ทำแท้ง เที่ยวหนึ่งวันสองพันกิโล

หากเลือกได้ เวลาขึ้นเรือบินไปไหน ผมมักจะดูทิศทาง ว่าด้านไหนสายันณ์สวัสดิ์ ด้านไหนตะวันรอน ทั้งนี้จะได้หนีแดดแยงวานได้ถูกทิศถูกทาง แต่หากเมื่อการเดินทางล่วงมาเวลาเย็นย่ำ ผมมักจะเลือกที่นั่งด้านเดียวกับดวงลูกไฟ เพราะในใจจะได้โบกมือลาแสงสุดท้ายของวัน (โปรยได้กวนตีนมาก) อันที่จริง แสงจากดวงอาทิตย์เวลาจะลับขอบฟ้านั้นสวยที่สุดในโลกครับ เราจะได้เห็นเส้นขอบฟ้าเรืองรอง เห็น belt of Venus ได้อย่างคมชัด เห็นแสงรัศมีจากดวงลูกไฟลูกนั้นแยงก้อนเมฆขึ้นมาเป็นเส้นๆ มิได้แปลกใจเลย ว่าทำไมเวลาเราเป็นเด็ก จึงถูกสอนให้วาดรูปดวงอาทิตย์มีรัศมีออกจะขนาดนั้น (พระอาทิตย์นะครับ ไม่ใช่หอยเม่น) คงนึกแปลกใจหรือมีข้อขัดแย้งในใจบ้างก็ตรงที่ว่า คนที่เขาวาดรูปดวงอาทิตย์มีรัศมีนั้น เขาเห็นจากบนเครื่องบินเหรอ (ไม่น่าจะใช่นะ เพราะสมัยนั้นคงไม่ได้ขึ้นเครื่องบินกันง่ายๆเหมือนเดี๋ยวนี้ ที่อยากขึ้นเครื่องบินก็เปิดอินเตอร์เน็ตซื้อตั๋ว เลือกที่นั่ง รูดบัตรจ่ายเงิน ก็เสร็จ) หรือว่าเขาเห็นจากธงชาติญี่ปุ่นสมัยก่อน ที่ผืนธงสีขาวถูกระบายด้วยดวงกลมแดงมีรัศมีลากออกไปจนจรดขอบธง และบอกว่านั่นคือดวงอาทิตย์ของคนญี่ปุ่น (ก็อาจจะเป็นได้นะ แล้วว่าแต่คนญี่ปุ่นเขาเห็นรัศมีเป็นแบบกระนั้นน่ะหรือ และมันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นพ่อรุ่นปู่ของผมที่มีอายุอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ วาดรูปพระอาทิตย์ตามแบบเรียนกระทรวงธรรมการญี่ปุ่นบุกแบบนี้หรือไม่ อันนี้ก็ลืมถามพ่อ แกตายไปสิบกว่าปีแล้ว) เอาเป็นว่า แสงสุดท้ายของวัน เมื่อมองจากพื้นดิน หรือมาลงมาจากความสูงกว่าสามหมื่นฟิต มันสวยไม่เหมือนกัน "ครีพัสคิวล่า"

วันนี้ผมนั่งเครื่องบินเที่ยวครับ เที่ยวเดียวยาวเกือบด้ามขวานไทย

ออกเดินทางเที่ยวเช้าที่สุดจากหาดใหญ่ ครั้นเมื่อล้อเครื่องบินได้ถูกพับเก็บเข้าท้องเครื่องเรียบร้อย ผมก็เริ่มมองลงด้านล่างทันที ความสนุกของการมองจากข้างบนก็คือ การได้เปรียบเทียบกับเส้นทางในสมองจากการผ่านการขับรถผ่านมาอย่างช่ำชอง บางที่คือภาพคุ้นตา บางที่สร้างความสงสัย บางที่เรียกเสียงอ๋อออกมาจากใจได้

แยกคูหา คือสถานที่แรกที่ผมจำได้หลักจากที่กวาดตามาระยะหนึ่ง ภูเขาหินตระหง่านลูกนั้นเจนตา รู้จักมันตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ และเห็นมันเรื่อยมา มันคงไม่รู้ ว่าแม้กระทั่งอยู่ที่โรงพยาบาลผมก็เฝ้ายืนมองมันจากชั้น ๑๒ ของโรงพยาบาลอยู่เนืองๆ วันนี้ผมสังเกตเห็นบึงนำ้ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามมัน เห็นแว๊บๆเมื่อขับรถทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มองจากด้านบนก็พบว่ารูปร่างของมันเหมือนใบโพธิ์ นั่นคือบริเวณด้านตรงข้ามกับโรงเรียนมัธยมสิริวัณวรีนั่นเอง

ฟ้าโปร่งไร้หมอกควันอย่างเช่นวันนี้ เราสามารถมองเห็นไปจนสุดขอบแผ่นดินทางด้านตะวันตก ผมเห็นทะเลอันดามัน

ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอก ผมเห็นไปถึงทะเลฝั่งกระนู้นจริงๆ ลองมาเทียบกับแผนที่ของ google ก็เป็นที่น่าเชื่อว่า บริเวณที่เห็นนั้นน่าจะเป็นส่วนของจังหวัดตรังต่อกับสตูล มันน่าจะเป็นเกาะสุกร หรือไม่ก็เกาะลิบง ทำไมผมจึงแน่ใจอย่างนั้นน่ะเหรอ ก็เมื่อลากเส้นจากทะเลสาบไปยังเกาะนั้น เราจะเห็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ในเขตเขาพับผ้าน่ะสิ มาเทียบกับแผนที่ ทำให้น่าเชื่อว่าผมคิดถูก

อีกเพียงชั่วอึดใจเราก็จะเห็นเขตลุ่มน้ำปากพนัง มองเห็นแม่น้ำหลายสายมาเชื่อมต่อกัน เราจะมองเห็นประตูน้ำในพระราชดำริ ไล่ตามถนนไปเรื่อยๆจะเห็นเมืองปากพนัง พยายามหาหลังคาบ้านแม่ยายก็เกินความสามารถของสายตาวัย ๔๓ ปีเสียแล้ว แต่ผมยังไม่ละความพยายาม มองไล่ลึกเข้าไปในแผ่นดินก็จะเห็นเมืองนครศรีธรรมราช หมายหลักของสายตาผมไปสะดุดอยู่ที่แสงสะท้อนเพียงจุดเดียวที่สามารถมองเห็น และนั่นก็มีความหมายมากพอที่จะบอกว่า มันคงจะเป็นแสงจากทองคำจากปลายยอดพระมหาธาตุเป็นแน่แท้

เพลินครับเพลิน วันนี้เพลินใจจริง เสียอย่างเดียวที่ไม่สามารถโฟกัสภาพจากมือถือได้ อาจจะเพราะแสงจากภายนอกทำให้รูม่านตาผมหรี่ลงเหลือรูนิดเดียว หรือสายตาผมเสียความสามารถในการปรับตัวเนื่องจากอายุที่เริ่มเลื่อนออกจาก ๔๐

ผ่านมาอีกนิด ผมเห็นสายน้ำสีน้ำตาลสายหนึ่งทอดยาวมาจากแนวเทือกเขา แนวนั้นน่าจะเป็น คลองกลาย แต่น่าแปลกที่ผมเปรียบเทียบกับรูปใน google แล้วไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่นัก แต่ในละแวกนั้นก็ไม่น่าจะมีสายน้ำอื่นใดอีก เลยมาอีกนิดจะเห็นเทือกเขาใหญ่ที่กั้นสิชลออกจากขนอม มันน่าจะเป็นเขาพลายดำ และแน่นอนว่าแนวชายหาดที่เห็นต่อเนื่องมาคือ หาดในเพลา อันลือเลื่องนั่นเอง

เอาล่ะครับ เราเริ่มเข้าเขตสุราษฎร์ฯแล้ว

ผมเห็นเกาะสมุย ซึ่งเมื่อเราลากเส้นจากขนอมมา ก่อนถึงสมุยเพียงเล็กน้อยก็จะเห็นเกาะแตนและเกาะมัดสุม มันชัดนัก เกาะที่ผมเฝ้ามองมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อยืนอยู่ที่หาดท้องกรูดของสมุย เราจะเห็นเกาะแตนทอดตัวอยู่หน้าหาด ครั้งนั้นเมื่อน้ำลง ผมจะออกไปจับหอยจับปู เก็บสาหร่ายข้อมาให้ทวดยำให้กินเสมอๆ

จากจุดที่ผมลอยอยู่บนฟ้าเหนือสมุยนี้ จะเห็นสนามบินสมุยชัดเจน มันทอดยาวอยู่ที่ปลายแหลม แนวรันเวย์แทบจะพาดตลอดแหลมก้านนั้นเลยเชียว ขยับตามาอีกนิดก็จะเห็นเกาะพะงัน ที่วันนี้มีเมฆปกคลุมจนเกือบทั้งเกาะ

ผมพยายามมองหาดเกาะเต่า แต่ตอนนี้เราผ่านกลุ่มเมฆชั้นต่ำ พวกเมฆหมั่นโถวด้านล่างมันบังเกาะเต่าเสียจนหมดสิ้น น่าเสียดาย อยากเห็นนางยวน

จากนี้ไปเพียงครู่หนึ่ง กัปตันเริ่มลดระดับเพดานบินลงมา ผมคิดว่าตอนนี้เราอยู่แถวๆเขาสามร้อยยอดครับ คิดเอาเอง เพราะไม่ชินพื้นที่ แต่เมื่อดูจากแผนที่ก็คิดว่าไม่น่าจะผิด และเมื่อผ่านเลยมาอีกนิดเดียวด้วยความเร็วกว่า ๗๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็จะเห็นหัวหิน หาดเจ้าสำราญ และมองลึกเข้าไปก็จะเห็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งคาดเดาว่าน่าจะใช่แก่งกระจาน

เอ๊ะ นี่เราเข้าเขตเพชรบุรีแล้วสินะ น้ำเบื้องล่างเริ่มเด่นชัดขึ้น ผมเห็นเรือแล้วแอบนึกในใจว่า หากเราเห็นเรือได้ เราก็น่าจะมีโอกาสเห็นวาฬบรูด้า แต่นั่นก็คงจะเว่อร์เกินงามไปจริงๆ

อันที่จริง วันนี้ผมขึ้นมาร่วมงาน "วันแท้งโลก"

รับปากเขาไว้ว่าจะมาร่วมเสวนาในงานที่ถูกจัดขึ้นในหอศิลป์กรุงเทพฯบริเวณแยกสยาม เนื่องจากงานในส่วนของผมจะเริ่มราวบ่าย ๒ ผมจึงนัดลูกศิษย์เพื่อจะได้กินข้าวเที่ยงด้วยกัน แบ้งค์เพิ่งไปเรียนที่อินเดียมา ผมจึงยื่นข้อเสนอให้เขาพาไปกินอินเดียนฟู๊ด

Sri Ganesha ซอยสุขุมวิท ๑๓ เดินเข้าไปราว ๓๐๐ เมตรก็จะถึงร้านนี้ครับ เป็นอินเดียนมังสวิรัติ

ไม่รู้จะบอกว่ายังไง คือแบบว่า ผมชอบมากครับ เรียกชื่อไม่ถูกหรอก แบ้งค์เป็นคนสั่งให้กิน สั่งแบบคนอินเดีย สั่งไปส่ายหัวไป

ผมกิน Thali set กินเหมือนเมื่อครั้งไปเชนไน แบ้งค์กิน biryani หรือข้าวหมก ส่วนน้องสาวผมที่มาร่วมกินด้วย เธอสั่ง dosa มากิน เอาเป็นว่า ใครอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรก็ไปลองหากินกันเอาเอง เชื่อเหอะ มันอร่อยจริงๆ

จากนั้นก็รีบกลับไปทำงาน

"วันแท้งโลก" ซึ่งอันที่จริงคือวันที่ ๒๘ กันยายน แต่เขาเลือกจัดวันนี้ก็เพื่อจะได้มีคนว่างมาร่วมงานกัน

ผมขึ้นเวทีพร้อมกับคุณวิจักขณ์ พานิช อันที่จริงก็ไม่เคยรู้จักกันหรอก แต่เมื่อนั่งคู่กันคุณวิจักขณ์ก็กระซิบผมว่า "ผมเกิดที่หาดใหญ่ครับ" จึงหันไปมองหน้าเขาอีกครั้งแล้วก็ถึงบางอ้อ "เป็นลูกชายอาจารย์วิจารณ์เหรอครับ" ผมถามออกไป

โลกมันแคบนะครับ เคยฟังอาจารย์เล่าเรื่องลูกให้ฟัง แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆก็จำเรื่องราวบางตอนได้ และตอนนี้ผมก็ได้มาขึ้นเวทีพูดเรื่องทำแท้งกับลูกชายของท่าน และแน่นอน เรากำลังคุยเรื่องทำแท้งอยู่กับทายาทของท่านพุทธทาสภิกขุอยู่

ในห้องประชุมมีคนมานั่งเกินครึ่งห้องเล็กน้อย ไม่แน่ใจนักว่าจะถึงร้อยคนไหม มากหน้าหลายตา คละเคล้าชายหญิง แต่เอ๊ะ ผมเห็นพระมานั่งฟังอยู่ด้วย เห็นอย่างนี้แล้วทำให้ผมรู้สึกเกร็งๆเล็กน้อย และยิ่งเกร็งมากขึ้น เมื่อคุณวิจักขณ์ได้เสนอมุมมองของศาสนาต่อการสร้างบรรทัดฐานของสังคมได้อย่างเผ็ดร้อน

เมื่อคนบนเวทีเสวนากันเสร็จก็ถึงคราวคนด้านล่าง พระท่านก็ยกมือ

"ฉิบหายแล้ว" ผมคิดในใจพร้อมเกิดอาการร้อนวูบวาบประหนึ่งสตรีถูกวัยทองเล่นงาน แต่ความร่มเย็นในใจก็บังเกิดเมื่อพระท่านบอกว่า มุมมองเรื่องศาสนาต้องใช้ปัญญาวิเคราะห์ควบคู่กันไป เรื่องทำแท้งมิได้มองเรื่องบาปเป็นเรื่องหลัก แต่มันเป็นหลักความจริงเฉกเช่นอริยสัจสี่ นั่นคือ การตั้งท้องเป็นทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากการไม่พร้อม และการทำให้ไม่ท้องก็เป็นหนึ่งในการช่วยดับทุกข์ และท่านจบด้วยข้อสังเกตุว่า "ศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไร เราจะสังเกตุเห็นว่า คนที่บัญญัติ คนที่เป็นผู้ใช้ศาสนามาสั่งสอนคน ล้วนเป็นชาย อาตมามีความเชื่อว่า หากชายตั้งท้องได้ หากพระตั้งท้องได้ วันหนึ่งก็คงมีชายมาขอทำแท้งเช่นเดียวกัน"

อันนี้ผมยกมือ "สาธุ"

จบการเสวนาช้าไป ๑๕ นาที กว่าผมจะได้ออกมาจากที่จัดงานก็ห้าโมงครึ่ง เริ่มมีความกังวลเล็กน้อยว่าจะตกเครื่องบิน แต่เอาเหอะ เช็คอินทางอินเตอร์เน็ตมาเรียบร้อยแล้ว คงไม่น่ามีปัญหาอะไร

แต่แม่เจ้า โทรศัพท์ผมสะดุดครับ ต้อง reset เครื่องใหม่ และผมเปิดหารูป boarding pass ไม่เจอ มันหายไป ครั้นจะเช็คอินใหม่ตอนนี้ก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เหงื่อเริ่มออกซึมอีกครั้ง เพราะตอนนี้เวลา ๕โมงครึ่ง เครื่องบินออกเวลา ๑๘.๔๕ น. คำนวนเวลาแล้วก็ชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วน ผมถึงสถานีรถไฟฟ้าที่พญาไทตอน ๑๗.๔๐ น. รอ รฟท. มารับและกว่าจะออกก็ ๑๗.๔๖ น.

สวดมนต์ครับ ใจอยู่ที่สุวรรณภูมิ แต่ตัวเคลื่อนออกจากสถานีพญาไทอย่างช้าๆ (อันที่จริงมันก็วิ่งตามปกติของมัน แต่ใจผมต่างหากที่รุ่มร้อนเหลือเกิน) ผมยืนนับสถานี ดูเวลา ดูป้ายสถานี ดูเวลา สวดมนต์ งานนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงเหนื่อยเพราะถูกผมรุมเร้าร้องขอให้ไปได้ทันเวลา

๑๘.๑๐ น. ผมถึงสถานีลาดกระบัง ฟ้ามืดลงเรื่อยๆ

๑๘.๑๓ น. ผมวิ่งออกจากรถไฟ

ลิฟต์ลงมาถึงชั้นใต้ดินพอดี ไม่มีคนเข้าคิวรอ และมันก็ขึ้นรวดเดียวมาจอดที่ชั้น ๓ และ ๔ อย่างรวดเร็ว

มันเป็นไปได้อย่างไร ลิฟต์ตัวนี้โดยปกติมันหวานเย็น คนเข้าๆออกๆ จอดแม่งทุกชั้น นี้ผมได้ใช้บริการแบบรูดปรื๊ดเลย

๑๘.๑๖ น. ผมถึงเคาเตอร์เช็คอิน

"ยังทันค่ะ แต่ตอนนี้ถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องแล้ว ผู้โดยสารรีบไปโดยด่วนเลยนะคะ" เธอว่ามาอย่างนั้น จากนั้นมา ผมก็แทบจำไม่ได้อีกเลยว่าได้เดินตอนไหนบ้าง จากจุดตรวจสัมภาระมาจนถึงประตู B4 ผมใช้เวลาน้อยกว่า ๕ นาที

เรือบินออกตรงเวลาเป๊ะ ๑๘.๔๕ น.

มันมืดแล้ว เทพีวีนัสเธอเก็บเข็มขัดเรียบร้อย แต่ผมก็ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างแม้ว่ามันมองไม่เห็นอะไร

ก่อนลงจากเวทีเสวนา พิธีกรถามผมว่าอยากจะฝากข้อคิดอะไรบ้าง

ผมอึ้งไป ส่งไมค์ให้คุณวิจักขณ์ก่อน เขาก็หัวเราะแล้วยื่นมันกลับมาให้ผม

ผมบอกว่า คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะฝากอะไร วุฒิภาวะและวิถีวิธีคิดของผมคงไม่สามารถฝากข้อคิดให้ใครได้ ผมบอกไปว่า "ผมทำแท้งมามากกว่า ๑๐ ปี ผมเชื่อว่าไม่มีใครเกลียดผม อาจารย์ในโรงพยาบาลไม่น่าจะมีใครเกลียดผม (วงเล็บในใจ แต่ในฐานะผู้บริหารโรงพยาบาล กลับมีคนเกลียดมากมายนัก) ยังคงมีอาจารย์ในโรงพยาบาลส่งคนไข้มาให้ผมช่วยทำแท้ง หมอข้างนอกยังคงให้ผมช่วยทำแท้ง ผมไม่เคยกลัวว่าใครจะมาเกลียดผมเพราะเรื่องทำแท้งแน่ๆ ส่วนเรื่องจะมีเด็กมาตามเกาะผมหรือไม่นั้น เกินความสามารถจะรู้ได้ว่ามีจริงไหม เพราะผมไม่ใช่ ริว จิตสัมผัส แต่ผมเชื่อว่า ผมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางอย่างคอยดูแลผมอยู่ เค้ายังไม่ยอมให้ผมตาย จึงต้องดูแลผม ผมยังตายไม่ได้ เพราะถ้าธนพันธ์จะตายไปตอนนี้ ก็จะมีผู้หญิงอีกหลายคนต้องตายจากการทำแท้งเถื่อนแน่ๆ"

แต่ยามนี้ผมเมื่อยขาเหลือเกิน

ธนพันธ์ เที่ยวหนึ่งวันสองพันกิโล

๒๗ กย ๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ชอบบทความนี้ของอ. มากครับ
ได้ความรู้อย่าง ฮา ด้วยนะครับ...

สั่งแบบคนอินเดีย สั่งไปส่ายหัวไป.....


เกิดอาการร้อนวูบวาบประหนึ่งสตรีถูกวัยทองเล่นงาน.....

เขียนเมื่อ 

อาจารย์แปร๊ะ...อย่างยาว...และเต็มไปด้วยสำนวนเฉพาะตนที่อ่านสนุกได้จนจบนะคะ

แต่แว้บแรกที่เห็นช่วงเริ่มต้น ดูมันทะแม่งๆในใจมาก ต้องไปเปิด Dictionary อิอิ มันคือ สายัณห์สวัสดิ์ นะคะ

เขียนเมื่อ 

เล่าน่าติดตามมาก

ลุ้นว่าจะไปทันเครื่องไหม

555

ห้ามตาย ห้ามสย ห้ามลา 555