ประชาชนท้องถิ่นได้อะไรบ้างจากรัฐธรรมนูญใหม่

ประชาชนท้องถิ่นได้อะไรบ้างจากรัฐธรรมนูญใหม่

3 กันยายน 2558

สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ [1]

ท่ามกลางกระแสการรับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสภาปฏิรูปในวันที่ 6 กันยายน 2558 ของเหล่าบรรดาสมาชิกสภาปฏิรูปทั้งหลายมีทั้งฝ่ายเชียร์ให้ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ และฝ่ายต่อต้านไม่อยากให้รับ อาจสร้างความสับสนให้แก่ประชาชนชาวบ้านโดยทั่วไป โดยเฉพาะคนชนบท ตาสีตาสาในท้องถิ่น หรือชาวบ้านบ้านนอกทั่ว ๆ ไปไม่ว่าฝ่ายใดจะฝ่ายเชียร์หรือฝ่ายต่อต้าน มีการแยกกลุ่มที่สูญเสียอำนาจมากจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 2 กลุ่มคือ (1) กลุ่มทุนนักการเมือง และ (2) กลุ่มข้าราชการประจำโดยเฉพาะข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย สำหรับกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากที่สุด 5 กลุ่มคือ (1) กลุ่มข้าราชการเกษียณ (2) กลุ่มข้าราชการประจำ (3) กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น (4) กลุ่มนักกฎหมาย และ (5) กลุ่มนักเคลื่อนไหวอาชีพ [2]

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป หรือฉบับสภาปฏิรูปแห่งชาติฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุดในโลก จากปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมานับจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 เป็นมาแล้ว 19 ฉบับ การเมืองไทยก็ยังไม่ถือว่าดี เพราะวนเวียนว่ายตายเกิดมาโดยตลอดระยะ 82 ปีก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการถือเอารัฐธรรมนูญเป็นสรณะที่เน้นย้ำในความเป็น “ประชาธิปไตย” (Democracy) หรือ เป็นเพียงประชาธิปไตยเทียมภายใต้ตัวอักษรเท่านั้นก็ตาม ในสภาพการณ์เดิมๆ ที่ผ่านมา นักวิชาการ และประชาชนปัญญาชนไม่มีความคาดหวังในหลักประกันที่ดีกว่าเดิมได้ มีความเบื่อหน่ายต่อสภาพการณ์เช่นนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงบางอย่างควรต้องรับฟังผู้เขียนขอสนับสนุนแนวทางในการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยจะชี้ให้เห็นจุดเด่นจุดดีของรัฐธรรมนูญ ที่อาจเรียกว่าเป็น “รัฐธรรมนูญที่ป้องกันการครอบงำโดยระบบประชานิยม” และ เป็น “รัฐธรรมนูญที่กินได้” โดยเฉพาะในความคาดหวังของกลุ่มประชาชนธรรมดาตาสีตาสาทั่วไป ซึ่งไม่ได้แยกว่าเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์

เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ป้องกันการครอบงำโดยระบบ “ประชานิยม”

เป็นความจริงอย่างหนึ่งในการเมืองไทยในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองได้นำระบบ “ประชานิยม” (populist projects or populism) [3] มาใช้มากจนเกินเลย จนเกิดความเสียหายในภาพรวมต่อการบริหารประเทศในหลายโครงการ อาทิเช่น โครงการประกันราคาข้าว โครงการรับจำนำข้าว รวมถึงโครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการวิสาหกิจชุมชน โครงการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โครงการรถยนต์คันแรก ฯลฯ ซึ่งในหลายโครงการมีประโยชน์ แต่ขาดระบบการตรวจสอบกำกับควบคุม ทำให้เกิดช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการสูญเปล่า เสียหายแก่รัฐโดยรวม เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็เปลี่ยนแนวการบริหารใหม่เพื่อให้เกิด “ประชานิยม” แก่ฝ่ายรัฐบาลของตนเอง โดยมิได้มีการสานต่อแนวนโยบายที่ดี หรือ การปรับปรุงแก้ไขแนวนโยบายให้ยั่งยืนในระยะยาว เป็นการดำเนินการเพื่อหวังผลในระยะสั้น ๆ หาเสียงกับชาวบ้าน กับประชาชน เพื่อตุนคะแนนเก็บไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ฉะนั้นแนวนโยบายในระยะยาวใน “เชิงยุทธศาสตร์” จึงไม่มี

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) และสภาดำเนินการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง” (ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 259 – 263) [4] ถือเป็นองค์กรเฉพาะกิจที่สำคัญ อันจะเป็นองค์กรหลักในการนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวได้ แม้ในมุมมองของฝ่ายต่อต้านเห็นว่า เปิดช่อง “สืบทอดอำนาจ” เป็นการวางระบบการสืบทอดอำนาจของ คสช.และกองทัพ โดยอาศัย คปป. ควบคุมกำกับการทำงานของรัฐบาลและรัฐสภาต่อไปอีกยาวนาน กล่าวคือ เป็นการสืบทอดอำนาจ สร้างรัฐซ้อนรัฐ เป็น “อภิรัฐบาล” [5] เพราะ คปป. จะมีอำนาจเหนือรัฐบาลและรัฐสภา แสดงให้เห็นถึงการไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้ใจการตัดสินใจของประชาชน

แต่ในส่วนที่ดีกว่าก็คือ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย “เป็นช่องทางดับวิกฤต” เป็นความจำเป็นต้องมี คปป. เพื่อแก้วิกฤตประเทศ เป็นการแก้วิกฤติความขัดแย้งต่างขั้วต่างสีในระยะสั้น เพื่อไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปและการพัฒนาในระยะยาวที่ยั่งยืน คปป. สามารถวางมาตรการห้ามพรรคการเมืองใช้ “นโยบายประชานิยม” ที่ “อาจ” สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ กลไกของ คปป.ยังเสมือนเป็นผู้ช่วยรัฐบาลอีกแรงหนึ่ง เพื่อดำเนินการปฏิรูปในเรื่องยากๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องบริหารของรัฐบาล อำนาจพิเศษของ คปป. ถือเป็นความได้เปรียบประการหนึ่งเพื่อการแก้ปัญหาวิกฤตให้แก่ประเทศชาติ เช่น การใช้อำนาจพิเศษ คปป. เพื่อระงับยับยั้งความวุ่นวาย ต่อสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น กรณีคณะรัฐมนตรีไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ คปป. ทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้ไปข้างหน้าได้ โดยมีระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น [6]

เป็นร่างรัฐธรรมนูญ “ที่กินได้” ของประชาชน

มีคำกล่าวเปรียบเปรยคำว่า “ประชาธิปไตยกินได้” หรือ “รัฐธรรมนูญกินได้” หรือ “รัฐธรรมนูญกินไม่ได้ แต่พาคนไปตาย” วาทกรรมเหล่านี้มีมานานแล้วนับได้กว่าสิบปีก่อน ซึ่งไม่มีใครใคร่สนใจหานิยามหรือความหมายที่แท้จริงกันเท่าใด คำว่า “ประชาธิปไตยต้องกินได้” มีความหมายเป็นนัยยะว่า [7]รัฐธรรมนูญต้องมีส่วน (ทางอ้อม) ที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสวัสดิการ เสมือนเป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องกินได้ ประชาชนต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือโดยตรงในการแก้ปัญหาหนี้สินและอุปสรรคต่างๆ ในการทำมาหากินของเขา ซึ่งหลายๆ อย่างเป็นปัญหาของกฎหมายหรือธรรมาภิบาล จะพึ่งรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้เลย จนกว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองแท้จริง รื้อตรอกที่เป็นทางตันให้หมดเสียก่อน เปิดทางให้ประชาชนออกมาเดินบนถนนแห่งประชาธิปไตย

เหล่าบรรดานักการเมืองต้องแก้ปัญหาของคนในท้องถิ่นให้ได้และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นให้ได้ นักการเมืองใดที่สามารถแก้ปัญหาตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นได้ แก้ไขปัญหาของคนในท้องถิ่นได้ก็จะได้รับการเลือกตั้งให้กลับมาบริหารบ้านเมืองต่อในครั้งต่อไปได้ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกผู้นำของตนเองได้เองตามที่ประชาชนต้องการ ซึ่งมีความหมายที่แตกต่างจากคำว่า “ประชานิยม” ที่เหล่าบรรดานักการเมืองจะมุ่งตอบสนองต่อตนเองเป็นที่ตั้ง โดยทำตามแผนการที่ตนเองวางเอาไว้เพื่อเอาใจคนท้องถิ่น โดยการหลอกล่อให้คนท้องถิ่นตายใจแล้วเลือกตนเข้ามาบริหารงาน เพื่อหวังผลแก่ตนเองคือการได้รับการเลือกตั้งในวาระต่อไป เช่น รัฐธรรมนูญที่กินได้ว่าด้วยป่าไม้และสิทธิชุมชน [8]นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญที่กินได้นั้นยังถือได้ว่าเป็น “คานงัดเปลี่ยนประเทศไทย” หรือ จุดคานงัดของการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศได้ เช่น เรื่องสิทธิชุมชนจัดการตนเอง [9]

มีคำที่มีความหมายทำนองเดียวกัน คือคำว่า “รัฐธรรมนูญที่กินได้” หรือ “รัฐธรรมนูญต้องกินได้” ด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเป็นบทบัญญัติที่เป็นแม่บทในการบริหารปกครองประเทศ หากบทบัญญัตินั้นไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศได้ จะทำให้การขับเคลื่อนพัฒนาหรือปฏิรูปประเทศเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนหรือ “บุคคล” ที่เป็นทรัพยากรหลักของประเทศได้ อุปสรรคในการบริหารประเทศย่อมเกิดตามมาอย่างหลีกไม่พ้น ตัวชี้ในการเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน (People Participation) หรือเรียกว่า“การเมืองภาคพลเมือง” (Citizen Politics or Civil Politics) [10] ในขั้นนี้อาจยังกินรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ก็เป็นหลักการที่ดี จะกินได้ก็ต้องลงไปดูในกฎหมายลูกและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไป [11]

มีคำถามอยู่ 3 คำถามที่อธิบายถึงคำว่า “รัฐธรรมนูญที่กินได้” คือ [12] (1) ประเทศไทยเรายังมีปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนใช่หรือไม่ (2) ประชาชนเข้าถึงกฎหมายยากใช่หรือไม่ (3) ประชาชนมองการใช้อำนาจรัฐเป็นการรังแกใช่หรือไม่ ฉะนั้น ในบริบทของ “รัฐธรรมนูญที่กินได้” ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีมาตราที่ประชาชนอาจกินได้มากกว่าฉบับก่อนๆ กล่าวคือประชาชนสามารถใช้มาตราดังกล่าว เป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อปกป้องหรือขยายสิทธิในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ของตนได้ มีการพัฒนาเรื่อง “สิทธิของประชาชน” [13] ไว้ทั้งสิทธิมนุษยชน(Human Right) และสิทธิพลเมือง (Citizen’s Right) โดยเฉพาะ “สิทธิที่ก้าวหน้า” ที่นำไปสู่ความหมายของ “รัฐธรรมนูญที่กินได้” เช่น สิทธิด้านสาธารณสุข เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในการได้รับบริการสุขภาพหรือบริการสาธารณสุข หรือ สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมิให้กลายเป็น “กับดักความขัดแย้ง” ในตัวเองเหมือนเช่นที่ผ่านมา คือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น EIA (Environmental Impact Assessment) หรือ EHIA (Environmental Health Impact Assessment)

ในวันที่กระแสการปฏิรูปมาแรงเช่นนี้ การปฏิรูปประเทศไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่า “การปฏิรูป” เป็นเพียงกระบวนการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก “ยุคข่าวสารพลวัต” ไฮเทคออนไลน์ไร้พรมแดน เป็นกระบวนการที่อาจ “ไม่มีวันแล้วเสร็จ” ได้ทันใจ ไม่ว่าจะ “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” หรือ “ปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง” หรือ “คาบเกี่ยวกันระหว่างก่อนและหลังการเลือกตั้ง” ก็ตาม การปฏิรูปที่ดีนั้นควรเป็นการวางหลักการ วางกรอบกติกา และสร้างกลไกที่ดีมีประสิทธิภาพไว้เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการชี้นำจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อการปฏิรูปได้เดินไปตามครรลองของตัวมันเองด้วยความเชื่อมั่นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ย่อมก่อให้เกิดการพัฒนาที่ค่อย ๆ สั่งสมยั่งยืนในระยะยาวได้ (Sustainable Development)



[1] สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558ปีที่ 65 ฉบับที่ 22776 หน้า 10 <การเมืองท้องถิ่น>

[2] พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, ใครได้ใครเสียและใครข้ามศพใครจากร่างรัฐธรรมนูญ, ASTVผู้จัดการรายวัน, 29 พฤษภาคม 2558, http://www.manager.co.th/AstvWeekend/ViewNews.aspx?NewsID=9580000061265

[3] รัฐศาสตร์ มสธ., “นโยบายประชานิยม ข้อดี เเละข้อเสีย”, 25 สิงหาคม 2554, https://touch.facebook.com/notes/รัฐศาสตร์-มสธ/นโยบายประชานิยม-ข้อดี-เเละข้อเสีย/223564471024640/ ... นโยบายประชานิยม คือ นโยบายที่สนับสนุนประชาชนคนยากจนเป็นหลัก เพื่อมุ่งหวังความนิยมทางการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องมีความสมเหตุสมผลหรือเป้าหมายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคมารองรับและไม่จำเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดของประเทศในขณะนั้นนโยบายประชานนิยมเป็นทั้งภาพหลอนทางการคลังของรัฐบาล

[4] มาตรา 259 เพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้ต่อเนื่องจนบรรลุผล รวมทั้งเพื่อป้องกันและระงับความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ และสร้างความปรองดอง ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ และสภาดำเนินการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง โดยมีองค์ประกอบ ที่มา และอำนาจหน้าที่ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

[5] “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” ชำแหละร่างรธน. จับตา”อภิรัฐบาล”, 1 กันยายน 2558, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1441025691 & ทางสองแพร่ง รับ-ไม่รับรัฐธรรมนูญ

, คอลัมน์ : โลกวันนี้มีประเด็น, 28 สิงหาคม 2558, http://www.lokwannee.com/web2013/?p=172920 &http://www.lokwannee.com/newspaper/28aug2015.pdf

[6] นายกฯย้ำคปป.ไม่สืบทอดอำนาจ, 1 กันยายน 2558, http://news.sanook.com/1858070/

[7] ปราโมทย์ นาครทรรพ, รัฐธรรมนูญกินไม่ได้ แต่พาคนไปตายหมู่ได้, 30 มีนาคม 2550,

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000036650

[8] ศรีสุวรรณ ควรขจร, รัฐธรรมนูญที่กินได้ ? ว่าด้วยป่าไม้และสิทธิชุมชน, 17 พฤษภาคม 2558, http://www.komchadluek.net/detail/20150517/206370.html

[9] สุวัฒน์ คงแป้น, สิทธิชุมชนจัดการตนเอง คานงัดเปลี่ยนประเทศไทย, คมชัดลึก, 2 สิงหาคม 2558,

www.komchadluek.net/detail/20150802/210804.html

[10] มีความหมายตรงกันข้ามกับ การเมืองของนักการเมือง (Politician politics) ดูใน การเมืองภาคพลเมือง (Civil politics) กับสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับสิทธิเสรีภาพในการปฏิรูป, บทความพิเศษหนังสือพิมพ์แนวหน้า, 10 กุมภาพันธ์ 2557, http://www.naewna.com/politic/89747

[11] อย่างไรที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญที่กินได้, http://venus.orgfree.com/unit2.htm

[12] อย่างไรที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญที่กินได้, อ้างแล้ว.

[13] สุภัทรา นาคะผิว และ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์, รัฐธรรมนูญที่กินได้, ในจุลสารรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 ปักษ์หลัง มกราคม 2558, http://library2.parliament.go.th/giventake/content_cons57/cdc2557-t235_v1n2.pdf

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)