SEEN อีสาน _ ๑๐ : เทคนิค "การถอดบทเรียน" บนหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียง

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ตามประสบการณ์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ผมพบว่า ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการทำความเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียน ด้วยการ "ถอดบทเรียน" ในที่นี้หมายถึงการถอดประสบการณ์งานต่างๆ ของนักเรียนให้เข้ากับหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ คือ ถอดบทเรียนแบบไม่ชัดเจน ไม่จำเพาะเพียงพอ ที่จะกระตุ้นการคิดอย่างละเอียด เช่น กิจกรรมโครงงานทำน้ำยาล้างจาน ห่วงพอประมาณคือ ทำอย่างเหมาะสมกับศักยภาพ เวลา และทรัพยากรที่มี ... จะเห็นว่า ไม่ว่ากิจกรรมใดก็จะตอบแบบนี้ ไม่ละเอียดพอที่จะปลูกฝังกระบวนการคิด การตัดสินใจภายในใต้หลักความพอประมาณในแต่ละขั้นตอนของการทำโครงงานน้ำยาล้างจาน เป็นต้น ... ผมจึงขอเสนอเทคนิคการ "ถอดบทเรียน" ดังนี้

เทคนิคในการถอดบทเรียน ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข


  • ๑. ควรมีการถอดบทเรียนวิธีการหรือขั้นตอนหรือกิจกรรม ในการกระทำนั้นๆ ก่อน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวิธีการลงมือทำจริงๆ
  • ๒. นำเอาขั้นตอนหรือกิจกรรมที่ได้ถอดบทเรียนออกมาแล้วนั้น มาพิจารณาบนหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข
  • ๓. ข้อความใดๆ ที่จะเขียนลงในห่วง “มีเหตุผล” ต้องเป็นคำตอบของคำถาม “ทำไม” เช่น ทำทำไม ทำไมจึงทำ
  • ๔. ข้อความใดๆ ที่จะเขียนลงในห่วง “พอประมาณ” ต้องเป็นคำตอบของคำถามว่า “อย่างไรจะพอดี” หรือ “อย่างไรจะถูกต้อง” หรือ “อย่างไรจะเหมาะสม” เช่น ทำอย่างไรจะพอดีกับต้นทุนที่มี ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ ทำอย่างไรถึงจะพอดีกับศักยภาพ เวลา พื้นที่ ฯลฯ
  • ๕. ข้อความใดๆ ที่จะเขียนลงในห่วง “มีภูมิคุ้มกันที่ดี” ต้องเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับคำถามว่า “จะป้องกันความผิดพลาด เสียหายอย่างไร” หรือ “จะป้องกันความเสี่ยงอย่างไร” “ต้องมีอะไรถึงจะไม่พลาด”

ดังตัวอย่างดังตารางนี้ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียนทุนเศรษฐกิจพอเพียงรุ่น ๓ รุ่น ๔ ในการเรียนรู้โครงการแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์ ที่ผ่านมา (อ่านได้ที่นี่)


กระบวนการ

๓ ห่วง

๒ เงื่อนไข

พอประมาณ

มีเหตุผล

มีภูมิคุ้มกัน

ความรู้

คุณธรรม

๑. เข้ารับการอบรมเพื่อศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ

เข้ารับการอบรมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ศึกษาข้อมูลการปลูกผักที่ถูกวิธี

เพื่อเรียนรู้การทำเกษตรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาประยุกต์ใช้

เปิดใจ เรียนรู้ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น

รู้ข้อมูลการปลูกผักเบื้องต้น

โครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมในพื้นที่

ขยัน อดทน ประหยัด

๒. วางแผนการใช้พื้นที่

คำนึงถึงต้องการของตนเอง

คำนึงถึงความสมดุลของปริมาณน้ำและพื้นที่รวม

เพื่อจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสม

เพื่อป้องกันความผิดพลาด

ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ เช่น บริบท จุดเด่น จุดด้อย เป็นต้น

วางแผนระยะยาว

การจัดสรรพื้นที่ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่

๓. เตรียมโรงเรือน

ขนาดของโรงเรือนเหมาะสมกับความสามารถและกำลัง

โครงสร้างโรงเรือนสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ

เพื่อป้องกันฝนและแสงแดด

ใช้ไม้และวัสดุที่มีความทนทาน แข็งแรงในการสร้างโรงเรือน

การสร้างโรงเรือนที่เหมาะสม

๔. ปรับปรุงดิน

ใช้ปูนขาว, ปุ๋ยหมักผสมกับดินในปริมาณที่ต้องการอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดินให้มีคุณภาพดีขึ้นเหมาะแก่การปลูกพืช

ตรวจสอบคุณภาพดินก่อนและหลัง เพื่อปรับปรุงดิน

ความรู้เรื่องดินและการปรับปรุงดิน

๕. เตรียมเมล็ดพันธุ์

เลือกชนิดเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพดินและน้ำ

เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แข็งแรง

รู้ข้อมูลเมล็ดพันธุ์

เลือกเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐานของเครือข่าย

ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์


กระบวนการ

๓ ห่วง

๒ เงื่อนไข

พอประมาณ

มีเหตุผล

มีภูมิคุ้มกัน

ความรู้

คุณธรรม

๖. ลงมือปลูกอย่างถูกวิธี

ปริมาณน้ำ อากาศ แสง และดิน มีความเหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิด

เพื่อให้ได้พืชที่เจริญเติบโตได้ดี

เตรียมเครื่องมือ / วางแผนก่อนปลูก

ปลูกตามวิธีที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด

มีการชั่ว ตวง วัด ปริมาณของฟางข้าวก่อนคลุมดิน

วิธีการปลูกพืชในโรงเรือน

ขยัน อดทน ประหยัด

๗. ดูแลรักษา

ใช้สมุนไพรไล่แมลงเพื่อลดต้นทุน

ใช้ปุ๋ยชีวภาพ / น้ำหมัก / ฮอร์โมนไข่ปริมาณพอเหมาะ

เพื่อให้ได้ผักที่คุณภาพ (สด กรอบ สะอาด)

ปฏิบัติตามกฎการดูแลรักษาพืชอย่างเคร่งครัด

มีแผนสำรองหากแมลงทำลายแปลงผักโดยการถอน

วิธีการทำสมุนไพรไล่แมลง

วิธีการทำปุ๋ย

เทคนิคในการถอดบทเรียนสู่ ๔ มิติ


อีกประเด็นสำคัญที่ยังเข้าใจไม่ตรงกันทั้งหมด คือ การถอดบทเรียนให้ครอบคลุม ๔ มิติ ซึ่งได้แก่ วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ส่วนที่ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันนานที่สุดคือมิติ “วัตถุ” ซึ่งมักจะสับสนกับมิติสิ่งแวดล้อม และมีคำถามว่าเศรษฐกิจ การเมือง อยู่ในมิติใด ผู้เขียนจึงได้ให้หลักคิดในการถอดบทเรียนสู่ ๔ มิติ ดังนี้

  • ๑. สาเหตุที่จำเป็นต้องพิจารณาให้ครบรอบครอบคลุม ๔ มิติ คือ ถ้าพิจารณาได้ครบถ้วนแล้วจะเกิดความสมดุลและยั่งยืน
  • ๒. การพิจารณามิติ “วัตถุ” ให้คิดถึงคำว่า “คุ้มค้า” อะไรที่จะเขียนลงในมิติด้านวัตถุ สมควรต้องถูกใช้อย่างคุ้มค่า และได้ประโยชน์สูงสุด ให้ตั้งคำถามกับตนเองว่า “อะไรที่ต้องใช้ในการทำหรือผลิต” และ “อะไรที่ได้จากการทำหรือผลิต” สิ่งที่ต้องใช้ในการทำหรือผลิตคือ ทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องใช้ในการทำหรือผลิต และผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ได้จาการทำหรือผลิตล้วนแต่เป็นมิติ “วัตถุ” ยกเว้นเพียงแต่ทรัพยากรมนุษย์เท่านั้น เช่น โรงงานทำหม้อ วัตถุคือ อะลูมิเนียม หม้ออะลูมิเนียมคือผลผลิต เมื่อเอาผลิตไปขายจะได้เงิน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนั่นเอง ชาวนาผลิตข้าว วัตถุคือ แปลงนา น้ำ เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ผลผลิตคือเมล็ดข้าว ซึ่งสามารถนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงิน เพื่อมาจับจ่ายในระบบเศรษฐกิจต่อไป แต่ถ้าเราเป็นผู้ใช้หรือผู้บริโภค วัสดุหรืออุปกรณ์ต่างๆ คือวัตถุที่ต้องจัดซื้อหามา เช่น พิจารณาการการหุงข้าว เราไม่ได้ผลิตข้าวสารและหม้อ ดังนั้น วัตถุในที่นี้คือ หม้อ ข้าวสาร น้ำ ก๊าซ เป็นต้น
  • ๓. การพิจารณามิติสังคม ให้คิดถึง “ความสามัคคี แบ่งปัน เสียสละ” คำใดๆ ก็ตามที่จะเขียนลงในมิติด้านสังคมนั้น มักเกี่ยวข้องกับ “ความสามัคคี” และให้พิจารณาใน ๓ ระดับ คือ ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับประเทศชาติหรือต่อเพื่อนมนุษย์ เช่น ทำแล้วดีต่อครอบครัวอย่างไร ดีต่อเพื่อนอย่างไร ดีต่อผู้คนในชุมชนอย่างไร หรือดีต่อคนไทยหรือเพื่อนมนุษย์อย่างไร เป็นต้น
  • ๔. การพิจารณามิติสิ่งแวดล้อม ให้คิดถึงคำว่า “อนุรักษ์” คำใดๆ ที่จะเขียนลงในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะต้องสมควรได้รับการอนุรักษ์ เช่น สิ่งที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ โดยเฉพาะ ป่า แหล่งน้ำ/แม่น้ำ ลำธาร ดิน อากาศ แต่บางกรณีมักเกิดความสับสน เช่น การเผาถ่าน ต้นไม้ที่ใช้ในการเผาถ่าน อยู่ในมิติวัตถุ หรือมิติสิ่งแวดล้อม คำตอบคืออยู่ได้ทั้งสองมิติขึ้นอยู่กับแง่มุมที่ต่างกัน อยู่ในมิติวัตถุเมื่อพูดถึงการผลิต แต่ถ้าต้นไม้จำนวนมาก ก็จะกระทบกับป่า ซึ่งอยู่ในมิติสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
  • ๕. การพิจารณามิติด้านวัฒนธรรม ให้คิดถึงคำว่า “สืบสาน”และ “ภูมิปัญญา” คำใดๆ ที่จะเขียนลงในมิติด้านวัฒนธรรมนี้ จะต้องคู่ควรกับการ “สืบสาน” ทำนุบำรุงไว้ ซึ่งรวมถึง “ภูมิปัญญา” ที่นอกจากจะคู่ควรแก่การศึกษาและสืบสาน ยังต้องได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้น


วัตถุ

สังคม

สิ่งแวดล้อม

วัฒนธรรม

-ใช้ไม้ที่มีอยู่แล้วในการทำโรงเรือน เพื่อปลูกผักปลอดสารพิษ

-ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาปลูก

-นำผักที่ปลูกได้ไปจำหน่าย

-ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน

-เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวบ้านในชุมชน

-เกิดความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานกับเกษตรกร

-ขยายผลสู่ชุมชน (เครือข่ายผักเพื่อสุขภาพ)

-บำบัดน้ำเสีย

-สร้างพื้นที่สีเขียว

-ดินมีลักษณะและคุณภาพดีขึ้น เพราะใช้ปูนขาวในการปรับปรุงดิน

-สืบสานวัฒนธรรมในการใช้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ

-สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำเกษตร




คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ระดับหนึ่งครับ .....




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิถีแห่งความพอเพียง



ความเห็น (0)