๙. วิกฤติชีวิต...ที่ต้องฝ่าฟัน

คืนนั้น..ผมทราบผลแล้วว่ามีก้อนเนื้อที่สมองน้อยด้านซ้าย หมอขอดูผลก่อนว่าเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า ให้ผมพักนอนที่อาคารผู้ป่วยชายทั่วไป เพราะห้องพิเศษไม่ว่าง จึงเป็นค่ำคืนที่ทรมานที่สุด ผมนอนไม่หลับเลย ปวดในหัวมากขึ้น ได้ยินเสียงผู้ป่วยที่รอคอยผ่าตัดนอนร้องครวญคราง คนที่ผ่าตัดแล้วก็ร้องระงม เซ็งแซ่ไปทั้งห้อง..มันอะไรกันนี่..ชีวิตผม

ผมไม่เคยคิดเลย ว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นกับชีวิตของผม ไม่มีลางบอกเหตุ ปุบปับผมก็ล้มแบบไม่เป็นท่า จำได้ว่าเป็นเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ เริ่มมีอาการ..โลกหมุน จนคลื่นไส้อาเจียน แล้วก็ปวดหัวหนักในเดือนพฤศจิกายน...จนพบที่มาของโรค ที่รุมเร้าแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

งานบริหารสถานศึกษาและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กำลังจะราบรื่นและไปได้อย่างสวยงาม ครูที่ย้ายไป ก็ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้ามาใหม่ ไม่ทิ้งช่วงห่าง ไม่สร้างภาระแก่ครูที่มีอยู่เดิมมากเกินไป แต่แล้วผมกลับเป็นบุคคล..ที่สร้างปัญหาแก่โรงเรียนเสียเอง

เกือบตลอดเดือนกันยายน ๒๕๕๔ ผมปวดหัวบ่อยมาก แต่กินยาพาราก็หาย ตอนนั้นสงสัยว่าจะเป็นไมเกรน ได้แต่คิด ยังไม่ยอมไปโรงพยาบาล วันไหนปวดมาก ก็ปูเสื่อนอนที่ห้องพักครู

ร่างกายออกอาการอ่อนล้า ปวดหัวจนดวงตาพร่ามัว บางวันไปทำงานไม่ได้ ลุกขึ้นจากเตียงก็เวียนหัว ไม่มีแรงแม้แต่จะเดิน ตอนนั้นมีความรู้สึกแปลกใจมาก ว่าตัวผมเองเป็นโรคอะไรกันแน่ ทำไมหมอให้ยามากินตั้งมากมาย อาการก็ไม่ดีขึ้น ผมจำได้แม่นยำเลย ว่าเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ช่วงปิดเทอม ผมนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดสุพรรณบุรีถึง ๒ ครั้ง รวม ๙ วัน

คุณหมอหนุ่มที่เพิ่งจบมาใหม่กับนักศึกษาแพทย์ วินิจฉัยโรคตรงกัน ว่าผมเครียด ความดันและมีคอเรสเตอรอลสูง ขณะที่นอนโรงพยาบาล ผมได้รับยาฉีด ยาเม็ด และได้รับน้ำเกลือ ครบชุด ผมบอกหมอว่า “หมอครับ ผมนอนแล้ว หลับตาหรือพลิกตัว ในหัวมันจะหมุนๆ เข้าห้องน้ำก็เป็นครับ..”

คุณหมอรับฟัง จดบันทึกแล้วก็เปลี่ยนยา พออาการหมุนน้อยลง ก็ให้ผมกลับบ้าน

ชีวิตและงานช่วงนั้น ไม่อยากได้อยากดี มีใจอยากทำและรับผิดชอบงานอยู่บ้าง แต่สังขารไม่ไหวจริงๆ ขาไม่ยอมก้าวเดิน พอเปิดเทอม..แข็งใจไปเข้าประชุมผู้บริหารโรงเรียนที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ให้น้องธุรการขับรถให้ ใช้ไม้เท้ายันกายขึ้นบันไดไปห้องประชุม รู้ตัวว่าวันนั้น มีสายตาหลายคู่มองมาที่ผม แต่สายตาผมที่มองเขาเหล่านั้น เหมือนมองอากาศที่ว่างเปล่า ในที่ประชุมก็เหมือนกัน สายตาผมพร่ามัว มองเห็นใครไม่ชัด ในหัวที่อื้ออึง แต่เหมือนนั่งอยู่คนเดียว พยายามเก็บอาการและนั่งประชุมจนเสร็จสิ้น

ขากลับผมนั่งหลับมาตลอดทาง รู้ตัวอีกทีรถก็จอดในโรงรถโรงเรียน ผมก้าวขาลงจากรถไม่ได้แล้ว ในหัวมันจะหมุนตลอด ถ้าเดินก็ล้มแน่ มีครูเข้ามาพยุงตัวผม ผมบอกให้พาไปที่ห้องประชุมที่เป็นโรงอาหาร แล้วให้เรียกครูและนักเรียนทั้งหมดมานั่งประชุมกัน...ผมนั่งเก้าอี้อยู่ข้างหน้านักเรียน รายล้อมด้วยครู ๕ คน...ผมนั่งนิ่งๆพักหนึ่ง หลับตา รู้สึกปวดชาหนึบๆในหัว น้ำตาอุ่นๆ ไหลพรั่งพรูออกมา ..

“ร่างกายครูแย่แล้วนะนักเรียน ครูทนไม่ไหวแล้ว คงไม่ได้สอนนักเรียนไปอีกหลายวัน ขอให้นักเรียนตั้งใจเรียน เชื่อฟังครูที่สอนนะ ครูหายดีแล้ว ครูจะกลับมา ครูไปล่ะนะ...”

บ่ายวันนั้น..เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เดินทางไปโรงพยาบาลทันที พอเดินทางถึงโรงพยาบาลก็นั่งรถเข็นเข้าห้องตรวจ..คุณหมอดูประวัติแล้วมองหน้าผม คงสงสัยว่าทำไมมาบ่อยจัง..ผมมองหน้าคุณหมอ.อยากบอกหมอเดี๋ยวนั้นเลยว่า ผมขอตรวจสมอง...ได้แต่คิดแต่ไม่มีแรงจะพูด

ผมเห็นคุณหมอโทรศัพท์ ใช้คำว่า...เชิญท่านอาจารย์หมอ...ค่ะ ..สักครู่ มีคุณหมออาวุโสเข้ามาในห้องแล้วหยิบประวัติผมมาอ่านดู ได้ยินเสียงท่านพูดว่า..ความดันปกติ ในหูก็ปกติ..ไขมันในเลือดก็ไม่มี..มีเวียนหัว เหมือนโลกหมุนใช่ไหม ลองยืนซิ...ผมยืนขึ้น..มีเซไปทางซ้ายนิดหน่อย คุณหมอบอก..มีปัญหาด้านสมอง..สแกนได้เลย...

คืนนั้น..ผมทราบผลแล้วว่ามีก้อนเนื้อที่สมองน้อยด้านซ้าย หมอขอดูผลก่อนว่าเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า ให้ผมพักนอนที่อาคารผู้ป่วยชายทั่วไป เพราะห้องพิเศษไม่ว่าง จึงเป็นค่ำคืนที่ทรมานที่สุด ผมนอนไม่หลับเลย ปวดในหัวมากขึ้น ได้ยินเสียงผู้ป่วยที่รอคอยผ่าตัดนอนร้องครวญคราง คนที่ผ่าตัดแล้วก็ร้องระงม เซ็งแซ่ไปทั้งห้อง..มันอะไรกันนี่..ชีวิตผม

ตอนสายของวันรุ่งขึ้นคุณหมอมาบออกว่า ไม่ใช่เนื้อร้าย และยังกำหนดวันผ่าตัดไม่ได้ เพราะคนไข้รอผ่าตัดเยอะมาก ผมจึงต้องนอนรอต่อไปในห้องที่สุดแสนทรมาน แต่ผมขอนอนเป็นคืนสุดท้ายเท่านั้น บอกคุณหมอช่วยส่งตัวผมไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพด้วย

๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เก้าโมงเช้าผมรับใบส่งตัวแล้ว เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงนั้นน้ำกำลังท่วมหนักทั้งกรุงเทพและปริมณฑล รถของพี่สุนันต์ พี่กัญญา พืชหงส์ทอง เพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงาน ขสมก. อาสามารับผมเข้ากรุงเทพ ขับอ้อมไปทางจังหวัดสมุทรสาคร ใช้เวลาเดินทาง ๕ ชั่วโมง..จึงเดินทางถึงโรงพยาบาลกรุงเทพฯ

ผมขอพบหมอทันที โดยที่ไม่ขอกินข้าวกลางวัน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพาขึ้นรถเข็นไปตามตึก ขึ้นลิฟต์ แล้วพาวนเวียนไปตามตึกต่างๆหลายรอบ ผมเริ่มใจชื้นขึ้น เมื่อเห็นโรงพยาบาลใหญ่โตสวยหรู ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน แต่พอนึกถึงค่ารักษาพยาบาล ใจก็เต้นตึกๆขึ้นมา

คุณหมอหนุ่มและหล่อมาก รับประวัติไปดู แล้วนำฟิล์มเข้าไปในตู้กระจกส่องดูก้อนเนื้อ พลิกดูฟิล์มแต่ละแผ่น เปรียบเทียบกันไปมา คุณหมอมีสีหน้าเรียบเฉย เวลายิ้มก็ดูทีท่ากรุ้มกริ่มเล็กน้อย

“ไม่มีอะไร..ก้อนซีสน่ะ แต่มันก้อนโตไปหน่อย ไปกดทับสมองน้อยด้านซ้าย ถ้ามาช้ากว่านี้สักเดือนหนึ่ง ก็จะเดินเอียง ผ่าตัดแล้วหูก็จะไม่ได้ยิน..”

“แล้วจะลุกลามเป็นเนื้อร้ายไหมครับ” ผมถามคุณหมอ

“เดี๋ยวจะดูให้ละเอียดอีกทีนะ เป็นไง กลัวหรือ” คุณหมอพูดแล้วยิ้ม คงอยากให้ผมผ่อนคลาย

“ไม่เป็นไร..เอาอยู่ เมื่อสองวันที่แล้ว ก็ผ่าตัดไปรายหนึ่ง อายุหกสิบกว่าแล้ว เดี๋ยวนี้เป็นกันเยอะนะ

ไม่ต้องกังวลหรอก ผ่าตัดแป๊บเดียว..”

"จะผ่าตัดเมื่อไหร่ครับ"

“พรุ่งนี้ก็ผ่าได้เลย..ไปทานอะไรก่อนเถอะครับ หน้าซีดจัง” คุณหมอบอกผม แล้วบอกอีกว่าทานข้าวแล้ว กลับเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง

คุณหมอไม่ทราบหรอกว่าที่ผมหน้าซีด ไม่ใช่เพราะหิวข้าว แต่กลัวว่าคุณหมอตรวจละเอียดแล้ว มันอาจจะกลายเป็นเนื้อร้าย และเมื่อขึ้นมา..คุณหมอคงบอกค่าใช้จ่าย..ซึ่งคงใช้เงินมากพอสมควร

ทานข้าวเสร็จ..ไม่ทันจะได้พบหมอ ก็มีคุณผู้หญิงสาวสวย แต่งตัวเหมือนนักธุรกิจ ขอพบเพื่อพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดและขอเงินมัดจำล่วงหน้าก่อน..สองแสนบาท...พรุ่งนี้จะผ่าตัดให้ทันที

๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ผมได้รับการผ่าตัดตอนกลางคืน มาฟื้นตอนเช้า และอยู่โรงพยาบาลอีก ๕ วัน เพื่อทำกายภาพบำบัด..รู้สึกเวลานั้นกินดีอยู่ดีเหลือเกิน ...แต่ผมอยากกลับบ้านและคิดถึงโรงเรียนเป็นที่สุด

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ด้วยรักและศรัทธา พัฒนางาน..ชีวิต เส้นทางผลสัมฤทธิ์ บันทึกไว้..ให้รื่นรมย์



ความเห็น (5)

เป็นกำลังใจให้ระคะคุณครู

เขียนเมื่อ 

ขอเป็นกำลังใจ และขอให้สุขภาพแข็งแรง

เพื่อเป็นหลักของการศึกษา นำพาเด็ก ๆ

สู่เส้นชัยของชีวิตจ้ะ

เขียนเมื่อ 

จำได้ว่าปีนั้นน้ำท่วม

ตอนได้ข่าวตกใจเหมือนกัน

ขอบคุณมากๆครับ

-สวัสดีครับ

-ตามมาอ่านเรื่องราวที่ผ่านมาครับ

-ผมก็มีวิกฤติชีวิตช่วงหนึ่ง

-ต้องเทียวไปหาหมอที่ศิริราชเกือบ 3 ปี

-ณ เวลานี้..อาการก็ทรงตัว..ส่วนที่เสียไป..ไม่ได้คืน..รักษาส่วนที่ดีเอาไว้ต่อไป..

-หากมีโอกาสจะได้เขียนเล่าเรื่องนี้บ้างครับ..

-ขอบคุณครับ

ขอบคุณนะครับ