"สายน้ำไหลย้อนกลับ"

แนวคิดในการอพยพของผู้คนสมัยโบราณหนีการรุกท่วมของน้ำทะเล ที่มา: unexplained-mysteries.com

พูดคุยภาษาอินโดนีเซีย 7)

อีกหลายคำของสองฟากฝั่งทะเลที่นึกว่าไม่น่าเกี่ยวแต่พอไล่สำเนียงและความหมายก็แทบจะยกมาใช้แทนกันได้

“kelapa เกอลาปา” ที่แปลว่ามะพร้าว หากเปลือกแข็งข้างในยังเรียก “กะลา” แบบคำเดิม

“ส้ม” ที่เดาว่ามาก่อนเปรี้ยวยังเป็นคำปกติแสดงความเปรี้ยวของทางถิ่นไทยเหนือและไทยราบสูง คำเดียวกับชาวทะเลใต้ยังคงใช้แสดงอาการน้ำลายสอปากกระพุ้งแก้มว่า “asam อะสัม” เป็นที่มาของซู๊ปผักส้ม “sayur asam” อันขึ้นชื่อซดคล่องปากพอๆกับแกงส้มกุ้งชะอมทอด ซึ่งต้องใส่ส้มมะขามเปียกหรือ “asam” ทั้งสองหม้อจึงจะได้รสชาติที่เลิศล้ำ

“ลึก ล้ำ” เป็นบางอย่างที่สุดหยั่งหรือคาดคะเน รวมเอาสิ่งลี้ลับปกปิดไม่เปิดเผยตัวตนเข้าเป็นพวก เช่นช่องทางซับซ้อนในโพรงถ้ำเขาวงกต ก้นทะเลกลางสะดือมหาสมุทร ธรรมชาติของวิชาและความรู้ ภาษาอินโดฯเขียนว่า “dalam ดาลัม” ให้ความหมายในสองแนวทั้งความลึกลับปิดบังและสิ่งที่อยู่ด้านในมีทางเข้าออก อย่างข้างในบ้าน ข้างในห้อง ข้างในตู้....ลึกล้ำและดาลัมจึงเป็นอีกคำในกลุ่มต้นร่วมราก

“รู้” เป็นคำนามธรรมที่จับต้องยากซึมซาบหลบซ่อนไม่เปิดเผย ต้องออกแรงไขว่คว้าค้นหาถึงเจอะเจอเจ้าตัวรู้ คำว่า “รู้” ในภาษาล้านนาออกเสียงว่า “ฮู้” ซึ่งตรงกับภาษาอินโดฯ “tahu ต่าฮู้” ใช้ในความหมายเชิงรับทราบและเข้าใจ เช่น “saya tahu ซาย่า ต่าฮู้” ฉันได้รับรู้ “sudah tahu ซุด้ะห์ ต่าฮู้” รู้แล้วทราบแล้ว “tahu banyak ต่าฮู้ บันยัค” รู้เรื่องเข้าใจมาก

“พยุง” คำนี้เป็นคำเก่าแก่ของพวกไตหรือปล่าวไม่ทราบได้ แปลว่าการประคองให้อยู่ตัวไม่พลาดพลั้ง การช่วยเหลือดูแลจนคืนสภาพ ในคำภาษาอินโดฯก็มีคำว่า “payung ปายุง” ใช้ในความหมายใกล้เคียง เช่นเรียกร่มที่ใช้บังแดดให้ร่มเงากันน้ำฝนแก่ผู้ถือว่า “payung” หรือนักกระโดดร่มที่ต้องใช้ปายุงในการพยุงลอยตัวในอากาศ หรือใช้กับคนที่ต้องการรับความช่วยเหลือและดูแล

“ต้าน” ต่อต้านทานทนไม่ให้ลุกล้ำเข้ามา ใช้คำว่า “tahan ตาฮาน” ในความหมายว่าอย่างหนาและเข้มแข็งทนทาน เนื้อไม้แข็งหนาทนต่อฟันเลื่อยกัดกิน หรือกำแพงเมืองแข็งแรงต้านทานข้าศึกได้อย่างดี หรือ “saya tidak tahan” แปลว่าฉันไม่เข้มแข็งยืนหยัดเพียงพอ

“เขย่า” อาการสั่นไหวไปมา คล้ายกับคำ “goyang โกยัง” เต้นเร่าสะบัดแข้งขา เตียงสั่นไหวยามค่ำคืน แรงสั่นบ้านโยกจากแผ่นดินไหว หรือการโกยังสั่นคลอนในแนวคิดที่เคยฝังรากพึ่งพิง

ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดว่าภาษาของชาวหมู่เกาะนั้นมีกำเนิดจากแถบไต้หวัน และถึงจะมีสัมพันธ์บ้างกับภาษาตระกูลไทแต่ก็ไม่ใช่ระดับพี่น้องคลานตามกัน โดยตีความให้ต้นกำเนิดภาษาของชาวจ้วง-ไตในถิ่นแดนเหนือและชาวหมู่เกาะทะเลใต้ ล้วนมีรากเดียวร่วมกันในดินแดนที่ราบลุ่มแห่งซุนด้าทวีปตั้งแต่ในยุคน้ำแข็งเมื่อหมื่นๆปีมาแล้วโน่น....

จันทบุรี 31 สิงหาคม 2557 (ลงใน oknation blog)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อินโดนีเซียรายา



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณบันทึกดีๆครับ

ชอบอ่านครับ ภาษาวัฒนธรรม