หลังจากกลับจากนครศรีธรรมราชเมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมก็กลายเป็นหมอป่วยมาเกือบอาทิตย์แล้ว แต่ยังดีที่ไหวตัวทันรู้ว่าจะต้องกินยาอะไรก็เลยไม่ทรุดจนถึงต้องหยุดงานแต่ก็ต้องยอมให้พยาบาลฉีดยาให้(เพราะฉีดเองไม่ได้) ช่วงนี้ก็เลยไม่ค่อยได้นอนดึกหรือเขียนเล่าอะไรมากนัก เผอิญเปิดสมุดบนทึกประจำตัว(โน๊ตบุคแบบกระดาษ)ไปเจอเอาบทกลอนอวยพรวันวิวาห์ของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ เขียนไว้ในหนังสือขวัญเรือนแล้วภรรยาบอกว่าให้ลอกเก็บไว้เพราะคุณวาณิชบอกว่าไม่หวงถ้าใครจะเอาไปใช้บ้างเพราะผมเองปีๆหนึ่งก็ต้องขึ้นอวยพรคู่บ่าวสาวหลายคู่เหมือนกัน แต่จริงๆแล้วผมจะแต่งเองมากกว่าเพราะให้อารมณ์และความรู้สึกร่วมดีกว่า กลอนบทนี้ให้ความหมายดีๆๆไว้ในเนื้อหาสี่วรรค ดังนี้ครับ

"ชีวิตคู่มิได้อยู่เพียงชั่วครู่     แต่จะอยู่ได้นานสักปานไหน

 อยู่ที่ใจเป็นหนึ่งใจถึงใจ      ใจที่พร้อมให้อภัยกันและกัน"

พออ่านเสร็จก็นึกไปถึงสมุดบันทึกที่แอบลอกสิ่งที่ชอบเก็บไว้ตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์ที่เชียงใหม่ ก็เลยเอามาเปิดอ่านดู รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้น ก็เลยคัดเอาบางส่วนมาเล่าต่อ แต่ต้องขออภัยผู้เป็นเจ้าของจริงๆที่ผมไม่ได้จดชื่อผู้ประพันธ์หรือผู้เขียนไว้ มีคนพูดไว้ว่า "มนุษย์หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยหน้าที่ หล่อเลี้ยงหัวใจด้วยความรัก" อันนี้น่าจะมาจากนิยายสักเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าใช่เรื่อง"ในฝัน"หรือเปล่า

ต่อกันอีกนิดครับ "เราต้องมีอะไรที่คล้ายคลึงกันบ้างเพื่อที่จะเข้าใจกัน แต่เราก็ต้องมีสิ่งที่แตกต่างกันบ้างเพื่อที่จะรักกัน" จำไม่ได้ว่าเอามาจากไหน แล้วก็ปิดท้ายด้วยกลอนสุภาพอีกหนึ่งบทที่แอบคัดลอกไว้

"ยังไม่เคยเอ่ยว่ารักเลยสักหน       แต่หัวใจเปี่ยมล้นด้วยรักยิ่ง

 ไม่เคยมีทีท่าว่ารักจริง               แต่ทุกสิ่งที่กระทำคือความรัก"

บันทึกนี้ดูไม่เป็นการเป็นงานเลยใช่ไหมครับ เพราะบางทีการได้อ่านคำประพันธ์ร้อยกรองก็ทำให้จิตใจสบายและสามารถจินตนาการหาทางออกในเรื่องที่เกี่ยวกับงานได้เหมือนกัน จริงไหมครับ