ตัวผู้เขียนยังได้เห็นภาพแห่งความสุข...ภาพนี้...ภาพที่ปู่ทวดอุุ้มเหลน.. มันช่างเป็นภาพที่หาดูยากภาพหนึ่งทีเดียว มันเป็นอะไรที่มีความสุข... อย่างบอกไม่ถูกนะ ....ความรัก.... ความผูกพัน... ของผู้คนในชุมชนบ้านเกาะแรต ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และความเรียบง่ายของชีวิต... มันมองอบอุ่นดีนะ...ว่ามั้ย!!

ภาพปู่ฉะอ้อน ในวัย 96 ปี สายตายังเห็นได้ชัดเจน คำพูดทุกคำที่พูดออกมาฟังง่ายและเข้าใจ ขณะนั่งเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง

..

ปู่ฉะอ้อน พูดกับผู้เขียนว่า...สมัยนั้น น้ำดื่มน้ำกินนั้น หายากมาก ๆ จะต้องพายเรือข้ามฟาก หรือใช้เรือหางยาวขนน้ำมาจากฝั่งดอนสัก การขนน้ำในแต่ละครั้งก็ทำได้ไม่มาก อย่างมากก็ได้เท่าลำเรือ มันไม่มากมายไปกว่านี้ ในแต่ละเที่ยว? พูดง่าย ๆ ว่า ...น้ำดื่มน้ำกินนั้น ต้องใช่กันอย่างรู้คุณค่าจริง ๆ... เพราะมันมีค่าสำหรับคนบนเกาะนี้เป็นอย่างยิ่ง

..

เมื่อพูดเสร็จ ..ปู่ฉะอ้อนก็ใช้มือชี้ไปที่บ่อน้ำข้างศาลเจ้าจีน ที่สร้างอยู่ข้่างๆ บ้านของปู่ฉะอ้อนนั่นเอง!! พร้อมกับได้พูดว่า....ส่วนน้ำอาบนั้น... คนทั้งเกาะจะต้องมาใช้น้ำจากบ่อนี้ น้ำจากบ่อนี้ถูกขุดขึ้นโดยคนจีนไหหลำที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ก่อนหน้านี้แล้วนั่นเอง...

ปู่บอกกับผู้เขียนว่า...ไอ้น้ำที่ใช้อาบชำระ หรือทำความสะอาดข้าวของต่าง ๆ เนี่ย!!... มันเป็นน้ำกร่อยที่มีรสชาติของน้ำทะเลเจืออยู่ แต่ทุกคนก็จำเป็นต้องใช้น้ำจากบ่อนี้ ....ปู่ฉะอ้อนพูดกับผู้เขียนเช่นนี้ (เสียดายที่ผู้เขียน มิได้ถ่ายรูปบ่อที่พูดถึงนี้เก็บไว้)

ปู่ยังบอกกับผู้เขียนว่า...ปัจจุบันบ่อน้ำนี้ไม่มีใครใช้แล้ว (แต่ก็ยังคงมีน้ำอยู่) เพราะได้มีน้ำระบบน้ำประปาที่เดินท่อมาจากผืนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาให้ผู้คนในชุมชนแห่งนี้ใช้กันโดยไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อนแล้ว

..

..

ผู้เขียนนั่งจ้องมองไปที่สะพานคอนกรีตที่คาดเดาว่าน่าจะสร้างเสร็จเพียงไม่กี่ปี....และผู้เขียนก็ยังคิดต่อว่า แสดงว่าก่อนหน้านี้ชุมชนแห่งนี้ก็ยังคงเดินทางข้ามเกาะผ่านทางเรืออยู่ละซิ!!(เกาะแรตแห่งนี้ ห่างจากผืนแผ่นดินใหญ่ก็น่าจะประมาณ 500 เมตร โดยสังเกตุจากความยาวของสะพานคอนกรีตแห่งนี้...มันน่าจะมีสะพานไม้ข้ามเดินข้ามไปมาระหว่างเกาะกับผืนแผ่นดินใหญ่ได้นะ..)

และเรือข้ามเกาะก็คงจะมีรูปร่างหน้าตาประมาณนี้

..

ภาพถ่าย เรือหางยาวที่จอดไว้บริเวณเกาะแรต อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี

..

ปู่ฉะอ้อนตอบกับผู้เขียนว่า...เรือหางยาว คือสิ่งที่พวกเราในชุมชนใช้อาศัยข้ามฝั่งไป-มากันก่อนที่จะมีสะพานคอนกรีตที่เห็นนี้

ปู่ได้พูดกับผู้เขียนว่า...สมัยโน้น คนจีนไหหลำที่อยู่ ณ เกาะแห่งนี้ มีเป็นร้อย ๆ แต่ก็ได้ทยอยอพยพขึ้นฝั่งไปตั้งรกรากอยู่ยังผืนแผ้นดินใหญ่ ปู่บอกกับผู้เขียนว่า ...พวกเขาอพยพย้ายไปอยู่ที่ดอนสักบ้าง ปากกระแดะบ้าง กาญจนดิษฐ์บ้าง และส่วนหนึ่งก็ตั้งรกรากอยู่ที่นี่

..

ภาพถ่าย: ศาลเจ้าจีน ที่คนจีนโพ้นทะเล ได้สร้างขึ้นหลังจากตั้งรกรากที่เกาะแห่งนี้

..

และปู่บอกว่า...คนจีนเหล่านี้...พวกเขาได้สร้างศาลเจ้าเอาไว้ก่อนที่ปู่จะเข้ามาอยู่ (แสดงว่าศาลเจ้าแห่งนี้น่าจะมีอายุเกินร้อยปี ..ผู้เขียนจึงได้พยายามสืบค้นข้อมูลทางด้านการศึกษา และได้พบว่ามีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่โรงเรียนบ้านเกาะแรต...โรงเรียนแสนสนุก ที่ได้เขียนข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้อง อ้างไว้ส่วนหนึ่ง ดังนี้..

บ้านเกาะแรต หมู่ที่ 3 ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2403 มีชาวมุสลิมมาอาศัยอยู่ในเกาะแห่งนี้ ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2413 มีชาวจีนไหหลำ อพยพเข้ามาอีก จีนไหหลำมีอาชีพประมงและเลี้ยงหมู ชาวมุสลิมจึงย้ายออกจากพื้นที่เพราะวัฒนธรรมแตกต่างกัน เวลาผ่านไปเป็นสิบปีจีนไหหลำได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างศาลเจ้าขึ้นเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจและในปี 2483 ก็ได้ร่วมกันก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนบ้านเกาะแรตขึ้น เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ

..

และจากงานวิจัยชิ้นนี้เอง...ทำให้ผู้เขียนปะติดปะต่อ สิ่งที่ปู่ฉะอ้อนเล่าให้ผู้เขียนฟังกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของบ้านเกาะแรตแห่งนี้ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นั่นแสดงว่า...ข้อมูลที่ปู่ฉะอ้อนเล่านั้น เป็นคำพูดที่ไม่คลาดเคลื่อนเลย.. หากแต่ว่า ผู้เขียนไม่ได้สนใจ เรื่องเวลาและความถูกต้องจากประวัติศาสตร์ ที่เล่าจากปากของปู่ .....จนกระทั่งได้เห็นงานวิจัยฉบับนี้...จึงได้รู้ว่า เดิมทีนั้น ชาวมุสลิมเป็นชนดั้งเดิมรุ่นแรก ที่เข้ามาเมื่อปีพ.ศ. 2403 (เมื่อ 155 ปีที่ผ่านมา) และปี พ.ศ.2413 ชาวจีนไหหลำก็อพยพเข้ามา(เมื่อ 145 ปีที่ผ่านมา) แล้วคนจีนไหหลำนี้เองก็ได้สร้างศาลเจ้าแห่งนี้เมื่อ 10 ปีผ่านไปหลังจากเข้ามาอยู่... นั้นก็แสดงว่า ประมาณ พ.ศ. 2423 ศาลเจ้าแห่งนี้ก็น่าจะถูกสร้างขึ้น รวมแล้วอายุของศาลเจ้าแห่งนี้ก็ประมาณ 135 ปี (น่าจะประมาณนี้)

...

แต่ปู่ฉะอ้อนก็ยังบอกอีกว่า...ช่วงสมัยนั้น ปู่ยังเห็นสำเภาจีน พร้อมกับคนจีนส่วนหนึ่งเข้ามาที่เกาะแห่งนี้ ...ตัวผู้เขียนยังคงเชื่อในคำพูดของปู่ฉะอ้อน เพราะสิ่งที่ปู่เล่านั้น..คือประสบการณ์ชีวิตที่ปู่ประสบพบมาด้วยตัวเอง

..

เหตุที่ปู่ไม่ได้พูดถึงคนมุสลิม... นั้นอาจเป็นเพราะด้วยเหตุดังกล่าวจากงานวิจัยฉบับนี้เป็นแน่แท้....ผู้เขียนคิดเช่นนั้น(เพราะปู่เกิดไม่ทัน มาไม่ทัน)

แต่ปู่ฉะอ้อนเข้ามาที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2483 และตรงกับที่ชุมชนเกาะแรตได้สร้างโรงเรียนบ้านเกาะแรตขึ่้นในปีเดียวกัน

..

..

ผู้เขียนอดชื่นชมปู่ฉะอ้อนไม่ได้จริง ๆ ที่ปู่มีเวลานั่งคุยกับผู้เขียน อยู่เป็นนาน

ช่วงที่ปู่คุยเรื่องศาลเจ้าจีนที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของเกาะแห่งนี้นั้น ....ปู้ยังบอกกับผู้เขียนอีกว่า...ศาลเจ้าจีนแห่งนี้ ปู่ก็เคยเป็นคนดูแลมานาน... หลายปี และปู่ยังบอกอีกว่า.. เทพเจ้าที่ศาลเจ้าแห่งนี้ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก แต่ผู้เขียนไม่ได้ถามหรอกนะครับว่า.. ท่านศักดิ์สิทธิ์เรื่องอะไร?

ผู้เขียนรู้แต่เพียงว่า...ในเมื่อศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุ ร้อยกว่าปี... และเทพเจ้าภายในศาลเจ้า ท่านคงถูกอันเชิญมาจากเมืองจีนแน่นอน ใจหนึ่งก็อยากจะเข้าไปดู ไปเห็น ไปกราบไหว้ และขอพรสิ่งสักสิทธิ์แห่งนี้.... ตามที่ปู่ฉะอ้อนบอก

แต่ว่าเวลานี้คนดูแลศาลเจ้าเค้าไม่อยู่หรอกนะ !!! ปู่ฉะอ้อนบอกผู้เขียนเช่นนั้น "หากหลานโชคดีมีบุญวาสนา ก็อาจจะได้เข้าไปกราบไหว้ และขอของดีจากลุง..คนดูแลศาลเจ้าแห่งนี้....ลองเดินเข้าไปดูก็แล้วกัน"

ปู่ฉะอ้อนพูดเสร็จ...ท่านก็เดินเข้าไปในบ้านเพื่ออุ้มเหลนที่กำลังนอนร้องไห้อยู่ในเปล

..

..

ผู้เขียนได้กราบลาปู่ฉะอ้อน และเดินเลี่ยงออกไป...ขณะที่เดินออกไปนั้น...ตัวผู้เขียนยังได้เห็นภาพแห่งความสุข...ภาพนี้...ภาพที่ปู่ทวดอุุ้มเหลน.. มันช่างเป็นภาพถ่ายที่หาดูยากภาพหนึ่งทีเดียว

มันเป็นอะไรที่มีความสุข... อย่างบอกไม่ถูกนะ ....ความรัก.... ความผูกพัน... ของผู้คนในชุมชนบ้านเกาะแรต ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และความเรียบง่ายของชีวิต... มันมองอบอุ่นดีนะ...ว่ามั้ย!!

..


เทพเจ้าที่ปู่ฉะอ้อน พูดถึง... และในความมีโชคของผู้เขียนจะเป็นไปได้มั้ย....ผู้เขียนจะเขียนต่อนะครับ