​แรงขับเคลื่อนชีวิต: ตัณหา

"พี่หนาน"
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

แรงขับเคลื่อนชีวิต: ตัณหา

...

เมื่อผู้อ่านพิจารณาตามผังพุทธธรรมหรือแผนภูมิอริยสัจ ๔ แล้ว ก็พอจะทราบว่า ขณะนี้อธิบายความมาถึงข้อใดแล้ว ต่อไปก็จะขอกล่าวถึง “ทุกขสมุทัยอริยสัจ” พอเป็นหลักและแนวทางทำความเข้าใจ สักเล็กน้อย...

“ทุกขสมุทัย” คือ ความจริงที่เป็นสาเหตุหรือต้นตอแห่งทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร ขอยกบาลีรับรองที่กล่าวถึงไว้ก่อนดังนี้...

.... “...อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระตัตราภินันทินี เสยยะถีทัง กามะตัณหา ภะวะตัณหาวิภะวะตัณหา...”

คำแปลก็จะได้ในลักษณะว่า...

.......“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ “ตัณหา อันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วย “โปโนพฺภวิกา” เป็นไปเพื่อภพชาติใหม่ หรือเป็นไปเพื่อภพคือความเป็นใหม่ “นนฺทิราคสหคตา” เป็นไปกับด้วยนันทิ(นันทะ)คือความเพลิน กับด้วย ราคะคือความติดใจยินดี “ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี”(อภินันทนา) มีความเพลิดเพลินยิ่งขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ หรือในสิ่งนั้น ๆ(มี ๓ อย่าง) คือ กามตัณหา (ตัณหาในกาม) ภวตัณหา (ตัณหาในภวะหรือภพ) วิภวตัณหา (ตัณหาในวิภพ หรือ วิภวะ” ........

สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเขียนอธิบายเรื่องนี้เอาไว้(เว็บไซต์ด้านล่าง) ขอจับประเด็นและขยายความมาให้อ่านกัน ดังต่อไปนี้...

  • กามตัณหา...

ตัณหา แปลว่า ความอยากที่ดิ้นรนไปของใจ กาม แปลว่า ใคร่ มี ๒ อย่างคือ ๑.กิเลสกาม และ ๒.วัตถุถาม …

กิเลสกาม หมายถึง กิเลสเป็นเหตใคร่ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความเพลิน ราคะติดใจยินดี มีความเพลิดเพลินยิ่งขึ้นในอารมณ์นั้น ๆ หรือในสิ่งนั้น ๆ และส่งผลสำคัญคือ เป็นไปเพื่อภพชาติใหม่ สิ่งสำคัญหรือหลักการสำคัญอยู่ตรงนี้...

วัตถุกาม หมายถึง วัตถุหรือพัสดุอันได้แก่สิ่งที่ใคร่ หรือที่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ มีอะไรบ้าง ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณาที่อายตนะ ๖ อีกครั้ง คือ รูปเป็นที่ใคร่ เสียงเป็นที่ใคร่ กลิ่นเป็นที่ใคร่ รสชาติเป็นที่ใคร่ โผฏฐัพพะสิ่งที่ถูกต้องกายเป็นที่ใคร่ รวมทั้งธรรมอารมณ์ หรืออารมณ์คือเรื่องราวทางจิตใจโดยตรงเป็นที่ใคร่ ก็จัดเป็น วัตถุกาม ด้วยกันทั้งนั้น..

กล่าวโดยรวม กามตัณหา คือ ตัณหาในวัตถุกาม นั่นเอง

  • ภวตัณหา ...

ตัณหาในภพชาติที่เป็นอยู่นี้ มีความอยากดิ้นรนอยู่ในภพชาติที่เป็นอยู่นี้ ไม่อิ่ม ไม่เบื่อหน่าย และในภพชาติที่ปรารถนาต้องการต่อไป และแม้ว่าความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ต่างๆ ก็นับรวมเข้าในภวตัณหา ตัณหาคือภพนี้ด้วย

ความจริงคนส่วนใหญ่มีจิตกลัวอยู่ลึกๆ ในเรื่องนี้ คือ กลัวที่จะหลุดพ้น กลัวที่จะได้รู้ธรรม เข้าใจธรรม ได้ดวงตาเห็นธรรม เวลาปฏิบัติธรรม จึงไม่ค่อยสนใจหรือเอาใจใส่กันอย่างจริงจัง สักแต่ว่าปฏิบัติไป ลึกๆ แล้ว ก็กลัวว่า หากปฏิบัติจริงจนเห็นธรรมขึ้นมาแล้ว ตนเองก็จะไม่สนใจ ใยดี ทางโลกหรือ ลืมกามคุณ ๕ ไปได้ เพราะกามคุณ คุณที่ได้จาก รูปสวย รสอร่อย กลิ่นหอม เสียงเพราะๆ สิ่งที่ถูกต้องสัมผัสอ่อนนุ่ม และอารมณ์คือเรื่องราวทางจิตใจโดยตรงซึ่งเป็นที่ใคร่ ที่พอใจ ที่ยินดี ที่เพลินนั้น กลัวว่าจะหมดไปจากตน

ตนยังรักยังชอบใจที่จะอยู่ ยังอยากที่จะพัวพัน ยังลุ่มหลงชอบใจในความเอร็ดอร่อยของกามคุณต่าง ๆ เหล่านั้น และเมื่อได้รับผลหรือคุณ จากกามคุณดังกล่าวแล้ว ก็จะพัวพัน ผูกพัน ติดใจ อยากได้ อยากอยู่กับภพชาติที่เป็นอยู่นี้ อย่างไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเบื่อหน่าย และเมื่อได้เป็นดั่งที่ต้องการที่ปรารถนา เช่น อยากเป็นครู ก็ได้เป็น อยากเป็นหมอก็ได้เป็น อยากเป็นตำรวจก็ได้เป็น อยากเป็นใหญ่ก็ได้เป็น และเมื่อได้เป็นแล้ว ก็อยากมียศ ตำแหน่ง มีขั้น ระดับ ที่สูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เรามีความเพลิดเพลิน มีความดิ้นรนทะยานอยากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซ้อนทับกันมากยิ่งขึ้น จนไม่สามารถสลัดภพ สลัดชาติ สลัดความดิ้นรนอยากได้อยากเป็น ให้หลุดรอดออกไปได้กลายเป็นความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน) ภวตัณหา มีคุณลักษณะแบบนี้

  • วิภวตัณหา ...

ตัณหาในวิภวะหรือวิภพ คือในความไม่เป็นนั่น ในความไม่เป็นนี่ ดังเช่นความรู้สึกอยากตาย เพราะความอึดอัดเบื่อหน่ายในชีวิต หรือในชาติภพนี้ ความอยากตายสูญ คือให้สิ้นสูญไปเลย ไม่ต้องเกิดอีก และแม้ความอยากที่จะไม่เป็นนั่นเป็นนี่ เช่น อยากที่จะให้สิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจพอใจสิ้นไป หายไป หมดไป ก็นับเข้าเป็นวิภวตัณหาด้วย ...

เหมือนกับความอยากที่ตรงข้ามกันกับ ภวตัณหาที่กล่าวถึงมาแต่เบื้องต้น แต่มองกามคุณในด้านลบ คือ เมื่อพบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ก็พยายามที่ผลักออก ดันออก ไสออกไปให้พ้นๆ ซึ่งบางทีเราไม่อาจจะหลีกหนีไปได้ เช่น เห็นรูปไม่สวยเละเทะ เปอะเปื้อนเกิดความขยะแขยง ผลักดัน ผลักไส บอกให้นำออกหรือ พาออกไปจากที่ที่ตนเองอยู่ให้ไกล ได้ยินเสียงหมาหอนตอนเย็น หรือตอนดึก ก็ไม่ชอบใจไม่พอใจ อยากเอาไม้ไปไล่ตี เอาหนังสติ๊กไปยิงให้มันหนีไป ให้พ้นตนเองไปในขณะนั้น ได้กลิ่นเหม็นของการสูบส้วมอยู่ใกล้ๆ บ้าน ก็ร้องด่า ว่าให้เขา ไม่พอใจบอกให้เขารีบปิดรีบทำ รีบไปเสียให้พ้นๆ บ้านตน(ซึ่งความจริงทำที่บ้านเขาแต่กลิ่นดันเหม็นที่เรา) ได้ลิ้มรสอาหารที่บูดเน่า รสชาติไม่ได้เรื่อง ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ อาจพาลทะเลาะกับคนทำอาหารก็ได้ ได้สัมผัสถูกต้องกับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาไม่ชอบใจ เช่น นอนที่นอนแข็งกระด้างขรุขระ ไม่มีที่ปูทำให้นอนไม่หลับ เจ็บปวดไปทั้งแผ่นหลัง ก็อยากเปลี่ยนที่เปลี่ยนท่า หาที่นอนใหม่เป็นต้น นึกถึงอารมณ์ธรรม เช่น ทะเลาะกับคู่กรณีที่ขับรถเฉี่ยวชน เมื่อกลางวันก็ให้เกิดความฉุนเฉียว ขึ้งโกรธ ไม่รู้จักหมดจักหาย พยายามผลักดันอารมณ์ไม่ให้คิดไม่ให้กังวลก็อดไม่ได้ พลอยลามคิดอกุศลยิ่งๆ ขึ้นไป ถึงกับจะยิงจะฆ่าเขาให้ได้ พยายามขับไล่ความคิดเหล่านี้ออกไปเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้ง่ายๆ นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ที่ยกเรื่องอายตนะ ๖ มาพิจารณา...

อีกนัยยะหนึ่งคือ มองตามอาชีพ ตำแหน่งแบบที่กล่าวมาแต่เบื้องต้น เช่น อยากเป็นครู ก็ได้เป็น อยากเป็นหมอ ก็ได้เป็น อยากเป็นตำรวจ ก็ได้เป็น อยากเป็นใหญ่ ก็ได้เป็น และเมื่อได้เป็นแล้ว เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความท้อ เกิดทางตัน หมดกำลังใจ ต่ออาชีพ ต่อตำแหน่งงานที่ทำที่เป็นอยู่ จึงเกิดความอยากที่จะหลีกหนี อยากหางานใหม่ อยากไปทำอาชีพอื่น อยากให้คนที่ทำอยู่ด้วยลาออกไป บางท่านถึงกับอยากตาย เพราะหาทางออกของปัญหาต่าง ๆ ของตนไม่ได้ หลงคิดว่า เมื่อตนเองตายไปแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ก็คงจะจบกัน ชีวิตก็น่าจะพ้นทุกข์ไปได้ ตายแล้วก็แล้ว หรือตายแล้วก็สูญ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไป

*ความอยากออก อยากหนี อยากพ้น อยากตาย อยากบรรลุธรรม ก็จัดเป็นวิภวตัณหา ด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อกล่าวถึงสาเหตุหรือต้นเหตุของทุกข์ ทั้งหมดที่กล่าวมา สิ่งที่หลีกเลี่ยงจะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ เรื่องของ อายตนะ ๖ คู่ (ตา+รูป, หู+เสียง, จมูก+กลิ่น, ลิ้น+รส, กาย+สิ่งที่ถูกต้องสัมผัส, ใจ+อารมณ์คือเรื่องราวทางใจโดยตรงซึ่งเป็นที่ใคร่) ที่ถูกบงการและครอบงำโดย “ตัณหา” และ “อุปาทาน” ความดิ้นรนทะยานอยากและความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแหละคือตัวทุกข์” อายตนะและขันธ์ ๕ คือสื่อเชื่อมต่อประสานกันกับโลกภายนอก หรือการรับรู้โลกจากประสบการณ์ จากการเวียนว่ายตายเกิด จนทำให้เราเกิดทุกข์ เพราะความรู้ไม่เท่าทันจิต รู้ไม่เท่าทันแห่งกิเลสกามและวัตถุกาม เพราะความเพลิน เพราะความติดใจยินดี และเพราะความเพลิดเพลินในสิ่งที่ใคร่นั้น ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป กลายเป็นความยึดมั่นถือมั่น พัวพัน ผูกพัน จนเราไม่สามารถที่จะสลัด ทำให้หลุดพ้น หรือนำออกจากจิตใจไปได้

ตัณหาหลักทั้ง ๓ นี้ ท่านผู้รู้ ครูอาจารย์ พากันสอนให้พวกเรากำหนดละให้ได้ หรือไม่ก็พยายาม "ปล่อยวาง" ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะพากันกระทำได้ครับ

=====================================

“พี่หนาน”

28/8/2558

…………………………………………………………..

ขอบคุณข้อมูลประกอบการเขียนจากเว็บไซต์ ต่อไปนี้...

สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกวัดบวรนิเวศวิหาร

คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ...

http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-277.htm

พระไตรปิฎก ฉบับสมาคมศิษเก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย…

http://www.nkgen.com/32.htm

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Phraputtha



ความเห็น (0)