​ก็แล้วแต่จะเป็นแปร

ณัฐรดา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

โดย สมตา


"สู้หน่อย สู้หน่อย"

ฉันปลุกปลอบตัวเองเมื่อผลักประตูกระจกบานใหญ่เพื่อพาตัวเองเข้าไปภายในฟิตเนส

ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่ภายในพื้นที่ เสียงเพลงกระแทกกระทั้นก็ลอยมาเข้าหู แม้ท่วงทำนองจะฟังดูเร้าใจ แต่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกฮึกเฮิมเหมือนอย่างที่คุณอ้าย เจ้าของฟิตเนสแห่งนี้เคยบอกไว้

"พี่คงไม่ว่าว่าเพลงดังไปนะครับ เพลงมันๆดังๆอย่างนี้มันช่วยให้อยากเล่นมากขึ้นครับ"

ในตอนที่ฉันมาสมัครเป็นสมาชิกใหม่ๆ

เรื่องการออกกำลังด้วยเครื่องมือแบบต่างๆนี่ฉันยังพอยอมรับได้อยู่หรอก แต่เรื่องวิ่งบนลู่วิ่งหลังการออกกำลังด้วยเครื่องมือเหล่านั้นแล้วนี่สิ ฉันละอยากจะวิ่งหนีแทนเสียจริงๆ

นึกถึงขึ้นมาทีไร ก็ท้อใจเสียทุกที

พร้อมๆกับที่แปลกใจ ทำไมฉันจึงไม่ชอบวิ่ง

"วันนี้จะหาวิธีอะไรให้อยากวิ่งดี"

ฉันถามตัวเองไปขณะที่นั่งบนที่นั่งของเครื่องช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง ปล่อยสายตาฝ่าความใสของกระจกอาคารไปยังตึกสูงๆที่อยู่รอบข้าง

ฟิตเนสแห่งนี้ตั้งอยู่บนอาคารสูงแห่งหนึ่งในกลางใจเมือง ที่ทำงานของฉันก็อยู่ในตึกเดียวกันนี้ ความที่อาคารนี้เป็นตึกสูง มีบริษัทต่างๆมาเช่าพื้นที่ภายในเพื่อใช้เป็นสำนักงานมากมาย พอถึงเวลาเลิกงานทีไร พนักงานที่ขับรถมาทำงานต่างก็พากันรีบตอกบัตรลงเวลาเลิกงาน รีบนำรถออกจากตัวอาคารให้เร็วที่สุด เพราะถ้าช้าไปเพียงสี่ห้านาที อาจต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมง ในการขับรถวนไปมาตามทางวิ่งที่วนจากพื้นที่จอดรถลงสู่พื้นล่างของตัวอาคารและถนนใหญ่ด้านหน้า

แปลกที่ฉันไม่เคยต่อคิวได้เป็นคนแรกๆในแถวพนักงานที่รอตอกบัตรเลย ไม่เหมือนสายใจเพื่อนร่วมงานที่ฉันให้ความสนิทสนมมากที่สุดที่มักต่อแถวได้เป็นลำดับต้นๆ ทั้งๆที่โต๊ะทำงานเราอยู่ใกล้ๆกัน

จึงกลายเป็นว่าแม้จะเลิกงานเวลาห้าโมงเย็น แต่กว่าที่จะพารถพ้นตัวอาคารออกมาได้ก็เป็นเวลาหกโมงกว่า จนหลังจากสุขภาพที่ค่อยๆทรุดโทรมลงเพราะการนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะและเบื่อหน่ายกับการขับรถวนในทางวิ่งแคบๆอยู่หลายปีนั่นแหละ ฉันถึงได้รู้ตัวว่าควรใช้เวลาที่เสียไปนี้อย่างไร

"จะนั่งงอก่องอขิงในรถทำไม ไปยืดเส้นยืดสายในฟิตเนสดีกว่า"

และหลังจากวันนั้น สองอาทิตย์กว่ามาแล้วที่ฉันไม่ต้องหงุดหงิดกับการขับรถวนตามทางวิ่งลงในตัวอาคารหลังเลิกงานอีก เพราะเมื่อออกกำลังกายในฟิตเนสเสร็จ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ นำรถออกจากพื้นที่ในชั้นที่จอดรถของบริษัท ฉันก็ออกสู่ถนนใหญ่ในเวลาเดียวกันกับที่ผ่านมาก่อนหน้านี้

จะหงุดหงิดก็ตรงที่เทรนเนอร์ที่ฟิตเนสคอยจี้ให้วิ่งนี่แหละ ขนาดมีเพลงมันๆให้ฟัง ยังรู้สึกเบื่อเลย พยายามหาข้อดีของการวิ่งมาปลุกเร้าตัวเองตั้งหลายวิธีก็ยังไม่ได้ผล ไม่ว่าจะ

"อยากเป็นหวัดง่าย ปวดหลัง เหนื่อยง่าย อย่างนี้ตลอดไปหรือไง"

หรือ

"หัวใจจะได้แข็งแรง ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจไง แถมยังได้รีดเซลลูไลออกจากขาด้วย ไม่อยากมีขาสวยๆเหรอ"

แม้แต่

"จะได้ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในช่องท้องไง หน้าท้องเรียบๆสวยดีออก"

ก็ยังไม่ค่อยจะได้ผล

หรือใช้วิธีดูกาย ว่าเท้าไหนกำลังกดและส่งน้ำหนักตัวลงกับพื้น

"ซ้าย ขวา ... ซ้าย ขวา ..."

คือดูที่เท้าทีละเท้า ดูการก้าวทีละก้าว เพื่อที่จะได้ไม่คิดถึงเรื่องอื่น เพราะความที่เคยได้ยินคำพูดที่ว่าถ้าเราดูแต่เท้าที่ก้าว ไม่สนใจว่าเวลาจะเหลืออีกเท่าไหร่ ไม่สนใจว่าอีกไกลแค่ไหนจะถึงจุดหมาย จะทำให้วิ่งได้นานเท่าที่ใจอยาก

วิธีนี้ ลองทำตั้งหลายที ก็ยังไม่ได้ผล

ก็ แหม ถ้าความเบื่อในการก้าวเท้าวิ่งอันเป็นการทำสิ่งดีๆให้ร่างกายเป็นอกุศลธรรม ความอยากวิ่งเป็นกุศลธรรม การดูเท้าที่ก้าวเพื่อไม่ให้ใจคิดถึงเรื่องอื่นอันช่วยทำให้วิ่งได้นานที่สุดเป็นการทำกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามไพบูลย์ แค่ดึงใจออกจากความไม่อยากอันเป็นอกุศลมาสู่ความอยากทำอันเป็นกุศล ฉันยังทำไม่สำเร็จ ยังทำให้เกิดไม่ได้เลย แล้วใจที่ไหนจะมีกำลังมากมายพอที่ทำกุศลที่เกิดแล้วให้งอกงามได้ล่ะ

เฮ้อ สารพัดวิธีที่จะหามาปลุกเร้าตัวเอง

"เมื่อวานนี้ใช้นับเลข ไม่เวิร์คแฮะ"

หวนนึกถึงวันวานที่ใช้วิธีนับเลขไปวิ่งไป พอนับไปได้สักพักก็อยากหยุดนับ อยากเลิกวิ่งเหมือนทุกๆวัน

"ลองใหม่ วันนี้ลองหาพุทธพจน์มาพิจารณาตามดีกว่า เผื่อจะเพลินจนลืมนึกถึงเรื่องวิ่งไป"

ฉันนึกวิธีใหม่ได้ เพราะตัวเองมักเพลิดเพลินกับการพินิจพุทธพจน์

แล้วฉันก็นึกถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า ให้เห็นความรู้สึกว่าสุขด้วยความเป็นทุกข์ ให้เห็นความรู้สึกว่าทุกข์ด้วยความเป็นดุจลูกศร ให้เห็นความรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข ด้วยความเป็นของไม่เที่ยง ที่มักหยิบมาพิจารณาบ่อยๆ คำตรัสเหล่านี้ หยิบขึ้นมาพิจารณาว่าน่าจะทรงหมายถึงอะไรทีไร ก็ให้ตีบตันไปเสียทุกที เห็นได้แต่ตามที่จำมาว่าความรู้สึกสุขที่ทรงให้เห็นด้วยลักษณะของทุกข์นั้นก็เพราะสุขมันปรวนแปรได้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็เกิด มีเหตุให้เกิดถึงเกิดได้ และหากเหตุที่ทำให้เกิดสุขเปลี่ยนแปรไปไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง สุขก็เปลี่ยนแปรเป็นมากขึ้นหรือน้อยลงตามไปด้วย ก็เหตุสิ้นแล้วนี่ ผลก็ต้องสิ้นตามไปด้วยน่ะซี เพราะอย่างนี้แหละ ความสุขเลยไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้

และเพราะถูกบีบคั้นจนทนอยู่ในลักษณะเดิมไม่ได้ เลยได้ชื่อว่าทุกขลักษณะ

ส่วนความรู้สึกทุกข์ที่ตรัสว่าเมื่อเกิดขึ้นก็เหมือนลูกศร ก็เพราะพอเสียบลงกับใจทีไรก็แทงให้เจ็บทีนั้น ปล่อยคาอยู่ใจก็เจ็บ แถมจะถอนออกก็ไม่ใช่ง่ายๆ ลงมือถอนทีไรก็เจ็บมากมายในทีนั้น และดูราวกับว่าจะเจ็บยิ่งกว่าปล่อยคาไว้เสียอีก เจ็บจนกลัว บางคนเลยไม่กล้าถอนลูกศรเพราะคิดว่าปล่อยให้เจ็บประจำแบบน้ำไหลรินอยู่อย่างนั้นดีกว่า

"แต่ที่ไม่ยอมถอนลูกศรเลย พอใจกับการมีลูกศรปักคากลางใจอยู่อย่างนั้นก็มีนะ"

จำได้ว่าเคยคิดอย่างนั้น ไม่อยากบอกเลย ว่าสายใจทำให้ฉันเห็นอะไรๆ ได้มากขึ้นจนต้องขอบใจ

ก็ตัวลูกศรเองน่ะ หมายถึงสภาวะหลายๆอย่างที่คนเรายังเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตนี่นา อย่างเช่น ความรัก ความต้องการ ความชื่นชมยินดีจากบุคคลอื่น อะไรอย่างเนี้ย ดูอย่างความรักสิ ใครๆในโลกก็อยากมีความรัก มีคนที่รักเรา มีคนที่เรารัก มีคนที่เราอยากใช้ชีวิตร่วมกันไปจนวันสุดท้ายของชีวิตกันแทบทั้งนั้น

แต่ความรู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข เฉยๆ หรืออทุกขมสุขเวทนานี่สิ ฉันยังไม่ได้หยิบมาพิจารณา

"วันนี้วิ่งสักยี่สิบนาทีเต็มไหวไหมครับ"

น้องพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นเทรนเนอร์ให้กับฉันถาม

"ค่ะ จะพยายาม"

ฉันตอบแบบไม่ค่อยแน่ใจ ส่งยิ้มแห้งๆให้

ก่อนจะเริ่มวิ่ง ฉันจะเดินช้าๆบนลู่วิ่งสักสามนาทีก่อน แล้วจึงค่อยๆเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น จนเมื่อความเร็วถึงขนาดที่จะวิ่งได้นั่นแหละ จึงได้ออกวิ่ง

แล้วฉันก็เริ่มตั้งคำถามเพื่อหันเหความสนใจตนเองออกจากสิ่งที่ไม่อยากทำ

"เออ นี่หรือเปล่านะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนนิมิต ดึงจิตออกจากความคิดที่เป็นอกุศลมาสู่ที่เป็นกุศล"

ฉันชักสงสัย ขณะที่วิ่งไปได้สักระยะ

และเมื่อระลึกถึงที่ตรัสให้มองความรู้สึกต่างๆดังกล่าว ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง

"ความสุขเกิดจากอะไร อะไรทำให้เราเป็นสุขได้บ้าง"

แล้วก็เริ่มตอบคำถามของตัวเองไปเรื่อยๆ

"ทำงานอะไรสำเร็จ เราก็สุข คิดอะไรที่ไม่เคยคิดออกได้สำเร็จ เราก็สุข ทำสิ่งดีๆมีประโยชน์ เราก็สุข ตามนึกถึงสิ่งดีๆที่เราทำ เราก็สุข เห็นคนที่เรารักมีความสุข เราก็สุข ได้ทำอะไรให้คนที่รัก เราก็สุข เห็นตัวเราดูดี เราก็สุข มีคนชมในสิ่งดีๆที่เราทำ เราก็สุข ได้กินอะไรอร่อยๆ เราก็สุข เห็นดอกไม้สวยๆ เราก็สุข ได้ขับรถกินลม เราก็สุข ได้อยู่ในที่เงียบๆ บรรยากาศดีๆ เราก็สุข มีคนพูดกับเราเพราะๆ เราก็สุข ได้ฝึกสมาธิ เราก็สุข ได้หยิบพุทธพจน์มาพิจารณา เราก็สุข ได้นั่งลงกับโต๊ะแล้วอ่านหนังสือธรรมะ เราก็สุข ได้เห็นว่าเรามีกิเลสอะไรบ้าง เลยรู้ว่ามีงานอะไรต้องทำเพื่อลดกิเลสบ้าง เราก็สุข ห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำได้บ้าง เราก็สุข"

"..."

"โอ๊ย สารพัดเหตุจะให้เกิดสุข"

คิดไปคิดมา เหลือบดูเวลาที่แผงควบคุมเหนือลู่ โอ้โฮ นี่ฉันวิ่งไปได้ตั้งเกือบเจ็ดนาทีเข้าไปแล้ว

"ได้ผลแฮะ"

จึงบอกกับตัวเองอย่างลิงโลด

พอถอนสายตาออกจากแผงควบคุม ก็ตรองถึงเรื่องที่ดูค้างอยู่ต่อไป ...

"เพราะความสุขเกิดได้จากเหตุหลายๆอย่างอย่างนี้ แล้วเหตุอย่างนี้ก็ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา ความสุขก็เลยเกิดตลอดเวลาไม่ได้เหมือนกัน อย่าง ถ้าเรามีความสุขเพราะได้กินของอร่อย ใครล่ะ จะทนนั่งกินอยู่ได้ตลอดทั้งวัน พออิ่มก็กินไหวแล้ว แถมอิ่มมากๆเข้า ที่สุขเพราะได้กินของอร่อยก็จะกลายเป็นทุกข์เพราะอึดอัดแน่นท้องแทนแล้ว"

ฮื่อม์

ฉันปล่อยลมออกจากจมูกเป็นการยอมรับความเห็น

"คงเพราะอย่างนี้นี่แหละ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่าความสุขนั้นต้องมีอันแปรปรวน ถูกบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลงไป คงอยู่ในแบบเดิมไม่ได้"

ก่อนจะให้ข้อสรุปกับตัวเอง

"ลองมาดูที่ทุกขเวทนาบ้าง"

แต่ …

"เอ่อ"

ก่อนที่จะนำเรื่องใหม่มาพิจารณาเพื่อฆ่าเวลาต่อไป

"แต่ตอนนี้ก็เริ่มจะทุกข์แล้วนะ ชักเหนื่อยแล้ว สิบห้านาทีกว่าแล้ว ไม่เคยวิ่งได้นานขนาดนี้เลย เลิกซะทีดีมั๊ย"

ฉันก็อดจะโอดกับตัวเองไม่ได้

พลัน

ฉันก็ถึงกับเข้าใจ

"นี่แหละทุกข์ เหนื่อยก็คือทุกข์กาย ฝืนใจทำก็ทุกข์ ตอนนี้กายก็ทุกข์เพราะเหนื่อย ใจก็ทุกข์เพราะไม่อยาก เลยทุกข์ทั้งกายทั้งใจไปพร้อมๆกันเลย"

ขณะนั่นเอง ฉันก็รู้สึกถึงความร้อนที่ค่อยๆแผ่ออกจากภายในร่างกายมาที่ผิว พอรู้สึกว่าผิวหน้าร้อน จึงเปลี่ยนจากการตามตรองมาตามดูความรู้สึกร้อนที่เกิดขึ้นแทน จึงรู้ว่าความร้อนกระพือขึ้นเป็นพักๆ ร้อนวูบขึ้นแล้งก็จางหาย วูบแล้วก็จางหาย เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และรู้สึกว่าขณะที่ความร้อนเกิดขึ้นนั้น ความรู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจกลับกลายหายไป

ดูไปดูมา เสียงร้องเตือนจากแผงควบคุมเหนือลู่วิ่งก็ดังขึ้น อันหมายถึงว่าการวิ่งของฉันครบเวลายี่สิบนาทีตามที่ตั้งไว้แล้วแล้ว แล้วความเร็วของลู่ก็ลดลงโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ร่างกายของผู้วิ่งค่อยๆปรับจากการวิ่งเป็นการเดิน ที่ค่อยๆช้าลง จนกลายเป็นหยุด

ขณะที่เดินอยู่นั้นเอง แม้ว่าบนหน้าปัดที่แผงควบคุมจะขึ้นอักษรว่า COOL DOWN อันหมายถึงการค่อยๆปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นลง แต่ฉันกลับรู้สึกความร้อนที่พลุ่งขึ้นทั่วลำตัวช่วงบนในแทบจะทันที ทั้งที่ผิวหน้า ลำคอ ไหล่ ทรวงอก แล้วเหงื่อก็ราวกับจะทะลักออกจากรูขุมขน

"อย่างนี้หรือเปล่า ที่เค้าเรียกกันว่าเบิร์นน่ะ"

ฉันหมายถึง พอออกกำลังกายด้วยเครื่องตามสถานีต่างๆเสร็จ เทรนเนอร์ก็มักบอกว่า ให้ไปวิ่งเบิร์นอีกสักหน่อยนะ ที่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าหมายถึงอะไรนั่นแหละ

เดินไปได้สักพัก กลับอยากวิ่งขึ้นมาใหม่ จึงหยุดเครื่องและตั้งเวลาในการวิ่งใหม่โดยใช้ความเร็วอย่างที่ได้ใช้ไป แปลก ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเบา เบาจนแต่ละเท้าที่กระทบพื้นราวกับจะส่งให้ตัวลอยสูงขึ้นกว่าปกติ ฉันจึงวิ่งราวกับการกระโดดสูงที่เคลื่อนที่ได้ ความสุขจึงพรั่งพรูมาสู่ใจ

เทรนเนอร์หนุ่มของฉันที่แว่บหายไปชั่วขณะ เดินมาให้กำลังใจเมื่อเห็นว่าฉันวิ่งได้โดยไม่ร้องขอเลิกกลางคันแบบทุกครั้ง

"วันนี้เก่งจังครับพี่ เหงื่อโทรมเชียว เหงื่อออกอย่างนี้ เอนโดรฟินก็หลั่ง เอนโดรฟินเป็นสารทีทำให้เรามีความสุขครับ"

"ค่ะ"

ฉันหันไปรับคำกับหนุ่มร่างแน่นที่เมื่อรี่เข้ามาบอกแล้วก็แทบจะรีบล่าถอยออกไปทันที

"คงกลัวว่าจะบอกขอเลิกวิ่งเหมือนทุกครั้งละมั๊ง"

ฉันแอบคิดขำๆ

ไม่หรอก ตอนนี้ความคิดว่าอยากจะเลิกวิ่งมันหายไปแล้วก็เพราะความสุขนี่แหละ สุขจนอยากให้ความรู้สึกอย่างนี้อยู่กับใจไปนานๆ อีกทั้งไม่มีความรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งๆที่เพิ่งผ่านการวิ่งจนหอบมาแล้ว

ก็ถ้าเราทำอะไรแล้วมีความสุข ใครล่ะจะไม่อยากทำต่อ

"เออ นี่แหละนะ อีกสาเหตุที่ทำให้เกิดสุข กระทั่งสารความสุขยังหลั่งหลังจากที่เหนื่อยจนทุกข์เลย "

จึงได้รู้ว่า บางที สุข ก็เกิดจากเหตุคือทุกข์ ได้เหมือนกัน

"ตรัสว่าให้มองทุกข์ด้วยความเป็นดุจลูกศร มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูซิ ที่ต้องคอยบังคับตัวเองให้วิ่งนี่แหละทุกข์ละ ทุกข์ทั้งใจทั้งกาย เริ่มทำก็ทุกข์ใจแล้วเพราะต้องทำในสิ่งที่ไม่อยาก ทำไปทำไปก็ทุกข์กายเพราะเหนื่อย จะเลิกทำก็ไม่กล้า กลัวจะเจอทุกข์ใหม่ที่ยิ่งกว่าหรือไปทนกับทุกข์อีกแบบ ช่างเหมือนลูกศรที่ยอมให้เสียบลงให้เจ็บที่ใจ คาไว้ใจก็เจ็บ จะถอนก็เจ็บเลย"

"ที่แท้ เรารู้จักสุขก็เพราะทุกข์ อะไรๆในโลก เมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์คลุกเคล้า ถ้าเราไม่พอใจสภาพนั้นหรือมันบีบคั้นจนทนได้ยากก็เรียกว่าทุกข์ แต่พอทุกมันลดจนเราทนได้ง่าย หรือจนเราพอใจ เราก็เรียกว่า สุข"

พอคิดขึ้นมา ว่าทุกข์ก็เป็นปัจจัยให้เกิดสุขได้ ใบหน้าของสายใจก็พลันลอยเข้ามาในความคำนึง พอคิดถึงเธอขึ้นมา ฉันก็ถึงกับต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่

สองปีที่แล้ว สายใจได้พบคนรักเก่าโดยบังเอิญ ทั้งสองเริ่มสานสัมพันธ์กันใหม่ทั้งๆที่ฝ่ายชายมีครอบครัวแล้ว สายใจแม้จะไม่ยอมเป็นชู้ แต่ก็ยอมรับศรรักไว้ปักอก ความรักที่เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่อยาก จะให้อะไรแก่คนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของมันนอกจากทุกข์

เธอแอ่นอกรับลูกศรโดยไม่ยอมหาทางถอน เธอยอมเจ็บ ยอมทุกข์ ในความเป็นจริงเพื่อเสพสุขในความนึกฝัน เมื่อหลงใหลอยู่ในความสุขของมัน เลยต้องทนเจ็บทนทุกข์อยู่อย่างนั้น ยังดีนะที่เรื่องยังไม่แดงขึ้น นี่ถ้าใครต่อใครรู้เรื่องแล้วพากันติฉินนินทา เธอคงจะทุกข์ใจยิ่งกว่านี้

บางที ที่เธอไม่ยอมลงมือถอนลูกศรก็น่าจะเพราะสุขที่ลูกศรนั้นมันให้แก่เธอ จะถอนออกก็กลัวบางสิ่งจะขาดหายไปจากชีวิต เลยยอมทุกข์เพื่อรักษาสุขเอาไว้ก็ได้

เฮ้อ

อดไม่ได้ต้องถอนหายใจให้เพื่อนรักอีกเฮือก

และก่อนที่จะทันรู้ตัว ความสุขก็โบยบินออกไปจากใจฉันด้วย

"เป็นดังที่ตรัสว่าความสุขนั้นไม่เที่ยง เกิดจากเหตุปัจจัยเลย"

ฉันนึก

เย็นมากแล้ว

สีของท้องฟ้าค่อยๆกลับกลาย ความสลัวภายนอกอาคารทำให้ผนังกระจกผนังที่เคยดูสว่างใสกลายเป็นมัวหม่น สายตาฉันฝ่าความหม่นมัวของกระจกออกไปสู่บรรยากาศภายนอก ทำให้เห็นเงาตนเองทายลงกับกระจกใส ฉันมองเงาตัวเองไป วิ่งไป

ความรู้สึกในใจฉันตอนนี้กลับกลายเป็นบอกไม่ถูก

เพราะเมื่อความสุขจางหายไปกลายเป็นความรู้สึกเฉยๆ ยังไงก็ได้ วิ่งก็ได้ หยุดก็ได้ ไม่เดือดร้อนว่าเหนื่อยนะ เลิกเถอะ ไม่ยินดีว่าวิ่งได้ขนาดนี้แล้วนะ วิ่งต่อ เป็นราวกับว่าวิ่งก็สักแต่ว่าวิ่ง ไม่มีความรู้สึกอะไรมาเร้าหรือว่ามารั้ง

"เอ๋ หรือว่า นี่แหละ คือความรู้สึกเฉยๆที่ตรัสว่าให้มองว่าไม่เที่ยง เพราะเป็นสภาพเกิดดับ"

ฉันเกิดวาบขึ้นมาในใจ

ดูเงาตัวเองไป ดูไปดูไป ดูไปสักพักความเหนื่อยก็กลับคืนมาอีก แต่คราวนี้มันเหนื่อยจนฉันนึกอยากจะวิ่งหนีการวิ่งบนลู่เสียจริงๆ ความรู้สึกเฉยๆเมื่อกี้ มันจางหายไปจนหมด

"นี่ไง ไม่เที่ยง เป็นสภาพเกิดดับ"

ฉันบอกตัวเอง

"เมื่อกี้ยังเฉยๆอยู่เลย ตอนนี้ไม่เฉยแล้ว ทุกข์จนอยากจะเลิก ทุกข์เหมือนถูกลูกศรแทงแล้ว"

เฮ้อ

จึงได้ถอนใจ แต่คราวนี้ไม่ได้เพื่อสายใจ แต่ถอนใจให้กับตัวเอง

"จะวิ่งต่อไปก็เหนื่อยจนแทบจะไม่ไหว จะเลิกก็เสียดาย ไม่เคยทำเวลาได้ถึงขนาดนี้ นี่แหละ ปล่อยลูกศรให้เสียบคาอยู่ก็ทุกข์ จะถอนลูกศรออกก็ทุกข์ แต่ถ้าไม่เหนื่อยจนทุกข์สุขก็ไม่เกิด สมแล้ว ที่ตรัสว่าสุขก็คือทุกข์ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นการปรวนแปรที่ได้ชื่อว่าเป็นลักษณะของทุกข์หรือว่าความรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจที่ได้ชื่อว่าความรู้สึกทุกข์ ถ้าไม่ทุกข์ก็ไม่รู้จักสุข แต่ถ้าอยากเจอสุขก็ต้องผ่านทุกข์ มีทุกข์มาเป็นข้อเปรียบ"

พอเปรียบเทียบทุกข์สุขที่เกิดจากการวิ่งของตัวเองกับสุขทุกข์ในเกิดในชีวิตประจำวัน

"ก็ชีวิตเราเป็นไปไม่ได้ที่จะได้อะไรหรืออยากทำอะไรที่ควรทำอยู่ตลอดเวลา หากต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะไม่อยากทำเป็นทุกข์ เลยต้องหาสุขมาเบี่ยงเบน จะได้ทำสิ่งที่ควรทำต่อไปได้โดยไม่ต้องทนทุกข์ นี่ถ้าทำด้วยความรู้สึกเฉยๆได้ ทำก็ทำไป สักแต่ว่าทำ เราก็ทำโดยไม่ต้องทุกข์ และถ้าไม่ติดใจในสุขที่เกิดจากการกระทำ ก็ไม่เสียดายสุข ก็กว่าจะเจอสุขน่ะ ต้องผ่านทุกข์มาตั้งเยอะ แต่พอสุขเกิด กลับเกิดประเดี๋ยวประด๋าว ดูช่างไม่คุ้มกับที่ต้องเจอทุกข์ยาวๆเลย"

ฉันจึงได้ข้อสรุป

"ฮื่อ"

จึงพยักหน้าน้อยๆ พร้อมกับเป่าลมออกจากจมูกเป็นการยอมรับ

"ก็คงมีแต่ความรู้สึกเฉยๆกับเรื่องราวต่างๆได้เท่านั้นแหละ ที่ทำให้มีใจทำอะไรๆได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นทุกข์จนต้องหาสุขมาเบี่ยงเบน"

นึกๆแล้วก็เสียดายความรู้สึกเฉยๆที่เพิ่งผ่านไป นี่ถ้าฉันวิ่งโดยที่ร่างกายก็ไม่เจอกับสภาพที่ทนได้ยาก ใจก็เฉยๆไม่รู้สึกเบื่อหรืออยาก วิ่งก็สักแต่ว่าวิ่งอย่างเมื่อสักครู่นี้ได้ ก็คงจะดี

"โธ่เอ๊ย"

แล้วฉันก็ถึงกับโพล่งขึ้นมาในใจเมื่อนึกขึ้นได้

"ก็ตรัสสอนแล้วไง ความรู้สึกเฉยๆน่ะมันเป็นสภาพเกิดดับ ทั้งเฉยทางกาย เฉยทางใจ คำตรัสสอนก็มีอยู่ ไม่รู้จักน้อมเข้ามาในใจตัวเองจริงๆ นี่ถ้าเสียดายมากๆเข้า เดี๋ยวก็กลายเป็นทุกข์ หาลูกศรมาเสียบใจตัวเองโดยไม่จำเป็นอีก"

แล้วก็สอนใจตัวเองซ้ำ

"ไม่น่าเลยใช่มั๊ย"

ในที่สุด ฉันกดปุ่มลดความเร็วลงเป็นการเดิน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัว

"เอาเถอะ”

ก่อนจะบอกตัวเองด้วยความรู้สึกเฉยๆ

"วันนี้ได้ขนาดนี้ก็ดีกว่าทุกวันมากแล้ว"

แล้วก็เดินทอดน่องด้วยความรู้สึกเฉยๆ

แล้วก็ดูใจตัวเองที่รู้สึกเฉยๆ

แล้วก็คิดเล่นๆเฉยๆ

"ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้ จะไม่รู้สึกเบื่อ จะรู้สึกถึงความสุขและความรู้สึกเฉยๆที่เกิดจากการวิ่ง เหมือนวันนี้ได้อีกหรือเปล่า"

"ช่างเถิดนะ”

ก็รู้อยู่แล้ว ความรู้สึกอย่างนี้เป็นธรรมที่เป็นเกิดจากเหตุปัจจัย แปรปรวนได้ ไม่เที่ยง นี่นา

"อย่าไปกังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเลย"

ฉันสรุป

ก็แล้วแต่ปัจจัยจะทำให้เป็น ให้แปร ก็แล้วกัน

ฉับอกตัวเองอยู่ในใจ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลป์ - ธรรม



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ธรรมะ กะ ฟิตเนส แปรผันตาม ใจ .... :)

เขียนเมื่อ 

ชอบใจการออกกำลังกาย

ได้เรียนรู้ธรรมมะด้วย

พี่สบายดีนะครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมกันค่ะ

.....................................................

เรียน อ.วิชญธรรมค่ะ

ไม่มีอะไรในโลกเที่ยงดังคำตรัสนะคะ

....................................................

เรียน อ.ขจิตค่ะ

สบายดีค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

หวังว่าอาจารย์ก้คงเช่นกันนะคะ