​ ทิศทางสินค้าเกษตรตัวไหนดี ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น


เป็นคำถามฮอทฮิตที่ส่งมาถึงผู้เขียนอยู่เป็นจำนวนมากไอ้จะตอบแบบฟันธงก็ไม่กล้า เดี๋ยวจะผิดพลาดเอาได้ง่ายๆ ก็ต้องขออนุญาตรายงานให้ทราบภาพรวมโดยทั่วไปแล้วกันนะครับว่า ทิศทางเกษตรในขณะนี้ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งก็น่าจะเป็นกลุ่มของข้าวหอมที่ตอนนี้ก็สามารถกลับมาครองตลาดในเกาะฮ่องกงได้อีกครั้งหนึ่งจากที่แต่เดิมต้องสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศเวียดนามไป ตัวเลขการส่งออก ณ ปัจจุบัน ที่ไทยครองตลาดอยู่ก็ประมาณ 62.2 % ปริมาณ 49,900 ตัน เพิ่มจากเดิมที่เคยส่งออกได้เพียง 33,500 ตันเหตุผลเนื่องด้วยชาวฮ่องกงนั้นเกิดความมั่นใจในคุณภาพของข้าวไทยหลังจากที่ได้พูดคุยและทำการตกลงภายใต้ราคาข้าวที่ไม่ผ่านระบบการจำนำ อีกทั้งความชอบในคุณภาพข้าวหอมของไทยเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพี่น้องเกษตรทางภาคอีสานก็น่าจะยังมีโอกาสที่ดีอยู่ไม่น้อยนะครับ

ส่วนสถานการณ์ตลาดของไก่สด ไก่แปรรูปก็มีทิศทางที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกถึง 20 % เนื่องจากเริ่มต้นด้วยประเทศญี่ปุ่นเปิดนำเข้าไก่สดแช่แข็งจากไทยเราตั้งแต่ต้นปี 2557 หลังจากที่หยุดสั่งซื้อจากไทยเราไปตั้งแต่ยุคที่มีไข้หวัดนกระบาดช่วงปี 2542 โน่น หลังจากนั้นก็เกิดพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อย การส่งออกการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปไตรมาสแรกปี 2558 มีปริมาณประมาณ 140,000 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว) คิดเป็นมูลค่า 567 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 โดยมีตลาดหลัก คือ ญี่ปุ่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ลาว และสิงคโปร์ และยังมีกลุ่มของตลาดที่มีการขยายตัวสูง ได้แก่ แอฟริกาใต้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 180 มาเลเซียร้อยละ 170 และกัมพูชาร้อยละ 100 เนื่องจากผู้ซื้อมั่นใจศักยภาพการผลิตการเกษตรและปศุสัตว์ไทยกระบวนการผลิต สินค้าไก่ไทยมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล มีแรงงานมีฝีมือที่มีความชำนาญ ความประณีตในการตัดแต่งเนื้อไก่ เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ทั้งจีน เกาหลี ไต้หวัน และรวมถึงรัสเซียที่กำลังทะเลาะเบาะแว้งกับอเมริกา ในเรืองแคว้นไครเมีย ประเทศยูเครนก็สนใจนำเข้าจากไทยเราเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะรัสเซียนั้นมีการส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจตรวจสอบโรคเชือด โรงฆ่า บ้านเราเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงการอนุมัติระดับทางการเท่านั้น ซึ่งก็ถือเป็นอีกสาขาอาชีพหนึ่งด้านการเกษตรที่น่าสนใจในขณะนี้

ส่วนในเรื่องของ ยางพารา ปาล์มกุ้ง อ้อย ข้าวโพดนั้น ยังถือว่าไม่รุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลสักเท่าไรนะครับ ปาล์มนั้นกำลังถกเถียงกับรัฐบาลในเรื่องที่จะช่วยเหลือรับซื้อในราคา 4 บาทต่อกิโลกรัมที่หน้าลานเท แต่ติดขัดที่การตรวจสอบวัดคุณภาพของผลปาล์มที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ ทำให้ไม่เกิดการซื้อขายจริงที่หน้างาน ยางพารานั้นก็คิดว่าคงจะซบเซาอีกนาน เนื่องด้วยเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ราคาน้ำมันที่ตกต่ำลง ทำให้ยางสังเคราะห์มีราคาถูก และปริมาณของยางพาราที่ปลูกส่วนเกิดจากประเทศจีน และกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ที่มีการปลูกกันอยู่เกือบเต็มพื้นที่โดยการสนับสนุนจากพี่ใหญ่ จีน ของเราชาวอาเซียนนั่นเอง นี่ยังไม่นับรวมถึงหญ้าแดนดิไลน์ที่สามารถปลูกง่ายได้น้ำยางมากกว่า ต้นยางพาราของบ้านเราจากทางฝั่งยุโรปอเมริกาที่กำลังมาแรงแซงทางโค้งอยู่ในขณะนี้นะครับ

ส่วนเรื่อง “กุ้ง” นั้น ถือว่าประสบปัญหาจากหลายๆ ด้าน ทั้งภัยแล้ง ทั้งโรคตายด่วน อีเอ็มเอส มาตรการกีดกันทางภาษี (จีเอสพี, แรงงานทาส แรงงานเถื่อน แรงงานเด็ก ฯลฯ) จึงทำให้สถานการณ์ตกต่ำเป็นอย่างมากราคากุ้งขาวในปัจจุบัน 100ตัวโลอยู่ที่ 90-95 บาท ถือว่าต่ำที่สุดในรอบสามปี อีกทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ในบ้านเรามีการย้ายฐาน ยกโรงงานไปยังเวียดนาม อินเดีย ที่มีสภาพแวดล้อมและแรงงานที่ได้เปรียบกว่าบ้านเรา จึงทำให้อาชีพเกี่ยวกับสัตว์น้ำในช่วงนี้น่าจะยังคงเงียบเหงาไปอีกพักหนึ่งทีเดียวเชียวล่ะครับ ครับก็อัพเดทกันพอหอมปากหอมคอนะครับ ไว้โอกาสหน้าจะหาข้อมูลดีๆ มาฝากท่านผู้อ่านกันอีกนะครับ

มนตรีบุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ข่าวสารเกษตร



ความเห็น (0)