Model of Human Occupation (MOHO) พัฒนาโดย Gary Kielhofner ในปี1997 พื้นฐานของโมเดลนี้ให้ความสำคัญกับ
>แรงจูงใจ (Motivation)ภายในที่แสดงถึง ความสามารถ ความสำเร็จ และบทบาทในแต่ละบุคคล 
>สิ่งแวดล้อม (Environment)ที่เป็นสิ่งเร้าที่ให้ข้อมูลเข้าไปสู่ระบบ การตอบสนองต่างๆต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
>ลักษณะทางกายภาพ และโครงสร้างสังคม ได้แก่ วัฒนธรรม ผู้คนรอบข้าง ประชากร กลุ่มสังคม องค์กร วัตถุ

MOHO มองว่า..............................มนุษย์เสมือนระบบเปิด

credit: https://www.pinterest.com/pin/432134526715963444/

โมเดลนี้อธิบายรูปแบบการประกอบกิจกรรมของมนุษย์ที่ใช้ในเด็กว่า

  • เด็กเป็นระบบเปิดที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
  • กิจกรรมที่เด็กทำ (Child’s occupation) เป็นการแสดงผล (Out put) ของระบบ
  • ไม่มีระบบย่อย(Subsystem)ใดที่สามารถประเมินหรืออธิบายได้โดยปราศจากความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

และยังสนใจ กิจกรรม (Occupation) เกี่ยวกับการเล่น สนุกสนาน การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจที่สัมพันธ์กับความเชื่อ ความชอบ ประสบการณ์เดิม และแบบแผนพฤติกรรมที่เด็กต้องการ ความสามารถ (Competence) รวมทั้งบทบาท ทักษะ และแบบแผนพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ และเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (Occupational role)

จากโจทย์ที่ให้นักศึกษาช่วยหาคำตอบ ให้อธิบายการทานคุกกี้ของเด็ก โดยใช้โมเดล MOHO ทำให้ดิฉันเข้าใจว่าโมเดลนี้มีความยากและลึกซึ้งมาก กว่าจะตกผลึก ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากอ.ดร.ป๊อป มาช่วยกันวิเคราะห์.......................................การทานคุกกี้ ดูหมูๆง่ายๆ เคี้ยวแล้วกลืน แต่อธิบายโดยใช้MOHO จนเกือบจะโมโหกว่าจะได้คำตอบว่า

credit: https://www.pinterest.com/pin/135037688796807030/

การทานคุกกี้ของเด็ก


เด็กรู้สึกหิว จึงเลือกคุกกี้ของโปรดมาทานแก้หิว เขากัดหนึ่งคำเข้าปาก

เขามักเลือกทานคุกกี้บ่อยๆ เวลาหิวเพราะมันอร่อย

credit: https://www.pinterest.com/pin/27936460166064782/

หากนำทฤษฎีของมาสโลว์ มาใช้อธิบายการให้คุณค่า(value)ในการทานคุกกี้ของเด็ก ตามลำดับขั้นต่างๆได้ดังนี้

เด็กทำพฤติกรรม(หิว>ทานคุกกี้)นี้ซ้ำๆจนเป็นอุปนิสัย

เขาเป็นนักบริโภคในตอนนี้ แต่ในอนาคตเขาอาจจะอยากจะลองเปลี่ยนบทบาท เป็นคนทำขนม หรือคนขายขนมดูบ้าง

จะเห็นว่าการทานคุกกี้ทำให้เกิดหลากหลายทักษะจากง่ายๆ ไปซับซ้อน หากเขาทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นอาจจะกลายเป็นเด็กทานไว หรือแค่ชิมก็รู้แล้วว่าขนมชิ้นนี้มาจากร้านอะไร

หากพิจารณาแค่การเคี้ยวการกลืน

การทำทักษะ(skill)การดูดกลืน การเคี้ยว การกิน จึงจะทำให้เขาเคี้ยวหรือกลืนขนมได้ (Out put) การที่เด็ก เคี้ยวบ่อยๆ เร็วๆ จะเป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ให้เกิดกระบวนการนำอาหารเข้าปาก (Input) อีกครั้ง ซ้ำๆ ซ้ำๆ


credit ภาพประกอบจาก pinterest

ขอยกเครดิตให้กับคำถามจากนักศึกษา อ.ป๊อป และความอุตสาหะของตนเอง