การอยู่ให้รอดสำหรับมนุษย์มีนัยสัมพันธ์กับสามัญสำนึกทางศีลธรรม

เพื่อชีวิตดีงาม ง่าย


“อยู่เพื่อตนเอง อยู่แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคมอยู่ได้ตลอดไป”


จากข้อความข้างบน อาจกล่าวได้ว่าเป็นคำที่สวยหรู ที่หลายคนนำมาใช้ อาจเพื่อกล่าวในที่ใดสักแห่งหรือกล่าวให้ใครฟังสักคน หรือเป็นคติท่องบ่นเพื่อให้ตนเองได้เป็นแรงบันดาลใจ

แต่ถึงอย่างไร จะมีใครสักกี่คนที่ยอมอุทิศตนโดยไม่เอาผู้อื่นเป็นจุดหมาย แต่คำนึงถึงตนเองเป็นจุดหมาย เพื่อไปถึงอะไรสักอย่างหนึ่งโดยบริสุทธิ์ใจ


ชีวิตคืออะไร

ชีวิตของคนแต่ละคนโดยความเชื่อพื้นฐานแล้วประกอบด้วยรูป(สสาร)และนาม(จิต) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวโยงกันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม สิ่งที่เป็นนามหรือจิตอาจยากในการพิสูจน์ด้วยสัมผัส ซึ่งแตกต่างจากรูปหรือสสารที่เป็นรูปลักษณ์ที่ประจักษ์ชัดได้ง่ายในการพิสูจน์ บางคนจึงอาจวัดหรือให้ค่ากับสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นสิ่งที่จริงแท้มากกว่าสิ่งที่ไร้รูป(นาม/จิต)

โดยพื้นฐานคติของพระพุทธศาสนาชีวิตประกอบด้วยรูปและนาม ไม่แยกออกจากกัน ในรูปมีนามในนามมีรูป ความจริงแท้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่แยกออกจากกัน บางแง่มุมของการอธิบายว่าอะไรเป็นเหตุแก่อะไรหรืออะไรเป็นผลมาจากอะไร บางครั้งขึ้นอยู่กับบริบทในการอธิบายต่อเรื่องนั้นๆ

การเกิดขึ้นของชีวิตจึงมีนัยสำคัญของรูป(สสาร/วัตถุ)และนาม(นาม/จิต) ซึ่งทั้งสองสิ่งต้องมีความพร้อมสมบูรณ์จึงก่อเกิดสิ่งที่มีชีวิต


ชีวิตอยู่อย่างไร

ชีวิตมีหลากหลายระดับตั้งแต่ พืช สัตว์ และมนุษย์ ซึ่งระดับดังกล่าวยังมีความหมายของนัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตที่เชื่อกันว่า สิ่งชี้วัดนั้นก็คือ “สามารถฝึกฝนพัฒนาตนเองได้” อาจมีเพียงมนุษย์เท่านั้น แต่ถึงอย่างไร นัยของสิ่งมีชีวิตอื่นมีพื้นฐานของสัญชาตญาณในการพัฒนาหรือสืบต่อดำรงเผ่าพันธุ์ แต่แตกต่างจากมนุษย์ที่สามารถพัฒนาตนเองให้เหนือจากสัญชาตญาณ ควบคุมสัญชาตญาณได้ อาจถึงขั้นสลัดทิ้งการดำรงเผ่าพันธุ์ หรือทำลายซึ่งสัญชาตญาณ


ปัจจัยสี่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้อยู่ได้และอยู่รอด แต่การดำรงอยู่ได้ของชีวิตสำหรับมนุษย์คงไม่เพียงแต่ปัจจัยสี่เท่านั้น หากแต่ยังมีปัจจัยอื่นด้วยอาจเรียกว่า “สามัญสำนึกทางศีลธรรม”


อาจกล่าวได้ว่า การอยู่ให้รอดสำหรับมนุษย์มีนัยสัมพันธ์กับสามัญสำนึกทางศีลธรรม การเอาตัวเองให้รอดใครๆ ก็อยู่รอดได้ แต่อยู่รอดได้โดยวิธีการใดนั้น สำหรับมนุษย์เป็นสิ่งที่ย้อนแย้งในตนเอง อาจกล่าวได้ว่า ธรรมชาติได้ให้สัญชาตญาณแล้วยังให้สามัญสำนึกทางศีลธรรมแก่มนุษย์ด้วย มนุษย์จึงอาจมีอยู่ในสภาวะกลืนไม่ได้คายไม่ออก


สำหรับมนุษย์การดำรงอยู่หรือการเป็นอยู่นั้น จึงต้องคำนึงถึง เจตนา(แรงจูงใจ) วิธีการ และผลลัพธ์(เป้าหมาย)

๑. เจตนา เป็นสิ่งภายในตนเองของมนุษย์ เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน รู้ด้วยตนเองว่า ตนเองมีความตั้งใจ(เจตคติ) อย่างไร ดี-ชั่ว คำนึงบนอะไร(แรงจูงใจ) ซึ่งอาจชื่อว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่ง เรียกว่า มโนกรรม

๒. วิธีการ เป็นเครื่องมือสำคัญว่าใช้อะไร มีหลักการบนฐานคิดแบบใด เช่น หลักสาราณียธรรม คือเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี สีลสามัญญุตา และทิฏฐิสามัญญุตาหรือไม่

๓. คำนึงถึงผลจากการกระทำหรือผลลัพธ์(เป้าหมาย)ซึ่งเป็นสิ่งชี้วัด หากเกิดผลดี ให้คุณ(ค่า) มากกว่าโทษก็ถือว่าเป็นผลของการกระทำที่ดี

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า การอยู่ของมนุษย์นั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก สิ่งที่ชี้ชัดจึงคงไม่ใช่เพียงสิ่งที่เป็นภาพลักษณ์ปรากฏ แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไร้ภาพลักษณ์ปรากฏอีกด้วย

ทุกการกระทำจึงต้องคำนึงถึงทั้งเจตนาและผลลัพธ์(เป้าหมาย) บางคนอาจจะเน้นที่เป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการว่าเป็นอย่างไร แทนที่จะแก้ปัญหาอาจกลับกลายเป็นการสะสมปัญหาให้ยากยิ่งขึ้นไปอีก


ชีวิตมีอะไรเป็นจุดหมาย

จุดหมายของคนแต่ละคนแตกต่างกันออกไป มุมมองทางสังคม และศาสนาก็ต่างกันเช่นกัน จึงดูเหมือนว่าแต่ละคนก็นานาจิตตัง แต่ละคนจึงเหมือนว่าจะต้องนิยามความหมายของชีวิตด้วยตนเอง


หากมองให้ดีจะเห็นว่า ชีวิตของคนเราแต่ละคนอยู่ผู้เดียวได้หรือไม่ตั้งแต่เกิดจนตาย คงตอบได้ว่าไม่ได้ การที่บางคนบอกว่าชีวิตเป็นของตน ตนเองจะทำอะไรก็ได้ ไม่เห็นเกี่ยวกับผู้อื่น อาจไม่ถูกต้องมากนัก การกระทำของตนย่อมส่งผลต่อผู้อื่นเสมอ แต่อาจมีบางคนคิดถึงแต่คนอื่นจนเกินไป คิดถึงว่าคนอื่นคิดอย่างไร ต่อสิ่งที่ตนกระทำ เพราะหากเป็นเช่นนั้น การคิดดังกล่าวอาจเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ ดังนั้น จุดสมดุลระหว่างการคำนึงถึงตนเองกับเห็นแก่คนอื่นจึงเป็นเป็นเรื่องยากเหมือนกันว่าจุดหมายของชีวิตตนเองจะทำเพื่อใคร


การเริ่มตนการกระทำที่ทำเพื่อตนเอง ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด ที่เรียกว่า “เอาตนเองเป็นจุดหมาย” นัยสำคัญให้ดูว่า มีอะไรเป็นแรงจูงใจ หากเป็นคนที่มีแรงจูงใจที่ดีหรือแรงผลักดันที่เรียกว่า รักดี(กุศล) ก็ย่อมเป็นเหตุในการพูด ทำสิ่งที่ดี แต่หากมีแรงจูงใจที่ไม่ดีหรือแรงผลักดันที่ต่ำ (อกุศล) ก็ย่อมเป็นเหตุที่ให้พูด ทำสิ่งที่เลวทรามตามมา หรือหากเอาผู้อื่นเป็นจุดหมายก็ไม่ได้แตกต่างกัน แต่ให้คำนึงถึงว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้ทำอะไร.