​"ความพอเพียง" มิใช่ทั้ง "ความยากจน" หรือ ความร่ำรวย"

"ความพอเพียง" มิใช่ทั้ง "ความยากจน" หรือ ความร่ำรวย"

********************************
หัวข้อนี้ ผมเคยได้รับเชิญให้ไปบรรยายในที่ประชุม ให้ชาวต่างชาติฟังหลายครั้ง

ในหัวข้อ Sufficiency Economy

ที่ชาวต่างชาติจำนวนมาก ชอบมองว่าเป็นหลักของศาสนาพุทธ
แต่คนไทยจำนวนมาก ชอบตีความว่าเป็น ความยากจน และชอบสรุปว่า ชีวิตที่พอเพียงคือ ชีวิตที่ยากจน

ผมจึงพยายามอย่างยิ่ง ตลอดมา ที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียง ตามหลักการที่ผมไปบรรยาย

คือ มีทุกอย่างที่จำเป็น ในขั้น "พอเพียง" พอใช้ ในความจำเป็นของชีวิต ทุกๆด้าน ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย แบบ พอดีๆ กับที่ต้องการใช้

ที่รวมถึงการใช้ชีวิต การทำงาน และแม้กระทั่งการผลิตอาหาร ปลูกผัก ทำนา ก็เน้นความพอเพียง

พอทำแบบนี้ ชาวนาทั่วไป กลับมองว่าผมทำนาแบบ "คนมีเงิน" หรือ คนรวยทำ
ทั้งๆที่ผมทำนาแบบ "คนจน"

คือ ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยา รอแต่เกี่ยวอย่างเดียว มาหลายปีแล้ว

ไม่เน้นการลงทุนมาก แต่กลับเน้นการทำแบบไม่ลงทุน โดยตั้งใจ สมมติว่า ตัวเองไม่มีเงิน ไม่มีแรงงาน ไม่มีปุ๋ย ไม่มียาฆ่าแมลง
แต่เน้นการทำเพื่อการทำให้ (1) มีข้าวเลี้ยงครอบครัว (2)แจกญาติพี่น้อง (3)แลกเปลี่ยนบ้าง (4) เหลือก็ขายบ้าง ตามลำดับเลย

ที่ก็ได้มากพอ จนถึงระดับเหลือขาย และมักจะพอขายในกลุ่มคนที่ชอบข้าวคุณภาพ อย่างไม่ขาดแคลน

ผมทำอย่างนี้ คนระดับที่มี หรือ "รวย" มากกว่าผม เริ่มจะไม่กล้าว่าผม แต่คงมองว่าผม "ดัดจริต" อะไรสักอย่าง

แต่ชาวนาทั่วไป ยังมองว่าผมทำนาแบบ "คนรวย" อยู่ดี

ที่ผมก็ไม่ทราบจะอธิบายได้ยังไง นอกจากจะทำให้ดู อยู่ให้เห็น อย่างนี้แหละ

และยิ่งกว่านั้น..................

ใครที่คิดว่าผมรวย ขอเรียนให้ทราบเลยว่า ชีวิตผมเกิดมากับความยากจน ข้าวแทบไม่มีจะกิน ผมต้องสู้ชีวิตมาอย่างสาหัส กว่าจะมีชีวิต ที่ "พอเพียง" อย่างนี้ได้

และเมื่อพอเพียงแล้ว อะไรๆ ก็คงจะดูง่ายๆไปหมด
แต่นี่คือผลของการกระทำให้ชีวิต "พอเพียง" นะครับ ขอให้พยายามเข้าใจด้วยครับ

ดังนั้น.....

เมื่อผมได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องนี้ ผมก็อธิบายแบบนี้ โดยไม่พยายามอิงหลักศาสนาให้เขามองผมในทาง "การเผยแพร่" แต่ผมพยายามทำให้เขาเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต

ว่าความพอเพียงนั้น ดีอย่างไร ทำอย่างไร ต้องระวังอะไรบ้าง และสบายอย่างไร

และขอยันยันว่า ความพอเพียง มิใช่ทั้งความยากจน หรือความร่ำรวย ก็แค่มีทุกอย่าง พอกับที่ "จำเป็นต้องใช้ต้องมี" เท่านั้นเอง

อะไรที่เกินความจำเป็น ก็ต้องระวัง และพยายามลดลงไปให้ได้

อะไรที่ขาดไป ก็พยายามหามาให้พอดีๆ

และพยายามรักษาสมดุลนี้ไว้ให้ได้

ก็เท่านี้เองครับ

ถ้ายังไม่เข้าใจ ผมก็คงช่วยไม่ได้แล้วครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

มีดอกตะแบก..มาฝากเป็นขวัญกำลังใจ..เจ้าค่ะ..(อย่างน้อยก็มียายธีคนนึงที่เข้าใจ..จะพอไหมเจ้าคะ..)

ภาพนี้คุณนายดอกเตอร์เป็นผู้ถ่ายภาพ มันอยู่เลยหลังคาตึก..ไม่มีใครได้เชยชิดใกล้..ท่านเลยถ่ายรูปนี้ส่งมาให้เชยชมกัน...