“ปลาใหญ่กระโจนถิ่น”

แซลม่อนกระโจนคืนถิ่น (ขอบคุณที่มา: 108trips.com)

พูดคุยภาษาอินโดนีเซีย 6)

เริ่มจากน้ำแยกสายไผ่แตกกอ เกอรบาวของชาวใต้และควายของชาวเหนือ มายังจ้วงแดนเหนือผ่านจ้วงไทถึงจ้วงแดนใต้ คำดั้งเดิมเชื่อมเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ของชาวลุ่มลูกหลานปู่แถนแห่งซุนด้าทวีปยังผุดไหลรินไม่ขาดสาย

“เรือ” คำไทยลูกโดดเก่าแก่นับได้เป็นพันๆปี จนภายหลังจึงมีคำยืมว่า “กำปั่น” และ “สำเภา” กำปั่นที่ว่ามาจากคำเรือเดินทะเลค้าขายของพวกคาบสมุทรหมู่เกาะ “kapal กาป้าล” ซึ่งคงเป็นตามนั้น ส่วนสำเภาเขาว่ามาจากชื่อลมตะเภาที่พัดมาทางทิศใต้และถูกใช้ประโยชน์สำหรับเรือค้าขายขาออกจากอ่าวสยามในสมัยก่อนเรือกลไฟ....คำ “ตะเภา” มาจากไหน

เรือในสมัยก่อนเข้าใจว่าใช้แล่นไปมาในแม่น้ำมากกว่าจะออกทะเลกว้าง ทางอินโดฯใช้คำว่า “perahu เปอราฮู่” ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่กว่าเกอตินติงหรือกรอต๊อก ใช้แล่นทั้งในแม่น้ำและตามแนวชายฝั่งทะเล ถ้าออกทะเลหลวงจะใช้พวกกาป้าล จึงอยากเสนอไว้ว่าคำ “เรือ” นี้คือคำเดียวกับ “เปอราฮู่” โดยเรือเป็นคำสั้นของชาวเหนือ และเปอราฮู่เป็นคำยาวของชาวใต้

“ลม” ในคำของเขาคือ “angin อังงิน” ซึ่งเป็นลมพัดทั่วไป ลมชายเขาชายทุ่ง หากมีอีกหนึ่งคำ “gelombang เกอลมบัง” แปลว่าคลื่นที่หมายรวมถึงลมทะเล หากเป็นคลื่นในทะเลเฉยๆจะใช้คำว่า “ombak อมบัค”....คิดเล่นว่าอาจเป็นคำเดียวกัน “ลม gelombang” ลมทะเลที่เต็มไปด้วยละออง “เกลือ” ในคำว่า “garam การัม” ที่เค็มจนถึงขมเรียก “asin อาซิน” บางทีก็อาจเป็นพวกกันต่างแค่ตัวควบ “ล” และ “ร”

“ตลิ่ง” หรือฝั่งในความหมายว่าที่สูงลาดเทลงมา หากต่ำกว่าและไม่ชันเท่าหน้าผาซึ่งใช้ร่วมกับโคกตะพักริมน้ำเป็นหลัก ภาษาอินโดฯคือคำ “tebing เตอบิง” แปลได้เหมือนกันแต่ใช้กว้างขวางกว่าไปถึงเชิงเขาชายเนิน เช่น “tebing tinggi เตอบิง ติงกิ” ตลิ่งเขาสูง

“กระโจน” เป็นการกระโดดจากที่สูงออกไปในอากาศก่อนร่อนถลาลงพื้นล่าง กระโจนจากเครื่องบิน กระโจนจากตลิ่งตีนสะพานลงน้ำ ภาษาอินโดฯก็ใช้ “terjun เตอร์จูน” กระโดดโจนข้ามไปมา ถ้าใช้เรียกน้ำตกก็ “air terjun แอรึ เตอร์จูน” คล้ายกับน้ำตกน้ำโจนบนเทือกเขาใหญ่

“ลาด ลาน” พื้นที่แผ่ราบเอียงตัวในกรณีของลาด และไม่เอียงตัวในกรณีของลาน เป็นพื้นที่เปิดโล่งไม่มีน้ำท่วมขังคล้ายกับคำ “landai ลันได” ที่ลาดต่ำและ “ladang ลาดัง” ที่ราบเปิดโล่งทั่วไปใช้ทำไร่ทำนา คำแผ่เป็นแผ่นราบนี้เขามีคำว่า “papan ปาปัน” มักใช้กับไม้ที่ถูกผ่าออกเป็นแผ่นสำหรับปูพื้นและทำฝาบ้าน

และถ้าที่ลาดต่ำนั้นมีน้ำท่วมขังจะกลายเป็น “ลุ่ม” แบบลุ่มเจ้าพระยา เป็นคำในกลุ่มเดียวกับ “lumpuh ลุมปูห์” ที่แปลว่าเหลวนุ่มอ่อนตัวมักใช้กับพื้นดินที่เป็นปลักโคลน หรือแปลงไปว่า “lampung ลัมปุง” และ "lempung เลิมปุง" คือดินเหนียวละเอียดชุ่มน้ำ หรือ “apung อาปุง” ตะกอนขนาดเล็กที่ฟุ้งกระจายไปตามกระแสน้ำ หรือแห้งกลายเป็นฝุ่นเถ้าธุลีคละคลุ้งเมื่อต้องกระแสลม หรือถ้าใช้ความละเอียดเป็นผงแป้งทำอาหารก็เรียก “tepung เตอปุง”....สังเกตคำ “อาปุง” กับ “ฟุ้ง”

จนถึง “ปูน” คำเรียกของไทยสยามซึ่งไม่รู้ว่าตั้งต้นแต่เมื่อใด อาจมีมาก่อนยุคสร้างวัดก่อเจดีย์แห่งยุคทวารวดีหรือเหมืองปูนมาร์ลดินสอพองแห่งลวทยปุระ แต่ที่โน่นเขาเรียกปูนในชื่อว่า “kapur กาปู้ร” ซึ่งอยู่ในแวดวงเดียวกับ “kapuk กาปุ๊ค” ของผุพังย่อยสลาย และเรียกก้นครัวที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าฟุ้งเปรอะว่า “dapur ดาปู้ร” ....คำคนสวนแถวบ้านเมืองจันท์เรียกผุพังว่า “พุก”

และ “กระบุง” ที่หมายถึงภาชนะสานทึบมีก้นลึกไว้สำหรับใส่สิ่งของรวมเข้าด้วยกัน ถ้าใหญ่โตและก้นตื้นจะกลายเป็นกระบะ ในภาษาทะเลใต้มีคำว่า “gabung กาบุง” แปลชัดเจนว่าการประสานรวมเข้าด้วยกัน หากไม่ได้เป็นเรื่องของภาชนะสิ่งของ ใช้ในความหมายกว้างขวางกว่ามาก เช่น “bergabung เบอร์กาบุง” รวมกันเป็นหนึ่ง “sambung ซำบุง” เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน “hubung ฮูบุง” ติดต่อร้อยสายสัมพันธ์

คำอีกหลากหลายที่แสดงร่องรอยถึงรากเหง้าร่วมเผ่ากอของลูกหลานชาวลุ่มแห่งซุนด้าทวีป ซึ่งอาจมากไปกว่าการเป็นเพียงคำหยิบยืมจากคนนั้นคนนี้ตามเขาว่า...

จันทบุรี 30 สิงหาคม 2557

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อินโดนีเซียรายา



ความเห็น (0)