GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บันทึกหม้อห้อมแพร่

แยกให้ออก หม้อห้อมอะไรแน่
หม้อห้อมพืชของโลกในงานแสดงความมหัศจรรย์ของมวลพืชพรรณของโลกนี้จังหวัดแพร่ขอเสนอให้ท่านรู้จักกับ ผ้าหม้อห้อม   ที่มีรากเหง้ามาจาก ต้น ห้อม พืชในป่าเขาดงดอยที่ให้สีครามงดงาม    

หม้อห้อมที่เมืองแพร่

   

 

  

แม้ว่าการย้อมสีครามแพร่หลายในทุกภูมิภาคของโลกนี้มานับพันปีมาแล้ว  วิธีการที่ใช้ก็คล้ายคลึงกัน     แต่ก็มีการสันนิษฐานกันว่า ที่เมืองแพร่นั้น  การทำผ้าหม้อห้อมติดตัวมากับผู้คนที่อพยพเข้ามาเมืองแพร่ด้วยเหตุของสงคราม  ซึ่งก็มีการกวาดต้อนผู้คนมาเพื่อให้เป็นกำลังการผลิต  จนมีคำเปรียบเปรยว่า เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง   เพราะเมืองแพร่นั้นเป็นเมืองที่มีประชากรน้อย   ต้องการแรงงานเพิ่มมาช่วยในการผลิต

การอพยพนั้น น่าจะมีอยู่ ๒-๓ ช่วง ในราวรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี   โดยเจ้าเมืองใจ๋เจ้าผู้ครองนครแพร่  ก็ได้ผู้คนเชื้อสายไทลื้อมาจากเชียงแสน  นำมาสร้างถิ่นฐานไว้ที่แถบบ้านพระหลวง    และ ช่วงสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ที่สยามส่งกองทัพไปถึงสิบสองปันนาได้ไทยลื้อมาไว้ที่บ้านถิ่น  ต่อมากองทัพสยามไปลาว  ได้คนเชื้อสายลาวพวนมาไว้ที่ทางทิศเหนือของเมืองแพร่ คือ บริเวณวัดสวรรค์นิเวศน์  ซึ่งภายหลังก็ย้ายไปบ้านไทยพวนทุ่งโฮ้งปัจจุบัน 

คนทั้งสองเชื้อสายนั้นมีความชำนาญในการย้อมสีครามจากพืชพรรณธรรมชาติ  ๓ ชนิด  คือ คราม ห้อม  และ ห้อมเครือ  จึงมีการทอ ตัดเย็บ ย้อม เสื้อผ้าสีครามออกมาใช้ เป็นเสื้อผ้าทำงานในเรือกสวนทุ่งนา

 

จะเป็นด้วยคุณสมบัติของผ้า  ด้านความทนทาน หรือ ด้านราคา  หาซื้อง่าย หรือ ด้านความเชื่อว่าใส่ผ้าย้อมครามแล้วไม่มีกลิ่นอับ  ก็ตาม  หม้อห้อมแพร่ก็โด่งดังไปทั่วประเทศ    จนมีคำกล่าวว่า   ใครมาเมืองแพร่แล้วก็ต้องซื้อหม้อห้อม

ด้วยคุณสมบัติทางไหนก็แล้วแต่   ผ้าหม้อห้อมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวนานั้น  ทำหน้าที่สื่อโฆษณามาแล้วหลายวงการ  แทนที่จะเป็นเสื้อยืด  ก็นำเสื้อหม้อห้อมประยุกต์เหล่านั้นมาสกรีน หรือ วาดรูประบายสี  หรือ เขียนคำขวัญ คำคม ชื่อร้าน ชื่อกลุ่ม  ชื่อทีมกีฬา  ชื่อผู้สมัคร สส. สจ.

          ดังนั้นเมื่อตลาดกว้างขวางขึ้น  การแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น  การผลิตที่สะดวกสบายขึ้น  ทำให้วิถีการผลิตแบบเดิมนั้นหายไป 

จากการใช้ครามเปียกที่ได้จากต้นห้อมต้นครามที่ปลูกกันเองทำเป็นสีย้อมเอง ก็กลายเป็นครามที่มีพ่อค้าใส่กระป๋องมาขาย  ถึงช่วงหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นครามเกล็ดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ  เป็นถังใหญ่ แบ่งขายเป็นกิโลกรัม  ส่วนพัฒนาการด้านน้ำด่างนั้น  ที่เคยได้จากขี้เถ้าในครัว ก็กลายเป็นขุดหัวกล้วย ต้นผักโขมหนาม ฯลฯ มาตากแห้งแล้วเผาเอาขี้เถ้า  มาช่วงหลังสุดเป็นด่างที่มาเป็นรูปผงขาว ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม

ถึงระยะประมาณ ปี ๒๕๔๐- ๒๕๔๕  ความเข้าใจเรื่องหม้อห้อม ก็จะแยกเป็น ๒ อย่าง  พูดคำว่าหม้อห้อมแท้นั้นก็หมายถึงเสื้อหม้อห้อมที่ย้อมเสื้อผ้าดิบเอาในหมู่บ้านในชุมชน   อีกอย่างที่เหลือก็หมายถึงหม้อห้อมที่เอาผ้าที่ย้อมสำเร็จแล้วจากโรงงานมาตัดเย็บ

ก่อนมาถึง พศ. ๒๕๔๖ ความหลากหลายของหม้อห้อมก็อยู่ที่กรรมวิธีการย้อม  ย้อมเย็นก่อน  ต่อด้วยการ ชุบซ้ำ (ภาษาเฉพาะคนขายหม้อห้อม หมายถึงการย้อมร้อนด้วยสีเคมีทับ)  ผู้ย้อมแต่ละคนก็มีเทคนิคเฉพาะตัว รูปแบบเสื้อผ้าปรับจากเสื้อกุยเฮง เตี่ยวสะดอ ขาก้วย เป็นเชิ้ต ๒ กระเป๋า ๔ กระเป๋า   เป็นกางเกงหูรูด   มีการตกแต่งลวดลายด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ลายบาติกของม้ง   หรือ ผ้าตีนจก ผ้าทอพื้นเมือง

ในช่วงปี ๒๕๔๕ มีกระแสความต้องการผ้าย้อมสีธรรมชาติทำให้   ผู้ประกอบการสนใจเรื่องผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติ  มีการสั่งซื้อครามเปียกมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีการเสาะซื้อต้นห้อมจากหมู่บ้านในพื้นที่ป่าซีกตะวันออกของเมืองแพร่        ภาคเอกชนบางรายมีความพยายามที่จะส่งเสริมการปลูกด้วย

ตั้งแต่ในปี ๒๕๔๗ หลายหน่วยงานทั้งราชการและเอกชนสนใจเรื่องหม้อห้อมเป็นอันมาก  มีการส่งเสริมสารพัดด้าน  เพื่อพัฒนาคุณภาพ  พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องหม้อห้อม  พัฒนาระบบการจัดการ  ส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อการผลิตที่มีคุณภาพ  รวมทั้งมีการส่งเสริมการปลูกหม้อห้อมในพื้นที่ประสบอุทกภัยในปี ๒๕๔๙
การส่งเสริมสารพัดด้าน  เหล่านี้  ทำให้ผลิตภัณฑ์หม้อห้อมมีความหลากหลายมากขึ้น  มีสีสันอื่น ๆ เข้ามาประกอบกับสีโทนคราม น้ำเงิน ไม่เฉพาะเสื้อผ้า แต่กลายเป็นของใช้  เป็นหมอน เป็นเบาะ  ม่าน  วัสดุตกแต่งภายในต่าง ๆ   คาดว่าในปี ๒๕๕๐  คนแพร่    จะแยกประเภทหม้อห้อมออกได้เพียงที่มาของการย้อมเท่านั้น  ว่าเป็นย้อมจากสีหม้อห้อมธรรมชาติหรือไม่   แต่ไม่ว่าจะเป็นหม้อห้อมแบบย้อมธรรมชาติ  หรือ แบบประยุกต์ย้อม ประยุกต์ทอ ประยุกต์ตัด   ต่างก็เป็นของแท้เฉพาะตน  ที่ไม่ปลอมแปลงยี่ห้อของใคร   นี่ก็คือรูปแบบที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของผ้าหม้อห้อมเมืองแพร่  เพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้นนั่นเอง  ไม่ว่ายังมีความสับสนระหว่างคำว่า หม้อห้อม ม่อฮ่อม หม้อฮ่อม อยู่ก็ตาม

ว่าแต่ว่าท่านแยกออกไหมว่า    ผ้าหม้อห้อมที่ท่านใช้นั้นเป็นชนิดไหน.

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 59462
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)