การว้ากภายในโรงเรียนต้องถูกทำโทษอย่างแสนสาหัสด้วยกฎแบบทหารในประเทศไทย

กรุงเทพฯ (AP) ที่ค่ายทหารนอกกรุงเทพฯ สิบเอกได้ใช้คำสั่งแบบเด็กขาดกับกลุ่มของนักศึกษาที่เรียนการถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งต้องเรียนรู้ว่าความคิดสร้างสรรค์ก็มีขีดจำกัดในสังคมไทย

ทหารตะโกนบอกพวกเขาว่า “พวกคุณมาที่นี้เพื่อเรียนรู้เรื่องระเบียบวินัย พวกคุณเข้าใจหรือไม่?”

“ครับ/ ค่ะ” เสียงตะโกนจากกลุ่มศิลปินจำนวน 53 คนโต้ตอบกลับ-ผู้ชายมีผมยาวรุงรัง แต่ผู้หญิงจะมีรอยสักและกางเกงขายาวสำหรับโยคะ

ทหารบอกกับพวกเขาว่า “ระเบียบวินัยคือการเคารพกฎและวินัย ถ้าพวกคุณทำผิด พวกคุณต้องถูกลงโทษ”

สิ่งนี้เป็นผลจากการว้ากในมหาวิทยาลัย จำเลย: วิดีโอที่ถูกส่งไปทางอินเตอร์เน็ท แสดงให้เห็นถึงน้องปี 1 ที่ใส่ชุดเรียบร้อย มีจำนวนครึ่งโหล กำลังจับคู่เต้น การเต้นที่แสดงให้เห็นว่ากำลังทำรักซึ่งกันและกัน ในขณะที่ปีแก่ๆกำลังเชียร์ สังคมออนไลน์เรียกสิ่งนี้ว่า “การเต้นแบบร่วมเพศ” การทำโทษ: 3 วันของการเข้าแคมป์ โดยการทำโทษเชิงวินัยแบบใหม่ เป็นที่รู้จักกันในนาม “ปรับทัศนคติ” (attitude adjustment)

คณะทหาร ที่ได้ยึดอำนาจมาเกือบปีได้พัฒนาความคิดเรื่องการปรับทัศนคติให้เป็นเทคนิคในการทำให้ผู้วิจารณ์เงียบเสียง คณะทหารได้เรียกตัวนักการเมือง และคนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองของคณะทหาร ไปอยู่ในที่ต่างๆเสียหลายวัน พร้อมกับขอร้อง และบังคับให้สารภาพการกระทำผิด และเซ็นสัญญาว่าจะไม่ไปทำอย่างนั้นอีก-การกระทำเช่นนั้นถูกวิจารณ์โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่ม

ตอนนี้มีสัญญะว่าการดำรงจิตใจแบบทหารกำลังเอื้อมมือมาที่พลเมืองของรัฐมากขึ้น-เหมือนกับระเบียบของทางวิทยาลัย

สำหรับกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Suan Sunandha Rajabhat ที่อยู่ค่ายทหารเป็นเวลา 3 วันนั้นต้องพบกับการดุด่าว่ากล่าว, การทำให้ได้อายในที่สาธารณะ, การทดสอบความอดทนแบบถึงพริกถึงขิง

“พวกเราไม่ได้บอกให้นักเรียนที่เรียนการถ่ายทำภาพยนตร์ต้องไม่ใช้ความสร้างสรรค์ แต่ในเมืองไทยจะมีข้อจำกัดทางสังคมอยู่ พวกเขาจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ตราบเท่าที่ไม่เกินข้อจำกัดทางสังคม” Chin Tangtarntana ได้กล่าวเอาไว้ Chin Tangtarntana เป็นอาจารย์ในสาขาการถ่ายและฉายภาพยนตร์ และเป็นหนึ่งในบรรดาอาจารย์ที่เคยตามการกักตัวไว้ 3 วันเมื่อเดือนที่แล้ว ที่มีกิจกรรมการทานอาหารแบบเงียบ (silent meal) และเป็นกลุ่มที่นอนอยู่กับพื้นแต่มีเบาะไว้ด้วย “พวกเราจำเป็นต้องตั้งเวลาใหม่ นั่นคือเหตุผลที่เรามาอยู่ที่นี่ ก็คือการกรอเทปกลับไปเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้พวกเราจึงกล่าวว่า “กลับไป เริ่มทำงานใหม่ เอาหละเริ่มใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้”

หลังจากนั่งรถบัสมา 2 ชั่วโมง รถไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนมาถึงสถาบันสอนทหารที่ Chulachomklao ในสถาบันสอนทหารนั้นรอบล้อมไปด้วยภูเขา โทรศัพท์มือถือของนักศึกษาจะถูกปิด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสื่อสารใดๆจากโลกภายนอก และโดยพื้นฐานแล้วก็กันการถ่ายวิดีโอ Chin Tangtarntana ได้กล่าวไว้

สิบเอก Kongsak Klaeiklang ได้กล่าวว่า “กิจกรรมที่นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ และช่วยให้คุณมีความเป็นพลเมืองมากขึ้น พวกคุณเข้าใจหรือไม่” เขานำโดยใช้กิจกรรมที่เขาเรียกว่า การละลายน้ำแข็ง ซึ่งน่าเบื่อสุดๆเหมือนกับการว้าก: การปฏิบัติมีดังนี้ นักศึกษาหญิงที่น้ำหนักมากคนหนึ่ง ทำท่าทางเหมือนกับฮิปโปโปเตมัส และคนอื่นๆก็ต้องเต้นหมือนฮิปโปด้วย เกมแบบวัยรุ่นจบไป เมื่อมีผู้แพ้ต้องเดินเหมือนกับช้าง โดยการย่อตัวเหมือนกับโซ่มนุษย์ และคว้ามือของเพื่อนระหว่างเท้า

ต่อมาพวกเขาจะถูกส่งไปในป่าที่มียุงจำนวนมาก ภายใต้ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก และนักศึกษาต้องทนอยู่กับยุงจำนวนมากมายนั้นอีก เราอาจสรุปได้ไหมว่าพวกนักศึกษากำลังถูกการว้ากในรูปแบบใหม่

เสียงร้องเกิดขึ้นระหว่างทาง นักศึกษาถูกใช้ให้วิ่ง Kongsak ตะโกน “ให้เร็วกว่านี้อีก พวกเธอเพียงแค่หายใจได้ รับรองว่าเธอจะไม่ตายหรอก” ในตอนนั้นมีนักศึกษาคนหนึ่งกำลังจะเป็นลม และอนุญาตให้พักระหว่างทางได้ ต่อมาเขาสั่งให้หยุด และคลานด้วยท้องไปตามบ่อโคลน ในตอนหนึ่งพวกเขาต้องก้าวข้ามสิ่งกีกขวางที่เป็นไฟได้

“ความคิดที่จะทำให้พวกเขาแตกหัก แตกหักจากตัวตน (ego) ดังนั้นจึงต้องใช้การข่มขู่ก้าวร้าวไว้ให้มาก ในเวลาต่อมาพวกเขาจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่”Kongsak กล่าว ในตอนนั้นมีทหารได้นำนักศึกษากลุ่มเล็กให้เดินผ่านป่า (ประมาณ 5 กิโลเมตร) ที่สูงชัน โดยการใช้บันไดกำแพงที่ทำด้วยเชือก และพยายามเดินอย่างสมดุลบนท่อนซุงเพื่อข้ามแม่น้ำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายทหารนี้ ไม่ทำให้ทั่วไปตระหนกมากนัก เพราะระบบการศึกษาถูกควบคุมโดยทหาร-โรงเรียนรัฐต้องมีชุด ผมต้องตัดสั้น บางคุณครูจะถือไม้เรียว เพื่อที่จะทำให้เด็กๆเป็นระเบียบ ปัญหาของวัยรุ่น ในแก๊งโรงเรียนมัธยม จะถูกส่งไปในค่ายทหารในอดีต

แต่การใช้วินัยของทหารในกรณีการว้ากในมหาวิทยาลัยเป็นวิธีการใหม่ ซึ่งนักวิจารณ์บางคนจะกล่าวว่า สิ่งนี้ย่อมส่งสารไปในสังคมว่าวิธีการแบบทหารเป็นสิ่งที่จะใช้แก้ปัญหาในสังคมได้ แม้กระทั่งในสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนรู้ระดับสูง

“คำสั่งที่สั่งนักเรียนโดยใช้วินัยทางทหารแบบนี้มีความไม่เหมาะสม เพราะเนื่องด้วยการว้าก” สำนักพิมพ์ Bangkok Post กล่าว มหาวิทยาลัย “สูญเสียความเชื่อเพียงเล็กน้อยด้วยมีการว้ากเกิดขึ้น แต่จะสูญเสียความเชื่อถือมากขึ้น จากการปฏิบัติโต้ตอบจากตนเอง”

ในปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยเดียวกันได้ปฏิบัติการว้ากที่เสียชื่อเสียง โดยการให้ปีแก่ๆหยดน้ำตาเทียนลงไปที่น้องปี 1 และเผาไหม้แขนของนักศึกษาหลายคน แต่ในกรณีดังกล่าว ถึงแม้จะทำให้ร่างกายเจ็บ แต่ก็ไม่มีการทำโทษ บรรณาธิการ กล่าว

นักวิจารณ์กล่าวว่าในกรณีของการว้ากขับเน้นให้เห็นถึงการทำให้สังคมไทยเป็นแบบกองทัพภายใต้คณะทหารแต่คณะทหารเชื่อมั่นว่าการปรับทัศนคติ ก็คือ คนที่ถูกซื้อ หรือถูกล้างสมอง หรือบางครั้งทำให้ผู้วิจารณ์เงียบเสียง และไม่ก่อปฏิกิริยาต่อต้าน

ผู้นำเมื่อก่อนห้ามการไม่เห็นด้วย และห้ามการอภิปรายทางสาธารณะในเรื่องประชาธิปไตย เขาจะโจมตีบุคคลที่ตั้งคำถามกับอำนาจ และขอร้องให้สาธารณชนให้หยุดเลือกตั้ง เขาจะให้การเลือกตั้งเมื่อปี 2017

นักการเมือง, นักหนังสือพิมพ์, อาจารย์ และนักวิจารณ์อื่นๆ ต่างถูกเลือกให้มาปรับทัศนคติ เพื่อความสันติสุข และระเบียบแล้วทั้งนั้น

นักวิจารณ์สังคมที่ชื่อ Sanitsuda Ekachai เรียกสิ่งนี้ว่ามันเป็นสัญญะของอธิการบดีกำลังจะใช้การปรับทัศนคติแบบทหาร

“เมื่อใครบางคนที่อยู่ในสถานะเดียวกับเขาจะเชื่อว่าวินัยแบบทหารเป็นคำตอบ และนี่เหตุผลว่าทำไมทหารจึงยังจับสังคมนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” Sanitsuda เขียนในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

ในคอลัมน์เมื่อไม่นานมานี้ หล่อนเขียนว่า นักการศึกษาที่ยังใช้วินัยแบบทหารอยู่ ต้องการจะส่งสารนี้ “ใครก็ตามที่ต่อต้าน ต้องถูกทำโทษ ประเทศนี้ถูกนำโดยรัฐทหาร”

การปรับทัศนคติจะได้ผลกับนักศึกษาหรือไม่ ก็เป็นปัจเจกบุคคล นักศึกษาปีที่ ชื่อ Natdanai Kedsanga อายุ 20 ปี หลังจากที่ได้ผ่านการอยู่แคมป์มา 1 คืน หลังจากดูวิดีโอ แล้วกล่าวว่า “พวกเรามีความสุขกันมากเกินไป และนั่นนะคือปัญหา ตอนนี้ฉันได้คิดเรื่องนี้เป็นอย่างดี และเห็นว่ามันไม่เหมาะสม”

Pongpat Puchiangdang นักศึกษาชั้นปี 3 กล่าวว่า การปรับทัศนคติสอนเขาได้บทเรียนอย่างหนึ่ง นั่นคือ “ถ้าคุณจะทำอะไรที่สังคมรับไม่ได้แล้วหละก็ จงอย่าแชร์สิ่งนั้นในสื่อสังคมออนไลน์”

“สิ่งของที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏอยู่ทุกที่ไม่เว้นแม้แต่โรงเรียน และบางครั้งก็ดูแย่กว่านี้หลายเท่า พวกเขาไม่ควรจะโพสต์ในทางอินเตอร์เน็ท” Pongpat อายุ 22 ปี ในฐานะช่างกล้อง “ฉันไม่คิดว่าการจะทำวิดีโอนี้เป็นเรื่องผิด สิ่งนั้นเป็นความทรงจำที่ดี แต่อย่าพิมพ์เผยแพร่ออกไปเท่านั้น”

แปลและเรียบเรียงมาจาก

Nattasuda Anusonadisai. School hazing gets stern penalty in military-ruled Thailand.

http://news.yahoo.com/school-hazing-gets-stern-penalty-military-ruled-thailand-054617438.html

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ฝึกแบบทหารเลยนะครับ

ผมเคยแต่เรียน รด ก็สนุกและได้วินัยดีมากเลยครับ

เขียนเมื่อ 

ฝึกหนักมากนะคะ ... ฝนความแข็งแกร่งนะคะ