ในวันที่ผมมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ช่วยวิทยากรที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง หนองหอยจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงบ่ายเราได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยออกไป 3 กลุ่มด้วยกันเพื่อเป็นการฝึกคุณอำนวยและคุณลิขิต ซึ่งเป็นบุคลากรของสถาบันวิจัยเกษตรบนที่สูง โดยผมมีหน้าที่ติดตามไปสังเกตการณ์การฝึกปฏิบัติงานจริงของคุณอำนวยและคุณบันทึก

ในช่วงนั้นเองผมก็ได้พบกับบุคคลที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการจัดการความรู้ "เพื่อชุมชน โดยชุมชน" เต็มและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนั่นก็คือ "คุณเสริม"

ในระหว่างการเดินทางเป็นผู้สังเกตการณ์และคอยแนะนำเทคนิคกระบวนการคุณอำนวย มีช่วงหนึ่งที่ผมได้สาธิตการทำหน้าที่คุณอำนวยแบบไม่เป็นทางการในวงเล็ก ๆ ที่เรายืนคุยกันอยู่ริมแปลงผักนั้น

ช่วงนั้นเองผมกำลังพูดคุยและซักถามกับหัวหน้าศูนย์ฯ เกี่ยวกับเรื่องของการดูคุณสมบัติของคนที่จะเข้ามาทำงานกับโครงการหลวงว่า ควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร

ขณะนั้นก็เกิดปัญหาแบบที่เคยเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งก่อนนั่นก็คือ "คนตอบอธิบายไม่ถูก"

อื่ม พูดยาก จะพูดอย่างไรดี (ประมาณนี้ครับ)

และในขณะนั้นเอง "พี่ช้าง (คุณอดิศร) ซึ่งเป็นบุคลากรของโครงการที่มีประสบการณ์แห่งโครงการหลวงก็ได้ช่วยเสริมและเต็มเติม ให้คำตอบที่หัวหน้าศูนย์ซึ่งอธิบายไม่ถูกนั้น ค่อย ๆ เริ่มคิดและกลั่นเอาคำพูดออกมาได้

การพูดคุยในขณะนั้นจึงเริ่มได้รสชาดมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างพี่ช้างและหัวหน้าศูนย์กันเป็นระยะ ๆ โดยมีผมเป็นตัวกลางในการกระตุ้นและตั้งคำถาม ฝ่ายหนึ่งเติมความคิด ฝ่ายหนึ่งเติมประสบการณ์ ซึ่งทำให้เวทีเล็ก ๆ ในขณะนั้นเกิดความรู้และเกิดประโยชน์มากมาย

ความรู้และประโยชน์เกิดขึ้นและตรงกับเป้าหมายหลักที่จะนำไปใช้

ซึ่งนั่นไม่ใช่ตัวผมเองอย่างแน่นอน

ผู้ตอบคำถามกับคุณเสริมนั้น เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่และจะต้องนำความรู้นั้นไปใช้เป็นหลัก ดังนั้น การเสริมเติมเต็มกันในขณะนั้น จึงทำให้ปัญหาและข้อสงสัยหลาย ๆ อย่างถูกปลดเปลื้องไปได้โดยฉับพลัน

ไม่ต้องรอเราหรือคุณลิขิต ไปสรุปรายงาน แล้วนำรายงานนั้นไปเสนอเป็นแผนในการแก้ไข

จัดการความรู้เสร็จ คนทำรู้ คนคิดรู้ คนวางแผนรู้ รู้แล้วทำเลย

ถ้ารู้แล้วมีผู้ช่วย "เสริม" เติมเต็มให้ความรู้นั้นแน่นและแม่นมากขึ้น ผู้ที่คิดและรู้นั้นก็จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างฉับพลันและเกิดผลอย่างเอนกอนันต์มากกว่าการคิดสรุปด้วยตนเอง

การวิจัยสมัยก่อนมักจะเป็นการจด เก็บข้อมูล สรุป และนำไปเผยแพร่

แต่การจัดการความรู้ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการวิจัยในปัจจุบัน เปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เกิดกระบวนการพูดคุย การชวนให้คิด การคิดและตอบคำถาม โดยชุมชนและเพื่อชุมชน ผู้วิจัยหรือคุณอำนวย ไม่ต้องการข้อมูลหรือได้สิ่งใด นอกเสียจาก ทำให้คนที่อยู่ในกระบวนการนั้นได้รู้เรื่องของตนเอง โดยตนเองและเพื่อตนเอง

แต่การที่จะรู้ได้มากขึ้น "คุณเสริม" เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง

คุณเสริมที่เป็นบุคคลที่ทำงานอยู่ด้วยกัน อาจจะคนละตำแหน่ง คนละหน้าที่ คนละฝ่าย มาคุยกัน เสริมกัน ถามกัน เถียงกัน แลกเปลี่ยนกัน พูดปุ๊บ ถามปั๊บ สงสัยแล้วเติมเต็ม ไม่ต้องรอเราหรือใครไปสรุปแล้วเขียนเป็นรูปเล่มรายงานให้ เสริม เต็มเติม คิดแล้วทำได้เลย ไม่ใช่โดยใครหรือเพื่อใคร แต่เป็นโดยเราและเพื่อเรา