เหตุใดงานฮั้วประมูลของท้องถิ่นจึงไม่หมดไป ตอนที่ 2

เหตุใดงานฮั้วประมูลของท้องถิ่นจึงไม่หมดไป ตอนที่ 2

27 สิงหาคม 2558

สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ [1]

ความตอนที่แล้วกล่าวภาพรวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การฮั้วงานจ้าง” หรือ “การฮั้วประมูลงานจ้าง” ยังไม่จบความ ตอนนี้มาวิพากษ์กันต่อ

เหตุใดต้องไปฮั้วงานกันที่บ้านของนักการเมืองใหญ่

ในยุคหนึ่งที่นักการเมืองสั่งได้ ชงเอง แบ่งเอง กินเอง เป็นที่มาสำคัญที่ต้องมีการนัดฮั้วกันที่บ้านของนักการเมือง(ใหญ่) โดยมี “ผู้จัดการฮั้ว” ของนักการเมืองนั้นดำเนินการ ซึ่งถือเป็น “ต้นแบบ” ธรรมเนียมของการฮั้วงานต่าง ๆ นับตั้งแต่วงการฮั้วงานใหญ่ระดับประเทศ ลงมาถึงระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น หรือระดับใดก็ตามที่มีวงเงินงบประมาณจัดจ้างหลายล้านบาท หากจะนับในวิธีการทางพัสดุก็นับจากวงเงินงบประมาณเกินกว่าสองล้านบาทขึ้นไป ที่ต้องใช้วิธีการประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ [2]

ที่บ้านของนักการเมืองใหญ่ในวงเวทีปรึกษาหารือเพื่อการฮั้วงานกันนั้น จะมีผู้เกี่ยวข้องนับตั้งแต่ข้าราชการทั้งฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง มาทานกาแฟร่วมวงกับผู้รับจ้างหรือผู้รับเหมาด้วย เหตุผลลึก ๆ ไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเหตุใดจึงมีเหล่าบรรดาข้าราชการเหล่านั้นร่วมวงสนทนาด้วย แน่นอนว่าในมุมมองถึงเหตุผลที่ข้าราชการเหล่านั้นมาร่วมชุมนุมด้วยคงมิใช่ภาพบวกแน่นอน ในมุมมองภาพลบอาจมองได้ว่า เป็นการ “สร้างหลักประกันการฮั้วราคางานกันให้มั่นคง ไม่มีเบี้ยวหักหลังกัน” เพราะมีบรรดาเหล่าข้าราชการผู้มีอำนาจรับทราบแล้ว หรือ เพื่อการยืนยันถึงยอด “เม็ดเงินหรือวงเงินงบประมาณ” ที่จะดำเนินการของฝ่ายราชการ ฯลฯ เป็นต้น เมื่อปรึกษาพูดคุยตกลงเงื่อนไขและราคากันได้ในวงสนทนา (เรียกว่าเคลียร์กันได้) แล้ว “ผู้จัดการฮั้ว” ก็จะตกลงให้ผู้รับจ้างทั้งหลายเขียนบันทึก “สัญญาสุภาพบุรุษ” กัน ณ ที่ตรงนั้นเลยว่า ห้างใดบริษัทใดจะไปยื่นเสนอราคา เป็นที่น่าสังเกตง่ายว่าบรรดานักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลฯ เหล่านี้ มักจะมีบริษัทรับเหมาใหญ่ในสังกัดที่เป็นที่ทราบกันดีโดยปริยาย ซึ่งนักการเมืองคนนั้นได้ดำรงตำแหน่ง รมต. เมื่อใด คู่แข่งจะไม่มีโอกาสได้งานจ้างเลย

ในทางปฏิบัติในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของส่วนราชการเจ้าของงบประมาณงานจ้างโครงการต่าง ๆ ก็ดำเนินการไปให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการที่กำหนดไว้ กล่าวในทางปฏิบัติก็คือ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเหล่านั้นเพียงแต่อยู่เฉย ๆ มิได้มายุ่งเกี่ยว หรือเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลงานจ้างที่ฝ่ายผู้รับเหมาได้ไปตกลงกันแต่อย่างใด

ฉะนั้น โครงการประมูลงานจ้างวงเงินงบประมาณสูงประเภทต่าง ๆ อาทิ งานโครงการขุดลอก งานทาง ในช่วงงานต่างๆ จะมีผู้รับเหมาเป็นเจ้าของจองงานกัน ตั้งแต่การเริ่มขอตั้งงบประมาณ ทั้งนี้ รวมถึงการตัดลดวงเงินแปรงบประมาณไปดำเนินการในโครงการอื่นด้วย ต่างก็มีผู้รับเหมาเป็นเจ้าของจองงานจ้างมาแต่เริ่มแรกโดยตลอดเช่นกัน ด้วยกรรมวิธีการจัดการฮั้วดังกล่าว จึงไม่ต้องสงสัยว่า เหตุใดงานรับจ้างประมูลงานโครงการใหญ่ทั้งในระดับประเทศ หรือในระดับจังหวัด ต่างมีผู้รับเหมาเพียงไม่กี่ห้าง บริษัทเท่านั้น ที่ต่างเวียนกันรับงานจ้างมาโดยตลอด โดยไม่มีการแข่งขันสู้ราคากัน ทั้งในการรับงานโดยตรงในฐานะ “ผู้ลงนามในสัญญา” หรือ การปล่อยช่วงงานให้พวกพ้องบริวารไปดำเนินการเรียกว่า “การซับงาน” หรือ “การรับช่วงงาน” หรือ “subcontract” [3] หรือ แบ่งกันจัดหาวัสดุก่อสร้าง หรือขายวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

ปัญหาอุปสรรคการฮั้วงานที่ไม่ลงตัว

อาจมีปัญหาอุปสรรคบ้างในการฮั้วงานในระดับล่างลงไป ในที่นี้ขอกล่าวตัวอย่างศึกษาในระดับอำเภอ หรือในระดับท้องถิ่น

ด้วยเหตุผลข้อจำกัดหลายประการที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ อาทิ วงเงินฮั้วงานที่ไม่ลงตัวกันในการแบ่งสรรผลประโยชน์ในระหว่างผู้รับจ้าง หรือมีการเกทับราคาต่อรองกันในราคาฮั้วงานที่สูงเกิน ทำให้ผู้รับเหมาต่างไม่ยินยอมซึ่งกันและกันรวมทั้งยุทธการจิตวิทยาสร้างกระแสข่าว ข่มขู่ผู้รับจ้างรายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น บอกว่างานจ้างนี้มีผู้จองงานแล้ว มีผู้รับจ้างไปตกลงรับงานมาจากส่วนกลางแล้ว มีการจ่ายค่าฮั้วงานโครงการมาแล้วเรียกว่า “ไปซื้องานมาจากส่วนกลางแล้ว” หรือเรียกว่า “มีผู้ไปวิ่ง(เต้น)งานจนได้งานมาแล้ว” หากผู้รับจ้างรายอื่นประมูลงานจ้างได้หรืออยากได้งานจ้าง ก็ต้องจ่ายให้แก่ผู้รับจ้างที่ไปวิ่งงานมาในอัตราเท่านั้นเท่านี้ (คือเป็นร้อยละของงานจ้าง) คำกล่าวอ้างลอย ๆ เหล่านี้ของผู้รับเหมาที่จะเอางานเช่น คน(ผู้รับเหมา)อื่นห้ามแตะ เพราะ(ข้าฯ)เสียตังค์มาแล้ว เป็นต้น ซึ่งการปล่อยข่าวทำนองนี้ นอกจากจะบอกกล่าวแก่ผู้รับจ้างอื่นแล้ว ยังได้บอกกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบให้รับทราบด้วยแม้ว่าการปล่อยข่าวทำนองนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม แต่ผลทางจิตวิทยาทำให้กระทบต่อผู้รับจ้างรายอื่นและต่อเจ้าหน้าที่บ้าง ทำให้เกิดความยำเกรง ความเกรงกลัว ไม่กล้าฝืนใบสั่ง เป็นต้น

การจับกุมผู้ฮั้วประมูลงานจ้าง

ในอดีตมีการฮั้วงานที่ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามจับกุมได้ ทำให้ผู้รับจ้างต้องปรับกลยุทธใหม่ในการฮั้วงานใหม่ แทนที่จะมีการฮั้วงานแบบออกหน้าออกตาโจ๋งครึ่ม ก็เปลี่ยนใหม่เป็นแบบ “ลับ” รู้กันเฉพาะวงในผู้รับจ้างเท่านั้น แล้วก็ใช้สถานที่มิดชิดในห้องแอร์เป็นสถานที่ในการวางแผนฮั้วงานกันแบบไร้ร่องรอย จับผิดไม่ได้ มีการฮั้วงานกันก่อนล่วงหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่มิอาจล่วงรู้ถึงกรรมวิธีเหล่านี้ได้เลย กล่าวคือ ส่วนใหญ่กลุ่มผู้รับจ้างที่ฮั้วประมูลงานจ้างกันนั้น ได้ตกลงฮั้วงานกันก่อนล่วงหน้าวันยื่นซองเสนอราคามาแล้ว มิได้มาตกลงฮั้วประมูลงานจ้างกัน ณ สถานที่ที่เปิดให้มีการยื่นซองเสนอราคากัน (ที่ว่าการอำเภอ) แต่อย่างใด

ในกรณีที่กระแสของการฮั้วงานไม่ลงตัว มีวงเงินสูง ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้นเหตุของการฮั้วงานที่มีการร้องเรียน ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามเข้าทำการจับกุม แต่การจับกุมหาพยานหลักฐานก็ค่อนข้างยาก ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงถึงการฮั้วประมูลงานที่ชัดเจน เพราะมีการวางแผนฮั้วงานกันมาก่อนที่จะเสนอราคาแล้ว ส่วนกรณีที่มีผู้รับจ้างรายใหม่จะเข้ามายื่นเสนอแข่งขันราคาด้วยในวันยื่นซองเสนอราคาก็ มีความเป็นไปได้น้อย เพราะผู้รับจ้างที่ซื้อซอง(ซื้อแบบแปลนฯ) ได้ถูกเชิญไปฮั้วงานแบบลับมาก่อนวันยื่นซองเสนอราคาแล้ว

โอกาสที่เป็นไปได้ในการหาหลักฐานตรวจจับแม้จะใช้วิธีการแบบสายลับ ปลอมตัวเข้าไปแฝงในกระบวนการฮั้ว เช่น ในคราบของผู้รับจ้าง หรือในคราบของผู้เดินสายกินฮั้ว เพื่อเก็บข้อมูลแบบที่เรียกว่า “ล่อซื้อล่อจับ” เช่นการล่อจับที่ผ่านมาในจังหวัดปราจีนบุรี กาฬสินธุ์ นครปฐม กาญจนบุรี [4] ฯลฯ เป็นต้น ก็ยังเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก และอาจไม่เป็นผลหากฝ่ายผู้รับจ้างไหวตัว ฉะนั้น วิธีการปลอมตัวเป็นสายลับเพื่อการ “ล่อซื้อล่อจับ” จึงมีข้อจำกัด

ข้อสังเกตการฮั้วงานของท้องถิ่นในปัจจุบัน

(1) ยุทธการปราบฮั้วให้หมดสิ้นไปจากท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องยาก ด้วยเหตุผลหลายประการส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ผู้บริหารท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ประกอบกับระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองเกื้อหนุนกัน ทำให้ระบบการฮั้วงานในระดับท้องถิ่นยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่น

(2) การฮั้วงานมีตั้งแต่ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในโครงการใหญ่โดยห้างฯ บริษัท ที่มีชื่อ ที่มีนักการเมืองระดับชาติเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ถือหุ้น หรือ เป็นตัวแทน (nominee) ฉะนั้น การฮั้วประมูลงานการจัดซื้อจัดจ้างจึงยังคงมีอยู่เกือบทุกงานทุกโครงการ เพียงแต่ฝ่ายผู้รับจ้างได้เปลี่ยน วิธีการฮั้วงานให้แนบเนียน เงียบและเป็นความลับยิ่งขึ้น กล่าวคือมีการฮั้วงานกันล่วงหน้าก่อนวันยื่นซองเสนอราคา และกระทำในห้องแอร์ที่มิดชิด บุคคลภายนอกไม่สามารถล่วงรู้ได้ และ ไม่มีพยานหลักฐานใดให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามดำเนินการจับกุมได้

(3) ในระดับจังหวัด ระดับอำเภอและท้องถิ่น มีผู้รับเหมาท้องถิ่นเจ้าถิ่นเดิมรวมตัวเป็น “สภาผู้รับเหมา” ในระดับอำเภอ โดยมีการแต่งตั้งบุคคลที่มีหน้ามีตาของสังคมเป็นผู้ประสานงาน หรืออาจเรียกว่าเป็น “ผู้จัดการฮั้วในระดับอำเภอ” ซึ่งอาจมีผู้ช่วยด้วยหลายคน ส่วนใหญ่บุคคลเหล่านี้จะมีความสนิทสนามเกี่ยวข้องกับนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

(4) สำหรับในส่วนของเจ้าหน้าที่นั้น ด้วยระเบียบแบบแผนของทางราชการ ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่อาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องการฮั้วงานกับฝ่ายผู้รับจ้างได้ เจ้าหน้าที่ข้าราชการในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้เข้าไปจัดการ หรือไปจัดสรรงานหรือผลประโยชน์ร่วมกับฝ่ายผู้รับจ้างโดยตรง หากจะมีบ้างก็เพียงส่วนน้อย เนื่องจากระเบียบปฏิบัติขั้นตอนของทางราชการที่เข้มงวด เจ้าหน้าที่ราชการจึงต้องระมัดระวังในการปฏิบัติตามระเบียบมากขึ้น

(5) โอกาสที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้กล่าวหาจับกุมฝ่ายผู้รับจ้างที่มาฮั้วประมูลงานมีความเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า “เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการส่วนใหญ่” ต้องการรักษาหรือดำรงสถานะของตนเองมากกว่าที่จะไปสู้รบปรบมือกับฝ่ายมิจฉาชีพ (Status quo) [5] ฉะนั้น เป้าหมายของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็เพียงเพื่อดำเนินการให้การประมูลงานจ้างสำเร็จเรียบร้อยลงด้วยดี โดยไม่มีปัญหาอุปสรรคการร้องเรียน หรือการฟ้องคดี เท่านั้น แม้ว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจะทราบดีถึงข้อมูลต่าง ๆ อาทิ ข้อมูลว่าผู้รับจ้างรายใดที่เป็นตัวจริง หรือตัวแทน (nominee) ผลก็คือทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะดำเนินการป้องกันและปราบปรามด้วยเหตุที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการปราบปรามจับกุมนกรณีทีนนสเรจลวงลวงไปในแตลครงโดยไมมกรรองเรยนเโด

การเสนอแนะ แนะนำการแก้ไขปัญหาการฮั้วงาน

(1) การขึ้นทะเบียน ผู้รับเหมาหรือผู้รับจ้างตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ [6] ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากส่วนมาก ผู้รับจ้างมักจะหาตัวแทน (เรียกตุ๊กตา) มารับเหมาแทนตน แต่ผู้ที่ดำเนินการจริงคือ ตนเอง ในลักษณะของตัวแทน หรือ นอมินี (nominee) แม้ว่าจะมีผู้รับจ้างที่ดีมีคุณธรรม แต่ก็อาจมีน้อย

(2) เพราะฉะนั้น ต้องใช้กลไกของรัฐในการจัดเก็บข้อมูลว่า อำเภอ หรือ จังหวัดนี้ มีใครเป็นผู้ประกอบอาชีพรับเหมาบ้าง หมายถึง “เป็นผู้ประกอบอาชีพรับจ้างจริง ๆ โดยไม่ต้องตรวจดูทะเบียนฯ” เพื่อทราบข้อมูลเชิงลึกของผู้ที่ประกอบธุรกิจเป็นผู้รับเหมา หรือผู้รับจ้างตัวจริง โดยมีข้อมูลต่อไปว่า ผู้รับเหมารายนี้สถานะปัจจุบันประกอบอาชีพใด เช่น อาจมีงานประจำอยู่แล้ว อาทิ เป็นข้าราชการ นายช่าง เจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ ผู้อำนวยการโรงเรียน สาธารณสุขอำเภอ ปลัดอำเภอ ปลัด อปท. นายก อปท. นายก อบจ. สมาชิกสภาท้องถิ่น ส.อบต. ส.ท. ส.จ. ข้าราชการตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม ทั้ง ตำรวจ ดีเอสไอ. ป.ป.ท. ป.ป.ช. คงจะมีข้อมูลเหล่านี้แล้ว หากแต่ต้องมีการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันในทุกรอบเดือนด้วย เหล่านี้คือปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เรียกว่ามี “การกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์” (Conflict Of Interest - COI) [7]

ด้วยเหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้คือ บุคคลที่มีส่วนร่วมกับผู้รับเหมาในการฮั้วงาน หากส่วนราชการที่มีหน้าที่ในการปราบปรามได้เก็บข้อมูล “เชิงลึก” เหล่านี้ไว้อย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ก็จะเป็นข้อมูลในการทำงาน “เชิงรุก” รู้เขารู้เราได้มากขึ้น เพราะหากมีการเก็บข้อมูลในช่วงที่มีปัญหาการร้องเรียนกัน จะไม่มีบุคคลใดที่กล้าให้ข้อมูลที่เป็นจริงด้วยเกรงกลัวความผิด ฉะนั้น งานการจัดเก็บข้อมูลต้องจัดเก็บมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องซึ่งจะเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ยอดเยี่ยม ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ประชาชนทั่วไปในอำเภอหรือในท้องถิ่นต่างทราบกันดี คนท้องถิ่นชาวบ้านเห็นมาจนชินตาแล้ว เพียงแต่ไม่กล้าบอก

(3) ระบบอุปถัมภ์ (patronage & client system) [8] เป็นระบบพวกพ้อง มีผลประโยชน์เกื้อกูลกัน เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับระบบคุณธรรม (merit system) [9] ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อย่างมีธรรมาภิบาล (Good Governance) [10] ที่ประสบปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากไม่มี “ต้นแบบ” (Model) ที่ดีที่สัมผัสได้เชิงประจักษ์ เพราะหากปรากฏว่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันก็คือ “บุคคลที่มาจากระบบอุปถัมภ์” ก็ยิ่งเป็นต้นแบบที่ดีไม่ได้เลย

แนวทางแก้ไข ก็คือ เมื่อมีการตรากฎหมายใหม่แล้ว ควรต้องสร้างต้นแบบตัวอย่างที่ดีไว้ด้วย เพื่อให้เป็นตัวอย่างในเรื่อง “ความโปร่งใส” (transparency) [11] โดยการคัดเลือกบุคคลที่เป็น “ต้นแบบ” โดยมาจากการคัดเลือกของประชาชน หรือจาก “ประชาสังคม” (Civil Society) เป็นผู้พิจารณารับรอง

(4) ข้าราชการปรับตัวแล้ว แต่ผู้รับจ้างหรือผู้รับเหมายังไม่ปรับตัว การจะเอาผิดผู้รับเหมาได้ต้องมีพยานหลักฐานที่ต้องใช้ความสามารถในการรวบรวมพยานหลักฐานที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก กล่าวคือ การหาหลักฐาน ได้ยาก

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเห็นและข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น คงเป็นข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ และนำไปประกอบการพิจารณาในการป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชันของท้องถิ่นได้ตามสมควร



[1] สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2558ปีที่ 65 ฉบับที่ 22769 หน้า 10 <การเมืองท้องถิ่น>

[2] ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2553, http://wiroj101.blogspot.com/2013/11/2535-9-2553.html , ข้อ 15 “การซื้อหรือการจ้างโดยวิธีประกวดราคา ได้แก่ การซื้อหรือการจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน 2,000,000 บาท”, ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 วันที่ 6 ธันวาคม 2548 และวันที่ 27 ธันวาคม 2548 เห็นสมควรให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของร้ฐ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

[3] เมื่อกล่าวถึงการรับจ้างช่วง หรือรับเหมาช่วง มีอีกคำหนึ่งที่คล้ายกัน คือคำว่า “out source” หรือ “ผู้รับจ้างช่วง”

ซึ่งจะใช้ในความหมายว่า “ไม่สามารถทำเองได้ก็มักจะใช้ out source ทำแทน” ในความหมายที่ว่า out source = part of production process ถือว่า out source เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมในการผลิตเท่านั้น ไม่ใช่กระทำแทนทั้งหมด

[4] “ปราจีนโมเดล”ยุทธการเด็ดปีกเจ้าพ่อฮั้วประมูล, ผู้จัดการออนไลน์, ทีมข่าวอาชญากรรม, 29 ธันวาคม 2555,

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9550000158086 & ตำรวจจับ'อดีต สจ.กาฬสินธุ์' ฮั้วประมูล, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 24 กรกฎาคม 2558, http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/657925 &

นครปฐม-รวบรองนายกอบต.คาสนง.อบต.ขณะฮั้วประมูล, ข่าว APJ News, 3 มิถุนายน 2558, http://www.apjnews.com/?p=18722 & ศาลเลื่อนอ่านฎีกา “กำนันเซี้ย” ฮั้วประมูลที่ จ.กาญจนบุรี”, ผู้จัดการออนไลน์, 11 มีนาคม 2558, http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9580000028738 (เหตุเกิดปี 2544 ด้วยจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประเด็นความผิดขัด รธน.ฉบับชั่วคราวหรือไม่)

[5] “status quo” คือสถานะเดิมหรือนโยบายเดิม หรือ การรักษาสถานะเดิมของตนไว้

[6] ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ..., สำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ, กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง, http://klang.cgd.go.th/plk/w_sep/ppt_e-Auction50.ppt & http://part.sopmoei.com/support/doc/ksd_1.pdf

[7] การขัดกันแห่งผลประโยชน์, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://th.wikipedia.org/wiki/การขัดกันแห่งผลประโยชน์

[8] ระบบอุปถัมภ์กับการเมืองการบริหารในสังคมไทย, https://nidamppm14.files.wordpress.com/2008/11/the-patron-client-system.doc

[9] ธนธัช ขุนเมือง, ระบบคุณธรรมVSระบบอุปถัมภ์, hq.prd.go.th/plan/ewt_dl_link.php?nid=1946

[10] หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี, click.senate.go.th/?p=3772

[11] มารู้จักคำว่า “ความโปร่งใส” กันเถอะ, คณะทำงานส่งเสริมธรรมาภิบาลของ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, http://www.socgg.soc.go.th/labelTransparent.html

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ชอบมากค่ะ..

มีหน้าหมาป่ามาฝาก เจ้าค่ะ..