน้ำ โชว์ และอาหารที่เขาลือกันนักกันหนาว่ามันยอดที่สุดใน ๓ โลก เพียงแค่นี้คงจะมีเหตุผลมากพอที่จิ๋มจะยอมจ่ายเงินในทันทีที่ติดต่อทางทัวร์ได้

สิ่งที่เราได้ตระเตรียมล่วงหน้าที่จำเป็นก็คือ จองตั๋วเรือบินไป-กลับ จองรถเช่าเพื่อขับกันเอง GPS นำทาง เพราะบอกตามตรงว่าไปจังหวัดตราดไม่ถูก ชุดลงทะเลและเครื่องเคียง ยา และถุงยางอนามัย (เอ๊ะ) ส่วนที่ไม่จำเป็นที่ผมบังคับให้แกะออกจากกระเป๋าเดินทางก็คือ หมอนส่วนตัวของลูกสาวที่มันจัดการแพ็คกันเอง "เฮ้ย...นี่เราข้ามเกาะนะลูก ไม่ได้ย้ายบ้านไปอยู่ถาวร เอาออก" ผมโวยไป

การเดินทางเริ่มขึ้นในเช้าวันที่ ๑๐ ธันวาคม ด้วยสายการบินสีเหลือง ซึ่งออกและลงตรงเวลาเป๊ะ เราสามารถขับรถออกจากสนามบินได้ตั้งแต่ก่อนบ่ายโมง ผมขับขึ้นโทลเวย์ ผ่านไปทางด่วน เพียงแป๊บเดียวก็เข้าสู่มอเตอร์เวย์ และแวะกินข้าวเที่ยงที่จุดพักใหญ่ในมอเตอร์เวย์ราวบ่ายโมงกว่าๆ

เสร็จจากภาระกิจมื้อกลางวันก็ล่วงเข้าบ่าย ๒ ผมเบี่ยงหัวรถออกทางมอร์เตอร์เวย์เข้าเส้นบ้านบึง จากความสบายบนผิวลาดยางอย่างดีก็เริ่มเข้าสู่ช่วงของการซ่อมแซมและลืมซ่อมแซม ดังนั้นความเร็วของรถที่วิ่งไปจึงแทบจะไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะเข้าแกลง ถนนมันห่วยขั้นเทพเลยทีเดียว

ทิวทัศน์ ๒ ข้างทางในภาคตะวันออกนี้ จิ๋มบอกว่ามันดูเหมือนภาคใต้บ้านเรามาก เพราะตลอดทั้ง ๒ ฝั่ง จะมีสวนยางและสวนปาล์มอยู่เกือบตลอดทาง นึกไปก็แอบสงสารเกษตรกรนักปลูกยางพารา ที่เราพอจะคาดเดาราคาตลาดของยางได้ว่า ๓ หรือ ๔ กิโลละร้อยบาทน่าจะเป็นความจริง แล้วพวกเขาจะอยู่ได้อย่างไร

เมื่อล่วงเข้าเขตจันทบุรีแล้วจึงสังเกตได้ว่า ยางพารามันแทบจะลดลงไปในทันที เส้นทางกำลังถูกทดแทนด้วยแสงแดดสีเหลืองเข้มอันกำลังจะเป็นแสงสุดท้ายของวัน และแยกไฟแดงจำนวนมาก ที่รถของผมต้องเจอแต่ไฟแดงเท่านั้น ยิ่งรีบยิ่งต้องจอด

ผมตัดสินใจโทรศัพท์หาหมอวัชรินทร์ ลูกศิษย์ที่มาเป็นหมอสูตินรีเวชอยู่ที่เมืองจัน (หรือว่า เมืองจันท์ หรือว่าเมืองจันทร์ หรือว่าเมืองจันท เอาเหอะ) เขาบอกว่ากำลังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-ตราด มันช่างบังเอิญเสียจริงๆ "คืนนี้มาเจอกันนะ" ผมบอกเขาไป

GPS ของผมทำงานได้อย่างดีเชียวครับ ผมตั้งค่าปลายทางไว้ที่บ้านเลขที่ และถนนของบ้านอาสุข และมันก็พาไปได้อย่างถูกต้อง จะว่าไปว่าถูกต้องคงไม่ถูกนัก เพราะมันพาไปผิดทางเข้าเพียง ๕๐ เมตรสุดท้ายเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มาถึงบ้านอาเกือบทุ่ม และนั่นก็คงจะนานพอที่ท่านจะเป็นห่วงและออกมายืนรออยู่หน้าบ้าน และทันเห็นผมหลงทางเลี้ยวผิดแยกทันที

เราจะนอนกันที่นี่ครับ "บ้านอาสุข"

ถ้าจะนับลูกของย่าทั้ง ๑๒ คน หากไม่รวมพ่อตัวเองซึ่งเป็นคนที่ ๗ แล้วล่ะก็ คนที่ผมรักและสนิทเป็นที่สุดก็คนจะเป็น number 9th (วิธีที่ผมเรียกอาตามภาษาที่บัว ลูกสาวคนล่าสุดพอจะเข้าใจ) ซึ่งก็คืออาสุข และ number 11th ที่ชื่อว่า อาต๋อย

มื้อเย็นคืนนี้เราไปกินกันที่ร้านอาหาร "เฟื่องฟ้า" อาเป็นคนเลี้ยง ผมบอกว่าผมคิดถึงอา แต่อาบอกว่า ท่านคิดถึงเรามากกว่านัก คงเป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้องอิงเบียร์ตรงหน้า ไม่ต้องมึนก็เข้าใจตรงกันได้

คุณหมอก้าตามมาสมทบราว ๒ ทุ่ม กะว่าจะคุยกันให้หนำใจ ก็บังเอิญที่กระจกแว่นตาของเขาหล่นดังป๊อก จู่ๆน็อตมันหล่นร่วงหายไป ทำให้ต้องรีบกลับก่อนดึก เนื่องจากเขาเหลือตาเดียว ต้องคอยประคองแว่นตาให้อยู่ในกรอบ น่าเสียดาย

จบวันแรกของการเที่ยวที่เหมือนไม่ได้เที่ยวนอกเหนือจากการขับรถหลุบหลุมหลบบ่อ ยังไม่รู้ว่าเกาะกูดสนุกและดีอย่างไร แต่รู้ว่า การได้เจอคนที่รัก คนที่บุคลิกและอุปนิสัยคล้ายพ่อมากที่สุด มันสุขดีเช่นกัน

................................................................................................................

๑๑ ธันวาคม

เช้าตรู่ที่ตราดอากาศดี

อาสุขวางแผนจะพาบ้านเราไปกินอาหารเช้าขึ้นชื่อ "ต้มเลือดหมูเมืองตราด" มีป้ายชื่อเล็กๆว่า "พงษ์พันธ์"

ร้านนี้อยู่บริเวณที่เรียกว่าเกาะตะเคียน ร้านไม่ใหญ่มาก แต่หม้อต้มมันใหญ่มาก แทบจะใส่หมูได้ทั้งตัว มันอร่อยสมกับเป็นซิกเนเจ้อร์ของเมือง เกาเหลาใส่เต้าหู้สีขาวนวล เลือดหมูเนื้อดึ๋งๆกำลังดี แนะนำว่า หากใครไม่อยากกินอาหารในโรงแรมก็ต้องไปลองกินกัน

ทางทัวร์นัดให้เราไปลงเรือที่ท่าเรืองนางพญา แหลมศอก ในเวลา ๑๐ โมง ซึ่งระยะทางจากตัวเมืองวิ่งออกไปอีกราวๆ ๓๐ กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ ๔๕ นาทีก็ถึงท่าเรือ

บริเวณท่าเรือนี้นี่เองที่เราสามารถฝากรถเอาไว้ได้ ราคาค่าฝากก็วันละ ๓๐ บาท

แรกเริ่มเดิมทีในกำหนดการ เรือด่วนของเราจะออกจากท่าในเวลา ๑๑.๔๕ น. แต่ก่อนหน้านั้น ๑ วัน ทางบริษัทโทรศัพท์นัดเวลาเราเร็วขึ้น เนื่องจากเขารู้ว่าเรามาถึงตราดแล้ว ดังนั้น เช้าวันนี้เราจึงได้ฤกษ์ออกจากท่าในเวลา ๑๐ โมงครึ่ง

ถ้าดูจากแผนที่ เราจะเข้าใจได้ว่า แหลมศอกเป็นแหลมที่อยู่ลงมาทางใต้สุดของตราด และเลียบมาทางด้านตะวันออกของเกาะช้าง ผมจึงหายแปลกใจ ว่าทำไมในปัจจุบันเราจึงเดินทางไปเกาะกูดได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ผมคำนวณระยะทางจากท่าเรือไปเกาะกูด น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๓๐-๔๐ กิโลเมตรทางทะเล (เอา ๑.๘ มาหาร ก็จะเป็นหน่วยไมล์ทะเล อันนี้อย่าได้เชื่อมากมาย การกะระยะของผม เป็นเพียงการมั่วเดาเอาครับ)

เรือ speed boat ของเราวิ่งเลียบเกาะช้าง ผ่านเกาะหมาก และมุ่งตรงไปยังเกาะกูด ซึ่งมองเห็นได้ในระยะไกล สิ่งที่น่าสนใจมากๆในการนั่งเรือเดินทางรอบนี้มีอยู่ ๒ สิ่งนั่นคือ ผมมีสัญญาณโทรศัพท์ค่ายสีฟ้าไปตลอดทาง ซึ่งมันน่าอะเมซิ่งอย่างมาก ผมเดาว่ามันน่าจะเป็นเพราะเรือวิ่งใกล้เกาะช้างและเกาะหมากนั่นเอง และเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องคือเจ้าจ้า สตรีที่มีความเปราะบางในการเมาเรือเป็นอย่างยิ่ง

ก่อนลงเรือ จิ๋มหักเม็ดยาแก้เมาเรือให้เธอกินครึ่งเม็ด ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยาเม็ดติดคอจนต้องวิ่งไปอ๊วกเอายาออกก่อน ดังนั้น ด้วยความกลัวเมา เธอจึงหันหน้ามองออกไปไกลสุดสายตาตามสูตรที่แม่เธอแนะนำไว้ จะได้ไม่รู้สึกโคลงเคลง ซึ่งผมว่ามันได้ผล (อันที่จริง ทะเลมันไร้คลื่นต่างหาก เราแทบไม่รู้สึกถึงความสั่นไหวของตัวเรือเลยด้วยซ้ำ)

ก่อนถึงเกาะกูดตามเส้นทางการเดินเรือ เราจะผ่านเกาะเล็กๆแบนราบอยู่เกาะหนึ่งทางตะวันตกของเกาะกูด มันชื่อ "เกาะไม้ซี้" ซึ่งมีสนามบินขนาดเล็ดทอดตัวยาวตามแนวขวางของเกาะ เขาบอกว่า จะมีเครื่องบินเล็กบินมาเกือบทุกวัน อยากลองนั่งมาบ้าง แต่คงแพงจนต้องลืมนึกถึงไปได้เลย

เวลา ๑๑ โมงครึ่ง เราก็มาถึงรีสอร์ท "กัปตันฮุก" น้ำทะเลเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีฟ้าใสกิ๊งในทันที speed boat เบี่ยงหัวเรือเข้าทางซ้ายอย่างรวดเร็ว

"ดริ๊ฟท์หรอยจังเลยพ่อ" แป้งบอก เธอชอบมาก

ขึ้นจากเรือปุ๊บ เขาก็เชิญไปกินข้าวเที่ยงก่อนเลย อาหารมื้อนี้เป็นบุฟเฟ่ต์ ผมกินได้ไม่มากนัก คงเป็นเพราะรู้สึกโยกเยกเล็กน้อย พนักงานบริการเดินเข้ามาทักทายและอธิบายถึงบริการของรีสอร์ท ที่นี่ กาแฟ เครื่องดื่มที่ต้องชงเอง น้ำดื่ม และขนมปังปิ้ง มีให้กินได้ตลอดเวลา จากนั้น เธอก็พาครอบครัวเราขึ้นไปยังห้องพัก

เหนื่อยครับ เพราะต้องเดินขึ้นบนเขา

อันที่จริง จิ๋มอยากได้บ้านริมน้ำ แต่มันไม่มีเหลือ เราจึงต้องมานอนที่ห้องพักชนิดที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว ฟังดูหรูมากใช่ไหมครับ และก็เป็นเช่นนั้นเอง เพราะบ้านที่อยู่เป็นเรือน ๒ หลัง และมีสระว่ายน้ำคั่นอยู่กลางลาน หลังที่ให้ลูกทั้ง ๓ คนอยู่เป็นหลังใหญ่และมีห้องรับแขกติดกัน ส่วนผมกับจิ๋มมานอนในหลังเล็กกว่า

สิ่งที่ทำให้ตื่นตาที่สุดสำหรับลูกอาจจะเป็นสระว่ายน้ำแต่สำหรับพ่อแม่แล้ว มันพี้คสุดก็ตรงวิวบนเขาที่สุงสุดที่บ้านเราตั้งอยู่ มันหันหน้าออกไปทางทิศตะวันตก ผมสามารถมองดวงอาทิตย์มิดลับหายไปจากทะเลจากตรงที่เรายืนอยู่ เรียกว่าเมื่อหันหลังให้สระน้ำ เราก็มองออกทะเลกันเลย

"ผมกำลังมองไปยังประจวบคีรีขันธ์" ผมคิดไปเรื่อยเปื่อย

ได้ห้องปุ๊บ ก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกระโดดน้ำสระดังตู้ม

เรามีเวลาเหลือเกือบชั่วโมง เพราะมีนัดกับทางรีสอร์ทเพื่อจะไปเที่ยวน้ำตกท่ีลึกเข้าไปในเกาะในเวลาบ่ายโมงครึ่ง

ทางรีสอร์ทเตรียมเรือลำเล็กไว้ ในรอบนี้มีคนในครอบครัวผมจำนวน ๕ คน และมีผู้ร่วมเดินทางอีก ๓ คน เป็นคุณป้าที่มากับลูกชายและลูกสะใภ้ เรือแล่นพาเราลึกเข้าไปในเกาะ

กัปตันฮุกรีสอร์ท ตั้งอยู่บริเวณปากคลองครับ เบื้องต้นผมก็สงสัยเล็กๆ ว่าทำไมน้ำคลองที่นี่ใสจัง แต่มาถึงตอนนี้ก็เข้าใจ เพราะความยาวของคลองที่อยู่นี้ ลึกเข้าไปจากปากคลองน่าจะราวครึ่งกิโลเมตรเท่านั้น มันมีชื่อว่า "คลองยายกี๋" ในช่วงน้ำลง น้ำน่าจะลึกไม่มิดหัวผม และเป็นน้ำที่ลงมาจากน้ำตกคลองยายกี๋นั่นเอง

เรือใช้เวลาเดินทางไม่ถึง ๕ นาที ผ่านป่าโกงกางที่หนาแน่น ผ่านรีสอร์ทเล็กๆอีกแห่ง มีบ้านคนอยู่หลังหนึ่ง และท่าเรือที่มีร้านอาหารตั้งอยู่ดูร้างๆยังไงชอบกล บนท่า มีรถสองแถวรออยู่แล้วคันหนึ่ง บนเกาะมีถนนคอนกรีตอย่างดีแคบๆ พอให้รถสวนกันได้อย่างพอให้เสียวไส้ รถของเราพานักท่องเที่ยว ๘ ชีวิตวิ่งขึ้นลงตามเขา ลดเลี้ยวเคี้ยวคดไปมา น้องจ้าร้องจ๊ากเป็นช่วงๆ แต่นั่นก็เป็นระยะทางเพียงกิโลเมตรเดียวเท่านั้น จากนั้นเราต้องเดินกันเข้าไปอีกเกือบกิโล เริ่มต้นด้วยทางราบเรียบ แต่ไม่ทันได้ยินเสียงหอบ เราต้องลงเขาชนิดที่ต้องจับเชือกพยุงตัวกันไว้เลย ลูกสาวทั้ง ๓ คนเก่งมาก มันคล่องแคล่วกันทุกคน น่าสงสารก็แต่คุณป้าที่มาด้วยกัน ได้ยินเสียงบ่นบ้าง แต่ก็ค่อยๆมากันจบครบทั้ง ๘ คน

น้ำตกคลองยายกี๋ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก เราเห็นมันมีเพียงชั้นเดียว ความสูงของน้ำตกราวตึก ๒ ชั้น แอ่งน้ำข้างล่างลึกมองไม่เห็นพื้นด้านล่าง ทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพ ความเด็ดของแอ่งน้ำนี้ก็คือ "ปลาตอดตีน" ผมตั้งชื่อมันเอง เพราะมัน (นับร้อย) ว่ายมาตอดเนื้อพวกเราตุบๆๆๆ คันๆมันๆ แบบเดียวกับสปาปลาที่นักท่องเที่ยวนั่งแช่ตีนกันนั่นแหละ มันหรอยจริงๆครับ ไม่ต้องเสียตังค์เพิ่ม เพราะเสียมาก่อนหน้านี้แล้ว (ฮ่าๆๆ)

เจ้าหมุ่มที่นำทางมา เขาน่าจะเป็นคนเขมร พยายามชวนให้ผม แป้ง และบัว ไต่ขึ้นไปบนยอดน้ำตก แล้วกระโดดลงมา แหม...นะ มันก็แค่หลังคาตึก ๒ ชั้นเท่านั้นเอง ไอ้หนุ่มนั่นมันไต่โขดหิน ไต่ผาดูคล่องแคล่ว ลูกสาวผมก็เอากัน ค่อยๆเดินไปตามทางหินจนถึงบนสุด กรี๊ดเสียงดังแล้วกระโดดลงมา ฝ่ายผู้เป็นพ่อเห็นดังนั้นจึงเกิดความละอาย จึงต้องแบกขาสั่นๆเดินขึ้นไปและกระโดดลงมาด้วย

"ฮ่าๆๆ พ่อทำได้" ผมพูดออกไปทั้งน้ำตา มันไม่ใช่น้ำตาของความตื้นตันใจแต่อย่างใด แต่นั่นมันเป็นเพราะน้ำกระแทกเข้าจมูก ไหลลงไซนัส แสบไปถึงสมอง น้ำตาจึงร่วงผล๋อย "โอย...." ผมแอบครวญในใจ

ผมยืนสปาตีนต่ออีกพักหนึ่ง เราจึงได้เวลากลับ คราวนี้จากไต่ลงก็เปลี่ยนเป็นปีนขึ้น โหนเชือก และหอบ

เรากลับมายังรีสอร์ทเร็วกว่ากำหนด อาหารว่างยังไม่ถึงเวลาเสิร์ฟ จึงตัดสินใจขึ้นบนบ้านพักกันก่อน ลงสระกันอีกรอบ คราวนี้น้องจ้าสนุกกว่าใครเพื่อน ดำผุดดำว่ายกันอยู่นาน

มาถึงตรงนี้จึงเกิดความปิติอีกหน ช่างเป็นบุญเหลือเกินที่ลูกๆของผมว่ายน้ำเป็นกันหมดแล้ว แถมว่ายเก่งเสียด้วย แม้นไม่ได้เก่งแบบไปแข่งทีมเยาวชนจังหวัด แต่ความสามารถในการรอดตายจากการจมน้ำนั้น หายห่วง

ถึงเวลา ๓ โมงครึ่งเราจึงลงไปกินอาหารว่างมื้อใหญ่ ขนมจีบ ดูจะเป็นอาหารว่างหลัก นอกนั้นก็กาแฟ และขนมปังปิ้ง งานนี้ ความเหนื่อยหิวทำเอาน้องจ้าเดินไปมาปิ้งขนมปังจิ้มขมข้นหวานอยู่หลายรอบ

เสร็จจากกินก็ลงไปพายคายัคกันต่อ จ้าขอบายเนื่องจากเธออาบน้ำแต่งสวยงามมาแล้ว และอยากนั่งแต่งนิยายที่กำลังสนุก พ่อแม่และพี่จึงลงเรือกัน ๒ ลำ บัวพายเดี่ยว ส่วนแป้งเอาเท้าราน้ำตามระเบียบ

อากาศกำลังดีครับ ดีถึงดีมากเสียด้วย แดดเริ่มร่ม เราพายเรือกันสักพักก็กระโดดลงน้ำกัน โถ นึกว่าจะลึก มันลึกเพียงระดับหัวเข่าเท่านั้นเองเนื่องจากช่วงนี้น้ำทะเลกำลังลง แต่กระนั้นก็ยังคงสนุก น้องจ้าเธอนั่งอยู่บนฝั่งคนเดียว ลมพัดเย็นๆ ผมมองดูลูกทั้ง ๒ คน คนหนึ่งอยู่ในทะเล ดูเธอมีความสุข คนหนึ่งนั่งอยู่ที่ท่าเรือดูโรแมนติก ส่วนอีก ๑ คนที่เพิ่งเป็นลูกขอขึ้นบ้านไปก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อย แค่นี้ผมก็สุขล้นแล้ว

เราขึ้นมาอาบน้ำ แต่ขอกระโดดสระกันก่อน คราวนี้เหลือเพียงแป้งกับผม ที่ดำผุดดำว่าย เหนื่อยก็ขึ้นมานอนตากแดดอ่อนๆที่ไม่ทันรู้สึกร้อนก็กระโดดน้ำอีกหลายหน แม่เจ้า สนุกจริงๆ เล่นจนลืมเวลา

และแล้วก็มาถึง signature ของที่นี่ นั่นก็คืออาหารมื้อเย็น เราลงมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย แต่มากพอที่จะไปยืนดูดวงอาทิตย์จมน้ำ ที่มันค่อยๆเคลื่อนตัวลงมาช้าๆจนเห็นเส้นโอเมก้าได้อย่างชัดเจน ตะลึงงันกันสิครับ เมียผมมัวแต่ไปยืนถ่ายวิดีโอ "โอเมก้าซัน" จนลืมไปเลยว่า เวลาแบบนี้ต้องยืนกอดกับผัวเท่านั้น

แขกค่อยๆทยอยลงมา จนกระทั่งทุ่มตรงเขาจึงเริ่มเสิร์ฟ อาหารมื้อนี้เป็นเซ็ตโต๊ะ ไม่ต้องไปเดินตักแบบบุฟเฟ่ต์ นั่งเถิด โปรดจงนั่งกิน เพราะอาหารที่ถูกนำมาวางตรงหน้าก็คือ ออร์เดิฟ ๓ จาน ที่มี หอยเงาะ ยำสาหร่ายญี่ปุ่น ผัดหมี่อะไรสักอย่าง จากนั้นจานหลักจึงออกมา ปูดำนึ่งคนละตัว ปลาหมึกย่าง บาร์บีคิว หมูย่าง เนื้อย่าง ต้มยำทะเล ปลากระพงทอดตัวบักเอ็ก หอยเชลย่าง และกุ้งเผา

พนักงานบริการหมั่นมาถามเสมอว่า จะรับอะไรเพิ่ม ครอบครัวกระเพาะเล็กก็ตอบไปว่า "ไม่เอาเพิ่ม เอาออกไปบ้างเหอะ" มันเริ่มทรมานกับการเห็นอาหารกินไม่หมด ตบท้ายด้วยสัปปะรด ซึ่งมันช่างเข้ากันดีเหลือเกิน จานนี้เกลี้ยงและต้องขอเพิ่ม

มันอิ่มเสียจนเดินไม่ไหว แต่เราก็ต้องเดิน เพราะเวลา ๒ ทุ่มครึ่งจะมีการแสดงกระบองไฟที่บริเวณลานริมหาด ซึ่งก็สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ชมเป็นจำนวนมาก อันที่จริงการแสดงนี้เราเคยดูมาก่อน ที่ลันตา แต่นั่นเป็นการแสดงเดี่ยว ที่นี่เขาจัดเต็ม ออกมาเป็นทีม แสดงความพร้อมเพรียงได้อย่างดีเยี่ยม แป้งเปรยขึ้นมาว่า "พนักงานที่นี่ทำได้ทุกอย่าง ขับเรือ ปีนน้ำตก กระโดดน้ำ เสิร์ฟอาหาร และเล่นพลองไฟ"

เราจบวันแรกของการเที่ยวจริงๆที่เกาะกูดได้อย่างสวยงาม

ผมให้ลูกๆทั้ง ๓ ขึ้นบ้านกันไปก่อน ส่วนพ่อกับแม่จะขอตัวไปหาอะไรดื่มกันสักหน่อย

โรแมนติกบ้างแล

............................................................................................

๑๒ ธันวาคม

เหมือนฟ้าจะเป็นใจให้กับการเที่ยวของผม เมื่อตื่นมาแล้วพบว่าท้องฟ้าดูครึ้มเมื่อเทียบกับเมื่อวาน

อย่าเพิ่งแปลกใจว่าทำไมจึงเรียกว่า "เป็นใจ"

โปรแกรมการเที่ยวในวันนี้จะเริ่มขึ้นช่วงบ่าย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะคนมาเที่ยวหลายคนอาจจะอยากนอน นอนให้เหมือนตาย เพราะคงเหนื่อยล้าจากการทำงานมามากนัก หรือไม่ก็มีอีกหลายคนที่อยากจะถ่ายรูปตอนเช้า

สำหรับผมอยู่แบบกึ่งๆ เพราะจะให้ตื่นเช้า รีบกินข้าว ออกเที่ยว ก็คงจบด้วยความเหนื่อยล้าและง่วงนอนอีกรอบ ดังนั้น การที่เขานัดออกเที่ยวกันช่วงบ่าย จึงเป็นการจัดการที่แสนฉลาด แต่จะให้นอนตื่นสายโด่งก็คงจะยาก เพราะแม่ลูกสาวตัวเล็กมันตื่นค่อนมาทางเช้า แบบว่าตื่นเช้ากว่าเพื่อนจึงหิวก่อนเพื่อน เลยออกมานั่งหน้างอรอพ่อแม่ตื่น งอนตุ๊บป่องไป

เมื่อเริ่มสาย ฟ้าก็ครึ้มมากขึ้น และแล้วฝนก็โปรยปรายลงมา

แต่มันก็เป็นเพียงปลายเศษฝนเท่านั้น ไม่มีลม ไม่มีคลื่น ไม่มีท่าทีของพายุ ดังนั้น เราทุกคนเมื่ออิ่มจากมื้อเช้ากันแล้ว จึงตกลงใจกันลงเรือคายัคกันอีกรอบ เพราะการพายในช่วงเช้าวันฝนพรำแบบนี้อากาศดีมาก ไม่มีแดด ไม่ร้อน ไม่ต้องโบ๊ะครีมตามคำสั่งของแม่

วันนี้ช่วงเช้าน้ำทะเลขึ้นสูง การพายเรือเข้าคลองแบบเมื่อวานน่าจะได้เห็นทิวทัศน์ต่างกัน เรายังคงผ่านรีสอร์ทเล็กๆแห่งนั้นที่ดูเงียบสงบ ผมไม่แน่ใจนักว่ามันจะมีห้องถึง ๕ ห้องไหม แต่ที่แน่ๆ ไอ้ห้องที่อยู่ริมคลองน่ะ สุดจะโรแมนติกยิ่งนัก นอกจากพายเรือก็กระโดดลงทะเล น้ำลึกราวคอแป้ง บางจุดจะเป็นร่องลึก การว่ายน้ำจึงต้องระวัง

ว่ายน้ำทะเลและพายเรือนานราวชั่วโมงก็ได้เวลาพักช่วงเช้า เมื่อถึงเวลานี้ฝนก็หยุดสนิท แดดเริ่มโผล่พ้นเมฆ ผมบอกกับจิ๋มไปว่า "เทวดาคงอยากให้เราสนุก เช้านี้จึงบังฝนให้ พ่อคิดว่าช่วงบ่ายคงแดดแรง เพราะเราจะออกไปดำน้ำกัน" จิ๋มยิ้มตอบกลับมา

สระน้ำของบ้านเราดูสะอาดปราศจากใบไม้ คงมีคนมาเก็บกวาดในช่วงเช้า ผมมีเวลาได้เดินดูรอบๆ ก็เห็นสิ่งแปลกตา จั๊กจั่นไต่ผนังสระลงไปอยู่ในน้ำหลายตัวเชียว เอามือช้อนลงไปตักตัวแรกขึ้นมา มันยังไม่ตาย จึงเอาไปผึ่งลม ส่วนอีก ๓ ตัวที่เหลือมันตายใต้น้ำทั้งๆที่ยังเกาะผนังขอบสระอยู่เลย งงครับ เพราะอะไร ครูไม่เคยสอน

นอกจากนี้ ยังคงเหลือบเห็นกลุ่มแมลงตัวเล็กๆ บินหึ่งๆวนไปวนมาอยู่แถวต้นไม้หน้าบ้าน เลยเดินไปดู ก็พบกลุ่มชันโรง ๒ ชนิด ผมว่ามันน่าจะชื่อ "แมลงคามิกาเซ่" มากกว่าชันโรง เพราะเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ มันจะส่งทีมด่านหน้าบินมาชนหน้าผม แบบว่า "อย่าเข้ามานะ นี่คือการเตือน" เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงถอยออกมา ก็ไปเห็นอีกกลุ่ม กลุ่มนี้ทำรังสวยงาม บ้านมันเป็นปล่องยื่นออกมาเป็นงวงเลยครับ บ้านนี้ไม่ดุสักเท่าไหร่

ได้หลับไปงีบเล็กๆ ก็ถึงเวลากินมื้อเที่ยง บอกตรงๆว่ายังคงอิ่มอยู่ แต่ต้องกินและบังคับเด็กๆให้กิน เลือกเอา ว่าจะไม่กินหรือจะไปเมาเรือ ได้ผล น้องจ้าก็ค่อยๆกินไปทีละนิดทีละหน่อยจนผมพอใจ เราจึงได้เวลาออกรอบกัน

ฟังดูเหมือนจะไปตีกอล์ฟ แต่เรากำลังจะไปตีโป่ง

ทีมงานได้แจ้งกำหนดการให้ลูกทัวร์ทราบถึงข้อปฏิบัติ ระยะทาง ระยะเวลา การฝึกใช้หน้ากาก ผมคิดว่ามันมีความเป็นมืออาชีพมาก ดีครับดี

เรือ speed boat นำเราออกจากรีสอร์ทแล้วมุ่งหน้าไปยัง"เกาะรัง" เกาะเล็กๆข้างๆเกาะหมาก ใช้เวลาในเรือไป ๔๕ นาทีเป๊ะ ที่นี่ไม่มีอะไรให้ดู แต่มันเป็นจุดให้ลูกทัวร์ทุกคนฝึกใช้หน้ากาก ฝึกหายใจผ่านท่อ ทำจนพนักงานเห็นว่าทำได้จึงให้ทุกคนขึ้นเรืออีกรอบ คราวนี้เรือพาเราไปยังเกาะเล็กๆด้านหน้าเกาะรัง ตรงนี้นี่เองที่จะเป็นจุดดำน้ำตื้นของทีมเรา เค้าจัดการได้ดีครับ ไม่มีการถอนสมอเรือ แจ้งกติกาการลงน้ำ การห้ามยืนเพราะปะการังจะเสียหาย การห้ามแตกแถวในน้ำ วิธีการเกาะกัน ว่าแล้วเขาก็ลากพวกเราไปกัน ลูกผมน่ะเหรอครับ เธอทั้งคู่ใช้ snorkel เก่งมาก

โลกใต้น้ำที่นี่มีปลาเยอะมาก ส่วนมากเป็นกลุ่มสลิดหิน ปลานกแก้วมีประปราย มันว่ายไปพ่นเศษปะการังออกจากปากไป ปลาสินสมุทรก็เห็น ปลาจาระเม็ดก็มีหลายฝูง ปลาข้างเหลืองก็ได้เห็น ผมรู้จักแค่นี้ อย่าเชื่อมากนัก เพราะชื่อปลาได้มาจากการจำ มิได้ไปเปิดหนังสือยืนยันแต่อย่างใด

ปะการังสมอง หอยมือเสือ กัลปังหา แส้ทะเล ซีแอนนีโมนี่และนีโม่ ก็มีมากมายแถบนี้

น้องจ้าสนุกกับการเล่นกับปลา พี่แป้งแขยงปลา (เอาเข้าไป) บัวตื่นตาตื่นใจ จิ๋มปิดท้ายขบวนเพื่อระวังลูก ใช้เวลาราว ๒๐ นาทีก็ได้รอบเกาะ คนที่นำเราดึงเราไปนี่โคตรแข็งแรงเลยครับ

ขึ้นเรือไปต่ออีกเกาะใกล้ๆกัน เกาะที่ ๒ นี้มีสภาพแวดล้อมคล้ายกันแหละ เพียงแต่ว่ามีกลุ่มของปะการังอ่อนอยู่กลุ่มใหญ่ เสียดายที่มันหุบ มิฉะนั้น สาวๆของผมคงตื่นใจ

ใช้เวลาไปกำลังดี เมื่อเริ่มเหนื่อยก็ได้เวลากลับ ถึงรีสอร์ทก็ได้เวลาอาหารว่าง วันนี้เป็นส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว เล่นเอาพุงหนัก ส่วนน้องจ้าก็ปิ้งขนมปังกินต่อไป กินกันจนเกินอิ่มจากมื้อย่อย

ยังครับ กิจกรรมของผมยังไม่สุด ผมถามพี่แป้งว่า ไปพายเรือกันมั้ย เมื่อเธอบอกว่าไป เราทั้งคู่จึงออกไปต่อ งานนี้น้องจ้า แม่และบัวขอบาย

คราวนี้เราพายเรือออกไปไกลเลยครับ เริ่มจากพายเข้าไปในคลองยายกี๋ พายออกน้ำทะเลลึก อ้อมแหลมปากทางเข้ารีสอร์ทในจุดที่เรือดริ๊พท์ ใจหนึ่งก็เสียวๆ เพราะตรงนี้น้ำเป็นสีน้ำเงินเข้มมองไม่เห็นพื้นทราย คลื่นลมโยกเรือคายัคไหวไปมา แต่ด้วยมีเรือพายตามมาอีกหลายลำจึงค่อยคลายความกังวล ปลาตัวเล็กๆว่ายกระโจนผิวน้ำกลุ่มใหญ่ทำให้เดาได้ว่า ใต้ลงจากนั้นคงมีปลาตัวใหญ่ไล่ต้อนกินอยู่ ภาวนาให้เห็นวาฬ แต่อันนี้เฟื่องไปนิด จากนั้นผมกับแป้งพายไปยังอีกด้านหนึ่งของอ่าว ไกลทีเดียว คราวนี้ไม่มีใครพายตามมา เล่นเอาเหงาไปเลย

ใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงจนเริ่มปวดกล้ามเนื้อ จึงลงทะเลกัน ๒ พ่อลูก บริเวณหน้าหาดค่อนข้างปลอดภัย เนื่องจากน้ำไม่ลึกมากนัก หลายๆจุดไม้พายสามารถหยั่งถึง

ผมใช้เวลาในช่วงนี้อย่างคุ้มค่า คุยกับพี่แป้งหลายเรื่อง ตั้งแต่มันเป็นวัยรุ่นมาแทบจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง วันนี้เพียงชั่วโมงเดียวน่าจะได้เรื่องได้ราวมากกว่าคุยกันเทอมหนึ่ง แทบจะกราบน้ำทะเลเกาะกูดเลย

มาถึงมื้อเย็นอีกหน ถึงกับลุ้นว่ามันจะคืออะไร เราถึงกับเฮเมื่อเขายกอุปกรณ์ปิ้งหมูกะทะออกมา แต่ก่อนที่ main course จะออกมา ปลากระพงทอดน้ำปลา หอยเชลอบ และปูม้านึ่งก็ออกมาก่อน แต่พวกเราเลือกที่จะรอ กินปูม้าอย่างช้าๆ อย่าเพิ่งอิ่ม แล้วเมื่อนั้นชุดใหญ่ก็ออกมา ลองกลับตานึกถึงบาร์บีคิวพลาซ่าสิครับ มันเป็นเช่นนั้นเลย ทุกอย่างเติมได้ไม่ยั้ง แม่เจ้า!

คืนนี้เขามีกิจกรรมสำคัญ คือพาเราไปดูหิ่งห้อยในป่าโกงกางคลองยายกี๋

ท้องฟ้ามืดสนิทจริงๆครับ มันมืดเสียจนดาวบนท้องฟ้าแทบจะแย่งกันออกมาโชว์ต่อหน้าเรา แป้งคงถูกใจมากจนเธอพึมพำออกมาว่า "ดาวสวยจังนะพ่อ แป้งชอบสุดๆ"

เรือลำเดิมพาเราเข้าคลอง ลูกๆได้เห็นหิ่งห้อยอย่างชัดเจน ทุกคนเงียบตามกติกา เรือจะใช้เสียงน้อยที่สุด ไม่เร่งบิดเครื่อง เรามาจนถึงจุดท่าเรือเมื่อวานก็พบว่า ร้านอาหารที่ผมดูมันรกร้างนั้น แท้จริงในช่วงกลางคืนเขาเปิดบริการและมีคนมากินอยู่หลายโต๊ะ ขากลับ คนนำเที่ยวบอกให้เราดูท้องน้ำ เมื่อคลื่นแตกฟองก็จะเห็นแพลงตอนสะท้อนแสงยิบยับ ลูกๆดูสนใจมาก อย่าว่าแต่ลูกเลย พ่อก็สนใจและสุขใจสุดๆ เพราะตั้งแต่พ่อตัดสินใจรักแม่ที่เกาะอาดัง หลีเป๊ะ เมื่อครั้งนั้น เราก็นั่งดูแพลงตอนมาด้วยกันมาก่อน

คืนนี้ เราปิดรายการด้วยการนั่งดื่มคอกเทลด้วยกันที่บาร์ ลูกดื่มแบบไร้สารตะกั่ว เอ้ย ไร้แอลกอฮอล์ ส่วนพ่อกับแม่ดื่มเต็มที่ คนละแก้ว พ่อแถมอีก ๒ กระป๋อง พอตึงๆก็ขึ้นบ้านพร้อมกัน

มันเป็นการปิดทริปที่ยอดมาก

เกาะกูดเป็นฝันของผมกับจิ๋ม ไม่น่าเชื่อว่าฝันได้เป็นจริงก็เมื่อลูกเราเริ่มโต เที่ยวครั้งนี้แทบไม่มีอุปสรรค ทุกอย่างถูกตระเตรียมไว้ให้เราอย่างดี

เครื่องบินตรงเวลา หมอก้ามาทำงานพิเศษที่ตราดและได้เจอกัน เที่ยวอย่างสนุก ไม่ร้อนไป ไม่แฉะไป ไม่มีคลื่นลม จ้าไม่เมา (พ่อเมาเล็กน้อยในมื้อดึก) ขับรถเช่ากลับมาคืนทันเวลา น่าแปลกใจที่รถไม่ติดในกรุงเทพ และเครื่องบินขากลับก็ตรงเวลา

เราน่าจะได้มาเกาะกูดกันอีก ผมเชื่อเช่นนั้น

ธนพันธ์ ใฝ่ฝันอยากเป็นชาวเกาะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เป็นบันทึกที่รีบอ่านตอนแรก เพราะยาวมาก แต่ก็กลับมาเก็บรายละอียดอีกรอบ ชอบจังเลยค่ะ ยกนิ้วให้เลยกับความละเอียดละออ ยังกับถ่ายคลิปเอาไว้ในหัวเลยค่ะ

เขียนเมื่อ 

เชื่อว่า..อีกไม่นาน..สวรรค์..คงกลายเป็น..นรก..ได้..อย่างเหลือเชื่อ...อย่างหลายๆเกาะที่เห็น..เป็นต้นว่า..เกาะเสม็ด...อิอิ