คุณค่าแท้จริงหายไปในหลุมดำแห่งโครงสร้างและรายละเอียด


เช้ามืดวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ผมตื่นแบบงัวเงีย เพราะอ่อนเพลียจากการเดินทางไปกลับหาดตะวันรอน ในวันก่อน ตื่นตั้งแต่ตีสี่ และกลับถึงบ้านเกือบสี่ทุ่ม

วันนี้ต้องบินไปเชียงใหม่ ตั้งแต่เช้า เพื่อไปประชุมสภา มช., ประชุมคณะกรรมการประเมินคณบดีคณะศึกษาศาสตร์, และประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งสามงานนั้น เป็นของ มช.

หน่วยงานที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือสำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา (สำนักพัฒน์ฯ) ที่ถือเป็นหน่วยงานสนับสนุนที่ทำงานเก่ง ประกอบกับเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเป็นส่วนงาน เทียบเท่าคณะ แตกต่างจากหน่วยงานทำนองเดียวกันในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มีฐานะเป็นกอง หรือเป็นสำนักที่มีฐานะเทียบเท่ากองเท่านั้น

จึงถือได้ว่า สำนักพัฒน์ฯ เป็นนวัตกรรมเชิงโครงสร้างของมหาวิทยาลัย ที่ มช. ดำเนินการ

ผมมีโอกาสได้รับเชิญไปเป็นกรรมการอำนวยการ จึงเป็นโอกาสดียิ่ง ที่จะได้เรียนรู้นวัตกรรมนี้ และเป็นที่มาของชื่อบันทึกนี้

อย่าลืมนะครับ ว่าสำนักพัฒน์ฯ ทำงานดี ได้รับการยอมรับนับถือไปทั่ว มช. และท่าน ผอ. คือ รศ. ดร. อุษณีย์ คำประกอบ ก็เป็นผู้บริหารระดับดาวเด่น แต่เมื่อผมอ่านเอกสารประกอบการประชุม (ซึ่งจัดทำอย่างดีมาก) ผมก็ “ได้กลิ่น” อาการโรค “รายละเอียดบดบังคุณค่า”

ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักพัฒน์ กรรมการที่เป็นบุคคลภายนอกสองคนที่มาประชุมถามคำถามเดียวกัน คือ มีหลักฐานหรือไม่ว่าการดำเนินการต่างๆ มากมายของสำนักพัฒน์ ได้ทำให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาหรือบัณฑิตของ มช. สูงขึ้น

กรรมการอีกท่านหนึ่งคือ ศ. ดร. กิตติชัย วัฒนานิกร อดีตคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มช. ที่ไปช่วยงานด้านคุณภาพการศึกษาของ สกอ. มานานมาก

ผมได้เสนอต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหาร มช. (ประธานที่ประชุมคือ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ศ. ดร. วัชระ กสิณฤกษ์) และผู้บริหารสำนักพัฒน์ฯ นำไปคิดต่อ ว่าโครงสร้างที่สำนักพัฒน์ฯ เป็นหน่วยงานระดับคณะ ทำให้เป็นส่วนของโครงสร้างแนวดิ่งแบบเดียวกับคณะ และถูกบริหารและติดตามผลแบบเดียวกัน ทำให้พฤติกรรมการทำงานของสำนักพัฒน์เป็นแนวดิ่ง (vertical) ไปด้วย ทั้งๆ ที่ในเชิงภารกิจหรือหน้าที่ สำนักพัฒน์ฯ เป็นหน่วยงานเชิงระนาบ (horizontal) ที่จะต้องทำงานเป็นภาคี (partner) กับคณะต่างๆ ในการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา โดยที่เป้าหมายสำคัญรองลงมาคือการเรียนรู้ของอาจารย์ ในการทำหน้าที่อาจารย์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อให้ศิษย์บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กำหนด

รายละเอียดที่นำมาเสนอในที่ประชุม จึงดีมากและคณะกรรมการอนุมัติหมด แต่มีคำถามว่า ทำตามนั้นแล้ว ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาดีขึ้นตามเป้าหมายใหม่ ที่เป็นเป้าหมายแห่งศตวรรษที่ ๒๑ จริงหรือ หากจะให้เกิดผลจริง สำนักพัฒน์ฯ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีทำงานอย่างไร รวมทั้งต้องเปลี่ยน KPI ของสำนักพัฒน์อย่างไร

ผมชี้ให้เห็นว่า หากคิดตามแนวที่ผมเสนอ สำนักพัฒน์ฯ เป็นหน่วยงานที่แปลกประหลาด แบบเดียวกับที่ผมเผชิญตอนทำหน้าที่ ผอ. สกว. คือหน่วยงานของตนไม่ได้เป็นผู้ผลิตผลงานที่แสดงความสำเร็จของตน ผลงานที่แสดงความสำเร็จของ สกว. คือผลงานวิจัย ซึ่ง สกว. ไม่ได้ทำ ผู้ทำคือนักวิจัย ที่อยู่ตามหน่วยงานวิจัยต่างๆ ผลงานที่แสดงความสำเร็จของสำนักพัฒน์ฯ (ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา) ทำโดยคณะต่างๆ

ตอนผมทำงานที่ สกว. เราใช้เวลาประมาณสามปี สร้างความสัมพันธ์แบบใหม่กับนักวิจัยและสถาบันต้นสังกัด ที่ผมเรียกว่า เป็นหุ้นส่วน (partner) หรือภาคี ที่ สกว. ไม่เป็นเจ้าของผลงานโดยตรง แต่ก็เป็นในฐานะผู้สนับสนุน วัฒนธรรมองค์กร และวิถีปฏิบัติ รวมทั้งท่าที ถ้อยคำ ต้องเป็นไปในลักษณะของผู้สนับสนุนทั้งหมด แต่เป็นผู้สนับสนุนที่มีสมอง (ปัญญา) ข้อมูล และวิธีจัดการ ที่เพิ่มคุณค่าให้แก่นักวิจัย

ผมเสนอให้ มช. และสำนักพัฒน์ฯ หาทางพัฒนารูปแบบการทำงานตามแนวดังกล่าว

นำมาเล่า เพื่อให้มหาวิทยาลัยอื่นพิจารณานำไปพัฒนาในบริบทของตนด้วย เพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาของชาติในภาพรวม



วิจารณ์ พานิช

๒๙ พ.ย. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)